หนังสืออพยพ

หนังสืออพยพ[1][2] (อังกฤษ: Exodus; ฮีบรู: ואלה שמות‎ [Ve-eleh shemot]; กรีก: Ἔξοδος) เป็นหนังสือเล่มที่สองในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิม และเป็นเล่มที่สองในหมวดเบญจบรรณ ซึ่งเชื่อกันว่าโมเสสเป็นผู้เขียนขึ้น

คำว่า "อพยพ" แปลจากภาษาอังกฤษซึ่งแปลอีกทอดจากภาษากรีก โดยหมายถึง การแยกออกจากกัน แต่ในภาษาฮีบรู มาจากคำขึ้นต้นซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า "ต่อไปนี้เป็นชื่อของ..."

หนังสืออพยพประกอบด้วยเนื้อหาที่อาจสรุปย่อได้ดังนี้

  • การทรงเรียกโมเสส และการปลดแอกชาวอิสราเอลจากความเป็นทาส (บทที่ 1-12)
  • การเดินทางออกจากอียิปต์ ไปยังภูเขาซีนาย (บทที่ 13-18)
  • พระบัญญัติที่พระเจ้าทรงบัญชาต่ออิสราเอล (บทที่ 19-24)[3]
  • การกำหนดแบบสำหรับสร้างพลับพลา แท่นบูชา เครื่องและอุปกรณ์พลับพลา (บทที่ 25-31)
  • เหตุการณ์สร้างวัวทองคำ (บทที่ 31-34)
  • การสร้างพลับพลา แท่นบูชา เครื่องและอุปกรณ์พลับพลา (บทที่ 35-40)
บทความนี้เกี่ยวข้องกับ
ศาสนาคริสต์

สถานีย่อย

Red Cross of Christianity
พระเจ้า
ตรีเอกภาพ :
พระบิดา (พระยาห์เวห์) • พระบุตร (พระเยซู) • พระวิญญาณบริสุทธิ์
ความเชื่อ
พระคริสต์เทววิทยาการตกในบาปความรอดหลักข้อเชื่อของอัครทูตบัญญัติสิบประการบัญญัติเอกพระมหาบัญชา
คัมภีร์
คัมภีร์ไบเบิล :
ภาคพันธสัญญาเดิมภาคพันธสัญญาใหม่ (พระวรสาร)
ประวัติ
ประวัติยุคแรกสภาสังคายนาสากลมหาศาสนเภทสงครามครูเสดการปฏิรูปศาสนา
อัครทูต
ซีโมนเปโตรอันดรูว์ยากอบบุตรเศเบดียอห์นฟีลิปบารโธโลมิวโธมัสมัทธิวยากอบบุตรอัลเฟอัสยูดาซีโมนเศโลเทยูดาสมัทธีอัสเปาโลบารนาบัสยากอบ
นิกาย
ตะวันตก :
โรมันคาทอลิกโปรเตสแตนต์ (เพนเทคอสต์ • เพรสไบทีเรียน • เมทอดิสต์ • ลูเทอแรนแบปทิสต์ปฏิรูป • อนาแบปทิสต์ • แองกลิคันแอดเวนทิสต์)
ตะวันออก :
ออเรียนทัลออร์ทอดอกซ์อีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์
อตรีเอกภาพนิยม :
พยานพระยะโฮวามอรมอน
พิธีกรรม
พิธีบัพติศมาพิธีมหาสนิทศักดิ์สิทธิ์
สังคมศาสนาคริสต์
โบสถ์คริสต์ปฏิทินวันสำคัญ (สะบาโตอีสเตอร์คริสต์มาส) • บุคคล • นักบุญศิลปะสัญลักษณ์ธง
ดูเพิ่มเติม
ศาสนาคริสต์ในประเทศไทย
คำศัพท์ศาสนาคริสต์
หมวดหมู่ ดูหมวดหมู่

การปลดแอกอิสราเอล

สถานการณ์ของอิสราเอลในอียิปต์

ภายหลังการเสียชีวิตของโยเซฟ หลายชั่วคนต่อมา กลับสิ้นสุดความรุ่งเรืองของอิสราเอลในอียิปต์ แรกเริ่มยาโคบและบรรดาลูกหลานนั้นเดินทางเข้ามาในอียิปต์เพียง 70 คน แต่ต่อมาได้ขยายพงศ์พันธุ์เป็นจำนวนมาก เมื่อฟาโรห์องค์ต่อมาเห็นว่าชาวอิสราเอลซึ่งเป็นคนต่างชาติในแผ่นดินอียิปต์มีมากเกินไป จึงตั้งนายงานและเกณฑ์ให้คนอิสราเอลเป็นทาส ทำงานสร้างเมืองเก็บราชสมบัติให้แก่ฟาโรห์ ณ เมืองปิธม และเมืองราอัมเสส ถึงแม้ทำงานหนักเท่าใด ชาวอิสราเอลยังคงเพิ่มทวียิ่งขึ้น ฟาโรห์จึงสั่งให้ฆ่าเด็กผู้ชายชาวอิสราเอลที่เกิดใหม่ทุกคน โดยให้นำไปทิ้งในแม่น้ำไนล์ มีเพียงเด็กผู้หญิงเท่านั้นจึงมีชีวิตรอดได้[4]

กำเนิดโมเสส

แม้ฟาโรห์มีคำสั่งให้ฆ่าเด็กชายเกิดใหม่ของอิสราเอลทุกคน แต่ในเผ่าเลวีมีครอบครัวหนึ่งได้คลอดลูกชาย และซ่อนบุตรไว้จนโตขึ้นถึงวัยที่ไม่สามารถซ่อนต่อไป จึงนำเด็กลงในตะกร้าสานชันยาอย่างดี ไปวางไว้ในกอปรือริมแม่น้ำ ธิดาฟาโรห์มาพบขณะลงสรงน้ำ จึงเก็บไปเลี้ยง และประทานชื่อว่า โมเสส แม้โมเสสถูกเลี้ยงดูโดยธิดาฟาโรห์ แต่ยังมีใจผูกพันกับชาวอิสราเอล

พระเจ้าทรงเรียกโมเสส

ครั้งหนึ่งโมเสสพลั้งมือฆ่าชาวอียิปต์ที่ข่มเหงชายชาวอิสราเอล โมเสสจึงหนีความผิดไปเป็นคนเลี้ยงแพะอยู่เมืองมีเดียน และที่นั้น โมเสสก็ได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้า ให้เป็นผู้นำชาวอิสราเอลออกจากแผ่นดินอียิปต์[5]

เบื้องต้นโมเสสพยายามหลบเลี่ยงการทรงเรียกของพระเจ้าด้วยเหตุผลนานาประการ กระทั่งจำยอมด้วยฤทธิ์เดชพระเจ้า จึงได้เข้าไปอียิปต์ตามพระประสงค์ของพระเจ้า โดยพระเจ้าทรงให้อาโรนและมีเรียน พี่ชายและพี่สาวของโมเสสเป็นผู้คอยช่วยเหลือกิจการต่าง ๆ ของโมเสสท่ามกลางชาวอิสราเอล

โมเสสจึงเข้าไปทูลขอให้ฟาโรห์ปล่อยอิสราเอลเป็นอิสระถึง 10 ครั้ง และฟาโรห์ปฏิเสธทุกครั้ง แต่ละครั้งที่ฟาโรห์ปฏิเสธ พระเจ้าก็ทรงมอบภัยพิบัติแก่อียิปต์รวม 10 ครั้ง ในครั้งสุดท้ายฟาโรห์จึงยอมปล่อยให้อิสราเอลออกจากแผ่นดินอียิปต์ได้[6]

อพยพ

Exodus Map
แผนที่เส้นทางอพยพของชาวอิสราเอล

ขณะอพยพออกจากอียิปต์นั้น นับเฉพาะผู้ชายได้ทั้งสิ้นประมาณหกแสนคน ไม่รวมผู้หญิง เด็ก และคนต่างชาติที่ขอติดตามไปด้วย

รวมเวลาที่อิสราเอลอาศัยในแผ่นดินอียิปต์ เป็นเวลา 430 ปี ทั้งนี้เป็นไปตามคำพยากรณ์ที่พระเจ้าประทานให้แก่อับราฮัม เมื่อออกจากอียิปต์ พระเจ้าทรงให้ผู้ชายทุกคนที่ยังมิได้เข้าสุหนัต ให้ถือพิธีเข้าสุหนัต เพื่อแสดงตนว่าได้เข้าเป็นชนชาติอิสราเอลด้วยแล้ว จึงถือปฏิบัติตั้งแต่นั้นมา และเฉพาะผู้ที่ได้เข้าสุหนัตแล้วเท่านั้นที่เข้าร่วมพิธีปัสคาได้

นอกจากนี้ ยังมีกำหนดการถวายสัตว์หัวปี เพื่อเป็นเครื่องถวายบูชา เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ภัยพิบัติในอียิปต์ที่พระเจ้าทรงนำบุตรหัวปีของอียิปต์ไป จนเป็นเหตุให้อิสราเอลได้เป็นไทอีกด้วย

ในการอพยพของอิสราเอล ข้ามทะเลทรายครั้งนี้ กินเวลากว่า 40 ปี มีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย และเป็นที่มาของคัมภีร์ไบเบิลในหมวดเบญจบรรณถึง 5 เล่มด้วยกัน

เสาเมฆ และเสาเพลิง

เมื่ออิสราเอลออกเดินทางจากอียิปต์นั้น ต้องผ่านเส้นทางที่เป็นทะเลทรายอันร้อนระอุ ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินผ่านเมืองที่มีผู้คนอาศัย (ในสมัยก่อนการยกพลผ่านเมืองอาจก่อให้เกิดสงครามได้) เมื่อออกเดินทางพระเจ้าเสด็จนำทางพวกเขาในเวลากลางวันด้วยเสาเมฆ และในเวลากลางคืนด้วยเสาเพลิง ให้เขามีแสงสว่างเพื่อได้เดินทางได้ทั้งกลางวันและกลางคืน เสาเมฆและเสาเพลิง มิได้คลาดจากเบื้องหน้าประชากรเลย[7]

ข้ามทะเลแดง

เมื่ออิสราเอลออกเดินทางจากอียิปต์ไปแล้วนั้น ฟาโรห์และเหล่าขุนนางก็เปลี่ยนความคิด ต้องการให้คนอิสราเอลกลับมาเป็นทาสดังเดิม จึงได้จัดทัพออกติดตามอิสราเอล ในพระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า ฟาโรห์ ทรงจัดเตรียมรถรบอย่างดี 600 คัน กับรถรบทั้งหมดในอียิปต์ ติดตามอิสราเอลไป

เมื่อกองทัพอียิปต์ติดตามมาจวนถึงแล้วนั้น ฝ่ายอิสราเอล กำลังตั้งค่ายอยู่ริมทะเลแดง โมเสสได้กล่าวกับชนชาติอิสราเอลว่า "อย่า​กลัว​เลย จง​ยืน​นิ่ง​อยู่ คอย‍ดู​ความ​รอด​จาก​พระ‍ยาห์‌เวห์ ซึ่ง​ทรง​ทำ​เพื่อ​พวก‍ท่าน​ใน​วัน‍นี้ เพราะ​คน​อียิปต์​ที่​เห็น​ใน​วัน‍นี้ พวก‍ท่าน​จะ​ไม่‍ได้​เห็น​อีก​ตลอด‍ไป พระ‍ยาห์‌เวห์​จะ​ทรง​รบ​แทน​ท่าน​ทั้ง‍หลาย พวก‍ท่าน​จง​สงบ​อยู่​เถิด"[8] แล้วพระเจ้าทรงสั่งให้โมเสสยกไม้เท้าขึ้นเหนือทะเล ทำให้ทะเลนั้นแหวกออก น้ำก็ตั้งเป็นเหมือนกำแพงสำหรับอิสราเอลทั้งซ้ายและขวา และคนอิสราเอลนั้นเดินข้ามทะเลไปได้ และเสาเมฆซึ่งอยู่ข้างหน้า ก็กลับมาอยู่ข้างหลังเขา คือระหว่างพลโยธาอียิปต์ และพลโยธาอิสราเอล เมื่ออิสราเอลข้ามผ่านทะเลแดงไปแล้ว พระเจ้าทรงบัญชาให้โมเสสยื่นมือออกไปเหนือทะเล น้ำทะเลไหลกลับคืนมาท่วมคนอียิปต์[9]

มานา

เมื่ออิสราเอลรอดพ้นจากอียิปต์ได้ ต้องเดินทางท่ามกลางทะเลทรายซึ่งแห้งแล้งและกันดารอาหาร พระเจ้าจึงทรงประทานอาหารตกลงมาจากท้องฟ้า และทรงอนุญาตให้อิสราเอลเก็บกินได้พอกินเฉพาะวันหนึ่งเท่านั้น หากเก็บไว้เกินก็เน่าเป็นหนอนและบูดเหม็น แต่ในวันที่หก อนุญาตให้เก็บเป็นสองเท่า เพราะในวันสะบาโตพระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้กระทำกิจการใด ๆ

อาหารที่พระเจ้าประทานมานั้น อิสราเอล เรียกว่า "มานา" เป็นเม็ดขาวเหมือนเมล็ดผักชี มีรสเหมือนขนมแผ่นผสมน้ำผึ้ง พระเจ้าทรงประทานมานาในเวลาเช้า มานาปรากฏขึ้นหลังจากน้ำค้างระเหย แต่พอแดดร้อนจัดมานาก็ละลายไป

พระเจ้าทรงประทานมานา ให้แก่ อิสราเอล ตลอดระยะเวลา 40 ปี ที่เดินทางอยู่ในทะเลทราย จนกระทั่งออกเดินทางถึงยังชายแดนแคว้นคานาอัน[10]

โมเสสพบพระเจ้า

Rembrandt Harmensz. van Rijn 079
โมเสสกับแผ่นศิลาจารึกธรรมบัญญัติ
ภาพโดย เฮอร์เมนซ์ เรมแบรนท์ ปี พ.ศ. 2201(1658)

ภายหลังจากอิสราเอลเดินทางออกจากอียิปต์ได้ 3 เดือน ก็มาถึงภูเขาซีนาย พระเจ้าทรงให้โมเสสนำความไปแจ้งแก่อิสราเอลว่า "...ถ้า​พวก‍เจ้า​ฟัง​เสียง​เรา​จริง ๆ และ​รักษา​พันธ‌สัญญา​ของ​เรา​ไว้ พวก‍เจ้า​จะ​เป็น​ของ​ล้ำ​ค่า​ของ​เรา​ที่​เรา​เลือก‍สรร​จาก​ท่าม‍กลาง​ชน‍ชาติ​ทั้ง‍ปวง เพราะ​แผ่น‍ดิน​ทั้ง‍สิ้น​เป็น​ของ​เรา พวก‍เจ้า​จะ​เป็น​อาณา‌จักร​ปุ‌โร‌หิต และ​เป็น​ชน‍ชาติ​บริ‌สุทธิ์​สำหรับ​เรา..."[11] และอิสราเอลก็ทูลตอบว่า "ทุก‍อย่าง​ที่​พระ‍ยาห์‌เวห์​ตรัส​นั้น พวก‍ข้าพ‌เจ้า​จะ​ทำ​ตาม"[12] ดังนั้น พระเจ้าจึงทรงเรียกโมเสสให้ขึ้นไปเฝ้าพระเจ้าบนภูเขาซีนายเพื่อรับธรรมบัญญัติจากพระเจ้า

แต่งตั้งอาโรนเป็นปุโรหิต

พระเจ้าทรงให้โมเสสแต่งตั้งอาโรนและบุตรของอาโรน เป็นปุโรหิต ทำหน้าที่ถวายเครื่องเผาบูชาแด่พระเจ้า ซึ่งประกอบด้วยแท่นเผาบูชา และแท่นเครื่องหอม สิ่งของที่ถวายบูชาประจำวันได้แก่

  • ลูกแกะอายุหนึ่งขวบ จำนวนสองตัว สำหรับตอนเช้าหนึ่งตัว และสำหรับตอนเย็นหนึ่งตัว
  • ยอดแป้ง เคล้าน้ำม้นมะกอก
  • เหล้าองุ่น

วัวทองคำ

โมเสสขึ้นไปเฝ้าพระเจ้าบนภูเขาซีนาย เป็นเวลา 40 วัน 40 คืน มิได้ลงมาจากภูเขาเลย และทรงประทานแผ่นพระโอวาทสองแผ่นเป็นแผ่นศิลาจารึกด้วยพระหัตถ์ของพระเจ้า[13]

ฝ่ายประชาชนเห็นโมเสสไม่ลงมาจากภูเขา จึงพากันปรึกษาอาโรนให้สร้างพระใหม่ให้พวกเขา เพราะเห็นว่าโมเสสนั้นหายไปนานแล้ว อาโรนจึงให้ชาวอิสราเอลนำทองคำมารวมกัน และหล่อเป็นรูปโคหนุ่ม และนับถือโคหนุ่มนั้นเป็นพระเจ้า และจัดงานเลี้ยงฉลองกัน

ฝ่ายพระเจ้าตรัสสั่งโมเสสว่า "เจ้าจงลงไปเถิด ด้วยว่าชนชาติของเจ้า...ได้ทำความเสื่อมเสียมากแล้ว..." โมเสสจึงลงมาจากภูเขาพร้อมด้วยศิลาทั้งสองแผ่น และเมื่อลงมาถึงที่ค่ายพัก โมเสสพบกับงานเฉลิมฉลอง และการบูชาโคหนุ่ม จึงโกรธและโยนแผ่นศิลาทิ้งตกแตกที่เชิงภูเขา แล้วท่านสั่งให้นำรูปโคหนุ่มนั้นเผาและบดเป็นผงโรยลงในน้ำ บังคับให้ชนชาติอิสราเอลดื่ม[14]

แผ่นศิลาชุดที่สอง

เสร็จการสะสาง โมเสสจึงขึ้นไปเข้าเฝ้าพระเจ้าอีก และครั้งนี้พระเจ้าทรงประกาศพระนามของพระองค์ว่า "พระยาห์เวห์" และทรงให้โมเสสสกัดแผ่นศิลาชุดที่สองขึ้น[15]

เมื่อโมเสสได้ลงจากภูเขา และถือแผ่นพระโอวาทลงมาด้วย เมื่อลงมานั้น โมเสสไม่ทราบว่าผิวหน้าของตนทอแสงเพราะพระเจ้าทรงสนทนากับท่านและได้รับพระสิริจากพระองค์ เมื่ออาโรนและอิสราเอลเห็นหน้าของท่านทอแสงก็กลัวไม่กล้าเข้ามาใกล้ ท่านจึงเรียกเขามาและให้บัญญัติแก่อิสราเอลตามที่พระเจ้าตรัสแก่ท่าน[16]

การสร้างพลับพลา

ในครั้งนั้น พระเจ้าทรงบัญชาให้สร้างพลับพลา ขึ้นเป็นสถานนมัสการพระองค์ ซึ่งประกอบด้วย หีบแห่งพันธสัญญา โต๊ะ คันประทีป แท่นบูชาทองสัมฤทธิ์ แท่นเผาเครื่องหอม แท่นเผาเครื่องเผาบูชา ขัน ลานพลับพลา ชุดปุโรหิต น้ำมันหอม และเครื่องโลหะสำหรับใช้ในสถานนมัสการ โมเสสทำตามทุกประการ

เมื่อสามารถสร้างสถานนมัสการเสร็จสิ้น ก็ถวายเครื่องเผาบูชา และเครื่องธัญบูชา แล้วจึงออกเดินทางต่อไป ตลอดการเดินทางนั้นมีเมฆปกคลุมอยู่ หากเมฆนั้นถูกยกขึ้นเมื่อใด ชนชาติอิสราเอลก็ยกเดินต่อไป แต่หากว่าเมฆนั้นมิได้ถูกยกขึ้นไป เขาก็ไม่ออกเดินทางเลย[17]

เทียบช่วงเวลา

ในหนังสืออพยพได้กล่าวถึงช่วงเวลาตั้งแต่เมื่อโยเซฟเสียชีวิต ไปจนถึงการสร้างพลับพลา ที่นมัสการพระเจ้า ซึ่งนับรวมระยะเวลาได้ประมาณ 145 ปี โดยยึดจากคำพยากรณ์ที่พระเจ้าตรัสแก่อับราฮัมว่า อิสราเอลไปอยู่ในแผ่นดินอียิปต์ 430 ปี[18]

นอกจากนี้ ยังมีบุคคลหลายฝ่ายได้พยายามปรับปรุงข้อมูลของเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่บันทึกไว้ในหนังสืออพยพนี้ โดยมุ่งเน้นที่หาคำตอบสำหรับ

  • ระยะเวลาต่าง ๆ
  • มานา คืออะไร
  • พระนามของฟาโรห์ที่พระคัมภีร์กล่าวถึง
  • วันที่อิสราเอลอพยพออกจากอียิปต์
  • วันที่กำแพงเมืองเยรีโคถล่ม (ในหนังสือโยชูวา)
  • ฯลฯ

เหล่านี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ และไม่มีบทสรุปที่แน่นอน ข้อถกเถียงโดยมากมุ่งเน้นถึงประเด็นพระนามของฟาโรห์เป็นสำคัญ

อ้างอิง

  1. หนังสืออพยพ, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  2. หนังสืออพยพ
  3. ดูเพิ่มเติมในหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ
  4. หนังสืออพยพ บทที่ 1, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  5. หนังสืออพยพ บทที่ 2-3, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  6. หนังสืออพยพ บทที่ 4-12, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  7. หนังสืออพยพ 13:17-22, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  8. หนังสืออพยพ 14:13-14, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  9. หนังสืออพยพ 14:21-31, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  10. หนังสืออพยพ บทที่ 16, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  11. หนังสืออพยพ 19:5-6, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  12. หนังสืออพยพ 19:8, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  13. หนังสืออพยพ บทที่ 31, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  14. หนังสืออพยพ บทที่ 32, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  15. หนังสืออพยพ บทที่ 33-34, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  16. หนังสืออพยพ 33:29-35, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  17. หนังสืออพยพ บทที่ 20-40, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  18. หนังสือปฐมกาล 3:17, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011

ดูเพิ่ม

บุตรของยาโคบ ตามชื่อภรรยา (ญ = บุตรสาว)
(ตัวเลขในวงเล็บคือลำดับของการเกิด)
เลอาห์ รูเบน (Reuben) (1) สิเมโอน (Simeon) (2) เลวี (Levi) (3) ดีนาห์ (Dinah) (ญ)
ยูดาห์ (Judah) (4) อิสสาคาร์ (Issachar) (9) เศบูลุน (Zebulun) (10)
ราเชล โยเซฟ (Joseph) (11) เบนยามิน (Benjamin) (12)
เอฟราอิม บุตรโยเซฟ (11.1) มนัสเสห์ บุตรโยเซฟ (11.2)
บิลลาห์
(สาวใช้นางราเชล)
ดาน (Dan) (5) นัฟทาลี (Naphtali) (6)
ศิลปาห์
(สาวใช้นางเลอาห์)
กาด (Gad) (7) อาเชอร์ (Asher) (8)
จงระลึกถึงวันสะบาโต ถือเป็นวันบริสุทธิ์

จงระลึกถึงวันสะบาโต ถือ​เป็น​วัน‍บริ‌สุทธิ์ หรือ อย่าลืมฉลองวันพระเจ้าเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ (อังกฤษ: Remember the sabbath day, to keep it holy) เป็นหนึ่งในข้อบทบัญญัติสิบประการ ซึ่งพระยาห์เวห์ได้ประทานให้กับชนชาติอิสราเอลผ่านทางโมเสส ซึ่งเป็นบัญญัติข้อที่ 3 ของการจัดรูปแบบพระบัญญัติแบบออกัสตินแห่งฮิปโป แบบคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก และแบบลูเทอแรน และเป็นบัญญัติข้อที่ 4 ของการจัดรูปแบบพระบัญญัติแบบเซปตัวจินต์ แบบทาลมุด แบบไฟโล และแบบคริสตจักรปฏิรูป

บัญญัติข้อนี้มีบันทึกในหนังสืออพยพ 20:8-11 และหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ 5:12-15 ในคัมภีร์ฮีบรูหมวดโทราห์ของศาสนายูดาห์ และในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมของศาสนาคริสต์

จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้า

จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้า หรือ จงนับถือบิดามารดา (อังกฤษ: Honour thy father and thy mother) เป็นหนึ่งในข้อบทบัญญัติสิบประการ ซึ่งพระยาห์เวห์ได้ประทานให้กับชนชาติอิสราเอลผ่านทางโมเสส ซึ่งเป็นบัญญัติข้อที่ 4 ของการจัดรูปแบบพระบัญญัติแบบออกัสตินแห่งฮิปโป แบบคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก และแบบลูเทอแรน และเป็นบัญญัติข้อที่ 5 ของการจัดรูปแบบพระบัญญัติแบบเซปตัวจินต์ แบบทาลมุด แบบไฟโล และแบบคริสตจักรปฏิรูป

บัญญัติข้อนี้มีบันทึกในหนังสืออพยพ 20:12 และหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ 5:16 ในคัมภีร์ฮีบรูหมวดโทราห์ของศาสนายูดาห์ และในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมของศาสนาคริสต์

ถ้อย‍คำ​แห่ง​พันธ‌สัญญา

ถ้อย‍คำ​แห่ง​พันธ‌สัญญา หรือ คำ​แห่ง​พันธ‌สัญญา (อังกฤษ: Ritual Decalogue) เป็นพระบัญญัติสิบประการ ซึ่งพระยาห์เวห์ได้รื้อฟื้นพันธสัญญาที่ได้สัญญาไว้กับวงศ์วานอิสราเอล พระองค์ได้ย้ำเตือนถึงกฏของพันธสัญญา โดยพระองค์ได้วางแนวทางในการปฏิบัติไว้ให้กับชาวอิสราเอล โดยพระสัญญานี้เป็นพระสัญญาอันเป็นนิรันดร์และเป็นพระราชกิจของพระองค์ที่มีต่อพงศ์พันธุ์อิสราเอลสืบไป มีบันทึกในคัมภีร์ไบเบิล หนังสืออพยพ บทที่ 34 ข้อที่ 10-28

บัญญัติ 10 ประการ

พระบัญญัติ 10 ประการ หรือ บทบัญญัติ 10 ประการ (อังกฤษ: Ten Commandments; ฮีบรู: עשרת הדיברות‎; แอราเมอิก: ܥܣܪܐ ܦܘܩܕܢܐ; กรีก: Δέκα εντολές;) คือรายการคำสอนและข้อปฏิบัติตามคัมภีร์ฮีบรู ซึ่งเชื่อว่าพระยาห์เวห์ได้ประทานแก่วงศ์วานอิสราเอล ผ่านทางโมเสส ที่ภูเขาซีนาย บัญญัตินี้สลักไว้บนแผ่นหิน 2 แผ่น บัญญัติ 10 ประการใช้ในศาสนาคริสต์และศาสนายูดาห์

ในภาษายิดดิช ใช้คำว่า Aseret ha-Dvarîm עשרת הדברים ในภาษาฮีบรูและภาษาฮีบรูมิซนะห์ ใช้คำว่า Aseret ha-Dibrot עשרת הדברות ซึ่งทั้งสองคำหมายถึง บัญญัติ 10 ประการ และมีการใช้ในภาษากรีก ซึ่งแปลมาจากภาษาฮีบรูว่า δέκα λόγοι (dekalogoi) หมายถึง คำสิบคำ (the ten words) อีกด้วย

ปัสคา

ปัสคา หรือ ปัสกา (ฮีบรู: פֶּסַח, Pesach‎; อังกฤษ: Passover - แปลว่า ผ่านเว้น) เป็นเทศกาลที่ชาวยิวระลึกถึงการที่พระยาห์เวห์ทรงนำพวกเขาออกจากการเป็นทาสในอียิปต์ ในช่วงประมาณ 1,500 ปีก่อนคริสตกาล โดยในคืนก่อนที่ฟาโรห์จะยอมปล่อยวงศ์วานอิสราเอลให้ออกเดินทาง พระยาห์เวห์ทรงสำแดงปาฏิหาริย์ให้เกิดภัยพิบัติประการที่ 10 หลังจากที่ฟาโรห์ปฏิเสธที่ปล่อยพวกอิสราเอล ตามคำบัญชาของพระเจ้ามาแล้ว 9 ครั้ง

ภัยพิบัติประการที่ 10 คือ ทูตมรณะจะเข้าไปในทุกครัวเรือนของชาวอียิปต์ เพื่อปลิดชีพของบุตรหัวปีของทุกครอบครัว ยกเว้นแต่ครอบครัวที่เชื่อฟังพระยาห์เวห์ โดยการนำเอาโลหิตของลูกแกะปัสคา มาทาไว้ที่ประตูบ้านของตน บ้านใดได้กระทำตามที่พระยาห์เวห์ทรงบัญชา ทูตมรณะก็จะไม่เข้าไปในบ้าน แต่จะ "ผ่านไป" (ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ Passover) และบุตรหัวปีของครอบครัวนั้นก็จะรอดตาย

สะบาโต

วันสะบาโต (อังกฤษ: Sabbath Day; ฮีบรู: שומרי השבת‎) เป็นวันสำคัญทางศาสนายูดาห์และศาสนาคริสต์ สะบาโต มาจากภาษาฮีบรู "ซับบาธ" แปลว่า "พัก" พระเจ้าทรงสร้างโลก 6 วัน และทรงพักในวันที่ 7 เพื่อให้มนุษย์ได้ปฏิบัติเป็นแบบอย่าง ถือเป็นวันบริสุทธิ์ห้ามทำกิจกรรมใด ๆ ได้ถือว่าวันนี้เป็นวันพักผ่อน เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ให้ทำกิจกรรมที่ถวายแด่พระเจ้า เช่น การอธิษฐาน การอ่านพระคัมภีร์ และการขอบคุณพระเจ้า

หนังสือกันดารวิถี

หนังสือกันดารวิถี (อังกฤษ: Book of Numbers; ฮีบรู: במדבר‎; กรีก: Αριθμοί) เป็นหนังสือเล่มที่ 4 ในเบญจบรรณ เนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของวงศ์วานอิสราเอลที่ต่อเนื่องมาจากหนังสืออพยพ หนังสือกันดารวิถีแปลมาจากคัมภีร์ฮีบรู (ฮีบรู: במדבר ba-midbar‎) ซึ่งแปลว่า "ในถิ่นทุรกันดาร..." ซึ่งเป็นคำแรกของคัมภีร์ฉบับนี้ แต่ในภาษาอังกฤษ ใช้ชือว่า The Book of Numbers เนื่องจากหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงการทำสำมะโนประชากรอิสราเอลถึงสองครั้ง ที่ภูเขาซีนาย และที่โมอับ ในขณะที่ภาษาไทยใช้ชื่อว่า "หนังสือกันดารวิถี" เนื่องจากหนังสือเล่มนี้กล่าวถึงพงศาวดารของอิสราเอลช่วงที่ต้องใช้ชีวิตในถิ่นทุรกันดาร (ทะเลทราย) เป็นเวลา 40 ปี ก่อนจะได้เข้าสู่แผ่นดินคานาอัน

เนื้อหาในหนังสือกันดารวิถีนี้ จะแบ่งส่วนสำคัญออกได้เป็น ส่วน

การนับอิสราเอลที่ภูเขาซีนาย (บทที่ 1-2)

การกำหนดงานให้แก่คนเลวี และพระบัญญัติเรื่องการถวายบูชา (บทที่ 3-9 บทที่ 17-19 บทที่ 28-30)

ออกเดินทางจากภูเขาซีนาย (บทที่ 10-12)

การสอดแนมแผ่นดินคานาอัน (บทที่ 13-16)

การเดินทางในถิ่นทุรกันดาร (บทที่ 20-25 บทที่ 27 บทที่ 31)

การแบ่งดินแดนอิสราเอล และการแต่งตั้งโยชูวา (บทที่ 32-36)

หีบแห่งพันธสัญญา

หีบแห่งพันธสัญญา หรือ หีบแห่งพระบัญญัติ (อังกฤษ: Ark of the Covenant; ฮีบรู: אָרוֹן הַבְּרִית‎ ʾĀrôn Habbərît, ออกเสียง อะรอน ฮะบริท; กรีก: Κιβωτός της Διαθήκης; อาหรับ: تابوت العهد‎) เป็นหีบที่กล่าวถึงใน หนังสืออพยพ บรรจุแผ่นศิลาพระโอวาทที่ได้สลักบัญญัติ 10 ประการเอาไว้ และใน จดหมายถึงชาวฮีบรู ระบุว่า "หีบ‍พันธ‌สัญญา​หุ้ม​ด้วย​ทอง‍คำ​ทุก​ด้าน ภาย‍ใน​นั้น มี​โถ​ทอง‍คำ​บรร‌จุ​มานา มี​ไม้เท้าของอาโรนที่​ออก‍ดอก‍ตูม และ​มี​แผ่น​ศิลา​จา‌รึก​พันธ‌สัญญา" อย่างไรก็ตาม ใน หนังสือพงศ์กษัตริย์ ฉบับที่ 1 ได้บันทึกไว้ว่า ในยุคของมหากษัตริย์ซาโลมอน หีบแห่งพันธสัญญาบรรจุไว้แค่ แผ่นศิลาพระบัญญัติจำนวนสองแผ่นเท่านั้น หนังสืออพยพ ยังอธิบายว่า หีบแห่งพันธสัญญาสร้างขึ้นรูปแบบที่พระยาห์เวห์ทรงชี้แนะต่อโมเสสที่ภูเขาซีนาย โมเสสสามารถเข้าเฝ้าพระเจ้าได้จากพลับพลานมัสการซึ่งบรรจุหีบใบนี้ โดยพระเจ้าจะทรงประทับบนพระที่นั่งกรุณาที่ทั้งสองข้างมีเครูบกางปีกปกไว้คัมภีร์ไบเบิลระบุว่า ราวหนึ่งปีภายหลังชนชาวอิสราเอลได้อพยพจากอียิปต์ ก็ได้สร้างตัวหีบขึ้นตามรูปแบบที่พระเจ้าตรัสไว้ผ่านโมเสสในระหว่างที่พวกเขาตั้งค่ายที่เชิงเขาซีนาย (ตรงกับ 1513 ปีก่อนคริสตกาล) ต่อมา ปุโรหิตเผ่าเลวีหามหีบแห่งพันธสัญญานำขบวนอพยพของชนชาวอิสราเอลทิ้งระยะห่าง 2,000 ศอก ทันทีที่เท้าของปุโรหิตผู้หามหีบแตะผิวน้ำของแม่น้ำจอร์แดนซึ่งอยู่ในฤดูน้ำหลาก สายน้ำก็แยกออกจากกันจนเหลือพื้นแห้งให้ขบวนอพยพเดินทางข้ามไปได้ เมื่อการมหัศจรรย์นี้แพร่กระจายออกไป ทำให้เหล่ากษัตริย์ชาวอาโมไรต์ทั้งหมดทางฟากตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดนและกษัตริย์ชาวคานาอันทั้งหมดตามชายฝั่งทะเลต่างเกรงกลัวในอำนาจของพระเจ้า ประตูเมืองเยรีโคถูกสั่งปิดตายเนื่องจากเกรงกลัวชาวอิสราเอล พระเจ้าตรัสกับโยชูวาให้ปุโรหิตหามหีบเดินขบวนรอบเมืองวันละหนึ่งรอบเป็นเวลาหกวัน และหามวนเจ็บรอบในวันที่เจ็ดพร้อมเป่าเขาแกะ เมื่อครบเจ็ดรอบ ชาวอิสราเอลก็ส่งเสียงโห่ร้องและกำแพงของเมืองเยรีโคก็พังทลายลงมา กองทัพของชาวอิสราเอลบุกเข้าเมือง เข่นฆ่าทุกคนไม่เว้น ชาย หญิง คนชรา เด็ก สัตว์เลี้ยง และเผาเมืองจนพินาศสิ้น

ห้ามฆ่าคน

ห้ามฆ่าคน หรือ อย่าฆ่าคน (อังกฤษ: Thou shalt not kill) เป็นหนึ่งในข้อบทบัญญัติสิบประการ ซึ่งพระยาห์เวห์ได้ประทานให้กับชนชาติอิสราเอลผ่านทางโมเสส ซึ่งเป็นบัญญัติข้อที่ 5 ของการจัดรูปแบบพระบัญญัติแบบออกัสตินแห่งฮิปโป แบบคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก และแบบลูเทอแรน และเป็นบัญญัติข้อที่ 6 ของการจัดรูปแบบพระบัญญัติแบบเซปตัวจินต์ แบบทาลมุด และแบบคริสตจักรปฏิรูป และเป็นบัญญัติข้อที่ 7 ของการจัดรูปแบบพระบัญญัติแบบไฟโล

บัญญัติข้อนี้มีบันทึกในหนังสืออพยพ 20:13 และหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ 5:17 ในคัมภีร์ฮีบรูหมวดโทราห์ของศาสนายูดาห์ และในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมของศาสนาคริสต์

ห้ามทำรูปเคารพสำหรับตน

ห้ามทำรูปเคารพสำหรับตน (อังกฤษ: Thou shalt not make unto thee any graven image) เป็นหนึ่งในข้อบทบัญญัติสิบประการ ซึ่งพระยาห์เวห์ได้ประทานให้กับชนชาติอิสราเอลผ่านทางโมเสส ซึ่งเป็นบัญญัติข้อที่ 1 ของการจัดรูปแบบพระบัญญัติแบบออกัสตินแห่งฮิปโป และแบบคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก และเป็นบัญญัติข้อที่ 2 ของการจัดรูปแบบพระบัญญัติแบบเซปตัวจินต์ แบบทาลมุด แบบไฟโล และแบบคริสตจักรปฏิรูป ส่วนแบบลูเทอแรนไม่ได้ระบุข้อนี้ไว้ในพระบัญญัติข้อใด

บัญญัติข้อนี้มีบันทึกในหนังสืออพยพ 20:4-6 และหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ 5:8-10 ในคัมภีร์ฮีบรูหมวดโทราห์ของศาสนายูดาห์ และในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมของศาสนาคริสต์

ห้ามมีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา

ห้ามมีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา หรือ จงนมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าองค์เดียวของท่าน (อังกฤษ: Thou shalt have no other gods before me) เป็นหนึ่งในข้อบทบัญญัติสิบประการ ซึ่งพระยาห์เวห์ได้ประทานให้กับชนชาติอิสราเอลผ่านทางโมเสส ซึ่งเป็นบัญญัติข้อที่ 1 ของการจัดรูปแบบพระบัญญัติแบบเซปตัวจินต์ แบบไฟโล แบบออกัสตินแห่งฮิปโป แบบคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก แบบลูเทอแรน และแบบคริสตจักรปฏิรูป และเป็นบัญญัติข้อที่ 2 ของการจัดรูปแบบพระบัญญัติแบบทาลมุด

บัญญัติข้อนี้มีบันทึกในหนังสืออพยพ 20:3 และหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ 5:7 ในคัมภีร์ฮีบรูหมวดโทราห์ของศาสนายูดาห์ และในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมของศาสนาคริสต์

ห้ามลักขโมย

ห้ามลักขโมย หรือ อย่าลักขโมย (อังกฤษ: Thou shalt not steal) เป็นหนึ่งในข้อบทบัญญัติสิบประการ ซึ่งพระยาห์เวห์ได้ประทานให้กับชนชาติอิสราเอลผ่านทางโมเสส ซึ่งเป็นบัญญัติข้อที่ 7 ของการจัดรูปแบบพระบัญญัติแบบออกัสตินแห่งฮิปโป แบบคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก และแบบลูเทอแรน และเป็นบัญญัติข้อที่ 8 ของการจัดรูปแบบพระบัญญัติแบบเซปตัวจินต์ แบบไฟโล แบบทาลมุด และแบบคริสตจักรปฏิรูป

บัญญัติข้อนี้มีบันทึกในหนังสืออพยพ 20:15 และหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ 5:19 ในคัมภีร์ฮีบรูหมวดโทราห์ของศาสนายูดาห์ และในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมของศาสนาคริสต์

ห้ามล่วงประเวณีผัวเมียเขา

ห้ามล่วงประเวณีผัวเมียเขา หรือ อย่าผิดประเวณี (อังกฤษ: Thou shalt not commit adultery) เป็นหนึ่งในข้อบทบัญญัติสิบประการ ซึ่งพระยาห์เวห์ได้ประทานให้กับชนชาติอิสราเอลผ่านทางโมเสส ซึ่งเป็นบัญญัติข้อที่ 6 ของการจัดรูปแบบพระบัญญัติแบบไฟโล แบบออกัสตินแห่งฮิปโป แบบคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก และแบบลูเทอแรน และเป็นบัญญัติข้อที่ 7 ของการจัดรูปแบบพระบัญญัติแบบเซปตัวจินต์ แบบทาลมุด และแบบคริสตจักรปฏิรูป

บัญญัติข้อนี้มีบันทึกในหนังสืออพยพ 20:14 และหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ 5:18 ในคัมภีร์ฮีบรูหมวดโทราห์ของศาสนายูดาห์ และในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมของศาสนาคริสต์

ห้ามเป็นพยานเท็จใส่ร้ายเพื่อนบ้าน

ห้ามเป็นพยานเท็จใส่ร้ายเพื่อนบ้าน หรือ อย่าพูดเท็จใส่ร้ายผู้อื่น (อังกฤษ: Thou shalt not bear false witness against thy neighbour) เป็นหนึ่งในข้อบทบัญญัติสิบประการ ซึ่งพระยาห์เวห์ได้ประทานให้กับชนชาติอิสราเอลผ่านทางโมเสส ซึ่งเป็นบัญญัติข้อที่ 8 ของการจัดรูปแบบพระบัญญัติแบบออกัสตินแห่งฮิปโป แบบคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก และแบบลูเทอแรน และเป็นบัญญัติข้อที่ 9 ของการจัดรูปแบบพระบัญญัติแบบเซปตัวจินต์ แบบไฟโล แบบทาลมุด และแบบคริสตจักรปฏิรูป

บัญญัติข้อนี้มีบันทึกในหนังสืออพยพ 20:16 และหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ 5:20 ในคัมภีร์ฮีบรูหมวดโทราห์ของศาสนายูดาห์ และในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมของศาสนาคริสต์

ห้ามใช้พระนามพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้าไปในทางที่ผิด

ห้ามใช้พระนามพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้าไปในทางที่ผิด หรือ อย่าออกพระนามพระเจ้าโดยไม่สมเหตุ (อังกฤษ: Thou shalt not take the name of the Lord thy God in vain (KJV); You shall not make wrongful use of the name of the Lord your God (NRSV)) เป็นหนึ่งในข้อบทบัญญัติสิบประการ ซึ่งพระยาห์เวห์ได้ประทานให้กับชนชาติอิสราเอลผ่านทางโมเสส ซึ่งเป็นบัญญัติข้อที่ 2 ของการจัดรูปแบบพระบัญญัติแบบออกัสตินแห่งฮิปโป แบบคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก และแบบลูเทอแรน และเป็นบัญญัติข้อที่ 3 ของการจัดรูปแบบพระบัญญัติแบบเซปตัวจินต์ แบบทาลมุด แบบไฟโล และแบบคริสตจักรปฏิรูป

บัญญัติข้อนี้มีบันทึกในหนังสืออพยพ 20:7 และหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ 5:11 ในคัมภีร์ฮีบรูหมวดโทราห์ของศาสนายูดาห์ และในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมของศาสนาคริสต์

ห้าม​โลภ​

ห้าม​โลภ​ หรือ อย่าปลงใจผิดประเวณี อย่ามักได้ทรัพย์สินของผู้อื่น (อังกฤษ: Thou shalt not covet) เป็นหนึ่งในข้อบทบัญญัติสิบประการ ซึ่งพระยาห์เวห์ได้ประทานให้กับชนชาติอิสราเอลผ่านทางโมเสส ซึ่งเป็นบัญญัติข้อที่ 9,10 ของการจัดรูปแบบพระบัญญัติแบบออกัสตินแห่งฮิปโป แบบคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก และแบบลูเทอแรน และเป็นบัญญัติข้อที่ 10 ของการจัดรูปแบบพระบัญญัติแบบเซปตัวจินต์ แบบไฟโล แบบทาลมุด และแบบคริสตจักรปฏิรูป

บัญญัติข้อนี้มีบันทึกในหนังสืออพยพ 20:17 และหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ 5:21 ในคัมภีร์ฮีบรูหมวดโทราห์ของศาสนายูดาห์ และในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมของศาสนาคริสต์

เราคือยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า

เราคือยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า หรือ เราคือองค์พระผู้เป็นเจ้า (อังกฤษ: I am the LORD thy God (KJV); I am Yahweh your God (WEB,NJB)) เป็นอารัมภบทของพระบัญญัติสิบประการ ซึ่งพระยาห์เวห์ได้ประทานให้กับชนชาติอิสราเอลผ่านทางโมเสส ซึ่งเป็นบัญญัติข้อแรกของการจัดรูปแบบพระบัญญัติแบบทาลมุด และแบบคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก

อารัมภบทนี้มีบันทึกในหนังสืออพยพ 20:2 และ หนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ 5:6 ในคัมภีร์ฮีบรูหมวดโทราห์ของศาสนายูดาห์ และในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมของศาสนาคริสต์

แผ่นศิลาพระโอวาท

แผ่นศิลาพระโอวาท หรือ แผ่นศิลาพระบัญญัติ (อังกฤษ: Tablets of Stone; ฮีบรู: לוחות הברית‎) ในคัมภีร์ไบเบิล หมายถึง แผ่น​พระ‍โอ‌วาท​สอง​แผ่น เป็น​แผ่น​ศิลา​จา‌รึก​ด้วย​นิ้ว‍พระ‍หัตถ์​ของ​พระ‍เจ้า ซึ่งพระยาห์เวห์ได้ประทานให้กับโมเสสบนภูเขาซีนาย มีบันทึกอยู่ในหนังสืออพยพ บทที่ 31 ข้อ 18

ตามที่ได้บันทึกในคัมภีร์ไบเบิล แผ่นพระโอวาททั้งสองแผ่นเป็น​พระ‍ราช‌กิจ​ของ​พระ‍เจ้า และ​อักษร​ที่​จา‌รึก​นั้น​เป็น​ลาย​พระ‍หัตถ์​ของ​พระ‍เจ้า เมื่อโมเสสกลับลงมาจากภูเขาซีนาย ท่านเห็นโคและคนเต้นรำ ท่านจึงมีโทสะขึ้นจึงโยนแผ่นศิลาในมือทิ้งตกแตกที่เชิงภูเขานั้นเอง ต่อมาในภายหลังพระเจ้าได้ประทานแผ่นพระโอวาทให้ใหม่ และเก็บรักษาไว้ในหีบแห่งพันธสัญญา

โทราห์

โทราห์ (อังกฤษ: Torah; ฮีบรู: תּוֹרָה‎ โทราห์; อาหรับ: التوراة‎ เตารอต; กรีก: Τορά) เป็นชื่อของชุดคัมภีร์ชุดแรกในคัมภีร์ฮีบรู ซึ่งประกอบด้วยหนังสือ 5 เล่มแรกในศาสนายูดาห์และศาสนาคริสต์ หมายถึง บทบัญญัติ ซึ่งในคัมภีร์ไบเบิลภาษาไทยแปลว่า ธรรมบัญญัติ หรือ พระบัญญัติ

ภายหลังได้มีการแปลเป็นภาษากรีกจึงมีชื่อเรียกใหม่ว่า เบญจบรรณ (อังกฤษ: Pentateuch) หมายถึง ที่บรรจุห้าอัน คือหนังสือ 5 เล่มแรกของคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิม ได้แก่

หนังสือปฐมกาล

หนังสืออพยพ

หนังสือเลวีนิติ

หนังสือกันดารวิถี

หนังสือเฉลยธรรมบัญญัติโทราห์เขียนด้วยภาษาฮีบรูไบเบิล หรือที่รู้จักกันในชื่อ หนังสือของโมเสส เป็นคัมภีร์ที่พระเจ้าประทานให้กับโมเสส กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของโลกและสรรพสิ่ง รวมถึงที่มาของความสัมพันธ์ระหว่างพระยาห์เวห์กับมนุษย์ เช่น การสร้างทรงสร้างของพระเจ้า กำเนิดมนุษย์ ที่มาของบาปกำเนิด พันธสัญญาของพระเจ้า บรรพชนของชนชาติอิสราเอล เรื่องของบัญญัติสิบประการ และพิธีการต่าง ๆ ของชาวอิสราเอล เป็นต้น

ในปัจจุบันโทราห์ใช้ในศาสนายูดาห์และศาสนาคริสต์ ในขณะที่ชาวมุสลิมเชื่อว่า คัมภีร์นี้ถูกบิดเบือน แต่งเติม และตัดตอน อีกทั้งบทบัญญัติหลายประการก็ถูกยกเลิกไปแล้ว และพระผู้เป็นเจ้าได้ประทานอัลกุรอานลงมาแทน ชาวมุสลิมจึงไม่ได้ใช้คัมภีร์นี้

พันธสัญญาเดิม
ดูเพิ่มพันธสัญญาเดิม
พันธสัญญาใหม่
ดูเพิ่มพันธสัญญาใหม่
ดูเพิ่ม

ภาษาอื่น

This page is based on a Wikipedia article written by authors (here).
Text is available under the CC BY-SA 3.0 license; additional terms may apply.
Images, videos and audio are available under their respective licenses.