แมนเชสเตอร์

แมนเชสเตอร์ (อังกฤษ: Manchester,  /ˈmæntʃɪstər/ )[1] เป็นนครและโบโรฮ์มหานคร ในเทศมณฑลเกรเทอร์แมนเชสเตอร์ ตอนเหนือของประเทศอังกฤษ มีประชากรในปี ค.ศ. 2013 จำนวน 514,417 คน[2] ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตเมืองที่มีประชากรมากที่สุดอันดับสองของสหราชอาณาจักร ซึ่งมีมากถึง 2.55 ล้านคน[3] แมนเชสเตอร์ติดต่อกับที่ราบเชชเชอร์ทางทิศใต้ ติอต่อกับเทือกเขาเพนไนน์ทางทิศเหนือและทิศตะวันออก ตัวเมืองของแมนเชสเตอร์นั้นมีแนวโน้มขยายตัวเป็นวงกว้างอย่างต่อเนื่อง โดยมีสภานครแมนเชสเตอร์ เป็นหน่วยงานการปกครองส่วนท้องถิ่น

บันทึกประวัติศาสตร์ของแมนเชสเตอร์เริ่มต้นจากการตั้งถิ่นฐานและการก่อสร้างป้อมปราการในยุคโรมัน ชื่อว่า มามูคิอุม หรือ แมนคูเนียม ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณ 79 ปีหลังคริสตกาล บริเวณเนินเขาใกล้จุดบรรจบของแม่น้ำเมดล็อกกับแม่น้ำเออร์เวลล์ ซึ่งอยู่ในเทศมณฑลแลงคาเชอร์ในขณะนั้น ซึ่งต่อมาพื้นที่ทางตอนใต้ของแม่น้ำเมอร์ซีย์ได้รับการจัดตั้งขึ้นเป็นเชสเชียร์ในช่วงศตวรรษที่ 20[4] ตลอดเวลาในยุคกลาง แมนเชสเตอร์ยังคงเป็นเมืองแมนเนอร์เล็ก ๆ แต่เริ่มขยายตัวขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์เมื่อราวย่างเข้าศตวรรษที่ 19 ความเจริญรุ่งเรืองจากการผลิตสิ่งทอในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้มีการพัฒนาของเมืองอย่างรวดเร็ว[5] และส่งผลให้แมนเชสเตอร์กลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมแห่งแรกของโลก[6]

แมนเชสเตอร์ได้รับฐานะนครเมื่อปี ค.ศ. 1853 ซึ่งเป็นนครของอังกฤษแห่งในรอบสามร้อยปี คลองเดินเรือสมุทรแมนเชสเตอร์ ซึ่งเป็นคลองเดินเรือที่ยาวที่สุดในโลกในขณะนั้น เปิดใช้ในปี ค.ศ. 1894 ทำให้มีท่าเรือแมนเชสเตอร์ เชื่อมต่อเมืองไปยังทะเลเป็นระยะทาง 36 ไมล์ (58 กิโลเมตร) ไปทางทิศตะวันตก ความเจริญมั่งคั่งได้ซบเซาลงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เนื่องมาจากการเลิกสนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิต (en:deindustrialisation) แต่การลงทุนได้กลับมาเริ่มต้นจากเหตุระเบิดในแมนเชสเตอร์ ค.ศ. 1996 ซึ่งนำไปสู่การฟื้นฟูเมืองครั้งใหญ่

ในปี พ.ศ. 2014 เครือข่ายวิจัยโลกาภิวัฒน์และนครโลก (en:Globalization and World Cities Research Network) ได้จัดแมนเชสเตอร์เป็นนครโลกระดับบีตา และทำให้เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของอังกฤษ หากไม่นับลอนดอน[7] แมนเชสเตอร์เป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาเยือนมากที่สุดอันดับสามในสหราชอาณาจักร รองจากลอนดอน และเอดินบะระ[8] และได้การยอมรับจากหลายฝ่ายว่าเป็นเมืองรองของสหราชอาณาจักร[9][10] แมนเชสเตอร์เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงจากการกีฬา ขนส่ง ดนตรี ธุรกิจขนาดใหญ่ ผลผลิตทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม วัฒนธรรม ศิลปะ สถาปัตยกรรม สื่อ และอุตสาหกรรม มีสถานีรถไฟแมนเชสเตอร์ลิเวอร์พูลโรดเป็นสถานีรถไฟขนส่งผู้โดยสารระหว่างเมืองแห่งแรกของโลก และมีนักวิทยาศาสตร์ในเมืองที่แยกอะตอมได้เป็นครั้งแรก และพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์แบบเก็บโปรแกรมได้ (en:Manchester Small-Scale Experimental Machine) เครื่องแรกของโลก

แมนเชสเตอร์

Manchester
ตามเข็มนาฬิกาจากด้านบน: เมืองจากระยะไกล, บีดัมทาวเวอร์, ศาลแพ่งแมนเชสเตอร์, โรงแรมมิดแลนด์, วันแอนเจิลสแควร์, ศาลาว่าการเมืองแมนเชสเตอร์
ตามเข็มนาฬิกาจากด้านบน: เมืองจากระยะไกล, บีดัมทาวเวอร์, ศาลแพ่งแมนเชสเตอร์, โรงแรมมิดแลนด์, วันแอนเจิลสแควร์, ศาลาว่าการเมืองแมนเชสเตอร์
ตราราชการของแมนเชสเตอร์

ตราอาร์ม
สมญา: "คอตโตนอโพลิส", "แวร์เฮาส์ ซิตี",
แมดเชสเตอร์, "เดอะ เรนนี ซิตี"
คำขวัญ: "Concilio Et Labore" "ด้วยปัญญาและอุตสาหะ"
แผนที่แสดงตำแหน่งของแมนเชสเตอร์ในอังกฤษ
แผนที่แสดงตำแหน่งของแมนเชสเตอร์ในอังกฤษ
ประเทศสหราชอาณาจักร
แคว้นอังกฤษ
ภาคนอร์ทเวสต์อิงแลนด์
เทศมณฑลทางพิธีการเกรตเตอร์แมนเชสเตอร์
ก่อตั้งคริสต์ศตวรรษที่ 1
ได้สถานะเมืองค.ศ. 1301
ได้สถานะนคร29 มีนาคม ค.ศ. 1853
การปกครอง
 • สภาปกครองสภานครแมนเชสเตอร์
พื้นที่
 • นคร44.7 ตร.กม. (17.3 ตร.ไมล์)
 • เขตเมือง243.4 ตร.กม. (94.0 ตร.ไมล์)
ความสูง38 เมตร (125 ฟุต)
ประชากร (กลางปี ค.ศ. 2016)
 • นคร541,300
 • ความหนาแน่น12,000 คน/ตร.กม. (31,000 คน/ตร.ไมล์)
 • เขตเมือง2,553,379
 • เขตปริมณฑล2,794,000
 • เชื้อชาติ
  • ผิวขาว 66.7%
  • เอเชียใต้ 14.4%
  • ผิวดำ 8.6%
  • เชื้อสายผสม 4.7%
  • จีน 2.7%
  • อาหรับ 1.9%
  • อื่น ๆ 1.2%
เดมะนิมแมนคูเนียน (Mancunian)
เขตเวลาเวลามาตรฐานกรีนิช
 • ฤดูร้อน
(เวลาออมแสง)
เวลาฤดูร้อนบริเตน (UTC+1)
เขตรหัสไปรษณีย์M, WA (บางส่วน)
เขตรหัสโทรศัพท์0161
รหัสไอเอสโอ 3166GB-MAN
เว็บไซต์manchester.gov.uk

ชื่อเมือง

ชื่อแมนเชสเตอร์มาจากชื่อในภาษาละติน คือ Mamucium หรือ Mancunium ซึ่งยังคงเป็นคำที่ใช้เรียกชาวเมืองแมนเชสเตอร์อยู่ คือ แมนคูเนียน (Mancunians, /mæŋkˈjuːnɪənz/) มีการสันนิษฐานว่าเป็นการถอดคำเดิมในภาษาไบรโตนิกเป็นอักษรละติน ซึ่งอาจมาจากคำว่า mamm- ("เต้านม" หมายถึง "เนินรูปเต้านม") หรืออาจมาจากคำว่า mamma ("แม่" หมายถึง เทพธิดาแห่งแม่น้ำเมดล็อก) โดยความหมายทั้งสองปรากฏในภาษาที่สืบทอดมาจากภาษาไบรโตนิก นั่นคือ คำว่า mam หมายถึง "เต้านม" ในภาษาไอริช และหมายถึง "แม่" ในภาษาเวลส์[11] และมีการเติมคำปัจจัย -chester ซึ่งมาจากคำในภาษาอังกฤษเก่า คือ ceaster ("ป้อมปราการ; เมืองที่มีกำแพงป้องกัน")[12]

ประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์ยุคเริ่มต้น

แมนเชสเตอร์ไม่มีหลักฐานการอยู่อาศัยของยุคก่อนประวัติศาสตร์มากนัก มีเพียงการค้นพบชุมชนกสิกรรมขนาดใหญ่ระหว่างการก่อสร้างลานวิ่งที่สองของท่าอากาศยานแมนเชสเตอร์[13]

มีการตั้งรกรากในแมนเชสเตอร์แล้วในยุคโรมันเป็นอย่างช้า[14] นายพลโรมัน ไนอุส ยูลิอุส อากริโคลา (Gnaeus Julius Agricola) ได้ก่อสร้างป้อมที่มีชื่อว่า มามูคิอุม ราว 70 ปีหลังคริสตกาล ที่บริเวณเนินเขา ซึ่งแม่น้ำเมดลอกและแม่น้ำเออร์เวลล์ มาบรรจบกัน ฐานของป้อมรุ่นสุดท้ายยังคงปรากฏอยู่ที่คาสเซิลฟิลด์ ชาวโรมันถอนตัวออกในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 5 และการตั้งถิ่นฐานได้ย้ายไปยังจุดที่แม่น้ำเออร์เวลล์และแม่น้ำเอิร์กบรรจบกันตั้งแต่ก่อนชัยชนะของชาวนอร์แมนที่อังกฤษในปีพ.ศ. 1609[15]

Map of manchester circa 1650
แผนที่เมืองแมนเชสเตอร์ราว ค.ศ. 1650

โทมัส เดอลาแวร์ เจ้าคฤหาสน์ ได้ก่อตั้งโบสถ์ของวิทยาลัยขึ้นสำหรับตำบลในปีพ.ศ. 1964 โดยปัจจุบันเป็นมหาวิหารแมนเชสเตอร์ และสถานที่วิทยาลัยได้เป็นที่ตั้งของห้องสมุดเชแทมและโรงเรียนดนตรีเชเทม[13][15]

ราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 แมนเชสเตอร์มีช่างทอผ้าชาวฟลามส์ไหลบ่ามาจำนวนมาก โดยมักถือว่าเป็นรากฐานของอุตสาหกรรมสิ่งทอในภูมิภาค[16] แมนเชสเตอร์กลายมาเป็นศูนย์กลางสำคัญของการผลิตและค้าขายขนแกะและลินิน

เริ่มมีการใช้ฝ้ายปริมาณมากในช่วงเริ่มต้นศตวรรษที่ 17 โดยเริ่มต้นที่ผ้าฝ้ายผสมลินินเนื้อหยาบ แต่เมื่อประมาณกลางศตวรรษที่ 18 ผ้าฝ้ายบริสุทธิ์ก็เริ่มมีการผลิตและก็ได้เป็นวัสดุสำคัญแทนที่ขนสัตว์[15] แม่น้ำเออร์เวลล์และเมอร์ซีย์สามารถแล่นเรือผ่านได้ในปี พ.ศ. 2279 เปิดเส้นทางจากแมนเชสเตอร์ไปยังท่าเรือนฝั่งเมอร์ซีย์ คลองบริดจ์วอเทอร์ (Bridgewater canal) เปิดใช้ในปี พ.ศ. 2304 นำถ่านหินจากเหมืองที่เวอร์สลีย์มายังใจกลางแมนเชสเตอร์ คลองนี้ขยายต่อไปยังเมอร์ซีย์ในปีพ.ศ. 2319 การแข่งขันและประสิทธิภาพที่พัฒนาขึ้นทำให้ต้นทุนถ่านหินและค่าขนส่งฝ้ายดิบลดลงถึงครึ่งหนึ่ง[15][13] แมนเชสเตอร์กลายมาเป็นตลาดสำคัญของสิ่งทอจากเมืองรอบๆ[15] ตลาดแลกเปลี่ยนสินค้า เปิดขึ้นในปีพ.ศ. 2272[17] และคลังสินค้าจำนวนมาก ช่วยพัฒนาการพานิชย์ของเมือง ในปีพ.ศ. 2323 ริชาร์ด อาร์กไรท์ (Richard Arkwright) เริ่มก่อสร้างโรงฝ้ายแห่งแรกของแมนเชสเตอร์[13][17]

การปฏิวัติอุตสาหกรรม

การปั่นฝ้ายส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่แลงคาเชอร์ใต้และเชสเชอร์เหนือ เขตรอบนอกของแมนเชสเตอร์ และในช่วงหนึ่งแมนเชสเตอร์ได้เป็นศูนย์กลางการผลิตฝ้ายที่มีการผลิตมากที่สุด[18] และในเวลาต่อมา เป็นตลาดสินค้าฝ้ายที่ใหญ่ที่สุดในโลก[15][19] แมนเชสเตอร์มีฉายาว่า "คอตตอโนโพลิส" และ "แวร์เฮาส์ซิตี" ในยุควิกตอเรีย[18]

แมนเชสเตอร์พัฒนาอุตสาหกรรมในหลากหลายสาขา ทำให้ได้รับยกย่องว่า ในปี พ.ศ. 2378 "แมนเชสเตอร์เป็นเมืองอุตสาหกรรมแรกและที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่างไม่มีข้อสงสัย"[19] ธุรกิจทางวิศวกรรมเริ่มแรกเกี่ยวข้องกับการค้าฝ้าย แต่ภายหลังขยายไปยังการผลิตทั่วไป อุตสาหกรรมเคมีก็เริ่มต้นจากการผลิตน้ำยาฟอกสีและย้อมสี และจึงขยายไปยังสาขาอื่น การค้าขายได้รับการสนับสนุนจากธุรกิจการเงิน เช่น การธนาคารและการประกันภัย การค้าขายและประชากรที่เพิ่มขึ้นจำเป็นต้องมีระบบขนส่งและจัดจำหน่าย ทำให้มีการขยายระบบคลอง และแมนเชสเตอร์กลายมาเป็นเมืองปลายทางหนึ่งในทางรถไฟโดยสารระหว่างเมืองสายแรกของโลก นั่นคือทางรถไฟลิเวอร์พูล-แมนเชสเตอร์ การแข่งขันระหว่างการขนส่งหลากหลายรูปแบบทำให้ต้นทุนการขนส่งต่ำ[15] ในปีพ.ศ. 2421 จีพีโอ หรือสำนักงานไปรษณีย์ ให้บริการโทรศัพท์ครั้งแรกกับบริษัทในแมนเชสเตอร์[20]

มีการขุดคลอง แมนเชสเตอร์ ชิป เคอนาล (Manchester Ship Canal) ช่วยให้เรือจากมหาสมุทรตรงเข้าสู่ท่าเรือแมนเชสเตอร์ได้ โดยนิคมอุตสาหกรรมแห่งแรกของโลกเกิดขึ้นบนชายฝั่งคลองนี้ที่แทรฟฟอร์ดพาร์ก[15] ในฐานะศูนย์กลางของระบอบทุนนิยม ก็ได้มีการจลาจลจากกลุ่มชนชั้นแรงงาน แมนเชสเตอร์เป็นหัวข้อศึกษาในเรื่อง ความเป็นอยู่ของชนชั้นแรงงานในอังกฤษ (Die Lage derarbeitenden Klasse in England) ของฟรีดริช เองเงิลส์ โดยเองเงิลส์ได้ใช้เวลาพอสมควรในและรอบๆแมนเชสเตอร์[21] จำนวนโรงปั่นฝ้ายในแมนเชสเตอร์ขึ้นถึงจุดสูงสุด 108 แห่งในปีพ.ศ. 2396[18] ในปีพ.ศ. 2456 ร้อยละ 65 ของฝ้ายในโลกผลิตขึ้นในบริเวณนี้ แต่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งลดโอกาสการส่งออกในเวลาต่อมา[15]

สงครามโลกครั้งที่สอง

Postbox Manchester survived IRA 1996 bomb 20051020
ตู้ไปรษณีย์ที่รอดจากเหตุการณ์ระเบิด บนตู้มีแผ่นป้ายเขียนว่า "ตู้ไปรษณีย์นี้แทบไม่ได้รับความเสียหายในวันที่ 15 มิถุนายน 1996 เมื่อบริเวณนี้ถูกระเบิดทำลายอย่างหนัก ตู้นี้ถูกนำออกระหว่างการฟื้นฟูใจกลางเมือง และนำมาตั้งไว้ที่เดิมเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 1999"

บริเวณแมนเชสเตอร์มีการระดมกำลังอย่างหนัก เช่นเดียวกับส่วนอื่นๆของสหราชอาณาจักรในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แมนเชสเตอร์เป็นเป้าหมายหลักแห่งหนึ่งของกองทัพอากาศเยอรมนี และการโจมตีทางอากาศได้ขยายไปยังเป้าหมายพลเรือนด้วย พื้นที่ส่วนใหญ่ของศูนย์กลางเมืองถูกทำลาย มีผู้เสียชีวิต 376 คนและบ้านถึง 30,000 หลัง[22] มหาวิหารแมนเชสเตอร์เป็นที่หนึ่งที่โดนโจมตีอย่างหนัก โดยต้องใช้เวลาฟื้นฟูถึง 20 ปี[23]

หลังจากสงครามสงบลง อุตสาหกรรมและการค้าฝ้ายยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง และตลาดแลกเปลี่ยนได้ปิดตัวลงในพ.ศ. 2511[15] ในปีพ.ศ. 2506 ท่าเรือแมนเชสเตอร์เป็นท่าเรืออันดับสามของประเทศ[24] มีการจ้างงานกว่า 3,000 คน แต่คลองไม่สามารถรองรับเรือบรรทุกขนาดใหญ่ได้ การจราจรจึงลดลง และท่าเรือต้องปิดในปีพ.ศ. 2525[25] อุตสาหกรรมหนักซบเซาลงตั้งแต่ช่วงหลังปีพ.ศ. 2500 และลดจำนวนลงอย่างมากหลังการปฏิรูปเศรษฐกิจในรัฐบาลของมาร์กาเรต แทตเชอร์ (ตั้งแต่พ.ศ. 2522) แมนเชสเตอร์มีงานน้อยลงถึง 150,000 งานระหว่างปีพ.ศ. 2504 และ 2526[15]

การฟื้นฟูเริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 2530 โดยมีสิ่งใหม่ๆเช่น เมโทรลิงก์ บริดจ์วอเทอร์คอนเสิร์ตฮอลล์ และแมนเชสเตอร์อีฟนิงนิวส์อารีนา การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก เป็นส่วนหนึ่งของแผนการเพิ่มชื่อเสียงในต่างประเทศ[26]

เหตุการณ์ระเบิด

วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2540 กลุ่มกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (ไออาร์เอ หรือพีไออาร์เอ) วางระเบิดขนาดใหญ่ใกล้ห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง มีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 200 คน สร้างความเสียหายอย่างหนักแก่อาคารโดยรอบ มีการจ่ายเงินประกันภัยสูงถึงกว่าสี่ร้อยล้านปอนด์[27]

จากการลงทุนหลังเหตุระเบิดและคอมมอนเวลท์เกมส์ครั้งที่ 17 ศูนย์กลางของเมืองแมนเชสเตอร์ได้มีการปฏิรูปหลายสิ่ง[26] มีหลายแห่งที่สร้างขึ้นหรือปรับปรุงใหม่ และได้กลายมาเป็นแหล่งชอปปิ้งและบันเทิงยอดนิยม แมนเชสเตอร์แอมเดลเป็นศูนย์การค้ากลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักร[28]

ภูมิศาสตร์

River irwell liz
แม่น้ำเออร์เวลล์มองจากสะพานแบล็กไฟเออส์
แผนภูมิแสดงสภาพภูมิอากาศของ
แมนเชสเตอร์ (วิธีอ่าน)
ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.
 
 
69
 
6
1
 
 
50
 
7
1
 
 
61
 
9
3
 
 
51
 
12
4
 
 
61
 
15
7
 
 
67
 
18
10
 
 
65
 
20
12
 
 
79
 
20
12
 
 
74
 
17
10
 
 
77
 
14
8
 
 
78
 
9
4
 
 
78
 
7
2
อุณหภูมิ วัดเป็นองศาเซลเซียส
ปริมาณหยาดน้ำฟ้า วัดเป็นมิลลิเมตร
ที่มา: Climate-Charts.com

แมนเชสเตอร์ตั้งอยู่ที่พิกัด 53°28′0″N 2°14′0″W / 53.46667°N 2.23333°W ห่างจากกรุงลอนดอนไปทางตะวันตกเฉียงเหนือระยะทาง 160 ไมล์ (260 กิโลเมตร) ตั้งอยู่ในพื้นที่แอ่งกระทะติดต่อกับเทือกเขาเพนไนน์ทางทิศเหนือและทิศตะวันออก เป็นเทือกเขาที่พาดตัวไปตามนอร์ทเทิร์นอิงแลนด์ และติตด่อกับที่ราบเชสเชอร์ทางทิศใต้ แมนเชสเตอร์อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของลิเวอร์พูล 35.0 ไมล์ (56.3 กิโลเมตร) และอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเชฟฟีลด์ 35.0 ไมล์ (56.3 กิโลเมตร) ทำให้นครแห่งนี้อยู่ตรงกลางระหว่างทั้งสองนคร ใจกลางเมืองแมนเชสเตอร์อยู่ทางฝั่งตะวันออกของแมน้ำเออร์เวลล์ ใกล้จุดบรรจบกับแม่น้ำเมดล็อกและแม่น้ำเอิร์ก และอยู่ในพื้นที่ค่อนข้างต่ำ คือ อยู่ระหว่าง 35 เมตร ถึง 42 เมตร (115 ฟุต ถึง 138 ฟุต) เหนือระดับน้ำทะเล[29] แม่น้ำเมอร์ซีย์ไหลผ่านทางใต้ของแมนเชสเตอร์ ส่วนมากของเมืองชั้นใน โดยเฉพาะทางใต้ที่เป็นที่ราบ สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเชิงเขาและทุ่งโล่งของเทือกเขาเพนไนนส์จากตึกสูงหลายที่ในเมือง ซึ่งมักจะปกคลุมด้วยหิมะในฤดูหนาว ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของแมนเชสเตอร์มีอิทธิพลอย่างมากในการพัฒนาเป็นเมืองอุตสาหกรรมแห่งแรกของโลก ซึ่งก็คือสภาพอากาศ ความใกล้ชิดกับท่าเรือทะเลของลิเวอร์พูล การใช้พลังงานจากแม่น้ำ และแหล่งสำรองถ่านหินที่อยูใกล้เคียง[30]

Map of Manchester
นครแมนเชสเตอร์ แสดงการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ขยายเกินเขตเมือง

ประชากรศาสตร์

จากการสำรวจจำนวนประชากรในปีพ.ศ. 2544 แมนเชสเตอร์มีประชากร 392,819 คน ลดลงจากปีพ.ศ. 2534 9.2 เปอร์เซนต์ ในจำนวนนี้ ประมาณ 8.3 หมื่นคนอายุต่ำกว่า 16 ปี 2.85 แสนคนอายุระหว่าง 16-74 ปี และ 2.5 หมื่นคนอายุ 75 ปีขึ้นไป[36]

75.9 เปอร์เซนต์ของประชากรแมนเชสเตอร์ระบุว่าตนเกิดในสหราชอาณาจักร แมนเชสเตอร์มีอัตราการจ้างงานต่อประชากรต่ำเป็นลำดับสองของสหราชอาณาจักร โดยให้เหตุผลว่า มีประชากรที่เป็นนักศึกษาจำนวนมาก[36] จากการประมาณการกลางปี พ.ศ. 2549 แมนเชสเตอร์มีประชากรประมาณ 4.52 แสนคน เป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในอังกฤษตะวันตกเฉียงเหนือ[37] ในประวัติศาสตร์ ประชากรของแมนเชสเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงยุควิกตอเรีย โดยพุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุดที่ 766,311 ในปีพ.ศ. 2474 ก่อนที่จะลดลงอย่างรวดเร็วหลังจากนั้น[38]

วัฒนธรรม

ManchesterTownHall OwlofDoom
ศาลาว่าการเมืองแมนเชสเตอร์ เป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมแบบวิกตอเรีย ที่พบในแมนเชสเตอร์ และเป็นที่ตั้งของสภาเมืองแมนเชสเตอร์

แมนเชสเตอร์มีชื่อเสียงมากในเรื่องชีวิตกลางคืน วัฒนธรรมคลับดีเจสมัยใหม่เริ่มขึ้นที่เมืองนี้ และคลับที่นี่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ การเริ่มต้นของดนตรีเฮาส์ แมดเชสเตอร์ซาวนด์ (Madchester sound) และดนตรีแนว Ibiza

ในเมืองมีโรงละคร ศูนย์แสดงงานศิลปะ และพิพิธภัณฑ์จำนวนมาก

ยกเว้นลอนดอนแล้ว แมนเชสเตอร์มีประชากรเกย์และเลสเบี้ยนมากที่สุดในประเทศ

ดนตรี

Oasis Liam and Noel
สองพี่น้องตระกูลกัลลาเกอร์แห่งวงโอเอซิส

แมนเชสเตอร์เป็นต้นกำเนิดของวงดนตรีที่มีชื่อเสียงมากมาย ทั้งระดับท้องถิ่น และระดับนานาชาติ ตัวอย่างเช่น นิวออร์เดอร์, เดอะสมิธส์, เดอะเคมิคอลบราเทอร์ส, เอ็มพีเพิล, แบดลีดรอนบอย, โอเอซิส, เอลโบว์, ซิมพลีเรด, เทกแดต และ เดอะสโตนโรสเซส

กีฬา

แมสเชสเตอร์ เป็นเมืองที่เป็นที่รู้จักในฐานะเมืองกีฬา มีสโมสรพรีเมียร์ลีก 2 สโมสรที่ใช้ชื่อเมืองในชื่อสโมสร คือ สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตีและแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด แมนเชสเตอร์ซิตีมีสนามกีฬาเหย้าคือสนามกีฬาซิตีออฟแมนเชสเตอร์ จุคนได้เกือบ 48,000 คน ส่วนแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด มีสนามกีฬาเหย้าคือ โอลด์แทรฟฟอร์ด ซึ่งเป็นสนามฟุตบอลสโมสรที่ใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักร จุคนได้ 76,000 คน ถือเป็นสนามกีฬาในอังกฤษแห่งเดียวที่จัดการแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกนัดตัดสิน โดยเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2003 และยังเป็นสนามที่จัดซูเปอร์ลีกแกรนด์ไฟนอลของรักบี้ลีก สโมสรคริกเกตแลนคาเชียร์เคาน์ตี ก็ใช้สนามโอลด์แทรฟฟอร์ดเป็นกีฬาเหย้าเช่นกัน[39]

ดูเพิ่ม

เมืองแฝดและกงสุล

อ้างอิง

  1. Oxford Dictionaries. "Manchester". Oxford University Press, 2013. Accessed 27 August 2013.
  2. "UK population estimates". Office for National Statistics. 26 June 2014. สืบค้นเมื่อ 9 August 2014.
  3. "2011 Census – Built-up areas". ONS. สืบค้นเมื่อ 1 July 2013.
  4. The first to be included, Wythenshawe, was added to the city in 1931.
  5. Aspin, Chris (1981). The Cotton Industry. Shire Publications Ltd. p. 3. ISBN 0-85263-545-1.
  6. Kidd, Alan (2006). Manchester: A History. Lancaster: Carnegie Publishing. ISBN 1-85936-128-5.
    Frangopulo, Nicholas (1977). Tradition in Action. The historical evolution of the Greater Manchester County. Wakefield: EP Publishing. ISBN 0-7158-1203-3.
    "Manchester – the first industrial city". Entry on Sciencemuseum website. Archived from the original on 2012-03-09. สืบค้นเมื่อ 17 March 2012.
  7. "The World According to GaWC 2012". Globalization and World Cities Research Network. สืบค้นเมื่อ 25 March 2014.
  8. "BBC NEWS – London visited by 50% of UK's tourists". British Broadcasting Corporation. สืบค้นเมื่อ 21 May 2013.
  9. "Manchester 'England's second city'", BBC, 12 กันยายน ค.ศ. 2002, เรียกดู 2 พฤษภาคม ค.ศ. 2006.
  10. "Manchester 'close to second city'", BBC, 29 กันยายน ค.ศ. 2005, เรียกดู 2 พฤษภาคม ค.ศ. 2006.
  11. The Antiquaries Journal (ISSN 0003-5815) 2004, vol. 84, pp. 353–357
  12. Mills, A.D. (2003). A Dictionary of British Place-Names. Oxford: Oxford University Press. ISBN 0-19-852758-6. สืบค้นเมื่อ 7 November 2013.
  13. 13.0 13.1 13.2 13.3 Hartwell, Clare (2001). Pevsner Architectural Guides: Manchester. London, England: Penguin Books. pp. 11–17, 155, 256, 267–268. ISBN 0140711317.
  14. Rogers, Nicholas (2003). Halloween: from Pagan Ritual to Party Night. Oxford University Press. p. 18. ISBN 0195168968.
  15. 15.00 15.01 15.02 15.03 15.04 15.05 15.06 15.07 15.08 15.09 15.10 Kidd, Alan (2006). Manchester: A History. Lancaster, Lancashire: Carnegie Publishing Ltd. pp. 12, 15–24, 224. ISBN 1859361285.
  16. Pevsner, Nikolaus (1969). Lancashire, The Industrial and Commercial South. London, England: Penguin Books Ltd. pp. Pg. 265. ISBN 0-14-071036-1.
  17. 17.0 17.1 Hylton, Stuart (2003). A History of Manchester. Phillimore & Co Ltd. pp. Pg. 1–10, 22, 25, 42, 63–67, 69. ISBN 1860772404.
  18. 18.0 18.1 18.2 McNeil, R. & Nevell, M (2000). A Guide to the Industrial Archaeology of Greater Manchester. Association for Industrial Archaeology. ISBN 0-9528930-3-7.
  19. 19.0 19.1 Hall, Peter (1998). "The first industrial city: Manchester 1760-1830". Cities in Civilization. London: Weidenfeld & Nicolson. ISBN 0-297-84219-6.
  20. "Events in Telecommunications History". BT Archives. 1878. สืบค้นเมื่อ 2007-07-30.
  21. "Marx-Engels Internet Archive – Biography of Engels". Marx/Engels Biography Archive. 1893. สืบค้นเมื่อ 2007-12-21. (อังกฤษ)
  22. Hardy, Clive (2005). "The blitz". Manchester at War ((2nd edition) ed.). First Edition. pp. pg.&nbsp, 75–99. ISBN 1-84547-096-6. (อังกฤษ)
  23. "Manchester Cathedral – Historical Timeline". Manchester Cathedral Online. 2004. สืบค้นเมื่อ 2007-12-21. (อังกฤษ)

  24. Pevsner, Nikolaus (1969). Lancashire, The Industrial and Commercial South. London, England: Penguin Books Ltd. pp. Pg. 267. ISBN 0140710361. (อังกฤษ) Parkinson-Bailey, John J (2000). Manchester: an Architectural History. Manchester: Manchester University Press. pp. Pg. 127. ISBN 0719056063. (อังกฤษ)
  25. "Manchester Ship Canal and The Docks". Salford City Council. 2005. สืบค้นเมื่อ 2007-07-06. (อังกฤษ)
  26. 26.0 26.1
    Parkinson-Bailey, John J (2000). Manchester: an Architectural History. Manchester: Manchester University Press. ISBN 0719056063. (อังกฤษ)
    Hartwell, Clare (2004). Lancashire: Manchester and the South-East. New Haven, CT & London, England: Yale University Press. ISBN 0300105835. Unknown parameter |coauthors= ignored (|author= suggested) (help) (อังกฤษ) Hartwell, Clare (2001). Pevsner Architectural Guides: Manchester. London, England: Penguin Books. ISBN 0140711317. (อังกฤษ)
  27. "Panorama – The cost of terrorism". BBC. 2004. สืบค้นเมื่อ 2007-07-09. (อังกฤษ)
  28. "Manchester Arndale – UK's largest in-town shopping centre". Prudential plc. 2007. สืบค้นเมื่อ 2007-09-06. (อังกฤษ)
  29. Kidd, Alan (2006). Manchester: A History. Lancaster: Carnegie Publishing. p. 11. ISBN 1-85936-128-5.
  30. "The Manchester Coalfields" (PDF). Museum of Science and Industry in Manchester. 2001. Archived from the original (PDF) on 27 March 2009. สืบค้นเมื่อ 5 May 2009.
  31. "Manchester 1981-2010 Averages". Met Office. สืบค้นเมื่อ 30 January 2016.
  32. "Manchester Ringway 1961-1990". NOAA. สืบค้นเมื่อ 30 January 2016.
  33. "Manchester ringway extreme values". KNMI. สืบค้นเมื่อ 30 January 2016.
  34. United Kingdom Census 2001 (2007-01-17). "2001 Census; Key facts sheets". manchester.gov.uk. สืบค้นเมื่อ 2007-07-10. Check date values in: |date= (help)
  35. United Kingdom Census 2001 (2001). "Manchester (Local Authority)". neighbourhood.statistics.gov.uk. สืบค้นเมื่อ 2007-07-10.
  36. 36.0 36.1 "Manchester profile of 2001 census". Office for National Statistics. 2003. สืบค้นเมื่อ 2006-10-25.
  37. "Mid-year estimates for 2006" (XLS). Office of National Statistics. 2007. สืบค้นเมื่อ 2007-09-13.
  38. Shapely, Peter (2002–3). "The press and the system built developments of inner-city Manchester" (PDF). Manchester Region History Review. Manchester: Manchester Centre for Regional History. 16: 30–39. ISSN 0952-4320. สืบค้นเมื่อ 2007-11-22. Check date values in: |year= (help)
  39. "Football fever". Visit Manchester web pages. Visit Manchester. สืบค้นเมื่อ 6 October 2008.
    "Sporting heritage". Visit Manchester web pages. Visit Manchester. สืบค้นเมื่อ 6 October 2008.
  40. ในสมัยที่มีการตกลงเป็นเมืองแฝด เมืองนี้ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเยอรมนีตะวันออกและใช้ชื่อว่าคาร์ลมาร์กซ์สตัดท์ (Karl-Marx-Stadt)
  41. ในสมัยที่มีการตกลงเป็นเมืองแฝด เมืองนี้ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตและใช้ชื่อว่าเลนินกราด (Leningrad)

แหล่งข้อมูลอื่น

คริสเตียโน โรนัลโด

กริชตียานู รูนัลดู ดุช ซังตุช อาไวรู (โปรตุเกส: Cristiano Ronaldo dos Santos Aveiro; เกิด 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1985) หรือที่รู้จักกันในชื่อ คริสเตียโน โรนัลโด เป็นนักฟุตบอลชาวโปรตุเกส ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งกองหน้าให้กับยูเวนตุสในเซเรียอา และเป็นกัปตันทีมชาติโปรตุเกสคนปัจจุบัน โรนัลโดเป็นผู้เล่นที่มีค่าตัวแพงที่สุดเป็นอันดับหกในประวัติศาสตร์ฟุตบอล หลังย้ายจากแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด มาอยู่กับเรอัลมาดริด ด้วยค่าตัว 80 ล้านปอนด์ โรนัลโดได้รับค่าจ้างในการลงเล่นให้กับเรอัลมาดริดจำนวน 12 ล้านปอนด์ต่อปี ทำให้เขาเป็นนักเตะที่มีค่าเหนื่อยมากที่สุดในโลกโรนัลโดได้ลงเล่นฟุตบอลในนามทีมเยาวชนของอังดูรีญา เมื่อเขาเล่นได้อยู่สองปี ก่อนที่จะย้ายไปอยู่กับนาซียูนัลในปี 1997 เขาได้ทำสัญญาให้กับสโมสรยักษ์ใหญ่อย่างสปอร์ติงลิสบอน

โรนัลโดได้ถูกพิจารณาย้ายตัวไปอยู่กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด โดยคนที่ซื้อเขาคือ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ซื้อตัวเขามาด้วยจำนวนเงิน 12.24 ล้านปอนด์ โรนัลโดได้แชมป์เอฟเอคัพ ซึ่งเป็นเกียรติประวัติแชมป์แรกของเขาในปี 2003

โรนัลโดลงเล่นในเกมของฟุตบอลทีมชาติโปรตุเกส ในระดับชาตินัดแรกคือตอนเจอกับคาซัคสถาน ในเดือนสิงหาคม 2003 และหลังจากนั้นเขาได้ลงเล่นมากขึ้นรวมทั้งหมดถึงห้าทัวร์นาเมนต์ ได้แก่ ยูโร 2004, ฟุตบอลโลก 2006, ยูโร 2008, ฟุตบอลโลก 2010 และยูโร 2012 เขาทำประตูแรกในนามทีมชาติโปรตุเกสได้ในการแข่งขันยูโร 2004 ในนัดเปิดการแข่งขันที่เจอกับกรีซ เขาเป็นคนสำคัญในการนำทีมชาติโปรตุเกสเข้าไปชิงชนะเลิศในปี 2004 และหลังจากนั้นโรนัลโดได้มีบทบาทและได้ลงตำแหน่งตัวจริงมากขึ้น ในปี 2008 โรนัลโดได้เป็นกัปตันทีมครั้งแรกของทีมชาติโปรตุเกสได้นำทีมเข้าแข่งขันยูโร 2008 สามารถเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศได้ เขาสามารถยิงได้สามประตูในการแข่งขันทัวร์นาเมนต์นี้ ในวันที่ 16 ตุลาคม 2012 โรนัลโดได้ลงเล่นครบ 100 นัดสำหรับทีมชาติโปรตุเกสในนัดที่เจอกับไอร์แลนด์เหนือ ทำให้เขาเป็นหนึ่งในสามนักเตะที่ลงเล่นให้กับทีมชาติโปรตุเกสเกิน 100 นัด ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2012 เฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของเขาได้มีคนติดตามถึง 50 ล้านคนในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2008 มีการจัดอันดับตำแหน่งนักเตะรูปงามแห่งยูโร 2008 จัดทำโดยแอลจี บริษัทผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า คริสเตียโน โรนัลโดได้รับคะแนนโหวตครั้งนี้เป็นอันดับ 1 ในปี 2012 โรนัลโดได้รับรางวัลนักกีฬาไอบีเรีย-อเมริกา ประจำปี 2012 ประเภทนักฟุตบอลชาย

ทักษิณ ชินวัตร

ทักษิณ ชินวัตร (เกิด 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2492) เป็นนักธุรกิจและนักการเมืองชาวไทย นายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 23 ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 2544 ถึง 2549 เขาดำเนินธุรกิจโทรคมนาคมและการสื่อสาร ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) อดีตเจ้าของและประธานสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี มีสัญชาติไทยโดยการเกิด ปัจจุบันอาศัยอยู่นอกประเทศและถือสัญชาติมอนเตเนโกรปี 2537 ทักษิณเข้าสู่วงการเมืองสังกัดพรรคพลังธรรม โดยการชักนำของพลตรี จำลอง ศรีเมือง ต่อมาก่อตั้งพรรคไทยรักไทย ในปี 2541 หลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปปี 2544 พรรคไทยรักไทยได้รับเสียงข้างมากในสภา จึงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยแรก นโยบายเด่นของเขา ได้แก่ การขยายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การลดความยากจนและลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และการประกาศสงครามยาเสพติด ซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลามโดยเฉพาะอย่างยิ่งในชนบท เขาดำรงตำแหน่งสมัยแรกจนครบวาระสี่ปี ผลการเลือกตั้งเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2548 ทำให้ทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่สอง ด้วยคะแนนเสียงสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ รัฐบาลทักษิณถูกกล่าวหาหลายอย่าง เช่น ละเมิดสิทธิมนุษยชน ฉ้อราษฎร์บังหลวง เป็นเผด็จการรัฐสภา มีผลประโยชน์ทับซ้อน และควบคุมสื่อ ส่วนข้อกล่าวหาของตัวทักษิณเอง ก็มีว่าเลี่ยงภาษี หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตลอดจนขายทรัพย์สินของบริษัทไทยให้นักลงทุนต่างชาติ กรณีขายหุ้นชินคอร์ปเป็นชนวนเหตุให้เกิดการประท้วงใหญ่โดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในปี 2549

วันที่ 19 กันยายน 2549 คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ก่อรัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณ ทำให้ทักษิณพ้นจากตำแหน่ง คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) คณะรัฐประหารซึ่งแปรสภาพมาจาก คปค. เป็นผู้แต่งตั้ง ทำการอายัดทรัพย์ของทักษิณและครอบครัวในประเทศไทยรวม 76,000 ล้านบาท โดยอ้างว่าเขาร่ำรวยผิดปกติขณะอยู่ในตำแหน่ง ทักษิณเคยเดินทางกลับประเทศไทยครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551 หลังพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง แต่หลังจากนั้นอาศัยอยู่ต่างประเทศโดยตลอด เขาถูกตัดสินจำคุก 2 ปีในคดีที่ดินรัชดาฯ ทักษิณเป็นผู้สนับสนุนแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในปี 2552 รัฐบาลอภิสิทธิ์เพิกถอนหนังสือเดินทางของทักษิณ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาให้ทรัพย์สินของทักษิณประมาณ 46,000 ล้านบาทตกเป็นของแผ่นดิน ทักษิณถูกถอดยศ พันตำรวจโท และ นายกองใหญ่ โดยประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2558 และ 7 เมษายน 2562 ตามลำดับ

ปอล ปอกบา

ปอล ลาบีล ปอกบา (ฝรั่งเศส: Paul Labile Pogba) เกิดเมื่อวันที่ 15 มีนาคม ค.ศ. 1993 เป็นนักฟุตบอลชาวฝรั่งเศส ปัจจุบันเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และทีมชาติฝรั่งเศส ในตำแหน่งกองกลาง

ปอกบาเดิมเป็นผู้เล่นในระดับเยาวชนและผู้เล่นหลักของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดมาตั้งแต่ต้น แต่ได้ถูกปล่อยตัวให้กับยูเวนตุสอย่างไม่มีค่าตัว ในฤดูกาล 2012–13 แต่ต่อมาย้ายจากยูเวนตุสสู่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดอีกครั้ง ช่วงก่อนเปิดฤดูกาล 2016–17 ไม่นาน ด้วยค่าตัวถึง 89 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,450 ล้านบาท) นับเป็นราคาซื้อขายผู้เล่นที่แพงที่สุดในโลก ทำลายสถิติเดิมของแกเร็ธ เบล ที่เคยมีไว้ 85 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,250 ล้านบาท) จากทอตนัมฮอตสเปอร์ สู่เรอัลมาดริด ในช่วงต้นฤดูกาล 2013–14 ปัจจุบันค่าตัวของปอกบาถูกทำลายโดยเนย์มาร์ที่ย้ายจากสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาสู่สโมสรฟุตบอลปารีแซ็ง-แฌร์แม็งในค่าตัว 222 ล้านยูโร (ประมาณ 8,700 ล้านบาท) ในช่วงต้นฤดูกาล 2017–18

พรีเมียร์ลีก

สำหรับพรีเมียร์ลีกอื่นๆ ดูที่ พรีเมียร์ลีก (แก้ความกำกวม)พรีเมียร์ลีก (อังกฤษ: Premier League) เป็นระบบการแข่งขันฟุตบอลลีกในระดับสูงสุดของประเทศอังกฤษ ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992) ภายใต้การบริหารของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ การแข่งขันพรีเมียร์ลีกเป็นที่รวมของ 20 สโมสรฟุตบอลในระดับสูงสุดของอังกฤษเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นลีกที่มีการแข่งขันสูงและสูสีมากที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป แล้วเป็นลีกที่ได้รับความนิยมอันดับ1จากแฟนบอลทั่วโลก

โดยปัจจุบันมีเพียง 6 ทีมเท่านั้น ที่ชนะเลิศ ในการแข่งขันรายการนี้ ได้แก่ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 13 สมัย, เชลซี 5 สมัย, แมนเชสเตอร์ซิตี 4 สมัย, อาร์เซนอล 3 สมัย และแบล็กเบิร์นโรเวอส์และเลสเตอร์ซิตี ทีมละ 1 สมัย

พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2015–16

พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2015–16 (อังกฤษ: 2015–16 Premier League) เป็นการแข่งขันพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลที่ 24 นับแต่เริ่มจัดการแข่งขันครั้งแรกในปี ค.ศ. 1992 โดยจะเริ่มต้นฤดูกาลวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 2015มีทีมเข้าร่วมแข่งขันในลีก 20 ทีม โดยมี 17 ทีมเดิมจากฤดูกาลก่อน และอีก 3 ทีมที่เลื่อนชั้นขึ้นมาจากฟุตบอลลีกแชมเปียนชิพ โดยมี 2 ทีมที่ได้เลื่อนชั้นโดยอัตโนมัติ ได้แก่ วอตฟอร์ด, เอเอฟซีบอร์นมัท และอีก 1 ทีมที่เป็นผู้ชนะในรอบเพลย์ออฟ คือ นอริชซิตี

โดยรวมแล้ว จนถึงวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 2015 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่การซื้อขายผู้เล่นในทวีปยุโรปและประเทศอังกฤษจบลง พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้นับว่าเป็นฤดูกาลที่ใช้จำนวนเงินซื้อขายตัวกันในราคาที่สูงเป็นประวัติศาสตร์ โดยรวมแล้วมีมูลค่าถึง 870 ล้านปอนด์ (ประมาณ 47,850 ล้านบาท) และหากรวมถึงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ในฤดูกาลก่อน ก็เป็นมูลค่าสูงถึง 1,000 ล้านปอนด์ (ประมาณ 55,000 ล้านบาท) โดยถือเป็นลีกที่ใช้เงินมากที่สุดในยุโรปด้วย

สำหรับทีมที่ใช้เงินในการซื้อตัวผู้เล่นมากที่สุด คือ แมนเชสเตอร์ซิตี (โดยฤดูกาลที่แล้ว คือ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด) ด้วยการซื้อตัว เกฟิน เดอ เบรยเนอ ในราคา 55 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,025 ล้านบาท), ราฮีม สเตอร์ลิง ในราคา 49 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,695 ล้านบาท) นอกจากนี้ยังจ่ายเงินเป็นค่าตัวของนีโกลัส โอตาเมนดี อีก 33 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,815 ล้านบาท)และทีมที่ราคาบัตรเข้าชมการแข่งขันที่แพงที่สุดในฤดูกาลนี้ คือ อาร์เซนอล โดยบัตรเข้าชมรายปีสูงถึง 2,013 ปอนด์ (ประมาณ 110,715 บาท) ขณะที่ทีมที่มีราคาบัตรเข้าชมถูกที่สุด คือ สโตกซิตี บัตรเข้าชมรายปีราคา 294 ปอนด์ (ประมาณ 16,170 บาท)

พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2017–18

พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2017–18 (อังกฤษ: 2017–18 Premier League) เป็นการแข่งขันพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลที่ 26 นับแต่เริ่มจัดการแข่งขันครั้งแรกในปี ค.ศ. 1992 จะเริ่มต้นฤดูกาลในวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 2017 และสิ้นสุดฤดูกาลในวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 2018 โดย สโมสรฟุตบอลเชลซี เป็นแชมป์เก่า

พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2018–19

พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2018–19 (อังกฤษ: 2018–19 Premier League) เป็นการแข่งขันพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลที่ 27 นับแต่เริ่มจัดการแข่งขันครั้งแรกในปี ค.ศ. 1992 จะเริ่มต้นฤดูกาลในวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 2018 และสิ้นสุดฤดูกาลในวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 2019 โดยแมนเชสเตอร์ซิตี คือทีมที่ชนะเลิศเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019–20

พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019–20 (อังกฤษ: 2019–20 Premier League) เป็นการแข่งขันพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลที่ 28 นับแต่เริ่มจัดการแข่งขันครั้งแรกในปี ค.ศ. 1992 จะเริ่มต้นฤดูกาลในวันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ. 2019 และสิ้นสุดฤดูกาลในวันที่ 17 พฤษภาคม ค.ศ. 2020 โดยแมนเชสเตอร์ซิตี คือทีมที่ชนะเลิศเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

ฤดูกาลนี้จะเป็นฤดูกาลแรกที่มีการหยุดพักช่วงกลางฤดูกาล และเป็นฤดูกาลแรกที่ใช้วีเออาร์

มาร์คัส แรชฟอร์ด

มาร์คัส แรชฟอร์ด (อังกฤษ: Marcus Rashford) เกิดเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ. 1997 เป็นนักฟุตบอลอาชีพชาวอังกฤษ ปัจจุบันเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในตำแหน่งกองหน้า

ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก

ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก (อังกฤษ: UEFA Champions League; ชื่อเดิม: ยูโรเปียนคัพ: European Cup) เป็นการแข่งขันฟุตบอลระหว่างสโมสรต่าง ๆ ภายในทวีปยุโรป ซึ่งจัดการแข่งขันโดยสมาคมฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) เริ่มการแข่งขันครั้งแรกในปี ค.ศ. 1955 ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้ชื่อปัจจุบันเมื่อปี ค.ศ. 1992 โดยทีมที่ได้อันดับที่ 1-3 ในแต่ละลีกจะได้ไปแข่งโดยอัตโนมัติ ส่วนอันดับที่ 4 จะได้ไปเพลย์ออฟรอบสุดท้ายทั้งนี้ขึ้นอยู่กับมาตรฐานของแต่ละลีกเช่นกันจากการจัดอันดับคะแนนลีกของยูฟ่า

การแข่งขันรายการนี้จะเป็นการนำทีมที่มีคะแนนสะสมมากที่สุดของแต่ละลีกสูงสุดของแต่ละประเทศในทวีปยุโรปมาแข่งขันกัน โดยพิจารณาออกมาเป็นโควตาของแต่ละลีก พรีเมียร์ลีกจากอังกฤษ ลาลิกาจากสเปน บุนเดิสลีกาจากเยอรมนี และ เซเรียอาจากอิตาลีมีโควตาสี่ทีม ส่วน ลีกเอิงจากฝรั่งเศสมีโควตาสามทีมเป็นต้น ทั้งนี้ สโมสรที่ชนะเลิศมากที่สุด คือ เรอัลมาดริด (สเปน, 13 ครั้ง) อันดับสอง คือ เอซี มิลาน (อิตาลี, 7 ครั้ง) อันดับสาม คือ ลิเวอร์พูล (อังกฤษ, 6 ครั้ง) อันดับสี่ คือ ไบเอิร์นมิวนิก (เยอรมนี, 5 ครั้ง) , บาร์เซโลนา (สเปน, 5 ครั้ง)

โดยสโมสรที่ชนะเลิศ 3 สมัยติดต่อกันหรือชนะเลิศครบ 5 สมัย จะได้รับถ้วยรางวัลไปเป็นกรรมสิทธิ์ของสโมสร เช่นเดียวกับถ้วยรางวัลอื่น ๆ ของยูฟ่า โดยที่ เรอัลมาดริด ได้ไปเมื่อ (ค.ศ. 1958), อายักซ์ (ค.ศ. 1973), ไบเอิร์นมิวนิก (ค.ศ. 1976), เอซี มิลาน (ค.ศ. 1994), ลิเวอร์พูล (ค.ศ. 2005), บาร์เซโลนา (ค.ศ. 2015)

ในฤดูกาล 2018-19 ล่าสุดสโมสรที่ชนะเลิศ คือ ลิเวอร์พูล และเป็นแชมป์สมัยที่ 6 ในรายการนี้ โดยเอาชนะ ทอตนัมฮอตสเปอร์ ไป 2-0 ในช่วง 90 นาทีของนัดชิงชนะเลิศ

สโมสรฟุตบอลวีแกนแอทเลติก

สโมสรฟุตบอลวีแกนแอทเลติก (อังกฤษ: Wigan Athletic F.C.) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า วีแกน (Wigan) เป็นสโมสรฟุตบอลระดับอาชีพของอังกฤษ ตั้งอยู่ที่เมืองวีแกน เทศมณฑลเกรเทอร์แมนเชสเตอร์ ลงแข่งขันในอีเอฟแอลแชมเปียนชิป มีสนามเหย้าชื่อดีดับเบิลยูสเตเดียม ในเมืองวีแกน โดยแบ่งกันใช้สนามกับสโมสรรักบี้ วีแกนวอร์ริเออร์ส

วีแกน แอทเลติก เคยลงแข่งขันในระดับพรีเมียร์ลีก ในช่วงระหว่างปี ค.ศ.2005−2013 โดยได้รับการบันทึกว่าเป็นสโมสรฟุตบอลที่มีอายุน้อยที่สุดที่ได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกที่ 81 ปี

โดยสโมสรเคยได้แชมป์รายการสำคัญเพียงรายการเดียว คือเอฟเอคัพ ในฤดูกาล 2012–13 ด้วยการเอาชนะสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี ซึ่งเป็นสโมสรที่ใหญ่กว่าไปได้ 1–0 แต่ทว่าในฤดูกาลเดียวกันนั้นเองสโมสรกลับต้องตกชั้นจากพรีเมียร์ลีก โดยถือเป็นสโมสรแรกและสโมสรเดียวจนถึงปัจจุบันนี้ที่ได้แชมป์เอฟเอคัพ แต่กลับต้องตกชั้นลงไปเล่นในลีกที่ต่ำกว่าในการแข่งขันฟุตบอลถ้วยของยุโรป สโมสรเคยเข้าร่วมการแข่งขันยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2013–14

สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตัน

สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตัน (อังกฤษ: Everton Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลของอังกฤษ มีสนามเหย้าคือกูดิสันพาร์กในเมืองลิเวอร์พูล ซึ่งห่างจากสนามแอนฟีลด์ของลิเวอร์พูลเพียงแค่สวนสาธารณะกั้น

เอฟเวอร์ตันเป็นคู่ปรับร่วมเมืองของลิเวอร์พูล แฟนฟุตบอลชาวไทยตั้งฉายาให้ว่า "ทอฟฟีสีน้ำเงิน"

สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี

สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี (อังกฤษ: Manchester City Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลในลีกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ตั้งอยู่ในเมืองแมนเชสเตอร์ ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2423 ในชื่อ เซนต์มากส์ (เวสต์กอร์ตัน) และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น สโมสรฟุตบอลอาร์ดวิก ในปี พ.ศ. 2430 และชื่อล่าสุดคือ แมนเชสเตอร์ซิตี ในปี พ.ศ. 2437 โดยใช้ สนามกีฬาซิตีออฟแมนเชสเตอร์ เป็นสนามเหย้าตั้งแต่ พ.ศ. 2546 ซึ่งก่อนหน้านั้นได้ใช้สนาม เมนโรด เป็นสนามเหย้าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2466

สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด (อังกฤษ: Manchester United Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลที่มีชื่อเสียงของอังกฤษ มีที่ตั้งอยู่ที่โอลด์แทรฟฟอร์ดในเมืองแมนเชสเตอร์ ปัจจุบันเล่นอยู่ในพรีเมียร์ลีก ลีกสูงสุดในระบบลีกฟุตบอลอังกฤษ สโมสรก่อตั้งในชื่อ สโมสรฟุตบอลนิวตันฮีตแอลวายอาร์ เมื่อปี ค.ศ. 1878 จากนั้นเปลี่ยนชื่อมาเป็น แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เมื่อปี ค.ศ. 1902 และย้ายไปเล่นในสนามปัจจุบันคือโอลด์แทรฟฟอร์ด เมื่อปี ค.ศ. 1910

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในหลายสโมสรในอังกฤษ โดยเป็นแชมป์ลีก 20 สมัย เอฟเอคัพ 12 สมัย ลีกคัพ 5 สมัย และ เอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์ 21 สมัย อีกทั้งพวกเขายังได้ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 3 สมัย ยูฟ่ายูโรปาลีก 1 สมัย ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ 1 สมัย ยูฟ่าซูเปอร์คัพ 1 สมัย ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรปและอเมริกาใต้ 1 สมัย และฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก 1 สมัย ในฤดูกาล 1998–99 สโมสรกลายเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ของฟุตบอลอังกฤษที่คว้าแชมป์เทรเบิล โดยการคว้าแชมป์ยูฟ่ายูโรปาลีกในฤดูกาล 2016–17 พวกเขากลายเป็นหนึ่งในหน้าสโมสรที่คว้าแชมป์ทั้งสามรายการการแข่งขันของยูฟ่า

ภัยพิบัติทางอากาศมิวนิกเมื่อปี ค.ศ. 1958 ได้คร่าชีวิตผู้เล่นแปดคน ในปี ค.ศ. 1968 ภายใต้การจัดการทีมของแมตต์ บัสบี แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นสโมสรฟุตบอลทีมแรกของอังกฤษที่ได้แชมป์ยูโรเปียนคัพ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พาทีมคว้าแชมป์ 38 ถ้วยตลอดการเป็นผู้จัดการทีม ไม่ว่าจะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก 13 สมัย เอฟเอคัพ 5 สมัย และยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2 สมัยในระหว่างปี ค.ศ. 1986 และ ค.ศ. 2013 จากนั้นเขาได้ประกาศเกษียณตัวเองไป

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดคือสโมสรที่มีรายได้สูงที่สุดในโลกสำหรับฤดูกาล 2016–17 ด้วยรายได้ต่อปีเป็นจำนวน 676.3 ล้านปอนด์ และเป็นสโมสรที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกในปี ค.ศ. 2018 เป็นมูลค่า 3.1 พันล้านปอนด์ ณ เดือนมิถุนายน ค.ศ. 2015 สโมสรมีมูลค่าแบรนด์ฟุตบอลที่สูงที่สุดในโลก คาดว่ามีมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากเกิดการลอยตัวในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนในปี ค.ศ. 1991 สโมสรถูกซื้อโดยมัลคอม เกลเซอร์ ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2005 ในข้อตกลงมูลเกือบ 800 ล้านปอนด์ หลังจากนั้นบริษัทกลับมาเป็นบริษัทเอกชน ก่อนจะกลายมาเป็นบริษัทมหาชนอีกครั้งในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2012 เมื่อพวกเขาได้ทำการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นสโมสรฟุตบอลที่มีผู้สนับสนุนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และมีทีมคู่แข่งคือลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ซิตี, อาร์เซนอล และลีดส์ยูไนเต็ด

อีเอฟแอลคัพ

คาราบาวคัพ (อังกฤษ: Carabao Cup) เป็นการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยแบบแพ้คัดออก จัดโดยอีเอฟแอลของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ ซึ่งสโมสรที่มีสิทธิเข้าแข่งขันมีทั้งหมด 92 ทีมคือ 20 ทีมจากพรีเมียร์ลีก และ 72 ทีมจากฟุตบอลลีก ซึ่งจะต่างจากเอฟเอคัพ ที่เปิดกว้างให้สโมสรเข้าแข่งได้ถึง 762 ทีม ทีมที่ชนะเลิศในแต่ละฤดูกาล จะได้สิทธิเข้าแข่งขันรายการยูฟ่ายูโรปาลีก รอบคัดเลือกที่ 3 ในกรณีที่ไม่ได้สิทธิจากทางอื่นมาก่อน

ปัจจุบันสโมสรที่ชนะเลิศ รายการฟุตบอลลีกคัพปีล่าสุด (ฤดูกาล 2018-2019) คือ แมนเชสเตอร์ซิตีที่เอาชนะลูกโทษ เชลซีไป 4-3 หลังจบ 90 นาที และ 120 นาทีด้วยผล 0-0

ส่วนสโมสรที่ชนะเลิศมากที่สุด คือลิเวอร์พูล สมัยที่ 8

เซร์ฆิโอ อาเกวโร

เซร์ฆิโอ เลโอเนล "กุน" อาเกวโร (สเปน: Sergio Leonel "Kun" Agüero, เสียงอ่าน: [ˈseɾxjo aˈɣweɾo]; เกิดวันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 1988) เป็นนักฟุตบอลชาวอาร์เจนตินา ปัจจุบันเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ซิตี และทีมชาติอาร์เจนตินา ในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้า

อาเกวโรมีชื่อเล่นว่า "กุน" เนื่องจากปู่ของเขาเห็นว่าเขาเหมือนกับตัวละครการ์ตูนญี่ปุ่น "กัมกัม" เขาแต่งงานกับลูกสาวของนักฟุตบอล ดิเอโก มาราโดนา ที่ชื่อ ยานินา มาราโดนา ซึ่งทั้งคู่มีบุตรชายด้วยกัน ชื่อว่า "เบงฆามิน อาเกวโร"พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2014–15 อาเกวโรเป็นดาวซัลโวประจำฤดูกาล ด้วยการยิงไปทั้งสิ้น 26 ประตู จากการลงเล่นทั้งหมด 32 นัด และในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลถัดมา ในนัดที่ 8 ที่แมนเชสเตอร์ซิตีพบกับนิวคาสเซิลยูไนเต็ด ที่สนามเอติฮัดสเตเดียม อาเกวโรยิงไปทั้งหมด 5 ประตู ภายในเวลา 20 นาที นับเป็นผู้เล่นที่ยิงได้ 5 ประตูได้เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกอาเกวโรเป็นผู้เล่นคนแรกในทวีปอเมริกาใต้ที่ยิงถึง 100 ประตูในพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ

เอฟเอคัพ

สำหรับการแข่งขันรายการเอฟเอคัพในประเทศอื่น ดูที่ เอฟเอคัพ (แก้ความกำกวม)

เอฟเอคัพ (อังกฤษ: FA Cup) เป็นการแข่งขันฟุตบอลถ้วยที่ใช้การแข่งขันแบบแพ้คัดออก (น็อกเอาต์) ซึ่งจัดการแข่งขันโดยสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) เริ่มการแข่งขันเป็นครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1872 ปัจจุบันมีสโมสรฟุตบอลเข้าร่วมทั้งสิ้น 762 ทีม โดยสโมสรที่ชนะเลิศสูงสุดคือ อาร์เซนอล จำนวน 13 สมัย ลักษณะของฟุตบอลเอฟเอคัพ จะมีสโมสรฟุตบอลหลายระดับร่วมการแข่งขัน โดยสโมสรในระดับล่างของฟุตบอลอังกฤษ จะแข่งขันรอบคัดเลือก แบบแพ้คัดออกเสียก่อน โดยสโมสรในลีกระดับสูง จะเข้าร่วมแข่งขันในรอบหลังๆ เช่น สโมสรในลีกวันและลีกทู จะเข้ามาแข่งขันในรอบแรกเมื่อจบรอบคัดเลือก ในขณะที่สโมสรจากพรีเมียร์ลีก จะเข้ามาร่วมแข่งขันในรอบที่สาม

โอลด์แทรฟฟอร์ด

โอลด์แทรฟฟอร์ด (อังกฤษ: Old Trafford) เป็นสนามกีฬาฟุตบอลในเมืองโอลด์แทรฟฟอร์ด, เกรตเตอร์แมนเชสเตอร์, ประเทศอังกฤษ และเป็นสนามเหย้าของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด มีจำนวนความจุ 75,635 ที่นั่ง โอลด์แทรฟฟอร์ดเป็นสนามกีฬาของสโมสรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาหลายๆทีมในสหราชอาณาจักร เป็นสนามกีฬาขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 และเป็นสนามกีฬาฟุตบอลขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 2 และใหญ่เป็นอันดับที่ 8 ในทวีปยุโรป สนามแห่งนี้อยู่ห่างจากโอลด์แทรฟฟอร์ดคริกเกตกราวนด์ 0.5 ไมล์ (800 เมตร) และอยู่ติดกันกับป้ายรถราง

โอลด์แทรฟฟอร์ด ได้ถูกขนามนามจากบ็อบบี ชาร์ลตันว่า"โรงละครแห่งความฝัน" ใช้เป็นสนามเหย้าตั้งแต่ปี ค.ศ. 1910 อย่างไรก็ตามในช่วงปี ค.ศ. 1941 จนถึง ค.ศ. 1949 สโมสรได้ใช้สนามเมนโรดร่วมกับทีมคู่แข่งอย่างแมนเชสเตอร์ซิตี เนื่องจากสนามได้รับความเสียหายจากการทิ้งระเบิดของสงครามโลกครั้งที่สอง

แสดงข้อมูลเป็นมาตราอังกฤษ
ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.
 
 
2.7
 
43
34
 
 
2
 
45
34
 
 
2.4
 
48
37
 
 
2
 
54
39
 
 
2.4
 
59
45
 
 
2.6
 
64
50
 
 
2.6
 
68
54
 
 
3.1
 
68
54
 
 
2.9
 
63
50
 
 
3
 
57
46
 
 
3.1
 
48
39
 
 
3.1
 
45
36
อุณหภูมิ วัดเป็นองศาฟาเรนไฮต์
ปริมาณหยาดน้ำฟ้า วัดเป็นนิ้ว
ข้อมูลภูมิอากาศของท่าอากาศยานแมนเชสเตอร์ ค่าระดับ: 69 เมตร or 230 ฟุต (1981-2010) extremes (1958-2004)
เดือน ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ทั้งปี
อุณหภูมิสูงสุดที่เคยบันทึก °C (°F) 14.3
(57.7)
16.5
(61.7)
21.7
(71.1)
25.1
(77.2)
26.7
(80.1)
31.3
(88.3)
32.2
(90)
33.7
(92.7)
28.4
(83.1)
25.6
(78.1)
17.7
(63.9)
15.1
(59.2)
33.7
(92.7)
อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย °C (°F) 7.3
(45.1)
7.6
(45.7)
10.0
(50)
12.6
(54.7)
16.1
(61)
18.6
(65.5)
20.6
(69.1)
20.3
(68.5)
17.6
(63.7)
13.9
(57)
10.0
(50)
7.4
(45.3)
13.5
(56.3)
อุณหภูมิเฉลี่ยแต่ละวัน °C (°F) 4.5
(40.1)
4.6
(40.3)
6.7
(44.1)
8.8
(47.8)
11.9
(53.4)
14.6
(58.3)
16.6
(61.9)
16.4
(61.5)
14.0
(57.2)
10.7
(51.3)
7.1
(44.8)
4.6
(40.3)
10.0
(50)
อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย °C (°F) 1.7
(35.1)
1.6
(34.9)
3.3
(37.9)
4.9
(40.8)
7.7
(45.9)
10.5
(50.9)
12.6
(54.7)
12.4
(54.3)
10.3
(50.5)
7.4
(45.3)
4.2
(39.6)
1.8
(35.2)
6.6
(43.9)
อุณหภูมิต่ำสุดที่เคยบันทึก °C (°F) -12.0
(10.4)
-13.1
(8.4)
-9.7
(14.5)
-4.9
(23.2)
-1.7
(28.9)
0.8
(33.4)
5.4
(41.7)
3.6
(38.5)
0.8
(33.4)
-4.7
(23.5)
-7.5
(18.5)
-13.5
(7.7)
-13.5
(7.7)
หยาดน้ำฟ้า มม (นิ้ว) 72.3
(2.846)
51.4
(2.024)
61.2
(2.409)
54.0
(2.126)
56.8
(2.236)
66.1
(2.602)
63.9
(2.516)
77.0
(3.031)
71.5
(2.815)
92.5
(3.642)
81.5
(3.209)
80.7
(3.177)
828.8
(32.63)
ความชื้นร้อยละ 87 86 85 85 85 87 88 89 89 89 88 87 88
วันที่มีหยาดน้ำฟ้าโดยเฉลี่ย (≥ 1.0 mm) 13.1 9.7 12.3 11.2 10.4 11.1 10.9 12.0 11.1 13.6 14.1 13.5 142.9
วันที่มีหิมะตกโดยเฉลี่ย 6 5 3 2 0 0 0 0 0 0 1 3 20
จำนวนชั่วโมงที่มีแดด 52.5 73.9 99.0 146.9 188.3 172.5 179.7 166.3 131.2 99.3 59.5 47.1 1,416.2
แหล่งที่มา1: Met Office[31] NOAA (relative humidity and snow days 1961-1990)[32]
แหล่งที่มา 2: KNMI[33]
อังกฤษ
สกอตแลนด์
เวลส์
ไอร์แลนด์เหนือ

ภาษาอื่น

This page is based on a Wikipedia article written by authors (here).
Text is available under the CC BY-SA 3.0 license; additional terms may apply.
Images, videos and audio are available under their respective licenses.