เทรีซา เมย์

เทรีซา แมรี เมย์ (อังกฤษ: Theresa Mary May, เกิด 1 ตุลาคม 2499) คือนักการเมืองชาวบริติช อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร และหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยมในสหราชอาณาจักรตั้งแต่ปี 2559-2562 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตั้งแต่ช่วงปี 2553-2559 และสมาชิกรัฐสภาจากเขตเมเดนเฮดตั้งแต่ปี 2540 ทั้งยังเป็นนักการเมืองสายอนุรักษนิยม-ประเทศเดียว (One-Nation Conservative) ผู้สนับสนุนการรวมตัวของประเทศต่าง ๆ (อังกฤษ เวลส์ สกอตแลนด์ และไอร์แลนด์เหนือ) ในสหราชอาณาจักรต่อไป นอกจากนี้เมย์ยังเป็นนักการเมืองสายอนุรักษนิยมเสรี (liberal conservative) ด้วยเช่นเดียวกัน ทั้งนี้เธอได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรต่อจากนายเดวิด แคเมอรอนหลังการเข้าเฝ้า ฯ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ในวันที่ 13 กรกฎาคม 2559

ในอดีตเทรีซา เมย์ เคยทำงานประจำอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศอังกฤษตั้งแต่ปี 2520 - 2526 ต่อมาที่สมาคมผู้ให้บริการหักบัญชีชำระเงิน ระหว่างปี 2528 - 2540 ขณะเดียวกันก็ยังได้ตำรงตำแหน่งสมาชิกสภาเมืองเมอร์ตันประจำเขตเดิร์นสฟอร์ดในกรุงลอนดอนไปด้วย จนกระทั่งได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภาสามัญชนในการเลือกตั้งทั่วไปในสหราชอาณาจักร พ.ศ. 2540 หลังจากที่ก่อนหน้านี้ไม่ประสบความสำเร็จในการหาเสียงการเลือกตั้งในปี 2535 และปี 2537 นอกจากนี้เมย์ยังเคยดำรงตำแหน่งหลากหลายตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีเงาภายใต้การนำของวิลเลียม เฮก, เอียน ดันแคน สมิธ, ไมเคิล ฮาวเวิร์ด และเดวิด แคเมอรอน เช่น ผู้นำเงาแห่งสภาสามัญชน และรัฐมนตรีเงาประจำกระทรวงแรงงานและสวัสดิการ รวมถึงดำรงตำแหน่งประธานพรรคอนุรักษนิยมช่วงปี 2545 - 2546 อีกด้วย

หลังการจัดตั้งคณะรัฐบาลผสมของแคเมอรอนในปี 2553 เมย์ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีด้านสตรีและความเท่าเทียม ซึ่งภายหลังได้ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีด้านสตรีและความเท่าเทียมในปี 2555 ต่อมาหลังจากที่พรรคอนุรักษนิยมชนะการเลือกตั้งทั่วไปในสหราชอาณาจักร พ.ศ. 2558 จนสามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากในสภาสามัญชนได้สำเร็จ เมย์ก็ถูกแต่งตั้งให้กลับมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทยอีกครั้ง และเป็นรัฐมนตรีมหาดไทยที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่วาระของนายเจมส์ ชูเตอร์ เอด เมื่อกว่า 60 ปีก่อน ซึ่งตลอดการดำรงตำแหน่งเมย์ได้ผลักดันนโยบายการปฏิรูปตำรวจ การจัดการกับปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง และได้ริเริ่มนโยบายจำกัดผู้อพยพ[4]

ต่อมาหลังจากความพ่ายแพ้ของฝ่ายอยู่ในสหภาพยุโรปต่อไปในการออกเสียงประชามติว่าด้วยสมาชิกภาพในสหภาพยุโรป เดือนมิถุนายน 2559 ที่มีนายเดวิด แคเมอรอน เป็นหนึ่งในแกนนำรณรงค์หาเสียง แคเมอรอนก็ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้สถานภาพผู้นำพรรครัฐบาลอย่างพรรคอนุรักษนิยมสิ้นสุดลงไปด้วย เมย์จึงได้ประกาศว่าเธอจะลงชิงตำแหน่งเป็นผู้นำพรรคอนุรักษนิยมคนต่อไป และกลายมาเป็นผู้สมัครตัวเต็งของการแข่งขันนี้อย่างรวดเร็ว เมย์ชนะการหยั่งเสียงในหมู่สมาชิกพรรครอบแรกในวันที่ 5 กรกฎาคม โดยมีคะแนนนำผู้สมัครคนอื่น ๆ ค่อนข้างมาก สองวัดถัดมาเมย์ชนะการหยั่งเสียงรอบที่สองด้วยคะแนน 199 เสียง และเข้าสู่การแข่งขันกับผู้สมัครอีกคนอย่างนางแอนเดรีย ลีดซัม ในรอบถัดไป จนกระทั่งวันที่ 11 กรกฎาคม นางลีดซัมประกาศถอนตัวจากการแข่งขัน ส่งผลให้เมย์กลายเป็นผู้สมัครเพียงคนเดียวและได้รับประกาศเป็นผู้นำพรรคอนุรักษนิยมในวันเดียวกันนั้นเอง เทรีซา เมย์จึงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงแห่งสหราชอาณาจักรคนที่สองในประวัติศาสตร์ ถัดจากมาร์กาเรต แทตเชอร์

เดอะไรต์ออนะระเบิล
เทรีซา เมย์
Theresa May
นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร
ดำรงตำแหน่ง
13 กรกฎาคม 2559[1] – 24 กรกฎาคม 2562
กษัตริย์ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2
ก่อนหน้า เดวิด แคเมอรอน
ถัดไป บอริส จอห์นสัน
หัวหน้าพรรคอนุรักษนิยม
ดำรงตำแหน่ง
11 กรกฎาคม 2559 – 23 กรกฎาคม 2562
ก่อนหน้า เดวิด แคเมอรอน
ถัดไป บอริส จอห์นสัน
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด เทรีซา แมรี บราซิเออร์
1 ตุลาคม พ.ศ. 2499
อีสต์เบิร์น, อังกฤษ
พรรคการเมือง พรรคอนุรักษนิยม
คู่สมรส ฟิลิป เมย์ (แต่ง ค.ศ. 1980)
ที่อยู่ 10 ถนนดาวนิง (อย่างเป็นทางการ)
ศาสนา คริสตจักรแห่งอังกฤษ[2][3]
ลายมือชื่อ
ลายมือชื่อของ เทรีซา เมย์

ดูเพิ่ม

อ้างอิง

  1. "Theresa May to succeed Cameron as UK PM on Wednesday". BBC. 11 July 2016. สืบค้นเมื่อ 11 July 2016.
  2. Gimson, Andrew (20 October 2012). "Theresa May: minister with a mind of her own". The Observer. London. May said: 'I am a practising member of the Church of England, a vicar's daughter.'
  3. Howse, Christopher (29 November 2014). "Theresa May's Desert Island hymn". The Daily Telegraph. London. The Home Secretary declared that she was a 'regular communicant' in the Church of England
  4. "Boring and competent Theresa May is what the nation needs after shock Brexit vote". The Independent. 1 July 2016. สืบค้นเมื่อ 11 July 2016.
ความสัมพันธ์สหราชอาณาจักร–สหรัฐ

ความสัมพันธ์สหราชอาณาจักร-สหรัฐ เปิดกว้างในทุกทุกด้านและขยายความสัมพันธ์กันตลอดช่วงสี่ศตวรรษที่ผ่านมา แรกเริ่มในปี พ.ศ. 2150 เมื่ออังกฤษสถาปนาเขตพักพิงถาวรแห่งแรกขึ้นบนพื้นทวีปอเมริกาเหนือ เขตพักพิงแห่งนี้มีชื่อว่า เจมส์ทาวน์

ในยุคที่สหรัฐยังเป็นอาณานิคมทั้งสิบสาม ทั้งสหราชอาณาจักรและสหรัฐต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิอังกฤษด้วยกันคู่ ซึ่งทั้งสองรัฐถูกผูกมัดเข้าด้วยกันทั้งในด้านประวัติศาสตร์ ภาษาแม่ ระบบยุติธรรม วัฒนธรรม รวมทั้งความเกี่ยวดองกันทางสายเลือดและเครือญาติ ชาวอเมริกันเชื้อสายอังกฤษในสหรัฐจึงสามารถย้อนต้นตระกูลกลับไปได้หลายชั่วอายุคน

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมามีทั้งสงคราม การก่อกบฏ สันติภาพและความบาดหมางต่อกัน จนกระทั่งท้ายที่สุดทั้งสองก็กลายเป็นทั้งเพื่อนและพันธมิตรต่อกัน ความสัมพันธ์อันหยั่งรากลึกนี้ดำเนินมาถึงจุดสูงสุดและถาวรเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองปะทุขึ้น ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ สายสัมพันธ์พิเศษ ซึ่งถูกอธิบายโดยนักวิจารณ์ชั้นแนวหน้าอย่าง คริสเตียน อามันพัวร์ ว่าเป็น "พันธมิตรหลักแห่งแอตแลนติก" เช่นเดียวกับประธานวุฒิสมาชิกด้านกิจการยุโรปของสหรัฐ ฌอง ชาฮีน ที่ยอมรับใน พ.ศ. 2553 ว่าเป็น "หนึ่งในเสาหลักแห่งเสถียรภาพของทั่วทั้งโลก"ปัจจุบัน นโยบายด้านการต่างประเทศของสหราชอาณาจักรฉบับล่าสุดกล่าวถึงความสัมพันธ์กับสหรัฐว่าเป็น "หุ้นส่วนความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีที่สำคัญที่สุด" ขณะที่นโยบายด้านการต่างประเทศของสหรัฐเองก็ยืนยันเช่นกันว่าสหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีที่ยืนยงที่สุด ซึ่งเห็นได้จากสภาพทางสังคมที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งในด้านการเมือง ความเชื่อมโยงกันของการค้า การพาณิชย์ การเงินการคลัง เทคโนโลยี การศึกษา เช่นเดียวกับด้านศิลปะและวิทยาการ นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือกันของรัฐบาลและหน่วยงานทางการทหาร เช่น ปฏิบัติการทางการทหารและปฏิบัติการรักษาสันติภาพร่วมกัน นอกจากนี้โดยปกติแล้วประธานาธิบดีแห่งสหรัฐจะเป็นบุคคลแรกในโลกที่จะส่งจดหมายแสดงความยินดีในการเข้ารับตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรคนใหม่ ในทางกลับกัน นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรก็จะส่งจดหมายแสดงความยินดีเป็นบุคคลแรกในโลกเช่นเดียวกัน สหรัฐยังเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักร เช่นเดียวกับที่สหราชอาณาจักรเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐ

เมื่อรวมทั้งสองประเทศเข้าด้วยกันแล้วจะพบว่าการค้าของทั้งสองประเทศมีสัดส่วนมหาศาลเมื่อเทียบกับการค้าทั่วโลก อีกยังมีอิทธิพลทางวัฒนธรรมอย่างมากต่อประเทศและดินแดนอื่น ๆ ทั่วโลก สหราชอาณาจักรและสหรัฐยังเปนสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดและประชากรมากที่สุดในกลุ่มประเทศ แองโกลสเฟียร์ มีประชากรรวมกันมากกว่า 370 ล้านคนในปี พ.ศ. 2553 ซึ่งทั้งสองประเทศมีส่วนทำให้ภาษาอังกฤษกลายเป็นภาษาที่มีบทบาทสำคัญในพื้นที่หลายส่วนของโลก

จากการสำรวจความคิดเห็นของบีบีซีเวิลด์เวอร์วิสในปี พ.ศ. 2556 พบว่า ร้อยละ 74 ของชาวอเมริกันมองว่าสหราชอาณาจักรมีอิทธิพลในทางบวก ในขณะที่มีเพียงร้อยละ 14 มองอิทธิพลของสหราชอาณาจักรในแง่ลบ แต่ชาวสหราชอาณาจักรกลับมองอิทธิพลของสหรัฐในแง่บวกและแง่ลบเท่ากันที่ร้อยละ 46 อย่างไรก็ตามในปี พ.ศ. 2556 พบว่าร้อยละ 58 ของชาวสหราชอาณาจักรยังคงมีทัศนะที่ชื่นชอบสหรัฐ

นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร

นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ (อังกฤษ: Prime Minister of the United Kingdom of Great Britain and Northern Ireland) เป็นตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาลในสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินแห่งสหราชอาณาจักร การกำหนดนโยบายและการบริหารราชการแผ่นดินต่าง ๆ ถือเป็นความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต่อพระมหากษัตริย์, รัฐสภา, พรรคการเมือง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถือเป็นหนึ่งในสี่อำมาตย์นายก ซึ่งหมายถึงผู้บริหารสูงสุดทั้งสี่ของรัฐบาล นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน คือ บอริส จอห์นสัน หัวหน้าพรรคอนุรักษนิยม ซึ่งได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ค.ศ. 2019

คณะรัฐบาลสหราชอาณาจักรไม่ได้ดำรงอยู่ด้วยบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายใด ๆ แต่ดำรงอยู่ด้วยธรรมเนียมประเพณีการปกครองที่มีมาช้านาน โดยกำหนดให้กษัตริย์จะต้องแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นบุคคลผู้สามารถทำให้สภาสามัญชนไว้วางใจในตัวเขาได้ บุคคลนั้นมักจะเป็นผู้นำพรรคหรือกลุ่มทางการเมืองซึ่งเป็นฝ่ายที่ครองเสียงจำนวนมากที่สุดในที่ประชุม ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเองก็ไม่ได้ถูกตั้งขึ้นมาโดยทันทีแต่เกิดจากพัฒนาการในอดีตที่ค่อย ๆ สะสมทีละเล็กน้อยในช่วงเวลาสามร้อยปี ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการทางกฎหมายที่สภาได้ตราขึ้นมากมายก็ดี พัฒนาการทางการเมืองก็ดี หรือตลอดจนเหตุร้ายต่างๆก็ดี โดยตำแหน่งนี้มีต้นกำเนิดครั้งแรกในช่วงข้อตกลงการปฏิวัติ (ค.ศ. 1688–1720) ซึ่งทำให้อำนาจสูงสุดถูกย้ายจากกษัตริย์มาที่สภา แม้ว่าในทางพฤตินัย กษัตริย์ยังทรงไว้ซึ่งอิทธิพลซึ่งฝังรากรึกอยู่กับกลุ่มอำนาจทางการเมือง แต่ในทางนิตินัยแล้ว นายกรัฐมนตรีคือหัวหน้ารัฐบาลตามกฎหมาย ฉะนั้นการที่กษัตริย์จะยังคงปกครองประเทศทางอ้อมได้ จึงต้องอาศัยการปกครองผ่านนายกรัฐมนตรีซึ่งสามารถชักจูงเสียงข้างมากในสภาได้

โดยตำแหน่งแล้ว นายกรัฐมนตรียังดำรงตำแหน่งอื่น ๆ ควบคู่กันอีก อาทิ ขุนคลังเอก, รัฐมนตรีกิจการพลเรือน และได้รับสิทธิพิเศษให้พำนักอยู่ในบ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิง ตลอดที่ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีไม่มีวาระการดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีอาจเสนอชื่อสมาชิกสภาสามัญชนคนใดคนหนึ่งขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่แทนเมื่อใดก็ได้

บอริส จอห์นสัน

อเล็กซานเดอร์ บอริส เดอ เฟ็ฟเฟิล จอห์นสัน (อังกฤษ: Alexander Boris de Pfeffel Johnson) หรือนิยมเรียก บอริส จอห์นสัน เป็นนักการเมืองชาวบริติช ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร เคยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีกรุงลอนดอนระหว่าง ค.ศ. 2008–2016 และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศและเครือจักรภพระหว่าง ค.ศ. 2016–2018 เขามีส่วนในการกำหนดนโยบายเสรีภาพทางสังคมและเศรษฐกิจต่าง ๆ เขาระบุว่าตนเองเป็นพวกชาติอนุรักษนิยม และเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนเบร็กซิตคนสำคัญจอห์นสันเกิดที่นครนิวยอร์กในครอบครัวชนชั้นสูงเชื้อชาติอังกฤษ ขณะที่บิดาและมารดากำลังศึกษาระดับปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา จอห์นสันเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนในบรัสเซลส์, โรงเรียนในอีสต์ซัสเซกซ์ และวิทยาลัยอีตัน และเข้าศึกษาที่วิทยาลัยเบลเลียลแห่งมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด (Balliol College, Oxford) ซึ่งเขาได้รับเลือกตั้งเป็นประธานสหภาพนักศึกษาในปีค.ศ. 1986 เมื่อจบการศึกษา เขาเริ่มทำงานเป็นสื่อสารมวลชนที่ เดอะไทมส์ และย้ายไปเป็นผู้สื่อข่าวประจำกรุงบรัสเซลส์ของ เดอะเดลีเทลิกราฟ ผลงานข่าวของเขาเป็นที่เข้าตาของกลุ่มการเมืองในอังกฤษที่มีแนวคิดต่อต้านสหภาพยุโรป (Euroscepticism) จอห์นสันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยบรรณาธิการของนิตยสาร เดอะสเป็กเทเตอร์ ระหว่าง ค.ศ. 1994–1999 และเป็นบรรณาธิการเต็มตัวระหว่าง ค.ศ. 1999–2005

บอริส จอห์นสัน ยังเป็นเพื่อนสนิทของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

รัฐบาลสหราชอาณาจักร

รัฐบาลในสมเด็จฯ (อังกฤษ: Her Majesty's Government, ย่อ: HMG) มักเรียก รัฐบาลบริติช เป็นรัฐบาลกลางของสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำรัฐบาล และเลือกรัฐมนตรีที่เหลือทั้งหมด นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอาวุโสที่สุดอื่นอยู่ในคณะกรรมการวินิจฉัยสั่งการสูงสุด เรียก คณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีล้วนเป็นสมาชิกรัฐสภา และรับผิดชอบต่อรัฐสภา รัฐบาลต้องอาศัยรัฐสภาออกกฎหมายหลัก ซึ่งหมายความว่า ในทางปฏิบัติ รัฐบาลต้องได้รับเลือกตั้งใหม่อย่างมากทุกห้าปี พระมหากษัตริย์ทรงเลือกหัวหน้าพรรคซึ่งน่าจะครองเสียงข้างมากในรัฐสภาที่สุดเป็นนายกรัฐมนตรีภายใต้รัฐธรรมนูญซึ่งไม่บัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรของบริเตน อำนาจบริหารอยู่กับพระมหากษัตริย์ แม้ใช้อำนาจนี้เฉพาะโดย หรือโดยคำแนะนำของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี สมาชิกคณะรัฐมนตรีถวายคำแนะนำพระมหากษัตริย์ดังสมาชิกของคณะองคมนตรี พวกเขายังใช้อำนาจโดยตรงในฐานะรัฐมนตรีอีกด้วย

นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันคือบอริส จอห์นสัน หัวหน้าพรรคอนุรักษนิยมหลังจากที่เทรีซา เมย์ประกาศลาออกจากตำแหน่ง

รายชื่อนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร

นี่เป็นรายนามของ นายกรัฐมนตรีแห่งบริเตนใหญ่ ระหว่าง พ.ศ. 2264 (ค.ศ. 1721) ถึง พ.ศ. 2343 และนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ระหว่าง พ.ศ. 2344 ถึงปัจจุบัน

เบร็กซิต

เบร็กซิต (อังกฤษ: Brexit) หมายถึง การถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักรที่กำลังเกิดขึ้น โดยเกิดหลังการลงประชามติวันที่ 23 มิถุนายน 2016 ซึ่งผู้ออกเสียงลงคะแนนร้อยละ 51.9 ออกเสียงสนับสนุนการถอนตัว รัฐบาลใช้ข้อ 50 แห่งสนธิสัญญาว่าด้วยสหภาพยุโรป เป็นการเริ่มกระบวนการสองปีซึ่งมีกำหนดสิ้นสุดด้วยการออกจากอียูของสหราชอาณาจักรในวันที่ 29 มีนาคม 2019 เส้นตายนั้นมีการต่อเวลาเป็นวันที่ 31 ตุลาคม 2019นักกังขาคติยุโรป (Eurosceptic) ซึ่งมีทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา สนับสนุนการถอนตัว ส่วนผู้นิยมยุโรป หรือนักสหภาพยุโรป ซึ่งมีทั้งสองฝ่ายของสเปกตรัมการเมืองเช่นกัน สนับสนุนให้เป็นสมาชิกต่อ สหราชอาณาจักรเข้าร่วมประชาคมยุโรป (EC) ในปี 1973 ภายใต้รัฐบาลพรรคอนุรักษนิยมเอ็ดเวิร์ด ฮีท (Edward Heath) โดยมีการลงประชามติในปี 1975 สนับสนุนให้คงเป็นสมาชิกต่อ ในคริสต์ทศวรรษ 1970 และ 1980 ฝ่ายซ้ายทางการเมืองเป็นผู้สนับสนุนหลักของการถอนตัวออกจากประชาคมยุโรป โดยคำแถลงนโยบายทางการเมืองในการเลือกตั้งปี 1983 ของพรรคแรงงานสนับสนุนให้ถอนตัวอย่างสมบูรณ์ ในปลายคริสต์ทศวรรษ 1980 ฝ่ายขวาเริ่มต่อต้านการพัฒนา EC เป็นสหภาพที่เป็นการเมืองเพิ่มขึ้น โดยมาร์กาเรต แทตเชอร์ ซึ่งแม้เป็นผู้สนับสนุนหลักของตลาดเดียวยุโรป เริ่มสองจิตสองใจต่อยุโรปเพิ่มขึ้น นับแต่คริสต์ทศวรรษ 1990 การคัดค้านบูรณาการยุโรปมาจากฝ่ายขวาเป็นหลัก และการแตกแยกภายในพรรคอนุรักษนิยมนำไปสู่การกบฏในเรื่องสนธิสัญญามาสทริชท์ในปี 1992

พรรคเอกราชยูเค (UKIP) ที่เพิ่งตั้งใหม่เป็นผู้สนับสนุนสำคัญของการลงประชามติว่าด้วยการดำรงสมาชิกภาพขององค์การที่ปัจจุบันคือสหภาพยุโรป และความนิยมในพรรคที่เพิ่มขึ้นในต้นคริสต์ทศวรรษ 2010 ทำให้ UKIP เป็นพรรคการเมืองสหราชอาณาจักรที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในการเลือกตั้งรัฐสภายุโรปปี 2014 นายกรัฐมนตรีพรรคอนุรักษนิยม เดวิด แคเมอรอน ให้คำมั่นระหว่างการรณรงค์การเลือกตั้งทั่วไปในสหราชอาณาจักรปี 2015 ว่าจะจัดการลงประชามติใหม่ ซึ่งเขาจัดให้มีขึ้นในปี 2016 หลังแรงกดดันจากปีกกังขาคติยุโรปในพรรคของเขา แคเมอรอนผู้รณรงค์อยู่ฝ่ายให้อยู่ต่อ ลาออกหลังผลประชามติ เทเรซา เมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในรัฐบาลแคเมอรอน สืบตำแหน่ง เธอจัดการเลือกตั้งทั่วไปกะทันหันไม่ถึงปีให้หลัง ซึ่งเธอเสียฝ่ายข้างมากโดยรวม รัฐบาลเสียงข้างน้อยของเมย์มีพรรคสหภาพนิยมประชาธิปไตยสนับสนุนในการออกเสียงสำคัญ

วันที่ 29 มีนาคม 2017 รัฐบาลสหราชอาณาจักรใช้ข้อ 50 ของสนธิสัญญาว่าด้วยสหภาพยุโรป สหราชอาณาจักรมีกำหนดออกจากสหภาพยุโรปในวันที่ 29 มีนาคม 2019 ตามเวลาสหราชอาณาจักร เมื่อระยะเวลาเจรจาความตกลงถอนตัวหมดลงเว้นแต่มีการตกลงขยายเวลา เมย์ประกาศเจตนาของรัฐบาลว่าจะไม่แสวงสมาชิกภาพถาวรของตลาดเดียวยุโรปหรือสหภาพศุลกากรอียูหลังออกจากสหภาพยุโรป และให้คำมั่นว่าจะบอกเลิกพระราชบัญญัติประชาคมยุโรปปี 1972 และรับกฎหมายสหภาพยุโรปที่มีอยู่เป็นกฎหมายในประเทศของสหราชอาณาจักร มีการตั้งกระทรวงใหม่คือ กระทรวงการออกจากสหภาพยุโรป ในเดือนกรกฎาคม 2016 การเจรจากับสหภาพยุโรปเริ่มอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2017 โดยมุ่งให้ความตกลงถอนตัวเสร็จสมบูรณ์ภายในเดือนตุลาคม 2018 ในเดือนมิถุนายน 2018 สองฝ่ายจัดพิมพ์รายงานความคืบหน้าร่วมที่วางเค้าโครงความตกลงในประเด็นต่าง ๆ รวมทั้งพิกัดศุลกากร ภาษีมูลค่าเพิ่มและยูราตอม ในเดือนกรกฎาคม 2018 คณะรัฐมนตรีบริเตนตกลงรับแผนเชกเกอส์ (Chequers plan) ซึ่งเป็นเค้าโครงข้อเสนอของรัฐบาลสหราชอาณาจักร ในเดือนพฤศจิกายน 2018 มีการจัดพิมพ์ความตกลงถอนตัวฉบับร่างและปฏิญญาการเมืองฉบับเค้าโครง ซึ่งตกลงกันระหว่างรัฐบาลสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป ในวันที่ 15 มกราคม 2019 สภาสามัญชนออกเสียง 432 ต่อ 202 คัดค้านข้อเสนอนี้ นับเป็นความปราชัยในรัฐสภาครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ของรัฐบาลสหราชอาณาจักร

มีความเห็นพ้องอย่างกว้างขวางในหมู่นักเศรษฐศาสตร์ว่าเบร็กซิตน่าจะลดรายได้จริงต่อหัวของสหราชอาณาจักรในระยะกลางและระยะยาว และว่าการลงประชามติเบร็กซิตก่อความเสียหายต่อเศรษฐกิจ การศึกษาต่อผลลัพธ์นับแต่การลงประชามติแสดงว่าครัวเรือนสหราชอาณาจักรโดยเฉลี่ยเสียรายได้ 404 ปอนด์ต่อปีอันเนื่องจากเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น และจีดีพีของประเทศลดลงระหว่างร้อยละ 2 ถึง 2.5 เบร็กซิตน่าจะลดการเข้าเมืองจากประเทศเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) และสร้างอุปสรรคต่ออุดมศึกษาและการวิจัยทางวิชาการของสหราชอาณาจักร ในเดือนพฤศจิกายน 2018 ขนาดของ "ร่างกฎหมายหย่าร้าง" การรับความตกลงการค้าอียูที่มีอยู่ของสหราชอาณาจักร และความสัมพันธ์กับไอร์แลนด์และรัฐสมาชิกสหภาพยุโรปอื่นยังไม่แน่นอน ผลกระทบที่แน่ชัดต่อสหราชอาณาจักรขึ้นอยู่กับว่ากระบวนการจะเป็นเบร็กซิต "แข็ง" หรือ "อ่อน" บทวิเคราะห์ของกระทรวงการคลังสหราชอาณาจักรพบว่าเบร็กซิตทุกรูปแบบจะไม่ส่งเสริมภาวะทางเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร โดยสิ่งพิมพ์เผยแพร่ของกระทรวงการคลังในเดือนพฤศจิกายน 2018 ว่าด้วยผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นของข้อเสนอเชกเกอส์คาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจสหราชอาณาจักรเลวลงร้อยละ 3.9 ในเวลา 15 ปีเมื่อเทียบกับการอยู่ในอียู

บริเตนใหญ่
สหราชอาณาจักร

ภาษาอื่น

This page is based on a Wikipedia article written by authors (here).
Text is available under the CC BY-SA 3.0 license; additional terms may apply.
Images, videos and audio are available under their respective licenses.