แคว้นกาลิเซีย

กาลิเซีย (กาลิเซียและสเปน: Galicia) เป็นภูมิภาคหนึ่งของประเทศสเปนที่มีฐานะเป็นแคว้นปกครองตนเองตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของคาบสมุทรไอบีเรีย มีพรมแดนร่วมกับประเทศโปรตุเกสทางทิศใต้ และมีพรมแดนร่วมกับแคว้นกัสติยาและเลออนและแคว้นอัสตูเรียสทางทิศตะวันออก

กาลิเซีย

Galicia (กาลิเซีย) (สเปน)
ธงของกาลิเซีย

ธง
ตราราชการของกาลิเซีย

ตราอาร์ม
เพลง: โอสปิโนส
แผนที่ประเทศสเปนแสดงที่ตั้งแคว้นกาลิเซีย
แผนที่ประเทศสเปนแสดงที่ตั้งแคว้นกาลิเซีย
พิกัดภูมิศาสตร์: 42°45′N 7°53′W / 42.750°N 7.883°W
ประเทศ สเปน
ธรรมนูญการปกครองตนเอง2479
2524
เมืองหลักซานเตียโกเดกอมโปสเตลา
เมืองใหญ่สุดบีโก
จังหวัดโปนเตแบดรา, ลูโก, อาโกรุญญา, โอว์แรนเซ
การปกครอง
 • ประเภทรัฐบาลที่ได้รับมอบอำนาจปกครองตนเองในระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ
 • หน่วยงานสภาบริหารกาลิเซีย
 • ประธานอัลเบร์โต นุญเญซ เฟย์โฆ (พรรคประชาชนกาลิเซีย)
พื้นที่
 • ทั้งหมด29,575 ตร.กม. (11,419 ตร.ไมล์)
อันดับพื้นที่ที่ 7
ประชากร (2559)
 • ทั้งหมด2,718,525 คน
 • อันดับประชากรที่ 5
เขตเวลาเวลายุโรปกลาง (UTC+1)
 • ฤดูร้อน
(เวลาออมแสง)
เวลาออมแสงยุโรปกลาง (UTC+2)
รหัสไอเอสโอ 3166ES-GA
ภาษาราชการภาษากาลิเซียและภาษาสเปน
นักบุญองค์อุปถัมภ์นักบุญยากอบ
สภานิติบัญญัติสภานิติบัญญัติกาลิเซีย
ที่นั่ง ส.ส.25 คน (จากทั้งหมด 350 คน)
ที่นั่ง ส.ว.19 คน (จากทั้งหมด 264 คน)
เว็บไซต์สภาบริหารกาลิเซีย

ที่มาของชื่อแคว้น

Land of Galicia, NASA satellite image
ภาพถ่ายดาวเทียม

คำว่า กาลิเซีย ในภาษาไทยนั้น มาภาษาคำว่า Galicia ซึ่งมีรากศัพท์จากคำว่า Callaecia ในภาษาละติน ซึ่งภายหลังเปลี่ยนเป็น Gallaecia เป็นชื่อที่มีความเกี่ยวข้องกับชนเผ่าเชื้อชาติเคลต์โบราณ ที่เคยอาศัยอยู่บริเวณแม่น้ำโดรู ซึ่งมีชื่อว่า Gallaeci (กัลไลกี) ในภาษาละติน หรือ Καλλαϊκoί (Kallaïkoí) ในภาษากรีกโบราณ[1] ชาวกัลไลกีเป็นกลุ่มผู้คนกลุ่มแรก ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตแม่น้ำโดรู ที่ช่วยเหลือชาวลูซิตาเนียสู้รบกับชาวโรมันที่กำลังบุกรุกบริเวณแม่น้ำโดรู ชาวโรมันจึงใช้คำว่า กัลไลกี เป็นชื่อเรียกชนเผ่าต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่บริเวณแม่น้ำโดรู ซึ่งพูดภาษากัลไลกี และมีวัฒนธรรมและประเพณีที่คล้ายคลึงกัน[2][3]

ในศตวรรษที่ 7 นักวิชาการหลายคน ได้แก่ นักวิชาการอิซิโดโรแห่งเซบิยา ได้บันทึกไว้ว่า ชื่อชาวกาลิเซียนั้น มีชื่อที่มีรากศัพท์เดียวกับชาวกอล ซึ่งเป็นชื่อที่แปลว่า น้ำนม ในภาษากรีก เนื่องจากเหตุที่ว่าชาวกาลิเซียมีผิวที่ขาวเหมือนชาวกอล แต่อย่างใดก็ตาม นักวิชาการปัจจุบันเสนอว่าคำว่ากาลิเซียนั้น เป็นชื่อโบราณของชาวกัลไลกี ซึ่งอาจเพี้ยนมาจากคำว่า *kal-n-eH ซึ่งแปลว่า เนินเขา ในภาษาอินโดยุโรเปียนโบราณ หรือ *kallī- ซึ่งแปลว่า ป่าไม้ หรือ ชาวป่าไม้ ในภาษาเคลต์โบราณ [1][4]

ในช่วงยุคกลาง คำว่า กาลิเซีย นั้นได้เพี้ยนมาจากคำว่า Gallaecia หรือบางครั้งเขียน Galletia หรือ Gallicia ในศตวรรษที่ 13 การสะกดที่ใช้บ่อยที่สุดคือ Galiza จนมาถึงศตวรรษที่ 15 และ 16 ซึ่งเปลี่ยนมานิยมเขียนว่า Galicia ซึ่งตรงกับภาษากัสเตยาโน (ภาษาสเปน) ปัจจุบัน ในศตวรรษที่ 19 ตอนปลายและศตวรรษที่ 20 ตอนต้น การสะกด Galiza ก็กลับมาเป็นการสะกดนิยมอีกครั้งสำหรับผู้ที่อยู่อาศัยในบริเวณแคว้นกาลิเซียปัจจุบัน แต่ปัจจุบันนี้ ราชบัณฑิตยสถานกาลิเซีย (Real Academia Galega) ซึ่งเป็นสถาบันที่กำหนดมาตรฐานในการเขียนภาษากาลิเซีย ได้กำหนดว่าชื่ออย่างเป็นทางการของแคว้นกาลิเซีย ต้องเขียนว่า Galicia[5]

ประเพณี

วันหยุดสาธารณะ

  • Día de San Xosé (วันนักบุญโยเซฟ) วันที่ 19 มีนาคม (วันหยุดทางศาสนา)
  • Día do Traballo (วันทำงาน) วันที่ 1 พฤษภาคม
  • Día das Letras Galegas (วันวรรณคดีกาลิเซีย) วันที่ 17 พฤษภาคม
  • Día da Patria Galega (วันชาติแห่งกาลิเซีย) วันที่ 25 กรกฎาคม
  • Día da Nosa Señora (วันพระแม่) วันที่ 15 สิงหาคม (วันหยุดทางศาสนา)

สื่อ

โทรทัศน์

เตเลบิซิออนเดกาลิเซีย เป็นสถานีโทรทัศน์สาธารณะของแคว้นกาลิเซีย ซึ่งเริ่มเปิดบริการเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ค.ศ. 1985 เป็นสถานีโทรทัศน์เครือข่ายเดียวกับบริษัทวิทยุโทรทัศน์กาลิเซีย (CRTVG) นอกจากนี้ ช่องเตเลบิซิออนเดกาลิเซียยังมีอีกสองช่องที่ฉายนอกประเทศสเปน คือ Galicia Televisión Europa ซึ่งฉายในประเทศที่อยู่ในสหภาพยุโรป และ Galicia Televisión América ซึ่งฉายในทวีปอเมริกา

อ้างอิง

  1. 1.0 1.1 Moralejo, Juan J. (2008). Callaica nomina : estudios de onomástica gallega (PDF). A Coruña: Fundación Pedro Barrié de la Maza. pp. 113–148. ISBN 978-84-95892-68-3.
  2. Luján, Eugenio R. (2000): "Ptolemy's 'Callaecia' and the language(s) of the 'Callaeci', in Ptolemy: towards a linguistic atlas of the earliest Celtic place-names of Europe : papers from a workshop sponsored by the British Academy, Dept. of Welsh, University of Wales, Aberystwyth, 11–12 April 1999, pp. 55-72. Parsons and Patrick Sims-Williams editors.
  3. Paredes, Xoán (2000): "Curiosities across the Atlantic: a brief summary of some of the Irish-Galician classical folkloric similarities nowadays. Galician singularities for the Irish", in Chimera, Dept. of Geography, University College Cork, Ireland
  4. Curchin, Leonard A. (2008) Estudios GallegosThe toponyms of the Roman Galicia: New Study. CUADERNOS DE ESTUDIOS GALLEGOS LV (121): 111.
  5. Fraga, Xesús (8 June 2008). "La Academia contesta a la Xunta que el único topónimo oficial es Galicia". La Voz de Galicia. Unknown parameter |trans_title= ignored (help)
เขตการปกครองหลักของสเปน ธงชาติสเปน
แคว้นปกครองตนเอง
กันตาเบรีย · กัสติยา-ลามันชา · กัสติยาและเลออน · กาตาลุญญา · กาลิเซีย · นาวาร์ · บาเลนเซีย · ประเทศบาสก์ ·
ภูมิภาคมูร์เซีย · มาดริด · ลาริโอฆา · หมู่เกาะคะแนรี · หมู่เกาะแบลีแอริก · อันดาลูซิอา · อัสตูเรียส · อารากอน · เอซเตรมาดูรา

นครปกครองตนเอง | ปลาซัสเดโซเบรานิอา
เซวตา · เมลียา | เกาะเปเรฆิล · เกาะอัลโบรัน · เปญญอนเดเบเลซเดลาโกเมรา · หมู่เกาะชาฟารินัส · หมู่เกาะอาลูเซมัส

ซานเตียโกเดกอมโปสเตลา

ซานเตียโกเดกอมโปสเตลา (สเปน: Santiago de Compostela) หรือ ซานเตียโก เป็นเมืองหลักของแคว้นปกครองตนเองกาลิเซีย ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศสเปนในจังหวัดอาโกรุญญา ปัจจุบัน (ค.ศ. 2007) มีประชากร 92,919 คน เมืองนี้เคยได้รับการประกาศให้เป็นเมืองหลวงทางวัฒนธรรมของยุโรปประจำปี ค.ศ. 2000 อาสนวิหารซานเตียโกเดกอมโปสเตลาซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ของเมืองนี้ยังเป็นจุดหมายปลายทางของเส้นทางจาริกแสวงบุญสำคัญที่มีมาตั้งแต่สมัยกลางอีกด้วย นั่นคือ เส้นทางนักบุญเจมส์ (Way of St. James; ภาษากาลิเซีย: Camiño de Santiago)

สันนิษฐานว่าอนารยชนเยอรมันพวกซูเอบีเป็นผู้ตั้งเมืองซานเตียโกเดกอมโปสเตลาขึ้นในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 4 หรือต้นคริสต์ศตวรรษที่ 5 ส่วนที่มาของชื่อเมืองนั้นยังไม่แน่ชัด แต่เชื่อกันว่า "Compostela" นี้มาจากคำในภาษาละตินว่า campus stellae (แปลว่า "ท้องทุ่งแห่งดวงดาว") ดังนั้น "Santiago de Compostela" จึงมีความหมายว่า "นักบุญเจมส์ในท้องทุ่งแห่งดวงดาว" มาจากความเชื่อที่ว่ากระดูกของนักบุญเจมส์นั้นถูกส่งมาจากตะวันออกกลางสู่สเปน ต่อมากระดูกเหล่านี้ก็ถูกฝังในที่ซึ่งกลายเป็นมหาวิหารซานเตียโกเดกอมโปสเตลาทุกวันนี้ นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่าชื่อเมืองนี้มาจากคำอื่น ๆ อีก เช่น Composita Tella แปลว่า "พื้นที่ฝังศพ" เป็นต้น

บาลาอิโดส

สนามกีฬาเทศบาลบาลาอิโดส (สเปน: Estadio Municipal de Balaídos) หรือที่เรียกว่า อาบังกา-บาลาอิโดส (Abanca-Balaídos) ด้วยเหตุผลด้านผู้สนับสนุน เป็นสนามกีฬาในเมืองบิโก แคว้นกาลิเซีย ประเทศสเปน และเป็นสนามเหย้าของเซลตาเดบิโก ความจุ 29,000 ที่นั่ง

บิโก

บิโก (สเปน: Vigo, เสียงอ่าน: [ˈbiɣo]) เป็นเมืองและเทศบาลที่ตั้งอยู่ในแคว้นกาลิเซีย ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศสเปน บนชะวากทะเลของแม่น้ำบิโกชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก บิโกเป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในแคว้นกาลิเซีย และมากเป็นอันดับที่ 14 ของประเทศ

ประเทศสเปน

สเปน (อังกฤษ: Spain; สเปน: España เอสปัญญา) หรือชื่อทางการคือ ราชอาณาจักรสเปน (อังกฤษ: Kingdom of Spain; สเปน: Reino de España) เป็นประเทศทางตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปยุโรป ตั้งอยู่บนคาบสมุทรไอบีเรียร่วมกับโปรตุเกสและอันดอร์รา สเปนมีพรมแดนติดกับฝรั่งเศสทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือตามแนวเทือกเขาพิรินี

ชนชาติต่าง ๆ ได้เข้ามามีอิทธิพลในดินแดนที่เป็นประเทศสเปนตั้งแต่สมัยโบราณ เช่น เคลต์ ไอบีเรียน โรมัน วิซิกอท และมัวร์ ในยุคกลาง พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การปกครองของชาวมุสลิมเป็นเวลาอย่างน้อยห้าร้อยปี ชาวมัวร์ยังคงหลงเหลืออยู่ในคาบสมุทรไอบีเรียจนกระทั่งในปี ค.ศ. 1492 (พ.ศ. 2035) ซึ่งเป็นปีที่ราชอาณาจักรกัสติยาและอารากอนสามารถขับไล่ชาวมัวร์ออกไปได้สำเร็จหลังจากเกิดกระบวนการพิชิตดินแดนคืนที่ยาวนานถึง 770 ปี และในปีเดียวกัน คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสยังได้ค้นพบโลกใหม่ นำไปสู่การกำเนิดจักรวรรดิสเปนที่แผ่ขยายไปทั่วโลก สเปนกลายเป็นประเทศที่มีอำนาจมากที่สุดในยุโรปขณะนั้น แต่สงครามที่มีอย่างต่อเนื่องและปัญหาอื่น ๆ ก็ทำให้ความยิ่งใหญ่ของประเทศลดลงไป ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 สเปนมีการปกครองระบอบเผด็จการ แต่ปัจจุบันปกครองโดยพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญและรัฐสภา ที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ตั้งแต่มีการผ่านรัฐธรรมนูญของสเปนเมื่อปี ค.ศ. 1978 (พ.ศ. 2521)

พ.ศ. 2539

พุทธศักราช 2539 ตรงกับปีคริสต์ศักราช 1996 เป็นปีอธิกสุรทินที่วันแรกเป็นวันจันทร์ตามปฏิทินเกรกอเรียน และเป็น

ปีชวด อัฐศก จุลศักราช 1358 (วันที่ 15 เมษายน เป็นวันเถลิงศก)

ฟรันซิสโก ฟรังโก

ฟรันซิสโก เปาลีโน เอร์เมเนคิลโด เตโอดูโล ฟรังโก อี บาอามอนเด ซัลกาโด ปาร์โด (สเปน: Francisco Paulino Hermenegildo Teódulo Franco y Bahamonde Salgado Pardo) หรือที่เป็นที่รู้จักกันในชื่อ จอมพลฟรันซิสโก ฟรังโก (Francisco Franco) และ เอลโกว์ดีโย หรือ "ท่านผู้นำ" (El Coudillo) (เกิด 4 ธันวาคม พ.ศ. 2435 - ถึงแก่อสัญกรรม 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518) เป็นจอมพลและผู้เผด็จการชาวสเปนในช่วงปี พ.ศ. 2479-2518 เกิดที่เมืองเอลเฟร์โรล แคว้นกาลิเซีย ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศสเปน จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยโตเลโดในปี พ.ศ. 2453 ได้รับประสบการณ์ในการรบเป็นอย่างมากในสงครามโมร็อกโก และได้เป็นนายพลที่หนุ่มที่สุดของประเทศสเปนเมื่อปี พ.ศ. 2469 ระหว่างสมัยสาธารณรัฐสเปนที่ 2 (พ.ศ. 2474-2479) ฟรังโกได้เป็นผู้นำทำการปราบปรามกบฏชาวเหมืองอัสตูรีอัส และในปี พ.ศ. ได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะเสนาธิการทหาร

ในปี พ.ศ. 2479 ฟรังโกได้เข้าร่วมสมรู้ร่วมคิดกับฝ่ายกบฏเพื่อต่อต้านรัฐบาล (เลือกตั้งเมื่อ พ.ศ. 2479) และลงมือก่อการกบฏเมื่อวันที่ 17-18 กรกฎาคมซึ่งได้กลายเป็นชนวนสงครามกลางเมืองสเปน (พ.ศ. 2479-2482) ความเป็นผู้นำของฟรังโกในกองทัพแอฟริกาที่สำคัญยิ่งและความใกล้ชิดสนิทสนมกับอิตาลีและเยอรมนีซึ่งเข้าข้างฝ่ายกบฏ ทำให้ฟรังโกกลายเป็นนายพลผู้บัญชาการกองกำลังฝ่ายกบฏและเป็นประมุขประเทศของคณะรักชาติ ระหว่างเดือนตุลาคม 2479 - เมษายน 2482 ฟรังโกได้เป็นผู้นำคณะชาติสู่ชัยชนะ และนับแต่นั้นมาก็ได้วางรากฐานระบอบเผด็จการที่ยั่งยืนมาจนถึงวันสิ้นชีวิต

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ระยะแรกฟรังโกยืนอยู่ข้างเยอรมนีและอิตาลีในลักษณะผู้ไม่เข้าร่วมประกาศสงครามมากว่าการเป็นประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด แต่อย่างไรก็ดี ในปี พ.ศ. 2486 ฟรังโกได้ปรับเปลี่ยนนโยบาย นำเอาสเปนออกจากการเกี่ยวข้องกับฝ่ายอักษะได้อย่างชาญฉลาด ระหว่าง พ.ศ. 2492-2502 การต่อต้านคอมมิวนิสต์ของฟรังโกทำให้สเปนสามารถเชื่อมสัมพันธไมตรีได้เป็นอย่างดีกับฝ่ายอำนาจตะวันตก

ด้วยวิสัยทัศน์ที่มองไกล ในปี พ.ศ. 2512 จอมพลฟรังโกได้ประกาศให้เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่า หากตนสิ้นชีวิตไปแล้ว ขอให้มีการสถาปนาระบอบกษัตริย์ขึ้นมาใหม่โดยให้มีการปราบดาภิเษก "เจ้าชายควน การ์โลส" พระราชนัดดาของกษัตริย์องค์สุดท้ายขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สเปนสืบต่อไป ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี หลังท่านได้ถึงแก่อสัญกรรมนั้น ความเป็นเผด็จการของสเปนได้หายไปอย่างที่อาจเรียกได้เกือบไม่มีร่องรอยให้เห็น

ภาษากาลิเซีย

ภาษากาลิเซีย galego) เป็นภาษาหนึ่งในสาขาอิเบโร-โรมานซ์ตะวันตก พูดในกาลิเซีย (Galicia) ซึ่งเป็นแคว้นปกครองตนเองที่มีสถานะตามรัฐธรรมนูญเป็น "ชาติทางประวัติศาสตร์ (historic nationality)" ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศสเปน

รายชื่อแหล่งมรดกโลกในประเทศสเปน

องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้ขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลกของประเทศสเปนทั้งสิ้น 48 แหล่ง เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม 42 แหล่ง แหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ 4 แหล่ง และแหล่งมรดกโลกแบบผสมอีก 2 แหล่ง

ลูโก

ลูโก (กาลิเซีย: Lugo) เป็นเมืองหลักของจังหวัดลูโกในแคว้นปกครองตนเองกาลิเซีย ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศสเปน ปัจจุบัน (ค.ศ. 2010) มีประชากร 97,635 คนเฉพาะในอาณาเขตของเมืองและอีกประมาณ 20,000 คนในเขตชานเมือง

สนามกีฬาเรียซอร์

สนามกีฬาเรียซอร์ (สเปน: Estadio Riazor) หรือชื่อเต็มว่า สนามกีฬาเทศบาลเรียซอร์ (Estadio Municipal de Riazor) สนามฟุตบอลเหย้าของเดปอร์ติโบเดลาโกรุญญา สโมสรฟุตบอลในระดับลาลิกา ลีกสูงสุดของประเทศสเปน มีที่ตั้งอยู่ที่เมืองอาโกรุญญา แคว้นกาลิเซีย ประเทศสเปน มีความจุทั้งสิ้น 34,600 คน

สนามแห่งนี้เริ่มสร้างเมื่อปี ค.ศ. 1940 และเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1944 โดยใช้งานนัดแรกเมื่อเดปอร์ติโบเดลาโกรุญญาพบกับบาเลนเซีย ซึ่งเดปอร์ติโบเดลาโกรุญญาเป็นฝ่ายแพ้ไป 3–2 และใช้เป็นสนามแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศโกปาเดลเรย์ในปี ค.ศ. 1947 ระหว่างเรอัลมาดริดและอัสปัญญ็อล ซึ่งเรอัลมาดริดได้แชมป์รายการนี้เป็นสมัยที่ 9 และถูกใช้เป็นสนามในการแข่งขันฟุตบอลโลก 1982 ที่สเปนเป็นเจ้าภาพ โดยใช้เป็นสนามในการแข่งขันรอบแรกของกลุ่มหนึ่ง แข่งขันทั้งสิ้น 3 นัด ได้แก่

อัลอันดะลุส

อัลอันดะลุส (อาหรับ: الأندلس‎; อังกฤษ: Al-Andalus) เป็นชื่อภาษาอาหรับของบริเวณคาบสมุทรไอบีเรียและเซ็พติเมเนียที่ปกครองโดยอาหรับและชาวมุสลิมในแอฟริกาเหนือ (ที่เรียกโดยทั่วไปว่ามัวร์) ในช่วงเวลาต่าง ๆ กันระหว่าง ค.ศ. 711 จนถึง ค.ศ. 1492หลังจากการพิชิตคาบสมุทรไอบีเรีย อัลอันดะลุสก็ถูกแบ่งออกเป็นเขตบริหาร 5 เขตที่ใกล้เคียงกับเขตในปัจจุบันที่เป็นแคว้นอันดาลูซิอา, แคว้นกาลิเซียและลูซิตาเนีย, คาสตีลและเลออน, แคว้นอารากอนและแคว้นกาตาลุญญา และเซ็พติเมเนีย ซึ่งถือว่าเป็นเขตการบริหารของจักรวรรดิต่าง ๆ ที่ตามกันมา เริ่มด้วยจักรวรรดิกาหลิปอุมัยยะห์ที่ก่อตั้งโดยอัลวะลิดที่ 1 (ค.ศ. 711-ค.ศ. 750); อาณาจักรเอมีร์แห่งกอร์โดบา (ราว ค.ศ. 750-ค.ศ. 929); อาณาจักรกาหลิบแห่งกอร์โดบา (ค.ศ. 929-ค.ศ. 1031); และของราชอาณาจักรย่อย ๆ ที่ตามมาจากอาณาจักรกาหลิบแห่งกอร์โดบา

ในช่วงเวลาหลายร้อยปีต่อมาอัลอันดะลุสก็กลายเป็นจังหวัดของราชวงศ์เบอร์เบอร์มุสลิมแห่งอัลมอราวิยะห์และอัลโมฮัด ต่อมาก็แบ่งออกเป็นรัฐย่อย ๆ แต่สำคัญที่สุดคืออาณาจักรเอมีร์แห่งกรานาดา ตลอดช่วงเวลาต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์โดยเฉพาะภายใต้การปกครองของอาณาจักรกาหลิบแห่งกอร์โดบา อัลอันดะลุสก็เป็นศูนย์กลางของการศึกษา และเมืองกอร์โดบาก็กลายเป็นเมืองศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจของทั้งบริเวณเมดิเตอเรเนียนและโลกอิสลาม

อัลอันดะลุสก็มีความขัดแย้งกับอาณาจักรของชาวคริสต์ทางตอนเหนือตลอดมาในสมัยประวัติศาสตร์ ในปี ค.ศ. 1085 พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 6 แห่งคาสตีลก็ทรงยึดเมืองโตเลโดได้ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความเสื่อมโทรมของอำนาจของมุสลิมในไอบีเรีย เมื่อมาถึง ค.ศ. 1236 หลังจากเสียกอร์โดบา ราชอาณาจักรกรานาดาก็กลายเป็นเพียงดินแดนเดียวที่ยังเหลือเป็นของมุสลิมในดินแดนที่มารู้จักกันในปัจจุบันว่าสเปน

การพิชิตดินแดนคืนของโปรตุเกสเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1249 โดยการยึดอัลการ์วีโดยพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 3 ในปี ค.ศ. 1238 กรานาดาก็กลายเป็นอาณาจักรบริวารของราชอาณาจักรคาสตีลที่ขณะนั้นปกครองโดยพระเจ้าเฟอร์ดินานด์ที่ 3 และเมื่อวันที่ 2 มกราคม ค.ศ. 1492 มุฮัมมัดที่ 12 แห่งกรานาดาก็ยอมแพ้ยกการปกครองกรานาดาให้แก่พระเจ้าเฟอร์ดินานด์ที่ 2 แห่งอารากอน และสมเด็จพระราชินีนาถอิซาเบลลาที่ 1 แห่งคาสตีล ผู้ทรงได้รับสมญานามร่วมกันว่า “Los Reyes Católicos” (พระมหากษัตริย์คาทอลิก)

อาโกรุญญา

อาโกรุญญา (กาลิเซีย: A Coruña), ลาโกรุญญา (สเปน: La Coruña) หรือ โครันนา (อังกฤษ: Corunna) เป็นเมืองที่สำคัญที่สุดของแคว้นปกครองตนเองกาลิเซียทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศสเปน เมืองนี้ยังเป็นเมืองหลักของจังหวัดอาโกรุญญาอีกด้วย ปัจจุบันชื่อทางการของเมืองนี้ใช้รูปสะกดในภาษากาลิเซียเพียงรูปเดียวคือ "อาโกรุญญา" แต่ "ลาโกรุญญา" ซึ่งเป็นรูปสะกดในภาษาสเปนยังคงใช้กันแพร่หลาย

อาโกรุญญาเป็นเมืองท่าที่พลุกพล่านบนฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกและเป็นจุดขนส่งสินค้าเกษตรกรรมจากภูมิภาครอบ ๆ แม้ว่าอุตสาหกรรมหนักส่วนใหญ่จะอยู่บนพื้นฐานของการต่อเรือและโลหการในเมืองเฟร์รอลซึ่งเป็นเมืองข้างเคียง แต่ในเมืองอาโกรุญญาเองก็มีโรงกลั่นน้ำมันอยู่หนึ่งแห่ง

ชาวโรมันมาถึงบริเวณเมืองนี้ในศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล ผู้อาศัยในนิคมนี้ได้สร้างตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ไว้ และในไม่ช้าเมืองนี้ก็มีความสำคัญขึ้นในการค้าทะเล และในปีที่ 62 ก่อนคริสตกาล จูเลียส ซีซาร์ได้มาที่เมืองนี้ (ขณะนั้นมีชื่อว่า บรีกันติอุม - Brigantium) เพื่อหาลู่ทางการค้าโลหะ และได้สถาปนาการค้ากับดินแดนที่ในปัจจุบันคือประเทศฝรั่งเศส อังกฤษ และโปรตุเกส อาโกรุญญายังเป็นที่ตั้งของประภาคารเฮอร์คิวลีส (Tower of Hercules) ซึ่งเป็นประภาคารที่เปิดทำการต่อเนื่องมาเป็นเวลาเกือบ 1,900 ปี

ในช่วงยุคกลาง เมืองนี้เป็นท่าเรือสำคัญแห่งหนึ่งและเป็นศูนย์กลางการผลิตสิ่งทอ ในปี ค.ศ. 1598 เมืองนี้ถูกกองทัพอังกฤษที่นำโดยฟรานซิส เดรก (Francis Drake) เข้ายึดครองในช่วงสงครามอังกฤษ-สเปน (Anglo-Spanish War) และยังเป็นสนามรบในช่วงสงครามคาบสมุทร (Peninsular War) ในวันที่ 16 มกราคม ค.ศ. 1809 และในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางของพวกต่อต้านระบบกษัตริย์

ฮิสเปเนีย

ฮิสเปเนีย, ฮิสปาเนีย หรือ อิสปาเนีย (อังกฤษ, ละติน, สเปน: Hispania) เป็นชื่อที่โรมันใช้เรียกคาบสมุทรไอบีเรียทั้งหมด (ที่ปัจจุบันคือประเทศสเปน โปรตุเกส อันดอร์รา ยิบรอลตาร์ และส่วนเล็ก ๆ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส) เมื่อโรมมีฐานะเป็นสาธารณรัฐ ฮิสเปเนียแบ่งเป็นสองจังหวัด ได้แก่ เนียเรอร์ฮิสเปเนีย (Nearer Hispania) และเฟอร์เทอร์ฮิสเปเนีย (Further Hispania) ระหว่างสมัย Principate เฟอร์เทอร์ฮิสเปเนียก็แบ่งเป็นสองจังหวัดใหม่คือฮิสเปเนียเบทิกาและลูซิเทเนีย ขณะที่เนียเรอร์ฮิสเปเนียเปลี่ยนชื่อเป็นฮิสเปเนียทาร์ราโคเนนซิส ต่อมาทางตะวันตกของทาร์ราโคเนนซิสก็แบ่งย่อยออกเป็นฮิสเปเนียใหม่ที่ต่อมาเรียกว่าแคลเลเชีย (หรือแกลเลเชียที่กลายมาเป็นแคว้นกาลิเซียของสเปนในปัจจุบัน) ตั้งแต่สมัยจตุราธิปไตยภายใต้จักรพรรดิไดโอคลีเชียนในปี ค.ศ. 284 เป็นต้นมาทางตอนใต้ของทาร์ราโคเนนซิสก็แบ่งออกไปเป็นคาร์เทจิเนนซิส และอาจจะเช่นเดียวกับหมู่เกาะแบลีแอริก (Balearic Islands) ต่อมา และจังหวัดทั้งหมดก็รวมกันเป็นมณฑลเดียวกันภายใต้ประมุขที่มีตำแหน่งเป็นวีการีอุส (vicarius)

ฮิสเปเนียทาร์ราโคเนนซิส

ฮิสเปเนียทาร์ราโคเนนซิส หรือ ฮิสปาเนียตาร์ราโกเนนซิส (อังกฤษ, ละติน: Hispania Tarraconensis) เป็นหนึ่งในจังหวัดสามแห่งในฮิสเปเนีย (คาบสมุทรไอบีเรียปัจจุบัน) ของจักรวรรดิโรมัน มีอาณาเขตครอบคลุมชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนส่วนใหญ่ ที่ราบสูงตอนกลางและตอนเหนือของประเทศสเปน ไปจนถึงแคว้นกาลิเซีย และตอนเหนือของโปรตุเกสในปัจจุบัน ทางด้านใต้มีเขตแดนติดต่อกับจังหวัดฮิสเปเนียเบทิกา (ซึ่งก็คือบริเวณแคว้นอันดาลูซิอาในปัจจุบัน) ส่วนทางด้านตะวันตกจรดมหาสมุทรแอตแลนติกและจังหวัดลูซิเทเนีย

ฮิสเปเนียทาร์ราโคเนนซิสเป็นจังหวัดที่ตั้งขึ้นแทนจังหวัดเนียเรอร์ฮิสเปเนีย (Nearer Hispania) ซึ่งเคยมีกงสุลภายใต้ระบบสาธารณรัฐปกครองอยู่ ฮิสเปเนียทาร์ราโคเนนซิสรุ่งเรืองมาจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 5

เซลตาเดบิโก

ราชสโมสรเคลต์แห่งบิโก (สเปน: Real Club Celta de Vigo) หรือที่เรียกว่า เซลตาเดบิโก, เซลตาบิโก และ เซลตา เป็นสโมสรฟุตบอลสเปน ตั้งอยู่ในเมืองบิโก แคว้นกาลิเซีย ประเทศสเปน ปัจจุบันลงแข่งขันในลาลิกา โดยก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2466 จากการรวมตัวกันของเรอัลบิโกเอสปอร์ตินกับเรอัลฟอร์ตูนาฟุตบอลกลุบ โดยมีฉายาว่า "โอสเซเลเตส" (เหล่าชุดฟ้า) ซึ่งมีชุดเหย้าเป็นเสื้อสีฟ้าและกางเกงสีขาว มีสนามเหย้าชื่อบาลาอิโดส สามารถจุผู้ชมได้ 29,000 คน ชื่อสโมสรมีที่มาจากชาวเคลต์ซึ่งเคยอาศัยอยู่ในแถบพื้นที่นี้ เซลตาเดบิโกมีเดปอร์ติโบเดลาโกรุญญาเป็นทีมคู่แข่งในการแข่งขันกาลิเซียนดาร์บี

อย่างไรก็ตามในการลงเล่นในลาลิกาหลายฤดูกาล เซลตาไม่เคยได้แชมป์โกปาเดลเรย์ แต่สามารถเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้ถึง 3 ครั้ง หนึ่งในฤดูกาลที่ดีที่สุดคือ 1970–1971 พวกเขาจบฤดูกาลด้วยการไม่แพ้ใครในบ้านและเป็นที่รู้จักในชื่อ "ผู้ฆ่ายักษ์" (giant-killers) เซลตาจบด้วยอันดับที่ 6 ในฤดูกาลนั้นและได้สิทธิ์เข้าไปแข่งขันในยูฟ่าคัพเป็นครั้งแรก เมื่อไม่นานมานี้ พวกเขาได้จบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 4 ในฤดูกาล 2002–2003 ได้สิทธิ์เข้าแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และตกรอบด้วยการแพ้อาร์เซนอลในรอบ 16 ทีม

เดปอร์ติโบเดลาโกรุญญา

เดปอร์ติโบเดลาโกรุญญา (สเปน: Deportivo de La Coruña) เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพ ในเมืองอาโกรุญญา แคว้นกาลิเซีย ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1906 เล่นในลาลิกา แต่หลังจบฤดูกาล 2010-11 สโมสรก็ตกชั้นไปอยู่ดิวิชันที่ 2 ในปี ค.ศ. 2011เดปอร์เป็นผู้ชนะเลิศในลีก 2 ครั้ง ในฤดูกาล 1999-2000 และรองชนะเลิศ 5 ครั้ง สโมสรได้ถ้วยการแข่งขันฟุตบอลสเปน 2 ครั้ง (1995 และ 2002) และ 3 ถ้วยซูเปร์โกปาเดเอสปัญญา ทีมอยู่ในลาลิกาใน 20 ปีหลัง โดยอยู่ครึ่งบนของตาราง 16 ใน 19 ฤดูกาล สโมสรยังได้ลงแข่งยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 5 ฤดูกาลติดต่อกัน และสามารถเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศได้ใน ค.ศ. 2004

เรกองกิสตา

เรกองกิสตา (สเปน, กาลีเซีย และ อัสตูเรียส: Reconquista); เรกงกิชตา (โปรตุเกส: Reconquista); เรกุงเกสตา (กาตาลา: Reconquesta); เอร์เรกอนกิสตา (บาสก์: Errekonkista) หรือ อัลอิสติรดาด (อาหรับ: الاسترداد‎) เป็นช่วงเวลา 800 ปีในยุคกลางที่อาณาจักรคริสเตียนในคาบสมุทรไอบีเรียได้รับการพิชิตคืนมาจากอำนาจของมุสลิม

การพิชิตของฝ่ายมุสลิมในอาณาจักรวิซิกอทในคริสต์ศตวรรษที่ 8 (เริ่มในปี ค.ศ. 710–712) เป็นไปเกือบทั่วคาบสมุทรไอบีเรีย (นอกจากบริเวณส่วนใหญ่ของแคว้นกาลิเซีย แคว้นอัสตูเรียส แคว้นกันตาเบรีย และแคว้นบาสก์) แต่เมื่อมาถึงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ดินแดนเหล่านี้ (นอกไปจากอาณาจักรเอมีร์แห่งกรานาดาของราชวงศ์นาสริดที่ได้ถูกพิชิตในปี ค.ศ. 1492) ก็คืนมาอยู่ภายใต้การปกครองของประมุขผู้นับถือคริสต์ศาสนา

การพิชิตดินแดนคืนเริ่มขึ้นทันทีหลังจากที่ฝ่ายมุสลิมพิชิตคาบสมุทรได้เกือบทั้งหมด และเป็นสงครามที่ต่อเนื่องกันมาหลายยุคหลายสมัยกว่าจะมาสิ้นสุดลง การก่อตั้งราชอาณาจักรอัสตูเรียส ภายใต้ เปเลเจียสแห่งอัสตูเรียส ในยุทธการที่หมู่บ้านโกบาดองกา ในปี ค.ศ. 722 เป็นชัยชนะครั้งสำคัญครั้งแรกในการพยายามพิชิตดินแดนคืน ชาร์เลอมาญทรงพิชิตดินแดนทางตะวันตกของเทือกเขาพิเรนีส และเซปทิเมเนีย (Septimania) และก่อตั้งเป็นฉนวนพรมแดนสเปน (Marca Hispanica) เพื่อใช้ในการป้องกันพรมแดนระหว่างฝ่ายจักรวรรดิแฟรงก์ และมุสลิม และหลังจากที่สงครามครูเสดได้เริ่มต้นขึ้นปรัชญาของการพิชิตดินแดนคืนก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของบริบท ของปรัชญาการทำสงครามเพื่อคริสต์ศาสนา แต่ตั้งแต่ก่อนสงครามครูเสดมาแล้วก็มีทหารจากดินแดนต่าง ๆ ในยุโรปที่เดินทางมายังไอบีเรียเพื่อร่วมในการพิชิตดินแดนคืน เพื่อเป็นการปฏิบัติอย่างผู้มีความศรัทธาในคริสต์ศาสนาหรือเพื่อเป็นการไถ่บาป

ระหว่างยุคการพิชิตดินแดนคืนสถานการณ์ในไอบีเรียเป็นสถานการณ์ที่ซับซ้อนกว่าที่จะอธิบายได้ด้วยปรัชญาใด ๆ ผู้นำคริสเตียนและมุสลิมบางทีก็ต่อสู้กันเอง และบางทีก็ร่วมมือกันระหว่างผู้นำต่างศาสนาในการต่อสู้ศัตรูร่วมกัน การต่อสู้ระหว่างฝ่ายคริสเตียนและฝ่ายมุสลิมก็หยุดยั้งเป็นช่วง ๆ ที่เป็นช่วงที่เป็นช่วงของความสันติสุข ฝ่ายมุสลิมเองเมื่อเสียดินแดนไปก็พยายามยึดกลับคืนมาอีก และปัจจัยที่ทำให้สับสนยิ่งขึ้นไปอีกคือกลุ่มทหารรับจ้างที่เข้าร่วมการต่อสู้กับฝ่ายใดก็ได้ที่ให้ค่าตัวสูงกว่า

การพิชิตดินแดนคืนยุติลงในปี ค.ศ. 1238 เมื่อดินแดนมุสลิมในไอบีเรียเหลืออยู่แต่เพียงอาณาจักรเอมีร์แห่งกรานาดา (Emirate of Granada) กลายเป็นเมืองขึ้นของกษัตริย์คริสเตียนแห่งคาสตีลซึ่งเป็นอยู่ต่อมาอีก 250 ปี จนฝ่ายสเปนได้รับชัยชนะในการยึดกรานาดา ในสงครามกรานาดาในปี ค.ศ. 1492 ซึ่งเป็นเหตุการณ์สุดท้ายในการกำจัดอำนาจของมุสลิมออกจากสเปนทั้งหมด ประมุของค์สุดท้ายของมุสลิมในกรานาดาคือมุฮัมมัดที่ 12 แห่งกรานาดา(en:Muhammad XII of Granada) หรือที่รู้จักกันในนาม "โบอับดิล" (Boabdil) ยอมแพ้แก่พระเจ้าเฟอร์ดินานด์ที่ 2 แห่งอารากอน และสมเด็จพระราชินีนาถอิซาเบลลาที่ 1 แห่งคาสตีล พระมหากษัตริย์และกษัตรีย์คาทอลิก (“los Reyes Católicos”)

แคว้นปกครองตนเองของประเทศสเปน

ในประเทศสเปน แคว้นปกครองตนเอง หรือ ประชาคมปกครองตนเอง (สเปน: comunidad autónoma; กาตาลา: comunitat autònoma; กาลิเซีย: comunidade autónoma; บาสก์: autonomia erkidegoa) เป็นเขตทางการเมืองและการปกครองในระดับบนสุดที่ได้รับการจัดตั้งโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญสเปน พ.ศ. 2521 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อรับประกันความเป็นอิสระในการปกครองตนเอง (อย่างมีข้อจำกัด) ของชาติทางประวัติศาสตร์และภูมิภาคต่าง ๆ ที่ประกอบกันเป็นสเปนสเปนมิใช่สหพันธรัฐ แต่เป็นเอกรัฐ ที่มีการกระจายอำนาจสูง ในขณะที่อำนาจอธิปไตยเป็นของรัฐชาติสเปนโดยรวม โดยมีสถาบันส่วนกลางของรัฐบาลเป็นผู้ใช้อำนาจแทนนั้น รัฐชาติสเปนก็ได้คลายอำนาจสู่แคว้นต่าง ๆ ในระดับที่ต่างกันตามภูมิหลังของแต่ละแคว้นเช่นกัน แคว้นเหล่านั้นจะใช้สิทธิ์ในการปกครองตนเองภายในขอบเขตที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญสเปนและธรรมนูญการปกครองตนเอง ของแคว้นตามลำดับ นักวิชาการบางคนเรียกระบบที่เป็นผลจากการกระจายอำนาจดังกล่าวว่าเป็นระบบสหพันธรัฐในทางปฏิบัติ-เอกรัฐเพียงในนาม หรือ "สหพันธรัฐที่ปราศจากระบอบสหพันธรัฐ" ปัจจุบันในสเปนมีแคว้นปกครองตนเอง 17 แคว้น และนครปกครองตนเอง 2 นครซึ่งมีชื่อเรียกรวมกันว่า "หน่วยการปกครองตนเอง" นครปกครองตนเองมีสิทธิ์ที่จะขอเปลี่ยนแปลงฐานะเป็นแคว้นปกครองตนเอง แต่นครทั้งสองยังไม่ได้ใช้สิทธิ์นี้ เค้าโครงการบริหารดินแดนซึ่งเป็นเอกลักษณ์เช่นนี้มีชื่อเรียกว่า "รัฐแห่งหน่วยการปกครองตนเอง"แคว้นปกครองตนเองต่าง ๆ จะได้รับการบริหารในทิศทางที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญสเปนร่วมกับธรรมนูญการปกครองตนเองซึ่งเป็นกฎหมายจัดระเบียบองค์การเฉพาะในแคว้นแต่ละแคว้น กฎหมายเหล่านี้เป็นตัวกำหนดอำนาจหน้าที่ทั้งหมดที่แคว้นเหล่านั้นจะมีได้ เนื่องจากการคลายอำนาจสู่แคว้นต่าง ๆ ถูกกำหนดให้มีลักษณะที่ไม่เท่าเทียมกันโดยธรรมชาติ ขอบเขตอำนาจและหน้าที่ของแต่ละแคว้นจึงอยู่ในระดับที่แตกต่างกันไป เช่น ทุกแคว้นมีอำนาจจัดการด้านการศึกษาเป็นของตนเอง แต่บางแคว้นมีอำนาจจัดการด้านการเงินสาธารณะเพิ่มเติม หน่วยงานตำรวจของบางแคว้นมีบทบาทหน้าที่มากกว่าหน่วยงานตำรวจส่วนกลาง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ทุกแคว้นล้วนมีโครงสร้างสภานิติบัญญัติในรูปแบบเดียวกันการนำระบบแคว้นและนครปกครองตนเองมาใช้ส่งผลให้สเปนเปลี่ยนจากการเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการรวมอำนาจปกครองสูงที่สุดมาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการกระจายอำนาจปกครองสูงที่สุดในบรรดาประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สเปนเป็นประเทศที่อัตราความเติบโตของรายได้และผลประกอบการของหน่วยงานที่ได้รับมอบอำนาจ (คือแคว้นปกครองตนเองต่าง ๆ) สูงที่สุด โดยเป็นผู้นำในการจัดอันดับดังกล่าวในยุโรปเมื่อถึงปี พ.ศ. 2558 และเป็นประเทศที่มีอัตราการกระจายภาษีสูงที่สุดเป็นอันดับที่ 5 ในบรรดาประเทศสมาชิกโออีซีดี (รองจากแคนาดา สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา และออสเตรีย) นอกจากนี้ สเปนยังได้รับการกล่าวอ้างว่าเป็นประเทศ "ที่น่าทึ่งจากขอบเขต [อันกว้างขวาง] ของอำนาจที่ได้รับการถ่ายโอนโดยสันติในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา" และเป็น "ประเทศที่มีการกระจายอำนาจสูงเป็นพิเศษ" อีกด้วย ในแง่บุคลากร เมื่อถึงปี พ.ศ. 2553 ข้าราชการพลเรือนจำนวนเกือบ 1,350,000 คน หรือร้อยละ 50.3 จากข้าราชการพลเรือนทั้งหมดในสเปนเป็นลูกจ้างของแคว้นปกครองตนเองต่าง ๆ ร้อยละ 23.6 เป็นลูกจ้างของสภาเมืองและสภาจังหวัดต่าง ๆ ส่วนลูกจ้างที่ทำงานให้กับหน่วยงานบริหารส่วนกลาง (รวมทั้งหน่วยงานของตำรวจและทหาร) มีเพียงร้อยละ 22.2 ของข้าราชการพลเรือนทั้งหมดในขณะเดียวกัน ชาตินิยมชายขอบ (peripheral nationalism) โดยเฉพาะในแคว้นกาตาลุญญา แคว้นกาลิเซีย และแคว้นประเทศบาสก์ยังคงมีบทบาทสำคัญในการเมืองสเปน นักชาตินิยมชายขอบบางคนมองว่าความแตกต่างระหว่างสถานะ "ชาติทางประวัติศาสตร์" ที่เคยใช้นิยามแคว้นเหล่านั้นโดยเฉพาะ กับสถานะ "ภูมิภาค" ที่เคยใช้นิยามแคว้นอื่นทั่วไปนั้นกำลังเลือนหายในทางปฏิบัติ เนื่องจากเมื่อเวลาผ่านไป แคว้นทั้งหมดก็ได้รับการถ่ายโอนอำนาจหน้าที่เกือบจะในระดับเดียวกัน และแคว้นอื่น ๆ บางแคว้น (เช่น แคว้นบาเลนเซีย แคว้นอันดาลูซิอา) ก็ได้เลือกระบุตนเองว่าเป็น "ชาติทางประวัติศาสตร์" เช่นกัน ที่จริงแล้วก็ยังมีการถกเถียงอยู่ว่าการสถาปนาระบบรัฐแห่งหน่วยการปกครองตนเองในสเปนนั้นได้นำไปสู่การสร้าง "เอกลักษณ์ใหม่ในระดับภูมิภาค" และ "ประชาคมที่ถูกประดิษฐ์ขึ้น" หรือไม่ ด้วยเหตุเหล่านี้ หลายคนในกาลิเซีย ประเทศบาสก์ และกาตาลุญญาจึงเริ่มมองว่าแคว้นของพวกเขาเป็น "ชาติ" มิใช่เพียงชาติทางประวัติศาสตร์อย่างแคว้นอื่น ๆ และมองว่าสเปนเป็น "รัฐพหุชาติ" หรือ "ชาติที่ประกอบด้วยหลายชาติ" ดังนั้นจึงเรียกร้องให้รัฐบาลสเปนกระจายอำนาจสู่แคว้นของตนเองมากขึ้นหรือให้แคว้นของตนเองแยกตัวเป็นเอกราช

โอสปิโนส

โอสปิโนส (กาลิเซีย: Os Pinos, "ต้นสน") เป็นเพลงประจำแคว้นกาลิเซียในประเทศสเปน คำร้องประพันธ์โดย Eduardo Pondal (สองบทแรกของบทกวี Queixumes dos pinos ของเขา) และประพันธ์ดนตรีโดย Pascual Veiga ในกรุงฮาวานา ประเทศคิวบา เล่นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2450 และหน่วยงานกาลิเซียนำมาใช้เป็นเพลงประจำแคว้นอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ 2520

ภาษาอื่น

This page is based on a Wikipedia article written by authors (here).
Text is available under the CC BY-SA 3.0 license; additional terms may apply.
Images, videos and audio are available under their respective licenses.