แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์

แฟรงกลิน เดลาโน โรสเวลต์ (อังกฤษ: Franklin Delano Roosevelt)(/ˈrzəvəlt/,[1] /ʔvɛlt/;[2] 30 มกราคม ค.ศ. 1882 – 12 เมษายน ค.ศ. 1945), มักจะเรียกเป็นคำย่อว่า เอฟดีอาร์(FDR) เป็นรัฐบุรุษและผู้นำทางการเมืองชาวอเมริกันที่ทำหน้าที่เป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาคนที่ 32 ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1933 จนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมในปี ค.ศ. 1945 สมาชิกพรรคเดโมแครต เขาได้รับชนะการเลือกตั้งเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีถึงสี่ครั้งและกลายเป็นบุคคลสำคัญในเหตุการณ์ของโลกในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 โรสเวลต์ได้ชี้นำกับรัฐบาลสหรัฐในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ได้นำสัญญาใหม่ของเขามาใช้ในวาระการประชุมภายในประเทศเพื่อตอบสนองต่อวิกฤตเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา ในฐานะที่เป็นผู้นำที่โดดเด่นของพรรคตนเอง เขาได้จัดตั้งการร่วมมือสัญญาใหม่(New Deal Coalition) ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนทางการเมืองอเมริกามาเป็นระบบห้าพรรค(Fifth Party System) และนิยามฝ่ายเสรีนิยม​ชาวอเมริกันมาโดยตลอดในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ในวาระในการดำรงตำแหน่งที่สามและสี่ของเขานั้นถูกครอบงำโดยสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งเพิ่งจะยุติลงได้ไม่นานหลังจากที่เขาถึงแก่อสัญกรรมในที่ทำงาน เขาได้รับคำวิจารณ์ในเรื่องประเด็นต่างๆเอาไว้มากมาย เขาได้รับการจัดอันดับโดยนักวิชาการว่าเป็นหนึ่งในสามประธานาธิบดีแห่งสหรัฐที่ยิ่งใหญ่ที่สุด พร้อมกับจอร์จ วอชิงตันและอับราฮัม ลินคอล์น

โรสเวลต์เกิดในไฮย์ ปาร์ค รัฐนิวยอร์ก ในครอบครัวชาวอเมริกันเชื้อสายดัตช์ที่เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีคือ ธีโอดอร์ โรสเวลต์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาคนที่ 26 และวิลเลียม เฮนรี แอสปินวอลล์(William Henry Aspinwall) แฟรงกลิน เดลาโน โรสเวลต์ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนกรอตัน วิลยาลัยฮาร์วาด์ และโรงเรียนกฏหมายโคลัมเบีย และได้ไปซักซ้อมทางด้านกฏหมายในนครนิวยอร์ก ในปี ค.ศ. 1905 เขาได้แต่งงานกับลูกพี่ลูกน้องของเขาที่ย้ายออกไปคือ เอเลนอร์ โรสเวลต์ พวกเขามีลูกถึงหกคน ซึ่งมีเพียงแค่ห้าคนที่รอดชีวิตจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เขาได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งวุฒิสภาแห่งรัฐนิวยอร์กในปี ค.ศ. 1910 และหลังจากนั้นได้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเลขานุการแห่งกองทัพเรือภายใต้การนำโดยประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสันในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โรสเวลต์เป็นคู่หูกับเจมส์ เอ็ม ค็อกซ์ที่เข้าแข่งขันบนตั๋วแห่งชาติของพรรคเดโมแครต ปี ค.ศ. 1920 แต่ค็อกซ์พ่ายแพ่ให้กับ Warren G. Harding ฝ่ายพรรคริพับลิกัน ในปี ค.ศ. 1921 โรสเวลต์ได้มีอาการป่วยเป็นอัมพาตครึ่งท่อนที่มีความเชื่อกันในสมัยนั้นว่าเป็นโรคโปลิโอ และขาของเขาได้กลายเป็นอัมพาตอย่างถาวร ในขณะที่เขาได้พยายามที่จะฟื้นฟูจากสภาพอย่างนั้น โรสเวลต์ได้ก่อตั้งศูนย์บำบัดในเมืองวอร์มสปิรงส์ รัฐจอร์เจีย สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคโปลิโอ ในสภาพที่ไม่สามารถเดินได้โดยเพียงลำพัง โรสเวลต์ได้เดินทางกลับไปที่สำนักงานสาธารณะด้วยการได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งรับตำแหน่งผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กในปี ค.ศ. 1928 เขาได้ดำรงตำแหน่ง ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1929 ถึง 1933 และทำหน้าที่เป็นผู้ว่าการปฏิรูป ได้นำเสนอโครงการต่างๆเพื่อต่อสู้กับวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา

ในการเลือกตั้งเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ปี ค.ศ. 1932 โรสเวลต์ได้รับชัยชนะเหนือประธานาธิบดี เฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ จากฝ่ายพรรคริพับลิกันอย่างถล่มทลาย โรสเวลต์ได้เข้ารับตำแหน่งในขณะที่สหรัฐอเมริกากำลังตกอยู่ในท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ วิกฤตเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งได้เพียงร้อยวันในการประชุมสภาคองเกรสสหรัฐครั้งที่ 73 โรสเวลต์ได้กลายเป็นหัวหอกในการออกกฏหมายของสหรัฐอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนและได้ออกคำสั่งแก่ฝ่ายผู้บริหารจำนวนมาก เมื่อได้จัดตั้งสัญญาใหม่ โครงการต่างๆมากมายที่ถูกออกแบบมาเพื่อการบรรเทา ฟื้นฟู และการปฏิรูป เขาได้สร้างโครงการต่างๆมากมายเพื่อช่วยเหลือบรรเทาแก่ผู้ว่างงานและเกษตรกร ในขณะที่กำลังหาทางการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจด้วยฝ่ายบริหารการฟื้นฟูแห่งชาติ(National Recovery Administration)และโครงการอื่นๆ นอกจากนี้เขายังได้ทำการปฏิรูปทางด้านกฏระเบียบที่สำคัญเกี่ยวกับการเงิน การสื่อสาร และแรงงาน และปกครองในช่วงปลายของยุคต้องห้ามสุรา เขาได้กำกับควบคุมรายการวิทยุเพื่อที่จะได้พูดให้กับประชาชนชาวอเมริกันโดยตรง ด้วยการให้ที่อยู่ของสถานีวิทยุ"fireside chat" 30 แห่งในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และกลายเป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาคนแรกที่ได้รับการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ เศรษฐกิจได้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1933 ถึง 1936 โรสเวลต์ได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งใหม่ในปี ค.ศ. 1936 อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะถดถอยในปี ค.ศ. 1937 และ 1938 ภายหลังการเลือกตั้งปี ค.ศ. 1936 โรสเวลต์ได้พยายามหาทางในกระบวนการแต่งตั้งผู้พิพากษา ปี ค.ศ. 1937(Judicial Procedures Reform Bill 1937)("แผนการบรรจุผู้พิพากษา") ซึ่งจะมีการขยายขนาดของศาลสูงสุดสหรัฐ สองพรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยมได้ร่วมมือกันที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1937 ได้เข้าขัดขวางกระบวนการการจ่ายเงินและปิดกั้นการดำเนินงานของโครงการสัญญาใหม่และการปฏิรูปที่กำลังไปได้ไกล โครงการและกฏหมายที่สำคัญที่เหลือรอดซึ่งดำเนินการภายใต้การนำของโรสเวลต์ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(Securities and Exchange Commission) กฏหมายแรงงานสัมพันธ์แห่งชาติ(National Labor Relations Act) บริษัท์ค้ำประกันเงินฝากของรัฐบาลกลาง(Federal Deposit Insurance Corporation) และประกันสังคม(Social Security)

โรสเวลต์ได้ประสบความสำเร็จอีกครั้งในการเลือกตั้งใหม่ในปี ค.ศ. 1940 ด้วยชัยชนะของเขาทำให้เขากลายเป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐเพียงคนเดียวที่ดำรงตำแหน่งได้มากกว่าสองวาระ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่ได้ปรากฏเป็นลางๆในช่วงปี ค.ศ. 1938 โรสเวลต์ได้ให้การสนับสนุนทางการฑูตและการเงินที่แข็งแกร่งแก่จีน สหราชอาณาจักร และท้ายที่สุดคือสหภาพโซเวียต ในขณะที่สหรัฐยังคงวางตัวเป็นกลางจากสงครามอย่างเป็นทางการ ภายหลังจากญี่ปุ่นโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1941 เหตุการณ์นี้ที่ทำให้เขามีชื่อเสียงจากคำกล่าวสุนทรพจน์ของเขาว่า "วันซึ่งที่จะมีชีวิตอยู่ในความอัปยศ"("a date which will live in infamy") โรสเวลต์ได้ประกาศสงครามกับญี่ปุ่นในรัฐสภาและอีกไม่กี่วันต่อมาก็ประกาศสงครามกับเยอรมนีและอิตาลี ด้วยความช่วยเหลือจากผู้ช่วยระดับชั้นนำของเขา แฮร์รี่ ฮอปกิ้น และด้วยการสนับสนุนแห่งชาติที่แข็งแกร่งมาก เขาได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร วินสตัน เชอร์ชิล ผู้นำโซเวียต โจเซฟ สตาลิน และจอมทัพแห่งกองทัพจีน เจียง ไคเชก ในบทบาทเป็นผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตรในการต่อสู้รบกับฝ่ายอักษะ โรสเวลต์ได้กำกับดูแลในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของสหรัฐ เพื่อสนับสนุนความพยายามในการทำสงคราม และยุทธ์ศาสตร์ครั้งแรกในทวีปยุโรปได้ประสบความสำเร็จซึ่งทำให้เยอรมนีต้องพ่ายแพ้ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าญี่ปุ่น นอกจากนี้เขายังได้ริเริ่มการพัฒนาระเบิดปรมาณูลูกแรกของโลกและทำงานร่วมกับผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตรคนอื่นๆเพื่อวางรากฐานสำหรับองค์กรสหประชาชาติและสถาบันอื่นๆในช่วงหลังสงคราม โรสเวลต์ได้รับชัยชนะอีกครั้งในการเลือกตั้งใหม่ในปี ค.ศ. 1944 แต่สุขภาพร่างกายของเขาได้ถดถอยลงในช่วงสงคราม เขาได้ถึงแก่อสัญกรรมในเดือนเมษายน ค.ศ. 1945 เขาได้ดำรงตำแหน่งได้แค่เพียง 11 สัปดาห์ในวาระที่สี่ของเขา ฝ่ายอักษะได้ยอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงเดือนต่อมาหลังจากที่โรสเวลต์ถึงแก่อสัญกรรม ในช่วงที่ตำแหน่งประธานาธิบดีนั้นได้ตกเป็นของแฮร์รี เอส. ทรูแมน

แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์
FDR in 1933
ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คนที่ 32
ดำรงตำแหน่ง
4 มีนาคม พ.ศ. 2476 – 12 เมษายน พ.ศ. 2488
(12 ปี 39 วัน)
รองประธานาธิบดี จอห์น แนนซ์ การ์เนอร์ (1933–1941),
เฮนรี่ เอ. วอลเลซ (1941–1945),
แฮร์รี เอส. ทรูแมน (1945)
ก่อนหน้า เฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์
ถัดไป แฮร์รี เอส. ทรูแมน
ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก คนที่ 44
ดำรงตำแหน่ง
1 มกราคม ค.ศ. 1929 – 31 ธันวาคม ค.ศ. 1932
รอง เฮอร์เบิร์ต เอช. เลห์แมน
ก่อนหน้า อัลเฟรด อี. สมิธ
ถัดไป เฮอร์เบิร์ต เอช. เลห์แมน
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงทหารเรือ
ดำรงตำแหน่ง
ค.ศ. 1913 – ค.ศ. 1920
ประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน
สมาชิกวุฒิสภา แห่งรัฐนิวยอร์ก
ดำรงตำแหน่ง
1 มกราคม ค.ศ. 1911 – 17 มีนาคม ค.ศ. 1913
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 30 มกราคม พ.ศ. 2425
ไฮย์ ปาร์ค รัฐนิวยอร์ก
เสียชีวิต 12 เมษายน พ.ศ. 2488 (อายุ 63 ปี)
วอร์ม สปริงส์ รัฐจอร์เจีย
พรรคการเมือง พรรคเดโมแครต
คู่สมรส เอเลนอร์ โรสเวลต์
วิชาชีพ ทนายความ
ศาสนา คริสต์ เอพิสโคเพเลียน
ลายมือชื่อ
ลายมือชื่อของ แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์

อ้างอิง

  1. President Franklin Roosevelt 1933 Inauguration. C-SPAN. January 14, 2009. สืบค้นเมื่อ July 24, 2017 – โดยทาง YouTube.
  2. Houghton Mifflin Harcourt, The American Heritage Dictionary of the English Language, Houghton Mifflin Harcourt.
ก่อนหน้า แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ ถัดไป
เฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ 2leftarrow.png Seal of the President of the United States.svg
ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา คนที่ 32
(4 มีนาคม พ.ศ. 2476 - 12 เมษายน พ.ศ. 2488)
2rightarrow.png แฮร์รี เอส. ทรูแมน
ก่อนหน้า แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ ถัดไป
ปีแอร์ ลาวาล 2leftarrow.png บุคคลแห่งปีของนิตยสารไทม์
(ค.ศ. 1932)
2rightarrow.png ฮิวจ์ จอห์นสัน
ฮิวจ์ จอห์นสัน 2leftarrow.png บุคคลแห่งปีของนิตยสารไทม์
(ค.ศ. 1934)
2rightarrow.png เฮลี เซลาสซีที่ 1 แห่งเอธิโอเปีย
วินสตัน เชอร์ชิล 2leftarrow.png บุคคลแห่งปีของนิตยสารไทม์
(ค.ศ. 1941)
2rightarrow.png โจเซฟ สตาลิน
19 พฤษภาคม

วันที่ 19 พฤษภาคม เป็นวันที่ 139 ของปี (วันที่ 140 ในปีอธิกสุรทิน) ตามปฏิทินสุริยคติแบบเกรกอเรียน เมื่อถึงวันนี้จะยังเหลือวันอีก 226 วันในปีนั้น

6 มกราคม

วันที่ 6 มกราคม เป็นวันที่ 6 ของปี ตามปฏิทินสุริยคติแบบเกรกอเรียน เมื่อถึงวันนี้จะยังเหลือวันอีก 359 วันในปีนั้น (360 วันในปีอธิกสุรทิน)

การทรยศโดยชาติตะวันตก

การทรยศโดยชาติตะวันตก (อังกฤษ: Western betrayal) หรืออาจใช้ว่า การทรยศที่ยัลตา (อังกฤษ: Yalta betrayal) เป็นคำที่มักจะใช้กันในกลุ่มประเทศยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโปแลนด์และเช็กเกีย ซึ่งหมายความถึงนโยบายด้านการต่างประเทศของกลุ่มประเทศตะวันตกหลายประเทศ ซึ่งได้ละเลยสนธิสัญญาพันธมิตรและข้อตกลงหลายฉบับนับตั้งแต่สนธิสัญญาแวร์ซาย สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ไปจนถึงสมัยสงครามเย็น ซึ่งมีสาเหตุมาจากการหลอกลวงและการทรยศในการใช้คำว่า "การทรยศ" นี้ เป็นผลมาจากความจริงที่ว่า ฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตก ซึ่งแม้ว่าจะได้สนับสนุนให้เกิดระบอบประชาธิปไตยและการวางนโยบายด้วยตนเอง ได้ลงนามในสนธิสัญญาและก่อตั้งพันธมิตรทางการทหารทั้งก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง กระนั้น ฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตกกลับทรยศพันธมิตรของตนในยุโรปกลางโดยการละเลยที่จะปฏฺบัติตามข้อผูกมัดตามสนธิสัญญานั้น ยกตัวอย่างเช่น ไม่ช่วยป้องกันนาซีเยอรมนีจากการยึดครองเชโกสโลวาเกีย แต่กลับยกให้ในข้อตกลงมิวนิก (ค.ศ. 1938) หรือการทอดทิ้งโปแลนด์ในรับมือกับเยอรมนีและสหภาพโซเวียตตามลำพังระหว่างการบุกครองโปแลนด์ (ค.ศ. 1939) และการลุกฮือในกรุงวอร์ซอ ในปี ค.ศ. 1944นอกจากนี้ ฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตกยังได้ลงนามในข้อตกลงยัลตา และภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ไม่ให้การป้องกันหรือยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือรัฐเหล่านี้จากการตกอยู่ภายใต้อิทธิพลและการควบคุมของสหภาพโซเวียต และระหว่างการปฏิวัติฮังการี ค.ศ. 1956 ฮังการีก็ไม่ได้รับทั้งการสนับสนุนทั้งทางทหารและการสนับสนุนในด้านกำลังใจจากฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตกเลย และทำให้การปฏิวัติถูกปราบปรามโดยกองทัพแดงในที่สุด สถานการณ์เดียวกันเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งในปี ค.ศ. 1968 เมื่อกองทัพร่วมของกลุ่มประเทศสนธิสัญญาวอร์ซอเพื่อกำจัดยุคฤดูใบไม้ผลิปรากในเชโกสโลวาเกีย และยุติการเปลี่ยนแปลงการปกครองกลับมาสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ดังเดิม

ดังที่ได้เกิดความกังวลในการประชุมยัลตา แนวคิดของมันก็ถูกโต้เถียงกัน โดยนักประวัติศาสตร์มองว่าการที่นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร วินสตัน เชอร์ชิลล์ และประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ ไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากยอมรับความต้องการของผู้นำโซเวียต โจเซฟ สตาลิน ทั้งในการประชุมเตหะรานและในการประชุมครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตกเองก็ได้ประเมินอำนาจของสหภาพโซเวียตผิดไปบ้าง เช่นเดียวกับที่ประเมินนาซีเยอรมนีผิดไปหนึ่งทศวรรษก่อนหน้านั้น แต่ผู้สนับสนุนการประชุมยอลตามีแนวคิดว่า การประชุมในครั้งนี้เป็นการทรยศกลุ่มประเทศในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก โดยไม่มีการพิจารณาถึงชะตากรรมของโปแลนด์ในอนาคต กองกำลังโปแลนด์ถือเป็นกองกำลังที่ต่อสู้กับนาซีเยอรมนีเป็นเวลายาวนานกว่าประเทศอื่นใดในสงครามโลกครั้งที่สอง และทำการรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับกองกำลังสหรัฐอเมริกา อังกฤษและโซเวียตในการทัพที่สำคัญหลายครั้ง รวมไปถึงในยุทธการที่เบอร์ลินครั้งสุดท้าย ซึ่งกองกำลังติดอาวุธโปแลนด์ทางตะวันตกมีจำนวนกว่า 249,000 นาย (กองทัพสัมพันธมิตรตะวันตกมีจำนวนกว่า 4 ล้านนาย) และ 180,000 นายทางตะวันออก (กองทัพโซเวียตมีจำนวนกว่า 6 ล้านนาย) และมีอีกกว่า 300,000 นายที่ทำการรบใต้ดิน หรือในกองกำลังกู้ชาติ ในตอนปลายสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพโปแลนด์มีจำนวนกว่า 600,000 นาย โดยที่ไม่นับกองกำลังกู้ชาติ ซึ่งทำให้โปแลนด์มีกองกำลังขนาดใหญ่เป็นอันดับสี่ในสงคราม รองมาจากสหภาพโซเวียต สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร รัฐบาลผลัดถิ่นโปแลนด์เป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ แต่กระนั้นประธานาธิบดีโรสเวลต์ก็ยังนิ่งนอนใจได้เมื่อรัฐบาลโปแลนด์ถูกแทนที่ด้วยรัฐบาลหุ่นของโซเวียต โดยได้มีข้อสังเกตว่าโรสเวลต์ได้วางแผนที่จะมอบโปแลนด์ให้กับสตาลินนักประวัติศาสตร์คนอื่น ๆ เสนอว่า เชอร์ชิลล์กระตุ้นให้โรสเวลต์ดำเนินกิจการทางทหารต่อในทวีปยุโรป แต่ต่อต้านสหภาพโซเวียต เพื่อป้องกันการแสวงหาดินแดนเพิ่มเติมจากพรมแดนของตน รูสเวลต์ดูเหมือนว่าจะเชื่อใจในการรับประกันของสตาลินและปฏิเสธที่จะสนับสนุนเจรนาของเชอร์ชิลล์ในการรักษาเสรีภาพของทวีปยุโรปนอกเหนือจากอิทธิพลของสหภาพโซเวียต โดยปราศจากการหนุนหลังของสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักรที่เหนื่อยอ่อน อดอยาก และแทบจะสิ้นเนื้อประดาตัวจึงไม่สามารถดำเนินการตามที่ตั้งใจเอาไว้ และถึงแม้ว่าจะมีการหนุนหลังจากสหรัฐอเมริกาก็ตาม ผลจากกิจการทางทหารนั้นก็ยังคงไม่แน่นอนอยู่มาก

การประชุมยัลตา

การประชุมยัลตา บ้างเรียก การประชุมไครเมีย และชื่อรหัสว่า การประชุมอาร์โกนอต (Argonaut Conference) จัดระหว่างวันที่ 4 ถึง 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1945 เป็นการประชุมหัวหน้ารัฐบาลในสงครามโลกครั้งที่สองของสหรัฐ สหราชอาณาจักรและสหภาพโซเวียต โดยมีประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์, นายกรัฐมนตรีวินสตัน เชอร์ชิลล์ และนายกรัฐมนตรีโจเซฟ สตาลินเป็นผู้แทนตามลำดับ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออภิปรายการจัดเบียบหลังสงครามของทวีปยุโรป การประชุมจัดในพระราชวังลีวาเดียใกล้ยัลตาในคาบสมุทรไครเมีย

การประชุมนี้เจตนาอภิปรายการตั้งชาติอีกครั้งในทวีปยุโรปที่ได้รับผลจากสงคราม ภายในไม่กี่ปี ด้วยสงครามเย็นแบ่งทวีปยุโรป ยัลตากลายเป็นประเด็นการโต้เถียงอย่างเข้มข้น และบางส่วนยังเป็นข้อถกเถียงตราบจนทุกวันนี้

ยัลตาเป็นการประชุมยามสงครามครั้งที่สองจากสามครั้งในบรรดาสามชาติใหญ่ (Big Three) ก่อนหน้านี้มีการประชุมเตหะรานใน ค.ศ. 1943 หลังจากนี้มีการประชุมพ็อทซ์ดัมในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1945 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมได้แก่ สตาลิน เชอร์ชิลล์ (ถูกเปลี่ยนตัวกลางคันโดยคลีเมนต์ แอตต์ลีย์ นายกรัฐมนตรีบริติชที่เพิ่งได้รับเลือกตั้ง) และแฮร์รี เอส. ทรูแมน ผู้สืบทอดของโรสเวลต์

การโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์

การโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ เป็นการโจมตีทางทหารอย่างน่าประหลาดใจของกองกำลังพิเศษทางอากาศแห่งกองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่นต่อฐานทัพเรือสหรัฐที่ท่าเพิร์ล ดินแดนฮาวาย ในเช้าวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1941 การโจมตีครั้งนี้ได้เป็นที่รู้จักกันคือ ยุทธการเพิร์ลฮาร์เบอร์ นำไปสู่การเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สองของสหรัฐอเมริกา ผู้นำทางทหารญี่ปุ่นได้เรียกการโจมตีครั้งนี้ว่า ปฏิบัติการฮาวายและปฏิบัติการเอไอ และปฏิบัติการแซดในช่วงระหว่างการวางแผนการโจมตีครั้งนี้ได้เจตนาเป็นการปฏิบัติป้องกันเพื่อไม่ให้กองเรือแปซิฟิกของสหรัฐเข้าแทรกแซงการปฏิบัติทางทหารซึ่งจักรวรรดิญี่ปุ่นกำลังวางแผนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อดินแดนโพ้นทะเลของสหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์และสหรัฐ มีการโจมตีของญี่ปุ่นพร้อมกันที่ฟิลิปปินส์ซึ่งสหรัฐถือครองอยู่ และต่อมาด้วยจักรวรรดิบริติชในมาลายา สิงคโปร์และฮ่องกงจากในแง่ผู้ป้องกัน การโจมตีเริ่มเมื่อ 7.48 น. ตามเวลาฮาวาย (18:18 GMT) ฐานทัพได้ถูกโจมตีโดยเครื่องบินญี่ปุ่น 353 ลำ(รวมทั้งเครื่องบินขับไล่, เครื่องบินทิ้งระเบิดแบบระดับและดำดิ่ง และทิ้งระเบิดตอร์ปิโด) แบ่งเป็นสองระลอก บินขึ้นจากเรือบรรทุกเครื่องบิน 6 ลำ เรือรบแห่งกองทัพเรือสหรัฐทั้งแปดลำเสียหาย โดยสี่ลำจม ทั้งหมดถูกซ่อมแซมขึ้นใหม่ (ยกเว้นยูเอส แอริโซนา) เรือรบหกลำจากแปดลำได้กลับเข้าประจำการและออกสู้รบในสงคราม ฝ่ายญี่ปุ่นยังจมหรือสร้างความเสียหายแก่เรือลาดตระเวนสามลำ เรือพิฆาตสามลำ เรือฝึกต่อสู้อากาศยานหนึ่งลำ และเรือวางทุ่นระเบิดหนึ่งลำ เครื่องบินสหรัฐ 188 ลำถูกทำลาย ฝ่ายอเมริกันเสียชีวิต 2,403 นาย บาดเจ็บ 1,178 นาย สถานที่ตั้งฐานทัพสำคัญอย่างโรงไฟฟ้า อู่ต่อเรือแห้งและน้ำ โรงซ่อมบำรุง เชื้อเพลิงและเก็บตอร์ปิโด ตลอดจนสะพานเทียบเรือดำน้ำและอาคารกองบัญชาการ (ซึ่งเป็นที่ตั้งของฝ่ายข่าวกรอง) ไม่ถูกโจมตี ฝ่ายญี่ปุ่นสูญเสียเล็กน้อย คือ เครื่องบิน 29 ลำและเรือดำน้ำขนาดเล็กมากห้าลำ และทหารเสียชีวิตหรือบาดเจ็บ 65 นาย กะลาสีชาวญี่ปุ่นถูกจับได้หนึ่งคน คือ คะซุโอะ ซะกะมะกิ

การโจมตีครั้งนี้ได้สร้างความตกตะลึงอย่างมากแก่อเมริกันชนและนำให้สหรัฐเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สองโดยตรงทั้งในเขตสงครามแปซิฟิกและยุโรป วันรุ่งขึ้น คือ วันที่ 8 ธันวาคม สหรัฐได้ประกาศสงครามต่อญี่ปุ่น และหลายวันต่อมา, เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม เยอรมนีและอิตาลีได้ประกาศสงครามต่อสหรัฐ สหรัฐได้ตอบโต้ด้วยการประกาศสงครามต่อเยอรมนีและอิตาลี การสนับสนุนลัทธิไม่แทรกแซงภายในประเทศ ซึ่งเคยมีมากมายนับตั้งแต่ฝรั่งเศสพ่ายแพ้ในปี ค.ศ. 1940 จนหมดสิ้นมีบรรทัดฐานประวัติศาสตร์จำนวนมากของการปฏิบัติทางทหารของญี่ปุ่นซึ่งไม่ประกาศ ทว่าการขาดคำเตือนอย่างเป็นทางการใด ๆ โดยเฉพาะระหว่างการเจรจายังดำเนินอยู่ ทำให้ประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ประกาศว่าวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1941 เป็น "วันซึ่งจะอยู่ในความอดสู" เพราะการโจมตีนี้เกิดขึ้นโดยไม่มีการประกาศสงครามและไม่มีคำเตือนชัดเจน การโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์จึงได้ถูกตัดสินในภายหลังที่การพิจารณาคดีโตเกียวด้วยข้อหาอาชญากรรมสงคราม

งานประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 13

งานประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 13 เป็นการมอบรางวัลสำหรับภาพยนตร์ที่เข้าฉายในปีค.ศ. 1940 จัดขึ้นที่ Biltmore Bowl, Biltmore Hotel ลอสแอนเจลิส เนื่องจากในครั้งที่แล้ว หนังสือพิมพ์ลอสแอนเจลิสไทม์ทราบผลรางวัลและได้นำไปตีพิมพ์สู่สาธารณชนก่อนวันงานประกาศผลจริง ในครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่มีการนำผลรางวัลใส่ในซองจดหมายปิดผนึก โดยบริษัท Price Waterhouse เป็นผู้นับคะแนน

นอกจากนี้ ประธานาธิบดี แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ ยังได้ให้สุนทรพจน์ความยาว 6 นาที กระจายเสียงสดผ่านทางวิทยุจากทำเนียบขาวส่งตรงสู่ผู้เข้าร่วมงาน นับเป็นครั้งแรกที่ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกามีส่วนร่วมในงานประกาศผลรางวัลออสการ์

มีการมอบรางวัลบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยมเป็นครั้งแรก ซึ่งได้มอบเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

จอห์น แนนซ์ การ์เนอร์

จอห์น แนนซ์ การ์เนอร์ ที่ 3 (อังกฤษ: John Nance Garner III; 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2411 - 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2510) เป็นนักการเมืองชาวอเมริกัน ดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาคนที่ 32 เมื่อปี 2476 จนถึงปี 2484 ในสมัยประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์

จิมมี คาร์เตอร์

เรือเอก เจมส์ เอิร์ล "จิมมี" คาร์เตอร์ จูเนียร์ (อังกฤษ: James Earl "Jimmy" Carter, Jr) เกิดเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2467 (ค.ศ. 1924) เป็นประธานาธิบดีคนที่ 39 ของสหรัฐอเมริกาในช่วงปี พ.ศ. 2520 - 2524 และยังได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพ (Nobel Peace Prize) ในปี พ.ศ. 2545

ผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตรระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง

ผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่สอง ประกอบไปด้วยบุคคลสำคัญต่าง ๆ จากหลาย ๆ ประเทศ ทั้งนักการเมืองและนักการทหาร บรรดาบุคคลเหล่านี้ได้แก่

ฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่สอง

ฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่สอง (อังกฤษ: Allies; ฝรั่งเศส: Alliés; รัสเซีย: Союзники, Soyuzniki; จีน: 同盟國, Tóngméngguó) เป็นกลุ่มประเทศที่ต่อสู้กับฝ่ายอักษะช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ฝ่ายสัมพันธมิตรเข้ามาพัวพันในสงครามโลกครั้งที่สองเพราะประเทศเหล่านี้ถูกรุกรานก่อน ถูกคุกคามโดยตรงจากการรุกรานของฝ่ายอักษะหรือเพราะประเทศเหล่านี้กังวลว่าฝ่ายอักษะจะควบคุมโลกอย่างใดอย่างหนึ่งแนวร่วมต่อสู้เยอรมนีช่วงสงครามเริ่มต้น (1 กันยายน ค.ศ. 1939) ประกอบด้วยฝรั่งเศส โปแลนด์ สหราชอาณาจักร ชาติเครือจักรภพอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสหภาพแอฟริกาใต้ (กำลังสหภาพแอฟริกาใต้ส่วนใหญ่สู้รบภายใต้การบัญชาของเครือจักรภพแม้จะเป็นชาติอธิปไตยนับแต่ ค.ศ. 1931) หลัง ค.ศ. 1941 ผู้นำสหราชอาณาจักรและเครือจักรภพอังกฤษ, สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ซึ่งรู้จักกันในชื่อ "สามผู้ยิ่งใหญ่" ถือความเป็นผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตร ในขณะนั้น จีนเองก็เป็นฝ่ายสัมพันธมิตรหลักเช่นกัน ฝ่ายสัมพันธมิตรอื่นมีเบลเยียม บราซิล เชโกสโลวาเกีย เอธิโอเปีย กรีซ อินเดีย เม็กซิโก เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์และยูโกสลาเวียระหว่างเดือนธันวาคม ค.ศ. 1941 ประธานาธิบดีสหรัฐ แฟรงกลิน โรสเวลต์ เสนอชื่อ "สหประชาชาติ" สำหรับฝ่ายสัมพันธมิตร เขาเรียกผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสามและจีนว่า "หน้าที่พิทักษ์ของผู้ทรงพลัง" (trusteeship of the powerful) และภายหลังเรียกว่า "สี่ตำรวจ" ปฏิญญาสหประชาชาติวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1942 เป็นรากฐานของสหประชาชาติสมัยใหม่ ที่การประชุมพอตสดัม เมื่อเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ค.ศ. 1945 ผู้สืบทอดของโรสเวลต์ แฮร์รี เอส. ทรูแมน เสนอว่ารัฐมนตรีต่างประเทศของจีน ฝรั่งเศส สหภาพโซเวียต สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา "ควรร่างสนธิสัญญาสันติภาพและการตกลงเขตแดนของยุโรป" ซึ่งนำไปสู่สภารัฐมนตรีต่างประเทศ

มิลลาร์ด ฟิลล์มอร์

มิลลาร์ด ฟิลล์มอร์ (อังกฤษ: Millard Fillmore) ประธานาธิบดีคนที่ 13 แห่งสหรัฐเกิดเมื่อวันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 1800 เป็นสมาชิกพรรควิกคนสุดท้ายที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ. 1874 ขณะอายุได้ 74 ปี

รายชื่อประธานาธิบดีสหรัฐ

ประธานาธิบดีสหรัฐ เป็นตำแหน่งประมุขในการปกครองของสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีเป็นหัวหน้าของทุกสาขาของรัฐบาลแห่งสหพันธรัฐ โดยมีหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ที่เขียนโดยสภาคองเกรสมาตราที่ 2 ของรัฐธรรมนูญนั้นบัญญัติว่า ประธานาธิบดีต้องเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองกำลังทหาร และกระจายอำนาจที่เป็นของประธานาธิบดีออกไป รวมไปถึงอำนาจเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างกฎหมาย ที่ผ่านมาจากสภาคองเกรส นอกจากนั้น ประธานาธิบดียังมีอำนาจในการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเพื่อเป็นที่ปรึกษาและอำนาจในการลดโทษหรือให้รอลงอาญาได้ ท้ายที่สุดแล้ว หากประธานาธิบดีได้รับคำแนะนำและการยอมรับจากวุฒิสภา แล้วจะมีอำนาจในการทำสนธิสัญญา, แต่งตั้งเอกอัครราชทูตและศาลตัดสินของประเทศ รวมไปถึงศาลสูงสุดด้วย การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐครั้งที่ 22 กำหนดให้สามารถดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ไม่เกินสองสมัย รายนามนี้รวมเฉพาะบุคคลที่ได้สาบานตนเป็นประธานาธิบดีตามการลงนามในรัฐธรรมนูญสหรัฐ ซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2332

ที่จริงแล้วประธานาธิบดีของสหรัฐมีเพียง 44 คนเท่านั้น เนื่องจากโกรเวอร์ คลิฟแลนด์ เป็นประธานาธิบดี 2 สมัย คือเป็นคนที่ 22 และคนที่ 24 สำหรับประธานาธิบดีที่เสียชีวิตขณะดำรงตำแหน่งด้วยสาเหตุธรรมชาติ 4 คน ลาออก 1 คน และถูกลอบสังหาร 4 คน ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐคือ จอร์จ วอชิงตัน เข้ารับตำแหน่งเมื่อ พ.ศ. 2332 ประธานาธิบดีที่อยู่ในตำแหน่งสั้นที่สุดคือ วิลเลียม เอช. แฮร์ริสัน อยู่ในตำแหน่งเพียง 32 วัน ส่วนประธานาธิบดีที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุดคือ แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ อยู่ในตำแหน่งนานถึง 12 ปี และเป็นเพียงคนเดียวที่เป็นประธานาธิบดีมากกว่า 2 สมัย เนื่องด้วยความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐ ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจึงเปรียบเสมือนบุคคลที่ทรงอำนาจที่สุดในโลก ประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือ ดอนัลด์ ทรัมป์ โดยเริ่มดำรงตำแหน่งในวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2560

สหภาพโซเวียตในสงครามโลกครั้งที่สอง

สหภาพโซเวียตลงนามในกติกาสัญญาไม่รุกรานกันกับนาซีเยอรมนีเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 1939 นอกเหนือจากข้อกำหนดของการไม่รุกราน กติกาสัญญาได้รวมถึงพิธีสารลับที่แบ่งดินแดนของโรมาเนีย โปแลนด์ ลิทัวเนีย ลัตเวีย เอสโตเนีย เบลารุส ยูเครน และฟินแลนด์ เข้าสู่ "เขตอิทธิพล" ของเยอรมันและโซเวียตโดยคาดว่าจะมีศักยภาพ "ดินแดนและการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง" ของประเทศเหล่านี้ โจเซฟ สตาลิน และ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ได้เสนอข้อเสนอภายหลังการเข้าสู่ฝ่ายอักษะของสหภาพโซเวียต

เยอรมนีบุกครองโปแลนด์เมื่อวันที่ 1 กันยายน 1939 เปิดฉากสู่สงครามโลกครั้งที่สอง สตาลินรอจนถึงวันที่ 17 กันยายนก่อนจะเริ่มการบุกครองโปแลนด์ของตัวเอง ส่วนหนึ่งของแคว้นคาเรเลียและซัลลาของฟินแลนด์ถูกผนวกโดยสหภาพโซเวียตหลังจากสงครามฤดูหนาว ตามด้วยการผนวกเอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย และบางส่วนของโรมาเนีย (เบสซาราเบีย, นอร์เทิร์นบูโควินา และ Hertza region) ในปี 1989 สหภาพโซเวียตได้ยอมรับการดำรงอยู่ของพิธีสารลับของกติกาสัญญาระหว่างเยอรมนี - โซเวียตเกี่ยวกับเขตการปกครองตามแผนของดินแดนเหล่านี้ การบุกครองบูโควินาละเมิดกติกาสัญญาโมโลตอฟ–ริบเบนทรอพ ขณะที่มันเป็นไปไกลกว่าเขตอิทธิพลของโซเวียตที่เห็นด้วยกับฝ่ายอักษะในวันที่ 22 มิถุนายน 1941 ฮิตเลอร์ได้เริ่มต้นรุกรานสหภาพโซเวียต สตาลินมั่นใจว่าเครื่องจักรสงครามสัมพันธมิตรทั้งหมดจะหยุดเยอรมนี และจากแผนให้ยืม-เช่าจากตะวันตก โซเวียตได้หยุดกองกำลังแวร์มัคท์ประมาณ 30 กิโลเมตรจากกรุงมอสโก ในอีกสี่ปีต่อมา สหภาพโซเวียตได้ต่อต้านการโจมตีของฝ่ายอักษะ เช่นที่ยุทธการที่สตาลินกราด และ ยุทธการที่คูสค์ และรุกไปข้างหน้าเพื่อชัยชนะในการรุกขนาดใหญ่ของสหภาพโซเวียต เช่นที่การรุกวิสตูลา–โอเดอร์

การต่อสู้ของโซเวียตส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่แนวรบด้านตะวันออก ซึ่งรวมถึงสงครามต่อเนื่องกับฟินแลนด์ แต่ก็บุกครองอิหร่าน (สิงหาคม 1941) โดยร่วมมือกับอังกฤษ และยังได้โจมตีญี่ปุ่น (สิงหาคม 1945) ซึ่งโซเวียตมีสงครามชายแดนก่อนหน้านี้จนถึงปี 1939

สตาลินได้พบกับ วินสตัน เชอร์ชิล และ แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ ในการประชุมที่เตหะราน และเริ่มพูดถึงสองแนวรบของสงครามกับเยอรมนีและอนาคตของยุโรปหลังสงคราม ในที่สุดยุทธการที่เบอร์ลินก็จบลงไปในเดือนเมษายน 1945 การต่อต้านการรุกรานของเยอรมนีและการรุกไปสู่ชัยชนะในตะวันออกต้องแลกกับการสูญเสียอย่างมหาศาลสำหรับสหภาพโซเวียต ซึ่งได้สูญเสียจำนวนทหารมากที่สุดในสงคราม โดยที่สหภาพโซเวียตสูญเสียมากกว่า 20 ล้านคน

เชสเตอร์ เอ. อาเทอร์

เชสเตอร์ อลัน อาเทอร์ (อังกฤษ: Chester Alan Arthur) (5 ตุลาคม ค.ศ. 1829-18 พฤศจิกายน ค.ศ. 1886) เป็นนักการเมืองชาวอเมริกัน ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เป็นคนที่ 21

เฮนรี เอ. วอลลิซ

เฮนรี แอการ์ด วอลลิซ (อังกฤษ: Henry Agard Wallace; 7 ตุลาคม พ.ศ. 2431 - 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2508) เป็นนักการเมืองชาวอเมริกัน ดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาคนที่ 33 ระหว่าง พ.ศ. 2484 ถึง 2488 ในสมัยประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ ต่อมาดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ คนที่ 10 เมื่อปี 2488 ถึงปี 2489 ก่อนหน้านั้นดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรสหรัฐ คนที่ 11 เมื่อปี 2476 ถึงปี 2483

เฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์

เฮอร์เบิร์ต คลาร์ก ฮูเวอร์ (อังกฤษ: Herbert Clark Hoover) (10 สิงหาคม 2417 – 20 ตุลาคม 2507) เป็นนักวิศวกร นักธุรกิจ และนักการเมืองชาวอเมริกันที่ได้ทำหน้าที่เป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 31 ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1929 ถึง 1933 สมาชิกพรรคริพับลิกัน เขาได้เข้าทำงานในช่วงที่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ก่อนที่จะเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ฮูเวอร์เป็นคณะกรรมาธิการสำหรับการบรรเทาทุกข์ในเบลเยียม ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการของสำนักงานคณะกรรมการอาหารสหรัฐ และทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐคนที่ 3

เกิดในครอบครัวที่นับถือนิกายเควกเกอร์ใน West Branch รัฐไอโอวา ฮูเวอร์ได้เข้ารับตำแหน่งกับบริษัททำเหมืองแร่ในกรุงลอนดอน หลังจากได้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ในปี ค.ศ. 1895 หลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้ลุกลามมากขึ้น เขาได้กลายเป็นหัวหน้าของคณะกรรมาธิการสำหรับการบรรเทาทุกข์ในเบลเยียม องค์กรบรรเทาทุกข์ระหว่างประเทศที่ได้แจกจ่ายอาหารในเบลเยียมที่ถูกยึดครอง เมื่อสหรัฐได้เข้าสู่สงคราม ประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสันได้แต่งตั้งเขาให้เป็นหัวหน้าสำนักงานคณะกรรมการอาหาร และฮูเวอร์ได้กลายเป็นที่รู้จักกันในประเทศว่า"พระเจ้าซาร์แห่งอาหาร" หลังสงคราม, ฮูเวอร์ได้เป็นหัวหน้าสำนักงานคณะกรรมการบรรเทาทุกข์ของอเมริกา ซึ่งได้ทำการแจกจ่ายอาหารให้แก่ประชาชนในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก การทำหน้าที่ในช่วงสงครามของฮูเวอร์ได้ทำให้เขากลายเป็นที่โปรดปรานของเหล่าพวกหัวก้าวหน้าหลายคนและเขาไม่ประสบความสำเร็จในการเสนอชื่อของตนในพรรคริพับลิกันลงรับสมัครเลือกตั้งเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ปี ค.ศ. 1920

ภายหลังการเลือกตั้ง ปี ค.ศ. 1920 ประธานาธิบดีที่ได้รับเลือกตั้งมาใหม่จากพรรคริพับลิกันอย่างวาร์เรน จี. ฮาร์ดิง ได้แต่งตั้งให้ฮูเวอร์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ฮูเวอร์ยังคงทำหน้าที่ต่อไปโดยอยู่ภายใต้การนำของประธานาธิบดีแคลวิน คูลิดจ์ ภายหลังจากฮาร์ดิงได้ถึงแก่อสัญกรรมในปี ค.ศ. 1923 ฮูเวอร์เป็นนักเคลื่อนไหวที่แปลกและสมาชิกคณะรัฐมนตรีที่มีความโดดเด่น กลายเป็นที่รู้จักกันคือ "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และปลัดกระทรวงของทบวงอื่นๆทั้งหมด" เขาได้มีอิทธิพลในการพัฒนาวิทยุและการเดินทางโดยทางอากาศและได้เป็นผู้นำในการตอบสนองของรัฐบาลกลางถึงเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่รัฐมิสซิสซิปปี ฮูเวอร์ ได้รับชัยชนะในการนำเสนอชื่อของตนในพรรคริพับลิกันลงรับสมัครเลือกตั้งเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ปี ค.ศ. 1928 และได้เอาชนะอย่างเด็ดขาดกับผู้สมัครเลือกตั้งจากพรรคแดโมแครต อัล สมิธ ตลาดหุ้นได้ล่มภายหลังจากฮูเวอร์เข้ารับตำแหน่งได้ไม่นานและภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ได้กลายเป็นประเด็นที่สำคัญของการเป็นประธานาธิบดีของเขา ฮูเวอร์ติดตามนโยบายต่างๆมากมายในความพยายามที่จะยกระดับเศรษฐกิจให้ดีขึ้น แต่ได้รับการคัดค้านที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับรัฐบาลกลางในความพยายามที่จะเยียวยา​

ในช่วงท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ฮูเวอร์ก็ได้พ่ายแพ้อย่างราบคาบให้กับผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตอย่างแฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ในการเลือกตั้งเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ปี ค.ศ. 1932 ฮูเวอร์ได้มีชีวิตอย่างเพลิดเพลินกับการเกษียณงานที่ยาวนานที่สุดมากกว่าประธานาธิบดีคนอื่นๆใดและเขาได้เขียนผลงานเอาไว้มากมาย ภายหลังจากลงจากตำแหน่ง ฮูเวอร์ได้กลายเป็นนักอนุรักษ์นิยมมากขึ้นและเขาได้วิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงต่อนโยบายต่างประเทศของโรสเวลต์และโครงการสัญญาใหม่ที่จะถูกนำมาใช้ภายในประเทศ ในปี ค.ศ. 1940 และ 1950 ชื่อเสียงของเขาได้รับการฟื้นฟูในขณะที่เขาทำงานให้กับประธานาธิบดีแฮร์รี เอส. ทรูแมนและดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ในตำแหน่งต่างๆที่ได้รับมอบหมาย รวมถึงในฐานะที่เป็นประธานสำนักงานคณะกรรมฮูเวอร์(Hoover Commission) อย่างไรก็ตาม ฮูเวอร์ไม่ได้ถูกจัดอยู่ในอันดับสูงสุดในอันดับประวัติศาตร์ของประธานาธิบดีสหรัฐ

|}

แซคารี เทย์เลอร์

แซคารี เทย์เลอร์ (Zachary Taylor) เป็นประธานาธิบดีที่ 12 ของสหรัฐอเมริกา ระหว่าง พ.ศ. 2392 - 2393 และเป็นผู้นำกองทัพอเมริกัน ในช่วงแรกไม่ได้สนใจการเมือง เขาเป็นผู้นำกองทัพสหรัฐเข้ารบจนได้ชัยชนะในยุทธการปาโลอัลโตและยุทธการมอนเทอร์เรย์ระหว่างสงครามสหรัฐอเมริกา-เม็กซิโก เขาเสียชีวิตใน พ.ศ. 2393 หลังจากดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเพียง 16 เดือน

แฮร์รี เอส. ทรูแมน

แฮร์รี เอส ทรูแมน (อังกฤษ: Harry S. Truman)(8 พฤษภาคม ค.ศ. 1884 – 26 ธันวาคม ค.ศ. 1972) เป็นประธานาธิบดีคนที่ 33 ของสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1945 ถึง 1953 ซึ่งรับตำแหน่งต่อจากประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี. รูสเวลต์ที่ถึงแก่อสัญกรรม ในขณะที่ดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานาธิบดี เขาได้นำแผนมาร์แชลล์มาใช้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของยุโรปตะวันตกและก่อตั้งลัทธิทรูแมนและองค์กรเนโท

ทรูแมนได้รับเลือกตั้งเป็นวุฒิสภาสหรัฐในปี ค.ศ. 1934 และได้มีชื่อเสียงระดับชาติในฐานะประธานคณะกรรมการทรูแมนเพื่อมุ่งเป้าหมายไปที่การลดความสูญเสียและไร้ประสิทธิภาพในข้อตกลงสงคราม ไม่นานหลังจากที่ได้รับตำแหน่งประธานาธิบดี เขาได้อนุมติให้ใช้ระเบิดนิวเคลียร์เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในสงคราม การบริหารประเทศของทรูแมนมีส่วนร่วมในนโยบายการต่างประเทศและละทิ้งลัทธิโดดเดียว เขาได้รวบรวมการร่วมมือสัญญาใหม่ของเขาในช่วงการเลือกตั้งเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ปี ค.ศ. 1948 และได้รับชัยชนะอย่างน่าตกใจที่รักษาตำแหน่งประธานาธิบดีของเขาไว้ได้อีกวาระหนึ่ง

ทรูแมนได้ควบคุมการขนส่งทางอากาศไปยังกรุงเบอร์ลิน ปี ค.ศ. 1948 เมื่อคอมมิวนิสต์เกาหลีเหนือได้เข้ารุกรานเกาหลีใต้ เขาได้รับการอนุมัติจากองค์การสหประชาชาติในการดำเนินนโยบายครั้งใหญ่ที่เรียกว่าสงครามเกาหลี สามารถปกป้องเกาหลีใต้เอาไว้ได้และเกือบจะยึดครองเกาหลีเหนือแต่จีนได้เข้ามาแทรกแซงกองทัพยูเอ็น/สหรัฐจึงถูกผลักดัน และป้องกันการตีโต้กลับของคอมมิวนิสต์เกาหลีเหนือ ในเรื่องภายในประเทศ ธนบัตรที่ได้รับการรับรองจากทรูแมนได้รับการคัดค้านจากฝ่ายอนุรักษ์นิยม แต่การบริหารของเขาได้ประสบความสำเร็จในการเศรษฐกิจสหรัฐผ่านความท้าทายเศรษฐกิจในช่วงหลังสงคราม ในปี ค.ศ. 1948 เขาได้เสนอกฏหมายสิทธิพลเมืองที่ครอบคลุมเป็นครั้งแรกและออกคำสั่งการบริหารเพื่อริเริ่มการรวมตัวทางเชื้อชาติในกองทัพและหน่วยงานของรัฐบาลกลาง

ด้วยข้อกล่าวหาของการคอรัปชั่นในการบริหารของทรูแมนได้กลายเป็นประเด็นที่สำคัญในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในส่วนภาคกลางในการเลือกตั้งเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ปี ค.ศ. 1952 และผลปรากฏว่าดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์จากพรรคริพับลิกันได้ชนะในการเลือกตั้งกับ Adlai Stevenson II จากพรรคเดโมแครต การถูกปลดเกษียณที่ยากลำบากทางการเงินของทรูแมนได้เป็นจุดเด่นโดยการสืบค้นห้องสมุดประธานาธิบดีและสิ่งสือพิมพ์บันทึกความทรงจำของเขา เมื่อเขาได้ออกจากตำแหน่ง การดำรงเป็นประธานาธิบดีของทรูแมนได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่นักวิชาการได้ฟื้นฟูภาพลักษณ์ของเขาในปี ค.ศ. 1960 และได้รับการจัดอันดับว่าเป็นหนึ่งในประธานาธิบดีที่ดีที่สุด

โอลิมปิกฤดูหนาว 1932

มหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวครั้งที่ 3 ประจำปี ค.ศ. 1932 (พ.ศ. 2475) (อังกฤษ: III Olympic Winter Games

) เป็นการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวครั้งที่ 3 จัดขึ้น ณ เมืองเลคพลาซิด สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 4-15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2475

ภาษาอื่น

This page is based on a Wikipedia article written by authors (here).
Text is available under the CC BY-SA 3.0 license; additional terms may apply.
Images, videos and audio are available under their respective licenses.