หนังสือกันดารวิถี

หนังสือกันดารวิถี[1][2] (อังกฤษ: Book of Numbers; ฮีบรู: במדבר‎; กรีก: Αριθμοί) เป็นหนังสือเล่มที่ 4 ในเบญจบรรณ เนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของวงศ์วานอิสราเอลที่ต่อเนื่องมาจากหนังสืออพยพ หนังสือกันดารวิถีแปลมาจากคัมภีร์ฮีบรู (ฮีบรู: במדבר ba-midbar‎) ซึ่งแปลว่า "ในถิ่นทุรกันดาร..." ซึ่งเป็นคำแรกของคัมภีร์ฉบับนี้ แต่ในภาษาอังกฤษ ใช้ชือว่า The Book of Numbers เนื่องจากหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงการทำสำมะโนประชากรอิสราเอลถึงสองครั้ง ที่ภูเขาซีนาย และที่โมอับ ในขณะที่ภาษาไทยใช้ชื่อว่า "หนังสือกันดารวิถี" เนื่องจากหนังสือเล่มนี้กล่าวถึงพงศาวดารของอิสราเอลช่วงที่ต้องใช้ชีวิตในถิ่นทุรกันดาร (ทะเลทราย) เป็นเวลา 40 ปี ก่อนจะได้เข้าสู่แผ่นดินคานาอัน

เนื้อหาในหนังสือกันดารวิถีนี้ จะแบ่งส่วนสำคัญออกได้เป็น ส่วน

  1. การนับอิสราเอลที่ภูเขาซีนาย (บทที่ 1-2)
  2. การกำหนดงานให้แก่คนเลวี และพระบัญญัติเรื่องการถวายบูชา (บทที่ 3-9 บทที่ 17-19 บทที่ 28-30)
  3. ออกเดินทางจากภูเขาซีนาย (บทที่ 10-12)
  4. การสอดแนมแผ่นดินคานาอัน (บทที่ 13-16)
  5. การเดินทางในถิ่นทุรกันดาร (บทที่ 20-25 บทที่ 27 บทที่ 31)
  6. การแบ่งดินแดนอิสราเอล และการแต่งตั้งโยชูวา (บทที่ 32-36)
บทความนี้เกี่ยวข้องกับ
ศาสนาคริสต์

สถานีย่อย

Red Cross of Christianity
พระเจ้า
ตรีเอกภาพ :
พระบิดา (พระยาห์เวห์) • พระบุตร (พระเยซู) • พระวิญญาณบริสุทธิ์
ความเชื่อ
พระคริสต์เทววิทยาการตกในบาปความรอดหลักข้อเชื่อของอัครทูตบัญญัติสิบประการบัญญัติเอกพระมหาบัญชา
คัมภีร์
คัมภีร์ไบเบิล :
ภาคพันธสัญญาเดิมภาคพันธสัญญาใหม่ (พระวรสาร)
ประวัติ
ประวัติยุคแรกสภาสังคายนาสากลมหาศาสนเภทสงครามครูเสดการปฏิรูปศาสนา
อัครทูต
ซีโมนเปโตรอันดรูว์ยากอบบุตรเศเบดียอห์นฟีลิปบารโธโลมิวโธมัสมัทธิวยากอบบุตรอัลเฟอัสยูดาซีโมนเศโลเทยูดาสมัทธีอัสเปาโลบารนาบัสยากอบ
นิกาย
ตะวันตก :
โรมันคาทอลิกโปรเตสแตนต์ (เพนเทคอสต์ • เพรสไบทีเรียน • เมทอดิสต์ • ลูเทอแรนแบปทิสต์ปฏิรูป • อนาแบปทิสต์ • แองกลิคันแอดเวนทิสต์)
ตะวันออก :
ออเรียนทัลออร์ทอดอกซ์อีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์
อตรีเอกภาพนิยม :
พยานพระยะโฮวามอรมอน
พิธีกรรม
พิธีบัพติศมาพิธีมหาสนิทศักดิ์สิทธิ์
สังคมศาสนาคริสต์
โบสถ์คริสต์ปฏิทินวันสำคัญ (สะบาโตอีสเตอร์คริสต์มาส) • บุคคล • นักบุญศิลปะสัญลักษณ์ธง
ดูเพิ่มเติม
ศาสนาคริสต์ในประเทศไทย
คำศัพท์ศาสนาคริสต์
หมวดหมู่ ดูหมวดหมู่

การนับอิสราเอลที่ภูเขาซีนาย

จากหนังสืออพยพ เมื่อโมเสสได้รับพระบัญญัติของพระเจ้า ณ ภูเขาซีนายนั้น พระเจ้าทรงให้โมเสสตั้งผู้นำเผ่าทั้ง 12 ของอิสราเอลขึ้น และทำสำมะโนครัวประชากรอิสราเอลที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป โดยนับได้จำนวนทั้งสิ้น 603,550 คน แบ่งเป็น

ในการสำมะโนประชากรครั้งนั้น ไม่ได้นับรวมเผ่าเลวีเข้าไปด้วย เนื่องจากพระเจ้าทรงกำหนดงานพิเศษให้แก่ชนเผ่าเลวีโดยเฉพาะ โดยมีหน้าที่ตั้งไว้สำหรับพลับพลาของพระเจ้า มีหน้าที่ ขน รื้อ ตั้งพลับพลา และตั้งเต็นท์อยู่รอบพลับพลา

การกำหนดงานแก่คนเลวี

ในการกำหนดงานแก่คนเลวีนั้น ได้แบ่งออกเป็นหน้าที่ตามวงศ์ (ชื่อบุตรชายของเลวี) ได้แก่วงศ์วานเกอร์โชน วงศ์วานโคอาท และวงศ์วานเมรารี โดยมีการกำหนดหน้าที่แตกต่างกัน โดยทรงกำหนดอายุของผู้เข้าปฏิบัติงานของคนเผ่าเลวี คือ ชายหนุ่มที่มีอายุตั้งแต่ 30-50 ปี[3] โดยวงศ์วานเผ่าเลวีมีดังนี้

  • วงศ์วานเกอร์โชน มีจำนวนผู้ชายอายุ 1 เดือนขึ้นไปจำนวน 7,500 คน ต้องตั้งค่ายอยู่ข้างหลังพลับพลาด้านทิศตะวันตก โดยมีหน้าที่รับผิดชอบงานในพลับพลา ได้แก่ งานพลับพลา งานเต็นท์ พร้อมเครื่องเต็นต์ แท่นบูชา และสิ่งของทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้[4]
  • วงศ์วานโคอาท มีจำนวนผู้ชายอายุ 1 เดือนขึ้นไปจำนวน 8,600 คน ต้องตั้งค่ายอยู่ทางใต้ของพลับพลา มีหน้าที่ดูแลหีบพระโอวาท โต๊ะขนมปัง คันประทีป แท่นบูชาทั้งสอง และเครื่องใช้สถานนมัสการซึ่งปุโรหิตใช้งาน และม่าน[5]
  • วงศ์วานเมรารี มีจำนวนผู้ชายอายุ 1 เดือนขึ้นไปจำนวน 6,200 คน ต้องตั้งค่ายอยู่ด้านเหนือของพลับพลา มีหน้าที่ดูแลงานไม้กรอบพลับพลา ไม้กลอน ไม้เสา ฐานรองและเครื่องประกอบทั้งหมด เสารอบลานพลับพลา พร้อมกับฐานรองหลักหมุดและเชือกโยง[6]
  • บุคคลผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นปุโรหิต ได้แก่ โมเสส อาโรน และบุตรทั้งสองของอาโรน ตั้งค่ายอยู่ด้านหน้าของเต็นต์นัดพบ ด้านทิศตะวันออก มีหน้าที่ดูแลพิธีการภายในสถานนมัสการ[7] และเมื่อเคลื่อนย้ายค่าย ปุโรหิตมีหน้าที่นำผ้าม่านมาห่อหุ้มบรรดาหีบพระโอวาท แท่นบูชา โต๊ะขนมปัง คันประทีป และสิ่งของทั้งสิ้นในพลับพลาตามที่พระเจ้าบัญชาไว้ แล้วจึงให้วงศ์วานโคอาทเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ต่อ แต่ห้ามมิให้คนโคอาทเข้ามาห่อหุ้มสิ่งของต่าง ๆ[8]

นอกจากนี้ พระเจ้ายังมีพระบัญญัติต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง และเป็นงานที่ปุโรหิตต้องชำระให้คนอิสราเอลอีกหลายประการ เช่น กฎหมายเรื่องการคืนของ[9] กฎหมายเรื่องความหึงหวง[10] กฎหมายของพวกนาศีร์[11] พระบัญญัติว่าด้วยเครื่องบูชา[12] พระบัญญัติว่าด้วยสิ่งของที่จัดสรรให้แก่ปุโรหิตและคนเผ่าเลวี[13] พระบัญญัติว่าด้วยการชำระผู้ที่มีมลทิน[14] และพระบัญญัติว่าด้วยการถวายบูชาในโอกาสต่าง ๆ[15]

การเคลื่อนพลออกจากภูเขาซีนาย

ในการเคลื่อนพลออกจากภูเขาซีนาย อิสราเอลได้ออกเดินทางเป็นลำดับตามที่พระเจ้าตรัสสั่งโมเสสได้ดังนี้ ต้นขบวนนำโดยเผ่ายูดาห์ เผ่าอิสสาคาร์ เผ่าเศบูลุน และตามด้วยวงศ์วานเกอร์โชน และวงศ์วานเมรารี ตามลำดับ ต่อด้วยเผ่ารูเบน เผ่าสิเมโอน เผ่ากาด และตามด้วยวงศ์วานโคอาทตามลำดับ และปิดขบวนด้วย เผ่าเอฟราอิม เผ่ามนัสเสห์ เผ่าเบนยามิน เผ่าดาน เผ่าอาเชอร์ และเผ่านัฟทาลีเป็นลำดับสุดท้าย

เมื่อเคลื่อนพลไปนั้น มีอุปสรรคระหว่างการเดินทาง เนื่องด้วยคนจำนวนมาก พระเจ้าจึงทรงให้โมเสสตั้งพวกผู้ใหญ่ 70 คน ช่วยโมเสสในบรรเทางานของโมเสสลง[16] และครั้นเมื่ออิสราเอลเบื่อมานา พระเจ้าก็ทรงประทานนกคุ่มให้พวกเขา แต่เมื่อใดที่อิสราเอลโอดครวญ หรือกระทำการอันไม่เหมาะสม ก็จะได้รับการลงโทษจากพระเจ้าตามขนาดของเขา

การสอดแนมแผ่นดินคานาอัน

ครั้นเมื่อเดินทางใกล้ถึงแผ่นดินคานาอัน แผ่นดินพระสัญญาของพระเจ้า โมเสสได้ส่งผู้สอดแนมซึ่งเป็นตัวแทนของแต่ละเผ่า เพื่อตรวจดูแผ่นดิน และผู้คนในแผ่นดินนั้นว่าเป็นอย่างไร บรรดาผู้สอดแนมใช้เวลาเดินทาง 40 วัน จึงได้กลับมายังค่ายและเล่าเรื่องแผ่นดิน และคนในแผ่นดินนั้นให้อิสราเอลฟัง ต่อไปนี้คือ ชื่อของผู้สอดแนมทั้ง 12 คน

รายชื่อผู้สอดแนมทั้ง 12 คน
เผ่ารูเบน ชัมมุวา
เผ่าสิเมโอน ชาฟัท
เผ่ายูดาห์ คาเลบ
เผ่าอิสสาคาร์ อิกาล
เผ่าเอฟราอิม โฮเชยา
เผ่าเบนยามิน ปัลที
เผ่าเศบูลุน กัดเดียล
เผ่ามนัสเสห์ กัดดี
เผ่าดาน อัมมีเอล
เผ่าอาเชอร์ เสธูร์
เผ่านัฟทาลี นาบี
เผ่ากาด เกอูเอล


เมื่อทั้ง 12 นั้นกลับมาจากการสอดแนม ได้กล่าวร้ายต่อแผ่นดินนั้น โดยแจ้งว่า ถึงแม้แผ่นดินนั้นจะอุดมสมบูรณ์ แต่ผู้คนโหดร้าย กำแพงเมืองก็เข้มแข็ง ยกเว้น โยชูวา และคาเลบ ที่กล่าวให้อิสราเอลเข้ายึดครองแผ่นดินนั้น แต่คนอิสราเอลนั้นเชื่อผู้สอดแนมอีก 10 คน และไม่ยอมเดินทางเข้าแผ่นดินคานาอัน เป็นเหตุให้พระเจ้าทรงพิโรธเป็นอย่างมาก จึงตรัสว่า จะให้คนอิสราเอลที่อายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปนั้นเสียชีวิตในทะเลทราย และอิสราเอลต้องใช้ชีวิตอยู่ในทะเลทรายเป็นเวลา 40 ปี เท่าจำนวนวันที่ผู้สอดแนมได้ใช้เวลาในแผ่นดินคานาอัน[17]

การเดินทางในถิ่นทุรกันดาร

การเดินทางของอิสราเอลในถิ่นทุรกันดาร หรือ ทะเลทรายนี้ กินเวลา 40 ปี ซึ่งตลอดระยะเวลาดังกล่าวมีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้น แต่ในที่นี้จะนำเฉพาะเหตุการณ์ที่น่าสนใจมาสรุป ดังนี้

กบฏโคราห์

โคราห์ ซึ่งเป็นเผ่าเลวี ได้ตั้งตนเป็นกบฏต่อโมเสส และได้ชักจูงให้เผ่าเลวีและอิสราเอลบางส่วนติดตามเขา เนื่องจากไม่พอใจที่โมเสส และอาโรนได้รั้งตำแหน่งปุโรหิตไว้ โมเสสจึงให้พระเจ้าทรงเป็นผ่านเลือกว่าจะให้ใครเป็นผู้นำ โดยให้นำเครื่องหอมไปถวายต่อพระพักตร์พระเจ้าในสถานนมัสการ เมื่อโคราห์และพวกได้เข้าไปถวายเครื่องหอมบูชาแล้วเดินกลับออกมานอกพลับพลานั้น แผ่นดินก็ดูดคนเหล่านั้น รวมทั้งครอบครัว และข้าวของทั้งหมดของพวกเขาด้วย แต่ในครั้งนั้นอิสราเอลได้กล่าวว่า โมเสสได้พรากชีวิตของคนเหล่านั้น พระเจ้าจึงทรงได้ลงโทษคนอิสราเอล จนกระทั่งโมเสสได้ทูลขอต่อพระเจ้า และทำการถวายเครื่องบูชาลบมลทินให้ การลงทัณฑ์จึงได้ยุติลง แต่ในครั้งนั้นอิสราเอลได้เสียชีวิตไปด้วยเหตุการณ์นี้กบฏโคราห์นี้มากถึง 14,700 ตน[18]

ไม้เท้าของอาโรน

จากเหตุการณ์กบฏโคราห์ พระเจ้าจึงทรงบัญชาให้โมเสสนำไม้เท้าของบรรดาหัวหน้าเผ่าทั้งหมดของอิสราเอล และไม้เท้าของอาโรนสลักชื่อ และนำเข้าไปในพลับพลา และตรัสว่า จะทรงสำแดงให้เห็นว่าใครคือคนที่พระองค์ทรงเลือก เมื่อนำไม้เท้าของบรรดาหัวหน้าเผ่าเข้าไปได้ 1 วัน โมเสสจึงได้นำไม้เท้าเหล่านั้นออกมา ปรากฏว่า มีเพียงไม้เท้าของอาโรนเท่านั้น ที่ออกดอกและผลอัลมันด์ อิสราเอลจึงได้ทราบถึงบุคคลที่พระเจ้าทรงเลือกไว้[19]

ได้น้ำจากหิน

เมื่ออิสราเอลเดินทางเข้าถิ่นทุรกันดารสีน เกิดการขาดน้ำและชุมชนอิสราเอลได้บ่นต่อว่าทั้งโมเสส และต่อว่าพระเจ้าต่าง ๆ นานา โมเสสได้เข้าไปทูลขอน้ำจากพระเจ้าและพระองค์ตรัสสั่งให้โมเสส บอกให้น้ำไหลออกมาจากหิน แต่เมื่อโมเสสและอาโรนได้อยู่ต่อหน้าประชาชน โทสะได้ครอบงำท่านไว้ จึงได้ใช้ไม้เท้าตีหิน น้ำจึงออกมาจากหินนั้น ด้วยเหตุการณ์ที่โมเสส และอาโรน มิได้กระทำตามที่พระเจ้าบอก ทั้งสองจึงไม่ได้รับสิทธิเข้าไปในแผ่นดินคานาอัน[20]

มรณกรรมของมีเรียนและอาโรน

ภายหลังจากเหตุการณ์การสอดแนมที่คานาอัน เมื่ออิสราเอลเดินทางเข้าถิ่นทุรกันดารสีน มีเรียม พี่สาวของโมเสสก็ได้เสียชีวิตลง และภายหลังเหตุการณ์ได้น้ำจากหิน เมื่ออิสราเอลเดินทางถึงภูเขาโฮร์ อาโรน ก็ได้เสียชีวิตลงที่นั่น โดยก่อนเสียชีวิต พระเจ้าตรัสสั่งให้ โมเสส นำ อาโรน และเอเลอาซาร์ บุตรชายของอาโรนขึ้นไปบนภูเขา และได้ให้อาโรนทำการมอบเครื่องแต่งกายปุโรหิตให้แก่เอเลอาซาร์ แล้วท่านจึงสิ้นใจบนภูเขานั้น[21]

Gustav Jaeger Bileam Engel
ภาพกษัตริย์บาลาอัมตามหนังสือกันดารวิถี บทที่ 23 วาดโดย เจเกอร์ ไบเลียม เองเจล

บาลาค และบาลาอัม

เมื่อคนอิสราเอลตั้งค่ายอยู่ใกล้คนโมอับนั้น บาลาค กษัตริย์ของคนโมอับเกรงว่าอิสราเอลจะเข้ามายึดครอง จึงได้เชิญ บาลาอัม มาทำพิธีสาปแช่งแก่อิสราเอล ฝ่ายบาลาอัมนั้น ได้เดินทางมายังบริเวณค่าย แต่ยังไม่ได้เข้าไปในเมืองโมอับนั้น พระเจ้าตรัสแก่ บาลาอัม ว่า"...เจ้าจงอย่าแช่งชนชาตินั้น เพราะเขาทั้งหลายเป็นคนที่ได้รับพร..." แล้วบาลาอัมจึงแจ้งแก่บาลาคว่า ไม่สามารถกระทำการนั้นได้ เนื่องจากพระเจ้าทรงอยู่ข้างอิสราเอล และบาลาคก็ได้มาเชิญ บาลาอัม อีก เป็นครั้งที่สอง แต่บาลาอัมได้ปฏิเสธ และกล่าวว่า "...แม้บาลาคจะให้เงินและทองเต็มบ้านเต็มเรือนของท่านแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะกระทำอะไรนอกเหนือจากพระบัญชาพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของข้าพเจ้าไม่ได้..." แต่ต่อมาพระเจ้าทรงใช้ให้บาลาอัมเดินทางไปหาบาลาคได้เฉพาะเมื่อมีคนมาเรียกให้ไป แต่บาลาอัมไม่ได้รอใหผู้มาเรียก ก็เดินทางไป พระเจ้าจึงทรงให้ทูตของพระองค์มาขวางทางเดินของลานั้น และพระเจ้าทรงเปิดปากลาให้พูดเพื่อเตือนสติบาลาอัม

ครั้นแล้วพระเจ้าทรงให้บาลาอัมเดินทางไปหาบาลาค แต่ให้บาลาอัมกระทำเฉพาะในสิ่งที่พระเจ้าทรงบัญชาเท่านั้น เมื่อไปถึง บาลาคได้นำบาลาอัมไปยังเขตแดนเพื่อให้บาลาอัมสาปแช่งอิสราเอล แต่บาลาอัมกลับอวยพรให้แก่อิสราเอลว่า "...ใครจะนับเผ่าพันธุ์ของยาโคบที่มากอย่างผงคลีดินนั้นได้ หรือนับหนึ่งในสี่ของอิสราเอลได้..." บาลาคได้ย้ายจุดเพื่อให้บาลาอัมสาปแช่งอีก 2 ที่ แต่บาลาอัม ก็อวยพรแก่อิสราเอลทั้ง 3 ครั้ง ท่านกล่าวว่า "...ข้าพเจ้ากระทำอะไรนอกเหนือพระบัญชาพระเจ้าไม่ได้...พระเจ้าตรัสประการใด ข้าพเจ้าก็พูดอย่างนั้น..." แล้วบาลาอัมก็ลากลับไปยังเมืองของท่าน[22]

การแบ่งดินแดนคานาอัน

เมื่อครบกำหนดเวลา 40 ปีที่อิสราเอลใช้ชีวิตอยู่ในทะเลทราย เพื่อชดใช้ความบาปของชนรุ่นก่อน พระเจ้าทรงระลึกถึงอิสราเอล และได้ให้โมเสสได้ดำเนินการเพื่อการเดินทางเข้าแผ่นดินคานาอันต่อไป โดยได้จัดสรรแผ่นดินคานาอันให้แก่เผ่าต่าง ๆ ของอิสราเอล และการมอบอำนาจการบริหารต่าง ๆ ให้แก่คนรุ่นต่อไป

1759 map Holy Land and 12 Tribes
แผ่นดินคานาอันและการแบ่งดินแดนตามเผ่าทั้งสิบสอง

การนับประชากรที่โมอับ

ก่อนถึงเวลาที่อิสราเอลจะได้แบ่งดินแดนคานาอัน เพื่อจะเข้ายึดครองตามพันธสัญญาที่พระยาห์เวห์ทรงประทานให้นั้น พระเจ้าทรงให้โมเสสทำสำมะโนประชากรอีกครั้ง ณ แผ่นดินโมอับนั่นเอง ซึ่งการสำมะโนประชากรในครั้งนี้ มีจำนวนประชากรชายที่มีอายุมากกว่า 20 ปีขึ้นไป เป็นจำนวน 601,730 คน แบ่งออกตามเผ่าต่าง ๆ ได้ดังนี้

  • เผ่ารูเบน จำวน 43,730 คน (เทียบกับการสำมะโนครัวครั้งก่อน 46,500 คน)
  • เผ่าสิเมโอน จำนวน 22,200 คน (เทียบกับการสำมะโนครัวครั้งก่อน 59,300 คน)
  • เผ่ากาด จำนวน 40,500 คน (เทียบกับการสำมะโนครัวครั้งก่อน 45,650 คน)
  • เผ่ายูดาห์ จำนวน 76,500 คน (เทียบกับการสำมะโนครัวครั้งก่อน 74,600 คน)
  • เผ่าอิสสาคาร์ จำนวน 64,300 คน (เทียบกับการสำมะโนครัวครั้งก่อน 54,400 คน)
  • เผ่าเศบูลุน จำนวน 60,500 คน (เทียบกับการสำมะโนครัวครั้งก่อน 57,400 คน)
  • เผ่าโยเซฟ
  • เผ่าเบนยามิน จำนวน 45,600 คน (เทียบกับการสำมะโนครัวครั้งก่อน 35,400 คน)
  • เผ่าดาน จำนวน 64,400 คน (เทียบกับการสำมะโนครัวครั้งก่อน 62,700 คน)
  • เผ่าอาเชอร์ จำนวน 53,400 คน (เทียบกับการสำมะโนครัวครั้งก่อน 41,500 คน)
  • เผ่านัฟทาลี จำนวน 45,400 คน (เทียบกับการสำมะโนครัวครั้งก่อน 53,400 คน)

ส่วนเผ่าเลวีนั้น พระเจ้าทรงยกไว้ ไม่ได้มีส่วนในมรดกแห่งแผ่นดินคานาอันแก่เขา เนื่องจากเผ่าเลวีนั้นมีหน้าที่ต้องปฏิบัติงานในสถานนมัสการของพระเจ้า และรับส่วนแบ่งจากของถวายซึ่งพระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ ในครั้งนั้นจำนวนคนเลวีที่มีอายุตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป มีจำนวน 23,000 คน

การจัดสรรแผ่นดินคานาอัน

พระเจ้าทรงบัญชาให้โมเสส ได้นำบรรดาหัวหน้าของแต่ละเผ่ามาเพื่อกำหนดเขตแดนแผ่นดินคานาอันที่จะให้อิสราเอลเข้ายึดครอง และให้จับฉลากแบ่งดินแดนกันตามเผ่า วงศ์วาน ตระกูลของแต่ละคน ทั้งนี้พระเจ้าทรงกำหนดเขตแดนของคานาอันดังนี้

  • ทิศเหนือ จากภูเขาโฮร์ ถึงเมืองฮามัท สิ้นสุดที่ฮาซาเรนัน
  • ทิศใต้ นับจากถิ่นทุรกันดารสีน ตามแนวด้านเอโดม ไปจนถึงทะเลเกลือ (ทะเลตาย)
  • ทิศตะวันออก จากอาซาเรนันถึงเชฟาม ยาวลงมาถึงแม่น้ำจอร์แดน สุดทางลงทะเลเกลือ (ทะเลตาย)
  • ทิศตะวันตก เป็นพื้นที่ติดทะเลใหญ่ (ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน)

ด้วยเขตแดนที่ปรากฏในพระคัมภีร์นี้ เป็นหลักฐานอ้างอิงให้อิสราเอลได้ขอพื้นที่ในส่วนนี้คืน ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อชาวยิว 7 คนได้สร้างประวัติศาสตร์ทำลายค่ายนาซีได้นั้น ชาวยิวได้นำหลักฐานนี้อ้างอิงในการขอพื้นที่เพื่อตั้งประเทศอิสราเอลขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายพันธมิตร

ดูเพิ่ม

อ้างอิง

  1. หนังสือกันดารวิถี, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  2. หนังสือกันดารวิถี. คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อคริสตศาสนธรรม แผนกพระคัมภีร์
  3. หนังสือกันดารวิถี 4:2,30,35 และ 8:23-26, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  4. หนังสือกันดารวิถี 3:21-26, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  5. หนังสือกันดารวิถี 3:27-32, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  6. หนังสือกันดารวิถี 3:33-37, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  7. หนังสือกันดารวิถี 3:38-39, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  8. หนังสือกันดารวิถี 4:1-15, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  9. หนังสือกันดารวิถี 5:5-10, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  10. หนังสือกันดารวิถี 5:11-31, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  11. หนังสือกันดารวิถี บทที่ 6, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  12. หนังสือกันดารวิถี บทที่ 7, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  13. หนังสือกันดารวิถี บทที่ 18, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  14. หนังสือกันดารวิถี บทที่ 19, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  15. หนังสือกันดารวิถี บทที่ 28-29, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  16. หนังสือกันดารวิถี บทที่ 11, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  17. หนังสือกันดารวิถี 14:20-35, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  18. หนังสือกันดารวิถี บทที่ 16, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  19. หนังสือกันดารวิถี บทที่ 17, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  20. หนังสือกันดารวิถี บทที่ 20, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  21. หนังสือกันดารวิถี บทที่ 20, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  22. หนังสือกันดารวิถี บทที่ 21-24, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
บุตรของยาโคบ ตามชื่อภรรยา (ญ = บุตรสาว)
(ตัวเลขในวงเล็บคือลำดับของการเกิด)
เลอาห์ รูเบน (Reuben) (1) สิเมโอน (Simeon) (2) เลวี (Levi) (3) ดีนาห์ (Dinah) (ญ)
ยูดาห์ (Judah) (4) อิสสาคาร์ (Issachar) (9) เศบูลุน (Zebulun) (10)
ราเชล โยเซฟ (Joseph) (11) เบนยามิน (Benjamin) (12)
เอฟราอิม บุตรโยเซฟ (11.1) มนัสเสห์ บุตรโยเซฟ (11.2)
บิลลาห์
(สาวใช้นางราเชล)
ดาน (Dan) (5) นัฟทาลี (Naphtali) (6)
ศิลปาห์
(สาวใช้นางเลอาห์)
กาด (Gad) (7) อาเชอร์ (Asher) (8)
คัมภีร์ไบเบิล

คัมภีร์ไบเบิล หรือ พระคัมภีร์ (อังกฤษ: Bible; ฮีบรู: ביבליה‎; แอราเมอิก: ܟܬܒܐ ܩܕܝܫܐ; กรีก: Αγία Γραφή) (มาจากภาษากรีกโบราณว่า Βίβλος บิบลิออน แปลว่า หนังสือ) ชาวโปรเตสแตนต์เรียกว่า พระคริสตธรรมคัมภีร์ (Holy Bible) เป็นหนังสือที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับพระยาห์เวห์ มนุษย์ บาป และแผนการของพระยาห์เวห์ในการช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากความพินาศอันเนื่องจากความบาปสู่ชีวิตนิรันดร์ เป็นหนังสือที่บันทึกหลักธรรมคำสอนของศาสนาคริสต์ ซึ่งในบางเล่มมีพื้นฐานมาจากหลักคำสอนของศาสนายูดาห์ของชาวยิว ชาวคริสต์เรียกคัมภีร์ไบเบิลในชื่ออื่น ๆ อีกหลายชื่อ เช่น พระวจนะของพระเจ้า (Word of God) หนังสือดี (Good Book) และคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ (Holy Scripture)

คริสตชนทุกคนเชื่อว่าพระคัมภีร์ทุกบททุกข้อนั้นมนุษย์เขียนขึ้นโดยการดลใจจากพระเจ้า ประกอบด้วยหนังสือจำนวน 66 หรือ 73 หรือ 78 เล่ม (แล้วแต่นิกาย) ประกอบด้วยภาคพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ พันธสัญญาเดิมถูกเขียนขึ้นก่อนที่พระเยซูคริสต์ประสูติ ทั้งหมดเขียนเป็นภาษาฮีบรู ยกเว้นส่วนที่เป็นคัมภีร์อธิกธรรม (ยอมรับเฉพาะชาวคาทอลิก) ถูกเขียนด้วยภาษากรีกและภาษาอียิปต์ ส่วนพันธสัญญาใหม่ถูกเขียนขึ้นหลังจากพระเยซูเสด็จขึ้นสู่สวรรค์แล้ว โดยบันทึกถึงเรื่องราวของพระเยซูตลอดพระชนม์ชีพ รวมทั้งคำสอน และการประกาศข่าวดีแห่งความรอด การยอมรับการทรมาน และการไถ่บาปของมนุษย์โดยพระเยซู การกลับคืนชีพอย่างรุ่งโรจน์ การส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์มายังอัครทูต ประวัติศาสตร์ของคริสตจักรในยุคแรกเริ่ม ภายหลังการกลับคืนพระชนม์ชีพของพระเยซูแล้ว การเบียดเบียนคริสตจักรในรูปแบบต่าง ๆ

พระคัมภีร์เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดของเวลาทั้งหมดที่มียอดขายต่อปีประมาณ 100 ล้านเล่มและได้รับอิทธิพลสำคัญในวรรณคดีและประวัติศาสตร์

ทศางค์

ทศางค์ หรือ สิบลด (อังกฤษ: Tithe; ฮีบรู: מעשר มาเซอร์‎; กรีก: δέκατο; อาหรับ: عشر‎) ในภาษาฮีบรู หมายถึง "หนึ่งในสิบ" การถวายทศางค์ เป็นแนวความคิดที่มาจากศาสนายูดาห์ ซึ่งมีบันทึกในคัมภีร์ฮีบรูหมวดโทราห์ หรือคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมหมวดเบญจบรรณของศาสนาคริสต์ การถวายทศางค์เป็นกฎข้อบังคับสำหรับวงศ์วานอิสราเอลทุกคน คนอิสราเอลจะต้องถวาย 10% ของทุกสิ่งที่เขาหามาได้และเพาะปลูกได้ไว้ที่พลับพลาหรือพระวิหารของพระเจ้า

สะบาโต

วันสะบาโต (อังกฤษ: Sabbath Day; ฮีบรู: שומרי השבת‎) เป็นวันสำคัญทางศาสนายูดาห์และศาสนาคริสต์ สะบาโต มาจากภาษาฮีบรู "ซับบาธ" แปลว่า "พัก" พระเจ้าทรงสร้างโลก 6 วัน และทรงพักในวันที่ 7 เพื่อให้มนุษย์ได้ปฏิบัติเป็นแบบอย่าง ถือเป็นวันบริสุทธิ์ห้ามทำกิจกรรมใด ๆ ได้ถือว่าวันนี้เป็นวันพักผ่อน เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ให้ทำกิจกรรมที่ถวายแด่พระเจ้า เช่น การอธิษฐาน การอ่านพระคัมภีร์ และการขอบคุณพระเจ้า

หีบแห่งพันธสัญญา

หีบแห่งพันธสัญญา หรือ หีบแห่งพระบัญญัติ (อังกฤษ: Ark of the Covenant; ฮีบรู: אָרוֹן הַבְּרִית‎ ʾĀrôn Habbərît, ออกเสียง อะรอน ฮะบริท; กรีก: Κιβωτός της Διαθήκης; อาหรับ: تابوت العهد‎) เป็นหีบที่กล่าวถึงใน หนังสืออพยพ บรรจุแผ่นศิลาพระโอวาทที่ได้สลักบัญญัติ 10 ประการเอาไว้ และใน จดหมายถึงชาวฮีบรู ระบุว่า "หีบ‍พันธ‌สัญญา​หุ้ม​ด้วย​ทอง‍คำ​ทุก​ด้าน ภาย‍ใน​นั้น มี​โถ​ทอง‍คำ​บรร‌จุ​มานา มี​ไม้เท้าของอาโรนที่​ออก‍ดอก‍ตูม และ​มี​แผ่น​ศิลา​จา‌รึก​พันธ‌สัญญา" อย่างไรก็ตาม ใน หนังสือพงศ์กษัตริย์ ฉบับที่ 1 ได้บันทึกไว้ว่า ในยุคของมหากษัตริย์ซาโลมอน หีบแห่งพันธสัญญาบรรจุไว้แค่ แผ่นศิลาพระบัญญัติจำนวนสองแผ่นเท่านั้น หนังสืออพยพ ยังอธิบายว่า หีบแห่งพันธสัญญาสร้างขึ้นรูปแบบที่พระยาห์เวห์ทรงชี้แนะต่อโมเสสที่ภูเขาซีนาย โมเสสสามารถเข้าเฝ้าพระเจ้าได้จากพลับพลานมัสการซึ่งบรรจุหีบใบนี้ โดยพระเจ้าจะทรงประทับบนพระที่นั่งกรุณาที่ทั้งสองข้างมีเครูบกางปีกปกไว้คัมภีร์ไบเบิลระบุว่า ราวหนึ่งปีภายหลังชนชาวอิสราเอลได้อพยพจากอียิปต์ ก็ได้สร้างตัวหีบขึ้นตามรูปแบบที่พระเจ้าตรัสไว้ผ่านโมเสสในระหว่างที่พวกเขาตั้งค่ายที่เชิงเขาซีนาย (ตรงกับ 1513 ปีก่อนคริสตกาล) ต่อมา ปุโรหิตเผ่าเลวีหามหีบแห่งพันธสัญญานำขบวนอพยพของชนชาวอิสราเอลทิ้งระยะห่าง 2,000 ศอก ทันทีที่เท้าของปุโรหิตผู้หามหีบแตะผิวน้ำของแม่น้ำจอร์แดนซึ่งอยู่ในฤดูน้ำหลาก สายน้ำก็แยกออกจากกันจนเหลือพื้นแห้งให้ขบวนอพยพเดินทางข้ามไปได้ เมื่อการมหัศจรรย์นี้แพร่กระจายออกไป ทำให้เหล่ากษัตริย์ชาวอาโมไรต์ทั้งหมดทางฟากตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดนและกษัตริย์ชาวคานาอันทั้งหมดตามชายฝั่งทะเลต่างเกรงกลัวในอำนาจของพระเจ้า ประตูเมืองเยรีโคถูกสั่งปิดตายเนื่องจากเกรงกลัวชาวอิสราเอล พระเจ้าตรัสกับโยชูวาให้ปุโรหิตหามหีบเดินขบวนรอบเมืองวันละหนึ่งรอบเป็นเวลาหกวัน และหามวนเจ็บรอบในวันที่เจ็ดพร้อมเป่าเขาแกะ เมื่อครบเจ็ดรอบ ชาวอิสราเอลก็ส่งเสียงโห่ร้องและกำแพงของเมืองเยรีโคก็พังทลายลงมา กองทัพของชาวอิสราเอลบุกเข้าเมือง เข่นฆ่าทุกคนไม่เว้น ชาย หญิง คนชรา เด็ก สัตว์เลี้ยง และเผาเมืองจนพินาศสิ้น

อาเมน

อาเมน (ศัพท์ยิว/ศัพท์โปรเตสแตนต์) หรือ เอเมน (ศัพท์คาทอลิก) หรือ อามีน (ศัพท์มุสลิม) (อังกฤษ: Amen /ɑːˈmɛn/ หรือ /eɪˈmɛn/; ฮีบรู: אָמֵן‎ /ɑːˈmɛn/; กรีก: ἀμήν; อาหรับ: آمين‎ ah-meen) เป็นคำประกาศยืนยัน ที่พบในคัมภีร์ฮีบรูและคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ ของศาสนายูดาห์และศาสนาคริสต์ โดยมีความหมายว่า "ขอพระเจ้าทรงกระทำให้เป็นดังนั้น"ในศาสนายูดาห์ ใช้ในการกล่าวตอบกลับเมื่อจบคำอธิษฐาน ว่า อาเมน และในศาสนาคริสต์ ได้นำคำว่า อาเมน ไปใช้ในการนมัสการพระเจ้าด้วย ในศาสนาอิสลาม มีการใช้คำว่า อามีน ในการจบคำละหมาด ซึ่งเป็นมาตรฐานของมุสลิมทั่วโลก คำว่าอามีนยังมีความหมายอีกว่า "แท้จริง" (Verily) และ "อย่างแท้จริง" (Truly) นอกจากนี้ยังสามารถนำมาใช้เรียกขานที่แสดงถึงข้อตกลงที่เข้มแข็ง เช่น "อามีนสำหรับ..." เป็นต้น

คำว่า อาเมน ปรากฏหลักฐานที่ค้นพบครั้งแรกว่ามีการใช้ในหนังสือกันดารวิถี ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าเล่มของคัมภีร์ทานัคของโมเสส เขียนชึ้นในช่วงประมาณ 1405 ปีก่อนคริสตกาล โดยคริสต์ศาสนิกชนบางกลุ่มเชื่อว่า เป็นคำที่มีรากศัพท์เก่าแก่ที่สุดที่มนุษย์ใช้ ตั้งแต่ยุคสมัยพระเจ้าทรงสร้างโลกแล้ว

เทศกาลของชาวยิว

เทศกาลของชาวยิว(อังกฤษ: Jewish festival) หรือ วันสำคัญในศาสนายูดาห์ เป็นเทศกาลทางศาสนาของชาวยิวบางเทศกาลเกี่ยวข้องกับฤดูการทำไร่ทำนา ซึ่งจัดขึ้นเพื่อระลึกถึงการเลี้ยงดูของพระเจ้าตลอดปีที่ผ่านมา และเป็นโอกาสที่จะถวายคืนแด่พระเจ้า บางเทศกาลเป็นเทศกาลเพื่อระลึกถึงความยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ที่พระเจ้าปลดปล่อยพวกเขา เทศกาลเหล่านี้เป็นช่วงเวลาที่ชาวยิวจะชื่นชมกับสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ ขณะเดียวกันก็เป็นเวลาที่ร่วมกันสารภาพบาปและชำระล้างจิตใจให้บริสุทธิ์ด้วย

เผ่ากาด

เผ่ากาด เป็น 1 ในบรรดา 12 เผ่าของอิสราเอล ตามบันทึกในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิม ในหมวดเบญจบรรณ และตามคัมภีร์โทราห์ในศาสนายูดาห์ กาด เป็นชื่อของบุตรชายคนที่ 7 ของยาโคบ หรือ อิสราเอล ซึ่งเกิดกับ นางศิลปาห์ สาวใช้ของนางเลอาห์

เผ่ารูเบน

เผ่ารูเบน เป็น 1 ในบรรดา 12 เผ่าของอิสราเอล ตามบันทึกในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิม ในหมวดเบญจบรรณ และตามคัมภีร์โทราห์ในศาสนายูดาห์ รูเบน เป็นชื่อของบุตรชายคนโตของยาโคบ หรือ อิสราเอล กับนางเลอาห์ผู้ที่มาเป็น ภรรยาคนแรกของยาโคบ

เผ่าอาเชอร์

เผ่าอาเชอร์ เป็น 1 ในบรรดา 12 เผ่าของอิสราเอล ตามบันทึกในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม ในหมวดพระธรรมเบญจบรรณ และตามพระคัมภีร์โตราห์ในศาสนายูดาย กาด เป็นชื่อของบุตรชายคนที่ 8 ของยาโคบ หรือ อิสราเอล ซึ่งเกิดกับ นางศิลปาห์ สาวใช้ของนางเลอาห์

เผ่าเลวี

เผ่าเลวี (อังกฤษ: Levites) เป็น 1 ในบรรดา 12 เผ่าของวงศ์วานอิสราเอล ตามบันทึกในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิม ในหมวดเบญจบรรณ และตามพระคัมภีร์โทราห์ของศาสนายูดาห์ เลวีมาจากชื่อของบุตรชายคนที่ 3 ของยาโคบ (อิสราเอล) กับนางเลอาห์ ภรรยาคนแรก เลวีเป็นเผ่าเดียวที่พระยาห์เวห์ทรงยกเว้นไม่ให้ได้รับมรดกจากแผ่นดินคานาอัน แต่ให้มีหน้าที่เป็นปุโรหิตและผู้ปฏิบัติงานในสถานนมัสการ

เผ่าเอฟราอิม

เอฟราอิม เป็นบุตรชายคนที่สอง ของโยเซฟ และนางอาเสนัท ก่อนที่ยาโคบ และครอบครัวของท่านจะย้ายเข้ามายังอียิปต์ ด้วยเหตุนี้ ยาโคบจึงยกให้บุตรชายทั้งสองคนของโยเซฟ เทียบเท่าบุตรชายคนอื่น ๆ ของตน ดังนั้นในอิสราเอลจึงมี 12 เผ่าตามจำนวนบุตรชายของยาโคบ แต่จะนับพงศ์พันธุ์ของโยเซฟ ออกเป็น 2 เผ่า คือ เอฟราอิม และมนัสเสห์ คำว่า เอฟราอิม มีรากศัพท์มาจากภาษาฮีบรู แปลว่า มีลูกดก ทั้งนี้เนื่องจากเมื่อมีบุตรคนที่สองนี้ โยเซฟ ได้กล่าวว่า "เพราะว่าพระเจ้าโปรดให้ข้าพเจ้ามีพงศ์พันธุ์ทวีขึ้นในดินแดนที่ข้าพเจ้าได้รับความทุกข์ใจ"

โทราห์

โทราห์ (อังกฤษ: Torah; ฮีบรู: תּוֹרָה‎ โทราห์; อาหรับ: التوراة‎ เตารอต; กรีก: Τορά) เป็นชื่อของชุดคัมภีร์ชุดแรกในคัมภีร์ฮีบรู ซึ่งประกอบด้วยหนังสือ 5 เล่มแรกในศาสนายูดาห์และศาสนาคริสต์ หมายถึง บทบัญญัติ ซึ่งในคัมภีร์ไบเบิลภาษาไทยแปลว่า ธรรมบัญญัติ หรือ พระบัญญัติ

ภายหลังได้มีการแปลเป็นภาษากรีกจึงมีชื่อเรียกใหม่ว่า เบญจบรรณ (อังกฤษ: Pentateuch) หมายถึง ที่บรรจุห้าอัน คือหนังสือ 5 เล่มแรกของคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิม ได้แก่

หนังสือปฐมกาล

หนังสืออพยพ

หนังสือเลวีนิติ

หนังสือกันดารวิถี

หนังสือเฉลยธรรมบัญญัติโทราห์เขียนด้วยภาษาฮีบรูไบเบิล หรือที่รู้จักกันในชื่อ หนังสือของโมเสส เป็นคัมภีร์ที่พระเจ้าประทานให้กับโมเสส กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของโลกและสรรพสิ่ง รวมถึงที่มาของความสัมพันธ์ระหว่างพระยาห์เวห์กับมนุษย์ เช่น การสร้างทรงสร้างของพระเจ้า กำเนิดมนุษย์ ที่มาของบาปกำเนิด พันธสัญญาของพระเจ้า บรรพชนของชนชาติอิสราเอล เรื่องของบัญญัติสิบประการ และพิธีการต่าง ๆ ของชาวอิสราเอล เป็นต้น

ในปัจจุบันโทราห์ใช้ในศาสนายูดาห์และศาสนาคริสต์ ในขณะที่ชาวมุสลิมเชื่อว่า คัมภีร์นี้ถูกบิดเบือน แต่งเติม และตัดตอน อีกทั้งบทบัญญัติหลายประการก็ถูกยกเลิกไปแล้ว และพระผู้เป็นเจ้าได้ประทานอัลกุรอานลงมาแทน ชาวมุสลิมจึงไม่ได้ใช้คัมภีร์นี้

พันธสัญญาเดิม
ดูเพิ่มพันธสัญญาเดิม
พันธสัญญาใหม่
ดูเพิ่มพันธสัญญาใหม่
ดูเพิ่ม

ภาษาอื่น

This page is based on a Wikipedia article written by authors (here).
Text is available under the CC BY-SA 3.0 license; additional terms may apply.
Images, videos and audio are available under their respective licenses.