หนังสือซามูเอล

หนังสือซามูเอล[1] (อังกฤษ: Books of Samuel) แบ่งออกเป็น 2 ฉบับ ได้แก่

  • หนังสือซามูเอล ฉบับที่ 1 และ
  • หนังสือซามูเอล ฉบับที่ 2

หนังสือซามูเอลตั้งชื่อตามผู้เผยพระวจนะที่มีชื่อเสียงของอิสราเอลในยุคนั้น โดยเนื้อหาของหนังสือทั้งสองฉบับกล่าวถึงพงศาวดารของอิสราเอลในช่วงชีวิตของซามูเอล ตั้งแต่ความเป็นมา การเกิด การเข้าสู่การเป็นผู้เผยพระวจนะ การแต่งตั้งกษัตริย์พระองค์แรกของอิสราเอล และการจากไปของท่าน

เนื้อหาของหนังสือซามูเอลทั้งสองฉบับ สามารถแบ่งออกได้เป็น 6 ช่วงสำคัญ ได้แก่

กำเนิดซามูเอล และการทรงเรียกของซามูเอล

ในยุคที่เอลีอาซาร์เป็นปุโรหิตของพระเจ้า บุตรชายของเอลีอาซาร์ได้กระทำผิดต่อพระเจ้าว่าด้วยเครื่องถวายบูชา เป็นเหตุให้พระเจ้าไม่อวยพระพรแก่ครอบครัวของเอลีอาซาร์

ในยุคนั้นเอง มารดาของซามูเอลซึ่งเป็นหมันได้มาอธิษฐานอ้อนวอนกราบทูลพระเจ้าให้เบิกครรภ์ให้แก่นาง โดยนางได้บนบานต่อพระเจ้าว่า จะถวายบุตรชายของนางให้เป็นผู้รับใช้ในพระวิหารของพระเจ้า ดังนั้น เมื่อพระเจ้าทรงเบิกครรภ์ให้แก่นาง และเมื่อนางคลอดเป็นบุตรชาย จึงตั้งชื่อบุตรชายว่า ซามูเอล และถวายซามูเอลให้เป็นผู้รับใช้พระเจ้าตั้งแต่นั้นมา

ด้วยเหตุที่ครอบครัวของเอเลอาซาร์กระทำผิดต่อพระเจ้า พระองค์จึงทรงเรียก ซามูเอล ให้ทำหน้าที่เป็นปุโรหิต และผู้เผยพระวจนะ แทนที่เอลีอาซาร์

การแต่งตั้งกษัตริย์ซาอูล

เมื่อซามูเอลเป็นปุโรหิตของพระเจ้านั้น ประเทศรอบข้างอิสราเอลต่างมีกษัตริย์ทำหน้าที่ปกครองประเทศ มีเพียงอิสราเอลที่ไม่มีกษัตริย์ แต่มีปุโรหิตเป็นผู้ทำหน้าที่ดูแลประชากรตามที่พระเจ้าทรงบัญชา

อิสราเอลได้เรียกร้องให้ซามูเอลแต่งตั้งกษัตริย์ให้ตน ซึ่งถือว่าเป็นการกระด้างกระเดื่องต่อพระเจ้า แต่พระเจ้าก็ทรงอนุญาตให้อิสราเอลแต่งตั้งกษัตริย์ได้ โดยพิจารณาจากบุตรชายหัวปีของตระกูล ตามลำดับพงศ์พันธุ์ของอิสราเอล ปรากฏว่าบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้ง คือ ซาอูล ซึ่งมีบุคลิกภาพดี มีความเป็นผู้นำ และเป็นนักรบ ซาอูลจึงได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์พระองค์แรกของอิสราเอล

กษัตริย์ซาอูลทรงถูกถอดจากราชสมบัติ

กษัตริย์ซาอูลทรงขึ้นครองราชย์ปกครองอิสราเอลด้วยความชอบธรรม โดยมีซามูเอลเป็นปุโรหิตผู้คอยให้คำแนะนำด้วยดีในระยะแรก เมื่อมีสงครามใดใด กษัตริย์ซาอูลก็จะให้ซามูเอลอธิษฐานและร้องทูลต่อพระเจ้า ทุกครั้งก็มีชัยชนะกลับมาเสมอ เมื่อได้รับชัยชนะบ่อยครั้งเข้า ทำให้กษัตริย์ซาอูลทรงฮึกเหิม ไม่ปฏิบัติตามที่พระเจ้าตรัสผ่านซามูเอล เป็นเหตุให้พระเจ้าทอดทิ้งพระองค์ กษัตริย์ซาอูล มิได้กลับพระทัยแต่หันไปพึ่งคนทรง ซึ่งเป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรงในสายพระเนตรพระเจ้า พระองค์จึงทรงถอดถอนกษัตริย์ซาอูลออก โดยไม่ให้การสนับสนุนการกระทำของพระองค์ และทรงมอบหมายให้ซามูเอลไปทำการเจิม ให้แก่ว่าที่กษัตริย์องค์ใหม่ของอิสราเอลแทน

การแต่งตั้งกษัตริย์ดาวิด

เพื่อให้อิสราเอลเห็นว่า พระเจ้าทรงเป็นกษัตริย์ที่แท้จริง มิใช่ตัวบุคคลที่ถูกแต่งตั้งขึ้นมา พระองค์จึงทรงให้ซามูเอลไปค้นหาบุตรชายคนสุดท้อง ของตระกูลที่เล็กน้อยที่สุด จากเผ่ายูดาห์ เพื่อทำการเจิมตั้งให้เป็นกษัตริย์แทนซาอูล ซามูเอล จึงได้ออกเดินทางไปตามพระบัญชาของพระเจ้า ไปยังครอบครัวที่เล็กน้อยที่สุดในเผ่ายูดาห์ และพบกับดาวิด เด็กหนุ่มบุตรคนสุดท้อง ทำหน้าที่เลี้ยงแกะให้แก่บิดา ไม่ได้เป็นนักรบยิ่งใหญ่แต่อย่างใด แต่มีความยำเกรงและเชื่อฟังพระเจ้า

ภายหลังจากที่พระเจ้าทรงให้ซามูเอลเจิมตั้งดาวิดให้เป็นกษัตริย์ของอิสราเอล ก็มีเหตุการณ์อันเป็นเหตุให้ดาวิดได้แสดงความสามารถ และการทรงสถิตย์ของพระเจ้า โดยได้เข้าร่วมกองทัพกับอิสราเอลและรบชนะศึกสำคัญหลายครั้ง จนประชาชนอิสราเอลตระหนักว่าพระเจ้าทรงอยู่ข้างดาวิด มิใช่ซาอูล แต่กระนั้น ดาวิด ก็มิได้ตั้งตนเองขึ้นมาเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล

การซ่องสุมกำลังของดาวิด

เมื่อผลงานของดาวิดมีมากขึ้น เป็นเหตุให้กษัตริย์ซาอูลไม่พอพระทัย และคิดหาทางกำจัดดาวิดเสียหลายครั้ง แต่ดาวิดก็สามารถรอดตัวมาได้เสมอ จนในที่สุดเมื่อกษัตริย์ซาอูลริษยาดาวิดจนนำกองทัพไล่ติดตาม ดาวิดจำเป็นต้องหลบหนีไปอยู่ในชนบท แต่มีประชากรอิสราเอลจำนวนมาก ที่เห็นว่าพระเจ้าทรงสถิตย์กับดาวิด จึงได้ขอติดตามพระองค์ไปด้วยและซ่องสุมเป็นกองกำลังเพื่อปกป้องตนเอง แต่มิได้เข้าไปยึดบัลลังก์จากซาอูลแต่อย่างใด

กษัตริย์ดาวิดทรงขึ้นครองราชย์

ในที่สุด เมื่อกองทัพของดาวิดมีกำลังมากขึ้น กษัตริย์ซาอูลไม่สามารถนิ่งเฉยอยู่ได้ จึงทรงนำกองทัพออกมาเพื่อกำจัดดาวิด แต่สุดท้ายกษัตริย์ซาอูลกลับถูกแม่ทัพของตนเองประหารชีวิต และนำศีรษะมาถวายแก่ดาวิด เมื่อสิ้นกษัตริย์ซาอูลแล้ว ประชาชนอิสราเอลได้ทูลเชิญดาวิดขึ้นครองราชย์ เป็นกษัตริย์องค์ที่สองของอิสราเอลต่อไป

หนังสือซามูเอลในแง่มุมทางเทววิทยา

หนังสือซามูเอลแม้โดยเนื้อหาเป็นพงศาวดารของอิสราเอล แต่ได้แฝงไว้ซึ่งหลักคิดที่สำคัญในแง่มุมทางเทววิทยาหลาย ๆ ประการเช่น

  • การทรงเลือกกษัตริย์ โดยเปรียบเทียบระหว่าง ซาอูล และ ดาวิด เป็นการแฝงความคิดให้เห็นว่า หากพระเจ้าทรงอยู่ด้วย แม้ความสามารถทางกายภาพที่ด้อยกว่า ก็มิได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด
  • ความยำเกรงพระเจ้า กษัตริย์ดาวิดเป็นบุคคลที่พระคัมภีร์หลาย ๆ ตอนได้ยกย่องในด้านความยำเกรงพระเจ้า และความถ่อมพระทัยของพระองค์เป็นอย่างมาก อิสราเอลในยุคของพระองค์ไม่ได้รุ่งเรืองที่สุด แต่กลับได้รับการยกย่องให้เป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอิสราเอล
  • การให้อภัย ในหนังสือซามูเอลจะแสดงให้เห็นถึงจิตใจของกษัตริย์ดาวิด ที่ไม่เคยถือโทษโกรธกษัตริย์ซาอูลเลย แม้จะโดยกษัตริย์ซาอูลปองร้ายครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดเวลา

อ้างอิง

  1. หนังสือซามูเอล

ดูเพิ่ม

การวิ่งทางไกล

การวิ่งทางไกล หรือ การวิ่งทน เป็นการวิ่งอย่างต่อเนื่องเป็นระยะทางอย่างน้อย 5 กิโลเมตร (3.1 ไมล์) ตามสรีรวิทยาแล้ว นับว่าเป็นการออกกำลังแบบแอโรบิกตามธรรมชาติและต้องใช้ความอดทนในหมู่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม มนุษย์ รวมถึงสัตว์ในอันดับวานร สามารถปรับตัวเพื่อวิ่งระยะทางไกลได้ดี สมมุติฐานการวิ่งทนเสนอไว้ว่าสัตว์สกุล โฮโม วิ่งทนเพราะการเดินทางข้ามพื้นที่กว้างใหญ่เพิ่มโอกาสในการไล่ล่า และยังสามารถล่าต่อเนื่องได้อีกด้วย การวิ่งทนยังพบในสัตว์กีบที่กำลังอพยพ และสัตว์กินเนื้อที่อาศัยบนพื้นดินบางประเภท เช่น หมา หมาป่า และไฮยีน่าในสังคมมนุษย์รุ่นใหม่ มนุษย์มีหลายเหตุผลที่จะวิ่งทางไกล อาจทำไปเพื่อการออกกำลัง นันทนาการ การเดินทาง เหตุผลทางเศรษฐกิจ หรือเหตุผลทางวัฒนธรรม การวิ่งทางไกลสามารถช่วยปรับสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดให้ดีขึ้น และยังช่วยทำให้สมรรถภาพร่างกายแบบแอโรบิกดีขึ้นโดยเป็นการเพิ่มกิจกรรมให้เอนไซม์และฮอร์โมน ซึ่งจะไปทำการกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อและหัวใจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น บ่อยครั้ง ทั้งปัจจุบันและในอดีต ที่การวิ่งทางไกลจะถูกมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการผึกทหาร การวิ่งเป็นอาชีพพบมากที่สุดในส่วนของการกีฬา ถึงแม้ว่าในสมัยก่อนยุคอุตสาหกรรม ผู้ส่งสาส์นเดินเท้าก็วิ่งเพื่อส่งข้อมูลไปยังสถานที่ที่ห่างไกลเช่นเดียวกัน การวิ่งทางไกลยังเป็นรูปแบบของประเพณีหรือพิธีของชนเผ่าต่าง ๆ เช่น ชนเผ่า Hopi และ Tarahumaraในกรีฑา ได้มีการกำหนดให้การแข่งขันวิ่งทางไกลต้องวิ่งเป็นระยะ 3 กิโลเมตร (1.86 ไมล์) ขึ้นไป ปกติจะมีการวิ่งอยู่ 3 ประเภท คือ ลู่และลาน การวิ่งบนถนน และการวิ่งวิบาก ซึ่งแตกต่างตามลักษณะภูมิประเทศ ได้แก่ ลู่วิ่งราดยาง ถนน และสภาพตามธรรมชาติ ตามลำดับ โดยปกติการวิ่งแข่งบนลู่จะมีระยะทางตั้งแต่ 3,000 เมตร ถึง 10,000 เมตร (6.2 ไมล์) ส่วนการวิ่งวิบากจะแข่งในระยะทางตั้งแต่ 5 ถึง 12 กิโลเมตร (3 ถึง 7.5 ไมล์) ในขณะที่การวิ่งแข่งบนถนนอาจมีระยะทางได้ยาวขึ้นถึง 100 กิโลเมตร (60 ไมล์) หรือมากกว่า การวิ่งวิบากในมหาวิทยาลัยที่สหรัฐอเมริกา ผู้ชายมีจะวิ่งเป็นระยะทาง 8000 เมตร ส่วนผู้หญิงจะวิ่งเป็นระยะทาง 6000 เมตร รายการวิ่งในโอลิมปิกฤดูร้อนมีระยะทาง 5,000 เมตร 10,000 เมตร และยังมีประเภทมาราธอน (42.195 กิโลเมตร หรือ 26 ไมล์ 385 หลา)

คัมภีร์ไบเบิล

คัมภีร์ไบเบิล หรือ พระคัมภีร์ (อังกฤษ: Bible; ฮีบรู: ביבליה‎; แอราเมอิก: ܟܬܒܐ ܩܕܝܫܐ; กรีก: Αγία Γραφή) (มาจากภาษากรีกโบราณว่า Βίβλος บิบลิออน แปลว่า หนังสือ) ชาวโปรเตสแตนต์เรียกว่า พระคริสตธรรมคัมภีร์ (Holy Bible) เป็นหนังสือที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับพระยาห์เวห์ มนุษย์ บาป และแผนการของพระยาห์เวห์ในการช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากความพินาศอันเนื่องจากความบาปสู่ชีวิตนิรันดร์ เป็นหนังสือที่บันทึกหลักธรรมคำสอนของศาสนาคริสต์ ซึ่งในบางเล่มมีพื้นฐานมาจากหลักคำสอนของศาสนายูดาห์ของชาวยิว ชาวคริสต์เรียกคัมภีร์ไบเบิลในชื่ออื่น ๆ อีกหลายชื่อ เช่น พระวจนะของพระเจ้า (Word of God) หนังสือดี (Good Book) และคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ (Holy Scripture)

คริสตชนทุกคนเชื่อว่าพระคัมภีร์ทุกบททุกข้อนั้นมนุษย์เขียนขึ้นโดยการดลใจจากพระเจ้า ประกอบด้วยหนังสือจำนวน 66 หรือ 73 หรือ 78 เล่ม (แล้วแต่นิกาย) ประกอบด้วยภาคพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ พันธสัญญาเดิมถูกเขียนขึ้นก่อนที่พระเยซูคริสต์ประสูติ ทั้งหมดเขียนเป็นภาษาฮีบรู ยกเว้นส่วนที่เป็นคัมภีร์อธิกธรรม (ยอมรับเฉพาะชาวคาทอลิก) ถูกเขียนด้วยภาษากรีกและภาษาอียิปต์ ส่วนพันธสัญญาใหม่ถูกเขียนขึ้นหลังจากพระเยซูเสด็จขึ้นสู่สวรรค์แล้ว โดยบันทึกถึงเรื่องราวของพระเยซูตลอดพระชนม์ชีพ รวมทั้งคำสอน และการประกาศข่าวดีแห่งความรอด การยอมรับการทรมาน และการไถ่บาปของมนุษย์โดยพระเยซู การกลับคืนชีพอย่างรุ่งโรจน์ การส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์มายังอัครทูต ประวัติศาสตร์ของคริสตจักรในยุคแรกเริ่ม ภายหลังการกลับคืนพระชนม์ชีพของพระเยซูแล้ว การเบียดเบียนคริสตจักรในรูปแบบต่าง ๆ

พระคัมภีร์เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดของเวลาทั้งหมดที่มียอดขายต่อปีประมาณ 100 ล้านเล่มและได้รับอิทธิพลสำคัญในวรรณคดีและประวัติศาสตร์

ดาวิด

กษัตริย์ดาวิด หรือ พระเจ้าดาวิด (อังกฤษ: David; ฮีบรู: דָּוִד‎ ภาษาฮีบรูมาตรฐาน: Davíd [ดาวิด]; ภาษาฮีบรูไทบีเรียน: Dāwíð; อาหรับ: داوود or داود‎, Dāwūd, [ดาวูด]; หมายถึง เป็นที่รัก) (1037 - 967 ก่อนคริสต์ศักราช; ปกครองราชอาณาจักรยูดาห์และราชอาณาจักรอิสราเอล 1005 - 967 ก่อนคริสต์ศักราช)

ดาวิด เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่สองของราชอาณาจักรอิสราเอล กล่าวกันว่ามีคุณธรรมและเป็นนักการทหารที่มีความสามารถ นอกจากนี้ยังเป็นนักดนตรี กวี (เชื่อกันว่าเป็นผู้เขียนเพลงสดุดีหลายเพลง) ดาวิดในวัยเด็กเป็นเพียงเด็กเลี้ยงแกะธรรมดา แต่เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกและมีอุปนิสัยกล้าหาญไม่เกรงกลัวใคร โดยอาสาเข้าต่อสู้ตัวต่อตัวกับ โกไลแอ็ธ นักรบร่างมหึมาผู้เป็นทหารเอกของชาวฟิลิสทีน และสามารถสังหารโกไลแอ็ธลงได้ จึงมีความดีความชอบได้มารับใช้พระเจ้าซาอูล (Saul) ในฐานะนายพลและที่ปรึกษาทางทหารคนสนิท และยังเป็นเพื่อนสนิทกับ โจนาธาน ราชบุตรของซาอูล ต่อมาพระเจ้าซาอูลเกิดระแวงว่าดาวิดจะแย่งชิงราชบัลลังก์ จึงพยายามกำจัดดาวิด แต่ซาอูลและโจนาธานพ่ายแพ้เสียชีวิตในการรบ ดาวิดจึงได้รับการเจิมขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ของอิสราเอล ต่อมาพระเจ้าดาวิดทรงพิชิตเยรูซาเลมได้ และนำหีบแห่งพันธสัญญาเข้ามาประดิษฐานในเมือง แต่เนื่องจากทรงประพฤติผิดทางเพศต่อนางแบธชีบา ทำให้พระองค์ถูกพระเจ้าตำหนิติเตียนและทำให้ทรงหมดความชอบธรรมที่จะสร้างวิหารศักดิ์สิทธิ์ขึ้นในเยรูซาเลม

ชาวยิวถือว่าดาวิดและกษัตริย์โซโลมอน พระราชบุตรของพระองค์ เป็นผู้ก่อตั้งประเทศอิสราเอลขึ้น ดาวิดถือเป็นต้นแบบของกษัตริย์ในอุดมคติของชาวอิสราเอล นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่า พระเมสสิยาห์ หรือพระผู้ไถ่ ที่จะมาจุติในอนาคตจะเป็นผู้สืบเชื้อสายมาจากพระองค์ ชีวิตของกษัตริย์ดาวิดที่บันทึกไว้ในหนังสือซามูเอล เล่มที่ 1 ในพันธสัญญาเดิมตั้งแต่บทที่ 16 เป็นต้นไปและหนังสือพงศาวดาร

ดาวิดเป็นบุคคลสำคัญในศาสนาอับราฮัม

ในคติของศาสนายูดาห์ เป็นมหาราชและปฐมกษัตริย์ที่แท้จริง ผู้รวบรวมวงศ์วานอิสราเอล

ในคติของศาสนาคริสต์ พระเยซูสืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์ดาวิด

ในคติของศาสนาอิสลาม เรียกว่า นบีดาวูด เป็นเราะซูลของอัลลอฮ์

นาธัน

นาธัน (ฮีบรู: נָתַן‎) เป็นบุคคลในคัมภีร์ฮีบรู เป็นหนึ่งในผู้เผยพระวจนะของพระเป็นเจ้าซึ่งมีชีวิตอยู่ในรัชสมัยของกษัตริย์ดาวิดและกษัตริย์ซาโลมอนแห่งอิสราเอล

ในหนังสือซามูเอล 2 ระบุว่า ครั้นเมื่อกษัตริย์ดาวิดดำริจะสร้างวิหารสำหรับเก็บหีบแห่งพระเจ้า พระยาเวห์ทรงใช้ให้นาธันมาบอกกษัตริย์ดาวิดว่ายังไม่ต้องสร้าง เพราะหลังจากที่ดาวิดตาย ลูกหลานของดาวิดจะเป็นคนสร้างให้เองหนังสือพงศ์กษัตริย์ กล่าวว่าเมื่อครั้นเจ้าชาย​อา‌โด‌นี‌ยาห์ พระราชโอรสองค์โตของกษัตริย์ดาวิดประกาศตนขึ้นเป็นกษัตริย์ นาธันเป็นหนึ่งในบุคคลที่ไม่สนับสนุนอา‌โด‌นี‌ยาห์ และหันไปร่วมมือกับพระนาง​บัท‌เช‌บาเพื่อชิงบัลลังก์คืนมาให้เจ้าชายซาโลมอน ผู้ซึ่งกษัตริย์ดาวิดเคยรับปากกับพระยาเวห์ว่าจะยกให้เป็นกษัตริย์ต่อจากพระองค์หนังสือพงศาวดาร นาธันเป็นคนบันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ในรัชสมัยของกษัตริย์ดาวิดและกษัตริย์ซาโลมอน

หีบแห่งพันธสัญญา

หีบแห่งพันธสัญญา หรือ หีบแห่งพระบัญญัติ (อังกฤษ: Ark of the Covenant; ฮีบรู: אָרוֹן הַבְּרִית‎ ʾĀrôn Habbərît, ออกเสียง อะรอน ฮะบริท; กรีก: Κιβωτός της Διαθήκης; อาหรับ: تابوت العهد‎) เป็นหีบที่กล่าวถึงใน หนังสืออพยพ บรรจุแผ่นศิลาพระโอวาทที่ได้สลักบัญญัติ 10 ประการเอาไว้ และใน จดหมายถึงชาวฮีบรู ระบุว่า "หีบ‍พันธ‌สัญญา​หุ้ม​ด้วย​ทอง‍คำ​ทุก​ด้าน ภาย‍ใน​นั้น มี​โถ​ทอง‍คำ​บรร‌จุ​มานา มี​ไม้เท้าของอาโรนที่​ออก‍ดอก‍ตูม และ​มี​แผ่น​ศิลา​จา‌รึก​พันธ‌สัญญา" อย่างไรก็ตาม ใน หนังสือพงศ์กษัตริย์ ฉบับที่ 1 ได้บันทึกไว้ว่า ในยุคของมหากษัตริย์ซาโลมอน หีบแห่งพันธสัญญาบรรจุไว้แค่ แผ่นศิลาพระบัญญัติจำนวนสองแผ่นเท่านั้น หนังสืออพยพ ยังอธิบายว่า หีบแห่งพันธสัญญาสร้างขึ้นรูปแบบที่พระยาห์เวห์ทรงชี้แนะต่อโมเสสที่ภูเขาซีนาย โมเสสสามารถเข้าเฝ้าพระเจ้าได้จากพลับพลานมัสการซึ่งบรรจุหีบใบนี้ โดยพระเจ้าจะทรงประทับบนพระที่นั่งกรุณาที่ทั้งสองข้างมีเครูบกางปีกปกไว้คัมภีร์ไบเบิลระบุว่า ราวหนึ่งปีภายหลังชนชาวอิสราเอลได้อพยพจากอียิปต์ ก็ได้สร้างตัวหีบขึ้นตามรูปแบบที่พระเจ้าตรัสไว้ผ่านโมเสสในระหว่างที่พวกเขาตั้งค่ายที่เชิงเขาซีนาย (ตรงกับ 1513 ปีก่อนคริสตกาล) ต่อมา ปุโรหิตเผ่าเลวีหามหีบแห่งพันธสัญญานำขบวนอพยพของชนชาวอิสราเอลทิ้งระยะห่าง 2,000 ศอก ทันทีที่เท้าของปุโรหิตผู้หามหีบแตะผิวน้ำของแม่น้ำจอร์แดนซึ่งอยู่ในฤดูน้ำหลาก สายน้ำก็แยกออกจากกันจนเหลือพื้นแห้งให้ขบวนอพยพเดินทางข้ามไปได้ เมื่อการมหัศจรรย์นี้แพร่กระจายออกไป ทำให้เหล่ากษัตริย์ชาวอาโมไรต์ทั้งหมดทางฟากตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดนและกษัตริย์ชาวคานาอันทั้งหมดตามชายฝั่งทะเลต่างเกรงกลัวในอำนาจของพระเจ้า ประตูเมืองเยรีโคถูกสั่งปิดตายเนื่องจากเกรงกลัวชาวอิสราเอล พระเจ้าตรัสกับโยชูวาให้ปุโรหิตหามหีบเดินขบวนรอบเมืองวันละหนึ่งรอบเป็นเวลาหกวัน และหามวนเจ็บรอบในวันที่เจ็ดพร้อมเป่าเขาแกะ เมื่อครบเจ็ดรอบ ชาวอิสราเอลก็ส่งเสียงโห่ร้องและกำแพงของเมืองเยรีโคก็พังทลายลงมา กองทัพของชาวอิสราเอลบุกเข้าเมือง เข่นฆ่าทุกคนไม่เว้น ชาย หญิง คนชรา เด็ก สัตว์เลี้ยง และเผาเมืองจนพินาศสิ้น

ห้ามล่วงประเวณีผัวเมียเขา

ห้ามล่วงประเวณีผัวเมียเขา หรือ อย่าผิดประเวณี (อังกฤษ: Thou shalt not commit adultery) เป็นหนึ่งในข้อบทบัญญัติสิบประการ ซึ่งพระยาห์เวห์ได้ประทานให้กับชนชาติอิสราเอลผ่านทางโมเสส ซึ่งเป็นบัญญัติข้อที่ 6 ของการจัดรูปแบบพระบัญญัติแบบไฟโล แบบออกัสตินแห่งฮิปโป แบบคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก และแบบลูเทอแรน และเป็นบัญญัติข้อที่ 7 ของการจัดรูปแบบพระบัญญัติแบบเซปตัวจินต์ แบบทาลมุด และแบบคริสตจักรปฏิรูป

บัญญัติข้อนี้มีบันทึกในหนังสืออพยพ 20:14 และหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ 5:18 ในคัมภีร์ฮีบรูหมวดโทราห์ของศาสนายูดาห์ และในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมของศาสนาคริสต์

พันธสัญญาเดิม
ดูเพิ่มพันธสัญญาเดิม
พันธสัญญาใหม่
ดูเพิ่มพันธสัญญาใหม่
ดูเพิ่ม

ภาษาอื่น

This page is based on a Wikipedia article written by authors (here).
Text is available under the CC BY-SA 3.0 license; additional terms may apply.
Images, videos and audio are available under their respective licenses.