โดนต์เซย์ยูเลิฟมี

"โดนต์เซย์ยูเลิฟมี" (อังกฤษ: Don't Say You Love Me) เป็นซิงเกิลเปิดตัวของวงเอ็มทูเอ็ม ดูโอแนวป็อปจากนอร์เวย์ที่ประกอบด้วยสมาชิกคือ เมเรียน เรเวน และ มาริต ลาร์เซน เพลงออกอากาศครั้งแรกทางเรดิโอดิสนีย์ ก่อนที่จะออกอากาศอย่างเป็นทางการทางสถานีวิทยุอเมริกันและออกจำหน่ายเป็นซิงเกิลในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1999 โดยยังบรรจุอยู่ในอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์ โปเกมอน เดอะมูฟวี่ ตอน ความแค้นของมิวทู ออกจำหน่ายเดือนตุลาคม ค.ศ. 1999 และยังอยู่ในอัลบั้มเปิดตัวของเอ็มทูเอ็มชุด เชดส์ออฟเพอร์เพิล (2000) นอกจากนั้นยังรวมอยู่ในอัลบั้มรวมเพลงของวงชุด เดอะเดย์ยูเวนต์อะเวย์: เดอะเบสต์ออฟเอ็มทูเอ็ม (2003)

เพลงได้รับเสียงวิจารณ์ด้านบวก ชัค เทย์เลอร์ จากนิตยสาร บิลบอร์ด เขียนไว้ว่า "น่าลุ่มหลงอย่างยิ่ง" และสามารถเข้าถึงกลุ่มคนฟังทั้งวุ่ยรุ่นและรุ่นใหญ่ เพลงขึ้นอันดับ 2 ในนอร์เวย์, อันดับ 4 ทั้งในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์, อันดับ 16 ในสหราชอาณาจักร และอันดับ 21 บนชาร์ต บิลบอร์ด ฮอต 100 ซิงเกิลได้รับการยืนยันระดับแผ่นเสียงทองคำในสหรัฐและออสเตรเลีย และยังคงเป็นเพลงฮิตที่สุดของเอ็มทูเอ็ม วงยังได้แสดงเพลงนี้ในตอนของรายการ วันเวิลด์, ท็อปออฟเดอะป็อปส์ และ ดิสนีย์แชนเนลอินคอนเสิร์ต มีมิวสิกวิดีโอที่คล้ายคลึงกันออกมา 2 ตัว โดยมีตัวหนึ่งมีภาพจาก โปเกมอน เดอะมูฟวี่ ตอน ความแค้นของมิวทู ด้วย

"โดนต์เซย์ยูเลิฟมี"
M2M Don't Say You Love Me UK European cover
ซิงเกิลฉบับสหราชอาณาจักร/ยุโรป
ซิงเกิล โดย เอ็มทูเอ็ม
จากอัลบั้ม อัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์ โปเกมอน เดอะมูฟวี่ และ เชดส์ออฟเพอร์เพิล
B-side"The Feeling Is Gone"
ออกจำหน่าย26 ตุลาคม 1999
รูปแบบ
บันทึกเสียง1999
แนวเพลงบับเบิลกัมป็อป[1]
ความยาว3:46
ค่ายเพลงแอตแลนติก
ผู้ประพันธ์
โปรดิวเซอร์
  • ปีเตอร์ ซิซโซ
  • จิมมี บราโลเวอร์
ลำดับซิงเกิลของ เอ็มทูเอ็ม
"โดนต์เซย์ยูเลิฟมี"
(1999)
"มิรเรอร์มิรเรอร์"
(2000)

เบื้องหลังและการแต่งเพลง

เมเรียน เรเวนและมาริต ลาร์เซนมาจากโลเรินสกูก เขตทางทิศตะวันออกของกรุงออสโล[2] ทั้งคู่พบกันตั้งแต่อายุ 5 ขวบ[3] และได้กลายมาเป็นเพื่อนรักกัน ทั้งคู่ค้นพบในความสนใจด้านดนตรีเหมือนกัน และเริ่มร้องเพลงด้วยกันรวมถึงแสดงในงานดนตรี[2][4] ได้ออกอัลบั้มสำหรับเด็กด้วยกันในฐานะคู่ดูโอ ชื่อชุด Synger Kjente Barnesanger (อังกฤษ: Sing Famous Children's Songs) ในปี ค.ศ. 1996 ภายใต้ชื่อวงว่า มาริตแอนด์เมเรียน[2] เมื่อลาร์เซนอายุ 11 และเรเวนอายุ 12 ปี[4] อัลบั้มได้การเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล สเปลมานไพรเซน[5] หลังจากออกอัลบั้มนี้พวกเธอก็เริ่มแต่งเพลงป็อปด้วยกันหลายเพลง[4] แล้วได้ส่งเดโมให้ค่ายเพลง หนึ่งในนั้นส่งไปยังแอตแลนติกเรเคิดส์ จนพวกเธอได้เซ็นสัญญาครอบคลุมทั่วโลกในปี ค.ศ. 1998[6] พวกเธอยังให้แฟนเพลงส่งชื่อวงใหม่ในการแข่งขัน มีหญิงคนหนึ่งแนะนำชื่อวงว่า เอ็มทูเอ็ม[3] เรเวนและลาร์เซนอายุ 14 และ 15 ปี ตามลำดับ ขณะกำลังบันทึกเสียงอัลบั้มเปิดตัวชุด เชดส์ออฟเพอร์เพิล รวมถึงซิงเกิลเปิดตัว "โดนต์เซย์ยูเลิฟมี"[2][7]

ดนตรีและเนื้อร้องประพันธ์โดยเรเวน, ลาร์เซน, ปีเตอร์ ซิซโซ และจิมมี บราโลเออร์[8][9] ผลิตเพลงโดยซิซโซและบราโลเออร์ และผสมเสียงโดยทอม ลอร์ด-อัลเจ[2] เพลง "โดนต์เซย์ยูเลิฟมี" มีอัตราจังหวะ 4/4 เทมโปค่อนข้างช้า ด้วยจังหวะ 100 ครั้งต่อนาที[10] เรเวนและลาร์เซนแยกกันร้องนำในท่อนเวิร์ส 2 ท่อนแรก และร้องประสานเสียงด้วยกันในท่อนคอรัส[11] เกือบแทบทั้งเพลงท่อนเวิร์สมีคีย์ซีชาร์ปไมเนอร์ (C♯ minor) และท่อนคอรัสมีความสัมพันธ์ทางกุญแจเสียงกับคีย์ อีเมเจอร์ (E major)[10] คอรัสสุดท้าย เปลี่ยนคีย์มาเป็น เอฟชาร์ปเมเจอร์ (F♯ major)[10] เครื่องดนตรีหลักของเพลงประกอบด้วย เปียโนไฟฟ้าและกีตาร์โปร่ง[10] มีเสียงสะดุดที่ซ้อนทับในคอรัส ในลักษณะแบบเพลง "อืมม์บ็อป" ของวงแฮนสัน[11] คอรัสสุดท้าย ร้องซ้ำแบบบิดโน้ต (แอดลิบ) เป็นเสียงฉากหลังจนกระทั่งเพลงเบาลง[10]

เนื้อเพลงพูดถึง "การบอกกฎความสัมพันธ์ในระยะแรก เพลาลงและอย่าพูดว่าฉันรักเธอ จนกว่าเธอจะให้เวลาฉันและรู้จักฉันดีพอ"[8]จากความเห็นของนักดนตรีวิทยา จอน มิกเคล พรอช อัลวิก (Jon Mikkel Broch Ålvik) "โดนต์เซย์ยูเลิฟมี" คือเพลงทีนป็อปของคนที่มีเหตุผล[11] อัลวิกไม่ยอมรับการตีความอย่างผิวเผินที่เนื้อเพลง "ส่งสาส์นด้านศีลธรรม ให้งดเว้นเพศสัมพันธ์" เขาถกเถียงแทนว่า เอ็มทูเอ็ม "ส่งสัญญาณท่าทีว่า ให้พิจารณาและให้ความมั่นใจ แทนที่จะแสดงความเคร่งครัด[11] อาจอธิบายเพลงนี้ได้ว่าเป็นแนวบับเบิลกัมป็อป[1] ที่ดูคล้าย ๆ กับเนื้อเพลงของวงเกิร์ลกรุ๊ปหลายวงในคริสต์ทศวรรษ 1960 ขณะเดียวกันก็ได้รับอิทธิพลจากเพลงร็อกมากกว่าและแนวเพลงที่เขียนโดนักร้อง-นักแต่งเพลง มากกว่าเพลงทีนป็อปทั่ว ๆ ไป ในปลายคริสต์ทศวรรษ 1990[8][11]

ยังมีเนื้อเพลงที่แตกต่างกันเล็กน้อยระห่างฉบับในภาพยนตร์ โปเกมอน เดอะมูฟวี่ ตอน ความแค้นของมิวทู กับฉบับที่ออกในอัลบั้ม เชดส์ออฟเพอร์เพิล ในฉบับ เชดส์ออฟเพอร์เพิล มีท่อนร้องที่ว่า "then you start kissing me, what's that about?"[12] ส่วนในฉบับ โปเกมอน ใช้เนื้อร้อง "then you said you love me, what's that about?"[13] เมื่อถามว่าเหตุใดจึงเปลี่ยนเนื้อเพลง เอ็มทูเอ็ม ตอบว่า "ในฉบับ Pokémon คนจะคิดว่าไม่เหมาะสมที่จะให้มีการจูบในเนื้อเพลง เพราะเป็นเพลงสำหรับเด็ก เราคิดว่าการเปลี่ยนเนื้อแบบนี้ค่อนข้างงี่เง่า ฉบับดั้งเดิมใน เชดส์ออฟเพอร์เพิล คือสิ่งที่เราต้องการ"[14] เอ็มทูเอ็มไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับ โปเกมอน มาก่อนจนกระทั่งได้รับเลือกให้มาทำเพลงประกอบ เพราะยังไม่ได้รับความนิยมในนอร์เวย์[14]

การออกขายและการปรากฏเพลง

Marion Raven live 2007
เรเวน (ภาพถ่ายปี ค.ศ. 2007) และราเซนออกทัวร์ในสหรัฐและเอเชียเพื่อประชาสัมพันธ์ซิงเกิล

"โดนต์เซย์ยูเลิฟมี" ปรากฏอยู่ในตอนที่ชื่อ "เดอะลิสต์" ของซีรีส์ทางโทรทัศน์เรื่อง เฟลิซิตี ที่ออกอากาศในสหรัฐเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ค.ศ. 1999 และมีคนดูถึง 5 ล้านคน ได้ช่วยทำให้เพลงนี้เริ่มเป็นที่สนใจ[8][15] ต่อมา 10 ตุลาคม ปรากฏอยู่ในตอนของซีรีส์เรื่อง แจ็กแอนด์จิลล์ ชื่อตอน "มูฟวิงออน"[16] เพลงได้รับการเปิดออกอากาศทางเรดิโอดิสนีย์อยู่แล้ว ก่อนที่จะเปิดเล่นอย่างเป็นทางการในสหรัฐเป็นครั้งแรกในวันที่ 26 ตุลาคม ค.ศ. 1999 โดยซิงเกิลออกจำหน่ายทั้งในรูปแบบซีดีและตลับเทป[15] ภายในเดือนนั้น มีสถานีวิทยุในรูปแบบยูเอสท็อป 40 มากกว่า 100 สถานีเล่นเพลงนี้[2] โดยในวันที่ 10 พฤศจิกายน เป็นเพลงที่ถูกขอมากที่สุดอันดับ 6 ทางสถานีวิทยุของนิวยอร์ก[17] เพลงยังปรากฏในช่วงเครดิตท้ายของภาพยนตร์ โปเกมอน เดอะมูฟวี่ ตอน ความแค้นของมิวทู และบรรจุอยู่ในอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์ ทั้งภาพยนตร์และอัลบั้มออกในสหรัฐเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ค.ศ. 1999 โดย "โดนต์เซย์ยูเลิฟมี" เป็นเพลงเปิดตัวของอัลบั้ม[2] ซิงเกิลเข้าชาร์ตในสหรัฐเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน[2] โดยตอนนั้นมียอดส่งมากกว่า 400,000 ชุดไปยังร้านแผ่นเสียง[18]

แม้ว่าจะประสบความสำเร็จในสหรัฐ แต่ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1999 มีรายงานว่าซิงเกิลจะไม่ได้ออกขายในประเทศบ้านเกิดของวงที่นอร์เวย์จนในปีถัดไป วอร์เนอร์มิวสิกนอร์เวย์ต้องการที่จะรอให้ทั้งภาพยนตร์ โปเกมอน และอัลบั้มประกอบภาพยนตร์ออกในยุโรปเสียก่อนเพื่อให้ได้การตอบรับอย่างเต็มรูปแบบจากการเปิดตัวหนัง[2] ซิงเกิลออกในสถานีวิทยุในนอร์เวย์ในวันที่ 24 พฤศจิกายน[19] และ 11 มกราคม ออกวางขายในนอร์เวย์และอีก 25 ประเทศในยุโรป อเมริกา เอเชีย และโอเชียเนีย และคาดไว้ว่าจะออกในประเทศที่เหลือในยุโรปในปลายเดือน[20] แม้จะยังไม่ออกขายในยุโรปแต่เพลงก็ถูกเปิดเล่นออกอากาศทางสถานีวิทยุแล้ว[21] เพลงได้รับความนิยมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับการออกอากาศบ่อยในเกาหลี อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และสิงคโปร์[22] รวมถึงในอเมริกาใต้ ในปลายเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2000 ที่เม็กซิโก ถือเป็นเพลงต่างชาติที่มียอดขายดีที่สุด และเป็นอันดับ 2 ของเพลงขายดีที่สุดหากรวมทั้งหมด[23] ต่อมา 12 มกราคม เพลงปรากฏในซีรีส์ เบเวอร์ลีฮิลล์, 90210 ตอน "เทนเทดเลิฟ"[24] เพลงออกขายในญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 25 มกราคม ในสเปนเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์[20] และในสหราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 20 มีนาคม โดยสังกัดอีสต์เวสต์เรเคิดส์[25] เพลงบรรจุอยู่ในอัลบั้ม เชดส์ออฟเพอร์เพิล วางขายในยุโรป กลางเดือนกุมภาพันธ์และในสหรัฐวันที่ 7 มีนาคม[25] และยังบรรจุอยู่ในอัลบั้มรวมเพลงฮิต เดอะเดย์ยูเวนต์อะเวย์: เดอะเบสต์ออฟเอ็มทูเอ็ม[26]

การตอบรับ

รอเบิร์ต คริสต์เกา นักข่าวดนตรีให้คำวิจารณ์ด้านบวก โดยเรียกเพลงนี้ว่าเป็นหนึ่งในเพลง "ซาบซึ้งอย่างไม่น่าทำได้" จากอัลบั้ม เชดส์ออฟเพอร์เพิล โดย "สร้างมาตรฐาน" ให้กับเพลงที่เหลือของอัลบั้ม[27] ชัค เทย์เลอร์จากนิตยสาร บิลบอร์ด กล่าวว่าเพลงนี้จะดึงดูทั้งกลุ่มคนฟังวัยรุ่นและผู้ใหญ่ โดย "เดินไปในทาง ระหว่างป็อปบริสุทธิ์กับจุดปลายสุดของเพลงอะดัลต์ท็อป 40" เขายังบอกว่าเพลงนี้ "น่าลุ่มหลงอย่างยิ่ง ทั้งจากเสียงร้องวัยรุ่นและท่อนฮุกที่มาโดนเต็ม ๆ"[8] ไมเคิล เพาเลตทาจากนิตยสาร บิลบอร์ด เช่นกัน เรียกเพลงนี้ว่า "นักร้องเพลงป็อปร็อกที่ติดต่อกันได้" และบอกว่า "สิ่งที่มหัศจรรย์ที่สุดของเพลงนี้คือ เสียงร้องที่มีชีวิตชีวาจากการประสานเสียงของสาว ๆ"[9] ฮีเทอร์ ฟาเรส จากออลมิวสิก บอกว่าเพลงนี้ "เป็นเพลงป็อปหวาน ๆ แต่อยู่ในโลกแห่งความจริง"[28] มาเรียส ลิลเลเลียน ผู้บริหารจากสถานีวิทยุนอร์เวย์ เอ็นอาร์เค พี 3 พุดว่า "เพลงแต่งได้ดีมาก เป็นเพลงป็อปที่ผลิตออกมาดี พวกเธอทั้งยังเด็กและเป็นไปได้ว่าน่าจะเป็นศิลปินชาวนอร์เวย์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพลงยังเหมาะที่สุดกับกลุ่มคนฟังอายุ 10–16 ปี แต่ความเห็นของฉันคือ เพลงนี้ก็ไม่ทิ้งกลุ่มคนฟังที่อายุมากกว่า"[25] "โดนต์เซย์ยูเลิฟมี" ได้รับการเสนอชื่อเป็นเพลงดีที่สุดแห่งปี 2000 จากรางวัลสเปลมานไพรเซน (Spellemannprisen) แต่พ่ายให้ "พรอพากันดา" (Propaganda) ของบริสเคบี (Briskeby)[29]

ในสหรัฐ "โดนต์เซย์ยูเลิฟมี" เข้าชาร์ตบิลบอร์ด ฮอต 100 ที่อันดับ 72[30] ต่อมาไต่ชาร์ตสูงสุดอันดับ 21 และยังขึ้นชาร์ตอันดับ 40 ทั้งในชาร์ตละตินป็อปแอร์เพลย์และทรอพิคอลซองส์[31] ซิงเกิลขายได้ 39,000 ชุด ในสัปดาห์ก่อนวันที่ 27 พฤศจิกายน[2] และขายได้ 580,000 ชุด ณ เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2000[32] ขึ้นชาร์ตที่อันดับ 2 ในนอร์เวย์และอันดับ 4 ทั้งในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์[33][34][35] ยังติดท็อป 10 ในฟินแลนด์[36] ติดใน 20 อันดับแรกในแคนาดา สหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ สวีเดน และเนเธอร์แลนด์[37][38][39][40] ติดใน 40 อันดับแรกในอิตาลีและเบลเยียม[41][42] ติด 80 อันดับแรกในเยอรมนี ฝรั่งเศสและสวิตเซอร์แลนด์[43][44][45] ได้รับการยืนยันแผ่นเสียงทองคำในสหรัฐเมื่อ 6 ธันวาคม ค.ศ. 1999[46] และในออสเตรเลียในปี 2000[47]

"โดนต์เซย์ยูเลิฟมี" เป็นเพลงที่ฮิตที่สุดของเอ็มทูเอ็ม และเป็นเพลงที่คุ้นหูที่สุดของวง ขณะที่ซิงเกิลถัดมา "มิรเรอร์มิรเรอร์" ติดท็อป 40 ในออสเตรเลีย[48] และแคนาดา และสูงสุดอันดับ 62 บนชาร์ต บิลบอร์ด ฮอต 100[31] "โดนต์เซย์ยูเลิฟมี" ยังคงเป็นเพลงติดใน 40 อันดับแรกเพลงเดียวของวงในสหรัฐ และเป็นเพลงฮิตเพลงเดียวของวงในหลายประเทศ ยังเรียกเพลงนี้ว่าเป็นเพลง วันฮิตวันเดอร์[49] เมื่อถามถึงเพลงโปรดของวงใน ค.ศ. 2014 แอบบี เดวอราจากเอ็มทีวี ให้เพลงนี้ติดอันดับ 2 ของเธอในอันดับ "9 เพลงวันฮิตวันเดอร์จากวงเกิร์ลกรุ๊ปที่คุณต้องจดจำตอนนี้"[50] เจสซิกา บูทจากเกิร์ล.คอม (Gurl.com) ให้วงและเพลงนี้อยู่ในรายชื่อในปี 2012 ในหัวเรื่อง "ย้อนอดีต: 15 นักร้องสาววัยมัธยมที่คุณคิดถึง" และเรียกเพลงนี้ว่า "ติดหูอย่างน่าขัน"[51] เคตลิน คูเบรีย จากทีน.คอม (Teen.com) ให้วงและเพลงนี้ติดอยู่ในรายชื่อปี 2014 ในหัวเรื่อง "12 วงเกิร์ลกรุ๊ปที่คุณอาจลืมจากยุค 90/00 ที่ควรค่ากับการสละเวลา"[52] ในปี 2014 นาธาน จอลลีจากช่องแมกซ์ กล่าวว่า เพลงเป็น "เพลงป็อปเพลงหนึ่งที่ความสุขถือกำเนิดขึ้น แม้ว่าจะเป็นเพลงสดุดีว่า 'ไปให้ไกล ๆ เลยเพื่อน'"[53]

มิวสิกวิดีโอ

Don't say you love me
เรเวนและลาร์เซนแสดงในฉากจอภาพยนตร์ที่ชมจากรถ โดยมีข้าวโพดคั่วโปรยลงมา

มิวสิกวิดีโอกำกับโดยไนเจล ดิก ถ่ายทำระหว่าง 4 ถึง 6 ตุลาคม ค.ศ. 1999 ที่มิชชันทิคิ จอภาพยนตร์ที่ชมจากรถในเมืองมอนต์แคลร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย[54] ในวิดีโอนี้ราเวนร้องเพลงขณะอยู่ในรถกับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ขณะที่ลาร์เซนร้องและเล่นกีตาร์หน้ารถอีกคัน ใช้ภาพตัดสลับเอ็มทูเอ็มร้องด้วยกันบริเวณจอภาพยนตร์ ผู้คนเต้นรำ ผู้ฉายภาพยนตร์ที่กำลังยุ่งอยู่กับอุปกรณ์ที่เสีย และคนขายขนมกับเครื่องทำข้าวโพดคั่วที่ล้นออกมา เมื่อข้าวโพดคั่วระเบิดออกมา เอ็มทูเอ็มยังคงแสดงอยู่ท่ามกลางผู้คนและมีข้าวโพดคั่วโปรยลงมา มีการใช้ปืนอัดอากาศให้เกิดไฟราวขนาดเท่า 200 ถุงขยะ ทำให้ข้าวโพดคั่วโปรยปรายสู่อากาศ[54] ในสหรัฐ มิวสิกวิดีโอนี้ออกฉายปฐมทัศน์ 24 ตุลาคม ทางช่องเดอะดับเบิลยูบีหลังซีรีส์ เซเวนท์เฮเวน[15] และเริ่มออกอากาศทางเดอะบอกซ์และมัชมิวสิก ต้นเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1999[55] ออกอากาศทางช่องเอ็มทีวี 15 พฤศจิกายน[2][18][56]

มิวสิกวิดีโอมี 2 ฉบับที่คล้าย ๆ กัน ฉบับแรกมีภาพจากหนังเรื่อง โปเกมอน เดอะมูฟวี่ ตอน ความแค้นของมิวทู เล่นอยู่บนจอภาพยนตร์ อีกฉบับหนึ่งมีภาพบนจอภาพยนตร์น้อยกว่า และแทนที่ภาพหนัง โปเกมอน ด้วยภาพเรเวนกับลาร์เซนร้องเพลง หรือคำว่า "M2M" และ "Intermission" บนจอภาพ ในฉบับ โปเกมอน มีการเซ็นเซอร์เนื้อเพลง ขณะที่อีกฉบับใช้เนื้อเพลงเหมือนกับในอัลบั้ม และฉบับ โปเกมอน มีบรรจุอยู่ในดีวีดีของภาพยนตร์ด้วย[57] ส่วนอีกฉบับบรรจุแถมในแผ่นโบนัสของ เดอะเดย์ยูเวนต์อะเวย์: เดอะเบสต์ออฟเอ็มทูเอ็ม[26]

แสดงสดและคัฟเวอร์

Marit Larsen at Het Paradiso Amsterdam (5)
ลาร์เซน (รูปในปี 2009) แสดงสดเพลงนี้ในฐานะศิลปินเดี่ยว

ในการประชาสัมพันธ์ซิงเกิล เรเวนและลาร์เซน ออกทัวร์ 6 ที่ในศูนย์การค้าทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐ[2] ระหว่าง 21 สิงหาคมถึง 2 ตุลาคม[58] ถือเป็นทัวร์แรกกับวงเอ็มทูเอ็ม[59] วันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1999 ก่อนที่ภาพยนตร์ โปเกมอน เดอะมูฟวี่ จะออกฉาย เอ็มทูเอ็มแสดงสดเพลงนี้ที่ร้านวอร์เนอร์บราเธอส์สตูดิโอ บนถนนสายที่ 5 ในแมนแฮตตัน ต่อหน้าแฟนเพลงและสื่อมวลชนจำนวนมาก[15][17] ในการประชาสัมพันธ์ซิงเกิลนั้น เอ็มทูเอ็มยังออกทัวร์ที่สิงคโปร์ ฮ่องกง และญี่ปุ่น ก่อนที่จะกลับมายังนอร์เวย์ในวันที่ 24 พฤศจิกายน[19] พวกเธอแสดงเพลงในตอน "แบนด์ออนเดอะรัน" ของซีรีส์ทางโทรทัศน์เรื่อง วันเวิลด์ ที่ออกอากาศ 27 พฤศจิกายน[60] และวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 2000 วงแสดงในรายการ ท็อปออฟเดอะป็อปส์[20][61][62] เอ็มทูเอ็มแสดงสดเพลงนี้ที่สวนสนุกเอปคอตของวอลต์ดิสนีย์เวิลด์ เมื่อ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2000[63] การแสดงสดครั้งนี้ มีการบันทึกเทปและปรากฏในตอนหนึ่งของรายการ ดิสนีย์แชนเนลอินคอนเสิร์ต เมื่อวันที่ 29 เมษายน ที่เน้นไปที่วงเอ็มทูเอ็มและบีบีแมก[64] จนเมื่อเพลงฮิต "โดนต์เซย์ยูเลิฟมี" ได้รับความนิยมในระหว่างการแสดง ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2001 วงแสดงเพลงอีกครั้งตอนอองคอร์ ร่วมกับเพลง "เอเวอรีติงยูดู" (Everything You Do) ต่อหน้าผู้ชม 4,000 คน ในคอนเสิร์ตเอ็มทูเอ็มที่กรุงกัวลาลัมเปอร์[22]

เรเวนและลาร์เซนหยุดการแสดงในฐานะเอ็มทูเอ็มในปี 2002 ทั้งคู่ออกมาเป็นศิลปินเดี่ยว[1] ลาร์เซนแสดงเพลงนี้เดี่ยว ๆ ในฉบับคันทรี[65][66] ยังมีคู่ดูโอแนวป็อปสัญชาติฟิลิปปินส์ ที่ชื่อ คริสซีแอนด์เอริกกา นำเพลงนี้มาคัฟเวอร์ในปี 2009 กับอัลบั้มในชื่อวง[67]

รายชื่อเพลง

ซิงเกิลในฉบับยุโรปมีเพลงหน้าบี คือเพลง "เดอะฟีลลิงอีสกอน" (The Feeling is Gone) หนึ่งใน 3 เพลงที่ไม่มีในอัลบั้ม เชดส์ออฟเพอร์เพิล ฉบับอเมริกา[14] ส่วนฉบับมาตรฐานในสหรัฐมีเพลงบรรเลง โปเกมอน เดอะมูฟวี่ ที่ชื่อ "มิวทูสไตรก์แบ็กสวีต" (Mewtwo Strikes Back Suite) ในหน้าบี[15]

ซีดีซิงเกิลฉบับออสเตรเลีย[68]

  1. "Don't Say You Love Me" – 3:46
  2. "If Only Tears Could Bring You Back" โดยมิดไนต์ซันส์ (Midnight Sons) – 4:03
  3. "Mewtwo Strikes Back Suite" – 4:51
  • ส่วนพิเศษ
  1. "Don't Say You Love Me" (music video) – 3:38

ซิงเกิลฉบับสหรัฐ[69]

  1. "Don't Say You Love Me" (film version) – 3:46
  2. "Mewtwo Strikes Back Suite" – 4:51

แมกซีซิงเกิลฉบับสหรัฐ[70]

  1. "Don't Say You Love Me" (Tin Tin Out Remix) – 3:33
  2. "Don't Say You Love Me" (Lenny Bertoldo Radio Mix) – 3:01
  3. "Don't Say You Love Me" (acoustic version) – 3:15
  4. "Don't Say You Love Me" (album version) – 3:46

แมกซีซิงเกิลฉบับญี่ปุ่น[71]

  1. "Don't Say You Love Me" (album version) – 3:46
  2. "Don't Say You Love Me" (Tin Tin Out Remix) – 3:33
  3. "Don't Say You Love Me" (acoustic version) – 3:15
  4. "The Feeling Is Gone" – 3:16 (non-album bonus track)
  5. "Don't Say You Love Me" (karaoke version) – 4:06

แมกซีซิงเกิลฉบับยุโรป[72]

  1. "Don't Say You Love Me" (album version) – 3:46
  2. "The Feeling Is Gone" – 3:16
  3. "Don't Say You Love Me" (acoustic version) – 3:15

ชาร์ตและการรับรอง

ชาร์ตสัปดาห์

ชาร์ต (1999–2000) อันดับ
สูงสุด
ออสเตรเลีย (แอเรีย)[33] 4
เบลเยียม (อัลตราท็อป 50 ฟลันเดอส์)[41] 31
เบลเยียม (อัลตราท็อป 50 วัลโลเนีย)[42] 37
แคนาดาท็อปซิงเกิ้ลส์ (RPM)[37] 36
แคนาดาอะเดาต์คอนเทมโพแรรี (RPM)[73] 67
ฟินแลนด์ (Suomen virallinen lista)[36] 10
ฝรั่งเศส (SNEP)[44] 60
เยอรมนี (ออฟฟิเชียลเยอรมันชาตส์)[43] 80
ไอร์แลนด์ (IRMA)[74] 12
อิตาลี (FIMI)[75] 27
เนเธอร์แลนด์ (ดัชต์ท็อป 40)[39] 15
เนเธอร์แลนด์ (ซิงเกิ้ลท็อป 100)[76] 16
นิวซีแลนด์ (เรเคิดด์มิวสิกเอ็นเซด)[35] 4
นอร์เวย์ (วีจี-ลิสตา)[34] 2
สกอตแลนด์ (ออฟฟิเชียลชาตส์คอมแพนี)[77] 13
สวีเดน (สเวริเกท็อปป์ลิสทัน)[40] 17
สวิตเซอร์แลนด์ (ชไวเซอร์ฮิตพาเรด)[45] 76
ยูเคซิงเกิ้ลส์ (ออฟฟิเชียลชาตส์คอมแพนี)[38] 16
ยูเอส บิลบอร์ด ฮอต 100[78] 21
ยูเอส ละตินป็อปซองส์ (บิลบอร์ด)[79] 40
ยูเอส ทรอพิคอลแอร์เพลย์ (บิลบอร์ด)[80] 40

ชาร์ตสิ้นปี

ชาร์ต (2000) อันดับ
ออสเตรเลีย (ARIA)[81] 92

การรับรอง

พื้นที่ การรับรอง ยอดขาย/จำนวนหน่วยที่รับรอง
Australia (ARIA)[47] Gold 35,000
United States (RIAA)[46] Gold 500,000

^ตัวเลขจำนวนหน่วยขึ้นกับการรับรองอย่างเดียว
xตัวเลขที่ไม่ระบุขึ้นกับการรับรองอย่างเดียว

อ้างอิง

  1. 1.0 1.1 1.2 Nelson, Michael (March 26, 2016). "30 Essential Max Martin Songs". Stereogum. Archived from the original on 19 August 2016. สืบค้นเมื่อ 22 September 2016.
  2. 2.00 2.01 2.02 2.03 2.04 2.05 2.06 2.07 2.08 2.09 2.10 2.11 Taylor, Chuck (27 November 1999). "Atlantic's M2M aims for kid, adult appeal". Billboard. Nielsen N.V. 111 (48): 15, 98.
  3. 3.0 3.1 "Sounds From the Big Room". The Sunday Mail. Brisbane. 30 June 2002. p. Brisbane.
  4. 4.0 4.1 4.2 Disney Channel in Concert: BBMak & M2M in Concert (Television program). Disney Channel. 29 April 2000.
  5. "M2Ms favoritt-gutter". Verdens Gang (in Norwegian). 30 December 1999. Archived from the original on 3 October 2015. สืบค้นเมื่อ 29 September 2015.
  6. "Biography". M2M Music. Archived from the original on 3 June 2002. สืบค้นเมื่อ 4 October 2015.
  7. "Storsalg kan gi ny gullkontrakt". Verdens Gang (in Norwegian). March 1, 2002. Archived from the original on 4 March 2016. สืบค้นเมื่อ 29 September 2015.
  8. 8.0 8.1 8.2 8.3 8.4 Taylor, Chuck (30 October 1999). "New & noteworthy: M2M: Don't Say You Love Me". Billboard. Nielsen N.V. 111 (44): 19. สืบค้นเมื่อ 22 September 2015.
  9. 9.0 9.1 Paoletta, Michael (11 March 2000). "M2M: Shades of Purple". Billboard. Nielsen N.V.: 26.
  10. 10.0 10.1 10.2 10.3 10.4 Marit Larsen, Jimmy Bralower, Peter Zizzo, and Marion Raven (1999), Don't Say You Love Me (sheet music), musicnotes.com
  11. 11.0 11.1 11.2 11.3 11.4 Ålvik, Jon Mikkel Broch (2014). "Don't Say You Love Me". Scratching the Surface: Marit Larsen and Marion Ravn: Popular Music and Gender in a Transcultural Context (Ph.D.). University of Oslo. pp. 47–55. Archived from the original on 25 September 2016.
  12. M2M (7 March 2000). Shades of Purple (studio album). Atlantic Records.
  13. M2M (10 November 1999). Pokémon: The First Movie (soundtrack). Atlantic Records.
  14. 14.0 14.1 14.2 "M2M chats with fans on AllPop". Canoe.com. 3 April 2000. Archived from the original on 30 September 2015. สืบค้นเมื่อ 29 September 2015.
  15. 15.0 15.1 15.2 15.3 15.4 "M2M Set to Thrill Fifth Ave. Throngs; NYC Flagship Warner Bros. Studio Store Performance to Mark Pokemon Album Release/Film Opening". Business Wire. October 28, 1999. Archived from the original on 4 March 2016. สืบค้นเมื่อ 17 October 2015.
  16. Jack & Jill: Moving On (Television episode). The WB. 10 October 1999. Event occurs at 15:41.
  17. 17.0 17.1 "Tar New York med storm". Verdens Gang (in Norwegian). November 10, 1999. Archived from the original on 4 March 2016. สืบค้นเมื่อ 29 September 2015.
  18. 18.0 18.1 "M2M selger hurtigst". Verdens Gang (in Norwegian). 17 November 1999. สืบค้นเมื่อ 29 September 2015.
  19. 19.0 19.1 "M2M tilbake i Norge". Verdens Gang (in Norwegian). November 24, 1999. Archived from the original on 4 March 2016. สืบค้นเมื่อ 29 September 2015.
  20. 20.0 20.1 20.2 "2000 News Archive". M2M Music. Archived from the original on 15 April 2002.
  21. "Hjemme – men ikke lenge". Verdens Gang (in Norwegian). January 13, 2000. Archived from the original on 4 March 2016. สืบค้นเมื่อ 29 September 2015.
  22. 22.0 22.1 Gerald, Chuah (10 December 2001). "Angels from Norway". New Straits Times (2nd ed.). p. 3.
  23. "M2M-eventyret fortsetter". Verdens Gang (in Norwegian). 27 May 2000. Archived from the original on 6 January 2017. สืบค้นเมื่อ 6 January 2017.
  24. Beverly Hills, 90210: Tainted Love (Television episode). Paramount Domestic Television. 12 January 2000. Event occurs at 4:33.
  25. 25.0 25.1 25.2 Arnesen, Jon (February 5, 2000). "M2M make their name via Atlantic". Music & Media. 17 (6): 3. Archived from the original on 4 March 2016.
  26. 26.0 26.1 Brown, Marisa. "The Day You Went Away: The Best of M2M". AllMusic. Archived from the original on 1 October 2015. สืบค้นเมื่อ 29 September 2015.
  27. Christgau, Robert. "M2M". Robert Christgau. Archived from the original on 27 September 2015. สืบค้นเมื่อ 26 September 2015.
  28. Phares, Heather. "M2M: Shades of Purple". AllMusic. Archived from the original on 1 October 2015. สืบค้นเมื่อ 26 September 2015.
  29. "Herborg ble Årets spellemann". Verdens Gang (in Norwegian). March 2, 2001. Archived from the original on 4 March 2016. สืบค้นเมื่อ 29 September 2015.
  30. Silvio, Pietroluongo (20 November 1999). "Hot 100 Spotlight". Billboard. Nielsen N.V.: 129.
  31. 31.0 31.1 "M2M: Awards". AllMusic. Archived from the original on 1 October 2015. สืบค้นเมื่อ 26 September 2015.
  32. "Nedtur for M2M". Verdens Gang (in Norwegian). May 12, 2000. Archived from the original on 4 March 2016. สืบค้นเมื่อ 29 September 2015.
  33. 33.0 33.1 "Australian-charts.com – M2M – Don't Say You Love Me". ARIA Top 50 Singles. Retrieved 2 October 2015.
  34. 34.0 34.1 "Norwegiancharts.com – M2M – Don't Say You Love Me". VG-lista. Retrieved 2 October 2015.
  35. 35.0 35.1 "Charts.org.nz – M2M – Don't Say You Love Me". Top 40 Singles. Retrieved 2 October 2015.
  36. 36.0 36.1 "M2M: Don't Say You Love Me" (in Finnish). Musiikkituottajat – IFPI Finland. Retrieved 2 October 2015.
  37. 37.0 37.1 "Top RPM Singles: Issue 9690." RPM. Library and Archives Canada. Retrieved 6 May 2018.
  38. 38.0 38.1 "Archive Chart: 20000326" UK Singles Chart. Retrieved 2 October 2015.
  39. 39.0 39.1 "Nederlandse Top 40 – week 8, 2000" (in Dutch). Dutch Top 40 Retrieved 2 October 2015.
  40. 40.0 40.1 "Swedishcharts.com – M2M – Don't Say You Love Me". ซิงเกิ้ลส์ท็อป 100. Retrieved 2 October 2015.
  41. 41.0 41.1 "Ultratop.be – M2M – Don't Say You Love Me" (in Dutch). Ultratop 50. Retrieved 2 October 2015.
  42. 42.0 42.1 "Ultratop.be – M2M – Don't Say You Love Me" (in French). อัลตราท็อป 50. Retrieved 2 October 2015.
  43. 43.0 43.1 "Musicline.de – M2M Single-Chartverfolgung" (in German). Media Control Charts. PhonoNet GmbH. Retrieved 2 October 2015.
  44. 44.0 44.1 "Lescharts.com – M2M – Don't Say You Love Me" (in French). Les classement single. Retrieved 2 October 2015.
  45. 45.0 45.1 "Swisscharts.com – M2M – Don't Say You Love Me". Swiss Singles Chart. Retrieved 2 October 2015.
  46. 46.0 46.1 "American single certifications – M2M – Don't Say You Love Me". Recording Industry Association of America. สืบค้นเมื่อ 29 September 2015. If necessary, click Advanced, then click Format, then select Single, then click SEARCH
  47. 47.0 47.1 "ARIA Charts – Accreditations – 2000 Singles". Australian Recording Industry Association. สืบค้นเมื่อ 26 September 2015.
  48. "M2M". australian-charts.com. Archived from the original on 4 March 2016. สืบค้นเมื่อ 1 October 2015.
  49. "One-hit Wonder Wednesday: Don't Say You Love Me – M2M". MetroLyrics. August 10, 2011. Archived from the original on 3 July 2016. สืบค้นเมื่อ 4 October 2015.
  50. Devora, Abby (September 25, 2015). "9 Girl Group One-Hit Wonders You Need To Remember Right Now". MTV. Archived from the original on 16 May 2016. สืบค้นเมื่อ 4 October 2015.
  51. Booth, Jessica (20 June 2012). "Flashback: 15 Old-School Girl Singers We Miss". Gurl.com. สืบค้นเมื่อ 4 October 2015.
  52. Cubria, Kaitlin (2 March 2014). "12 Forgotten Girl Groups From the 1990s/2000s". Teen.com. สืบค้นเมื่อ 4 October 2015.
  53. Jolly, Nathan (October 10, 2014). "'90s News: Coolio Fought Boyz II Men, M2M Update, Hootie and the What now?". MAX. Archived from the original on 4 March 2016. สืบค้นเมื่อ 8 October 2015.
  54. 54.0 54.1 Nigel, Dick. "DICKFILMS 1". Nigel Dick. Archived from the original on 28 September 2015. สืบค้นเมื่อ 26 September 2015.
  55. "The Clip List". Billboard. Nielsen N.V.: 99. 13 November 1999.
  56. "The Clip List". Billboard. Nielsen N.V.: 120. 20 November 1999.
  57. McCormick, Moira (22 January 2000). "Warner Unleashes Massive Campaign for Pokémon release". Billboard. Nielsen N.V.: 108.
  58. "North-East Mall Tour". M2M Music. Archived from the original on 4 June 2002. สืบค้นเมื่อ 4 October 2015.
  59. "Frequently Asked Questions". M2M Music. Archived from the original on 14 April 2002. สืบค้นเมื่อ 4 October 2015.
  60. One World: Band on the Run (Television episode). Universal Television. 27 November 1999. Event occurs at 3:44.
  61. "Plateselskap avviser pengekrav". Verdens Gang (in Norwegian). March 27, 2000. Archived from the original on 4 March 2016. สืบค้นเมื่อ 29 September 2015.
  62. Top of the Pops (Television episode). BBC One. 31 March 2000.
  63. "M2M møtte sine fans". Verdens Gang (in Norwegian). February 14, 2000. Archived from the original on 29 September 2015. สืบค้นเมื่อ 29 September 2015.
  64. Hay, Carla (13 May 2000). "M2M Crosses Atlantic". Billboard. Nielsen N.V.: 149.
  65. "Festival-prinsessen". Verdens Gang (in Norwegian). August 12, 2006. Archived from the original on 4 March 2016. สืบค้นเมื่อ 29 September 2015.
  66. Elliott, Kevin J. (March 28, 2007). "Interview: Marit Larsen". Stylus Magazine. Archived from the original on 19 December 2015. สืบค้นเมื่อ 30 September 2015.
  67. "Krissy & Ericka album launched". The Philippine Star. November 21, 2009. Archived from the original on 6 October 2015. สืบค้นเมื่อ 4 October 2015.
  68. "Don't Say You Love Me". Amazon.com. Archived from the original on 29 May 2016. สืบค้นเมื่อ 28 September 2015.
  69. "Don't Say You Love Me / Mewtwo Strikes Back Suite". Amazon.com. Archived from the original on 29 May 2016. สืบค้นเมื่อ 28 September 2015.
  70. M2M (1999). "M2M – Don't Say You Love Me" (Single). Atlantic Records. PRCD 300019.
  71. "Don't Say You Love Me". Amazon.com. Archived from the original on 3 October 2015. สืบค้นเมื่อ 28 September 2015.
  72. "Don't Say You Love Me Pt.1". Amazon.com. Archived from the original on 17 March 2016. สืบค้นเมื่อ 28 September 2015.
  73. "Top RPM Adult Contemporary: Issue 10024." RPM. Library and Archives Canada. Retrieved 6 May 2018.
  74. "The Irish Charts – Search Results – M2M". Irish Singles Chart. Retrieved 29 August 2017.
  75. "Italiancharts.com – M2M – Don't Say You Love Me". Top Digital Download. Retrieved 29 August 2015.
  76. "Dutchcharts.nl – M2M – Don't Say You Love Me" (in Dutch). ซิงเกิ้ลท็อป 100. Retrieved 29 August 2017.
  77. "Archive Chart: 20000401". Scottish Singles Top 40. Retrieved 2 October 2015.
  78. "M2M – Chart history" บิลบอร์ด ฮอต 100 for M2M. Retrieved 2 October 2015.
  79. "M2M – Chart history" Billboard Latin Pop Songs for M2M. Retrieved 2 October 2015.
  80. "M2M – Chart history" Billboard Tropical Airplay for M2M. Retrieved 2 October 2015.
  81. "ARIA Charts – End Of Year Charts – Top 100 Singles 2000". ARIA Charts. Archived from the original on 4 March 2016. สืบค้นเมื่อ 26 September 2015.

แหล่งข้อมูลอื่น

เชดส์ออฟเพอร์เพิล

เชดส์ออฟเพอร์เพิล (อังกฤษ: Shades of Purple) เป็นอัลบั้มเปิดตัวของดูโอแนวป็อปสัญชาตินอร์เวย์ เอ็มทูเอ็ม ออกจำหน่ายในสหรัฐเมื่อ 7 มีนาคม 2000 กับสังกัดแอตแลนติกเรเคิดส์ ขึ้นอันดับ 7 ที่นอร์เวย์, อันดับ 89 ที่สหรัฐบนชาร์ตบิลบอร์ด 200 และอันดับ 1 บนชาร์ตฮีตซีกเกอส์ ซิงเกิ้ล "โดนต์เซย์ยูเลิฟมี" ที่ก่อนหน้านั้นออกเป็นซฺงเกิ้ลแรกของอัลบั้มประกอบภาพยนตร์ Pokémon: The First Movie ในเดือนตุลาคม 1999 ยังปรากฏในอัลบั้มนี้ นอกจากนี้ยังมีอีก 2 ซิงเกิ้ลคือ "Mirror Mirror" กับ "Everything You Do" ที่ออกจำหน่ายในปี 2000

อัลบั้มได้รับเสียงวิจารณ์ที่ดี รอเบิร์ต คริสต์เกา ให้อัลบั้มระดับ A- เขายังชื่นชมการร้องของทั้งคู่ ไมเคิล เพาเลตตา จากนิตยสาร บิลบอร์ด กล่าวไว้ว่า "งดงามเหมาะกับการเป็นอัลบั้มประกอบภาพยนตร์แห่งฤดูไม้ผลิ/ฤดูร้อน ปี 2000" อัลบั้ม เชดส์ออฟเพอร์เพิล ขายได้มากกว่า 1.5 ล้านชุดทั่วโลก และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงสาขาอัลบั้มเพลงป็อปจากรางวัลสเปลมานไพรเซน 2000

ภาษาอื่น

This page is based on a Wikipedia article written by authors (here).
Text is available under the CC BY-SA 3.0 license; additional terms may apply.
Images, videos and audio are available under their respective licenses.