สงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่ง

สงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่งเริ่มในอินโดจีนฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ. 1946 และกินเวลาจนวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1954 การสู้รบระหว่างกำลังฝรั่งเศสและคู่ต่อสู้เวียดมินห์ในทางใต้เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน ค.ศ. 1945 ความขัดแย้งนี้มีกำลังต่าง ๆ ซึ่งรวมกองทัพรบนอกประเทศภาคพื้นตะวันออกไกลฝรั่งเศสของสหภาพฝรั่งเศส ซึ่งมีฝรั่งเศสเป็นผู้นำ และมีกองทัพแห่งชาติเวียดนามของสมเด็จพระจักรพรรดิบ๋าว ดั่ยสนับสนุนต่อเวียดมินห์ซึ่งมีโฮจิมินห์เป็นผู้นำและกองทัพประชาชนเวียดนามซึ่งมีหวอ เงวียน ซ้าปเป็นผู้นำ การสู้รบส่วนใหญ่เกินในตังเกี๋ยในเวียดนามเหนือ แม้ความขัดแย้งกลืนทั่วประเทศและยังลามไปรัฐในอารักขาอินโดจีนฝรั่งเศสเพื่อนบ้านลาวและกัมพูชา

การประชุมพ็อทซ์ดัมในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1945 เสนาธิการร่วม (Combined Chiefs of Staff) ตัดสินใจว่าอินโดจีนใต้ละติจูด 16 องศาเหนือจะรวมอยู่ในกองบัญชาการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายใต้พลเรือเอกเมานต์แบ็ทแตนชาวบริติช กำลังญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ทางใต้เส้นนั้นยอมจำนนต่อเขาและกำลังญี่ปุ่นเหนือเส้นนั้นยอมจำนนต่อจอมทัพเจียง ไคเช็ก ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1945 กำลังจีนเข้าตังเกี๋ยและกำลังรบเฉพาะกิจบริติชขนาดเล็กขึ้นบกที่ไซ่ง่อน จีนยอมรับรัฐบาลเวียดนามภายใต้โฮจิมินห์ ซึ่งกำลังต่อต้านเวียดมินห์ตั้ง ซึ่งขณะนั้นครองอำนาจอยู่ในกรุงฮานอย ฝ่ายบริเตนไม่ยอมตามในไซ่ง่อน และยอมให้ฝรั่งเศสที่นั่นตั้งแต่ต้น ซึ่งต่อต้านการสนับสนุนเวียดมินห์ที่ดูเช่นนั้นโดยผู้แทนโอเอสเอสของอเมริกา ในวันวี-เจ 2 กันยายน โฮจิมินห์ประกาศสถาปนาสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนามในกรุงฮานอย สาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนามปกครองเป็นรัฐบาลพลเรือนเดียวในเวียดนามทั้งหมดเป็นเวลาประมาณ 20 วัน หลังจักรพรรดิบ๋าว ดั๋ยสละราชสมับติ ซึ่งปกครองในการปกครองของญี่ปุ่น ฉะนั้นเวียดมินห์จึงถือเป็น "หุ่นเชิดญี่ปุ่น" วันที่ 23 กันยายน ค.ศ. 1945 ด้วยทราบถึงผู้บัญชาการบริติชในไซ่ง่อน กำลังฝรั่งเศสโค่นรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนเวียดนามท้องถิ่น และประกาศฟื้นฟูอำนาจของฝรั่งเศสในโคชินจีน การสงครามกองโจรพลันเริ่มรอบไซ่ง่อน[23]

ปีแรก ๆ ของสงครามเป็นการก่อการกำเริบในชนบทระดับต่ำต่อทางการฝรั่งเศส ทว่า หลังคอมมิวนิสต์จีนถึงชายแดนเวียดนามด้านเหนือใน ค.ศ. 1949 ความขัดแย้งเปลี่ยนเป็นสงครามตามแบบระหว่างสองกองทัพที่มีอาวุธสมัยใหม่ที่สหรัฐและสหภาพโซเวียตจัดหา[24] กำลังสหภาพฝรั่งเศสมีทหารอาณานิคมจากทั้งอดีตจักรวรรดิ (โมร็อกโก อัลจีเรีย ตูนิเซีย ลาว กัมพูชาและชนกลุ่มน้อยเวียดนาม) กำลังอาชีพฝรั่งเศสและหน่วยกองทหารต่างด้าวฝรั่งเศส การใช้กำลังฝรั่งเศสแผ่นดินใหญ่เกณฑ์ถูกรัฐบาลห้ามเพื่อป้องกันมิให้สงครามยิ่งไม่ได้รับความนิยมมากขึ้นอีกในประเทศแม่ ปัญญาชนฝ่ายซ้ายในประเทศฝรั่งเศสเรียกสงครามนี้ว่า "สงครามสกปรก"[25]

ยุทธศาสตร์ผลักดันเวียดมินห์ให้โจมตีฐานที่มีการป้องกันดีในส่วนห่างไกลของประเทศ ณ ปลายเส้นทางลอจิสติกของเวียดมินห์สมเหตุสมผลที่ยุทธการที่หน่าสาน ทว่า ฐานนี้ค่อนข้างอ่อนแอเพราะขาดวัสดุก่อสร้างอย่างคอนกรีตและเหล็กกล้า รถถังหุ้มเกาะซึ่งมีประโยชน์จำกัดในสิ่งแวดล้อมป่า การขาดกองทัพอากาศที่เข้มแข็งสำหรับการคุ้มกันทางอากาศและการทิ้งระเบิดปูพรมและการใช้กำลังต่างด้าวเกณฑ์จากอาณานิคมฝรั่งเศสอื่นที่เกิดจากความไม่เป็นที่นิยมของสงครามนี้ในประเทศฝรั่งศสซึ่งห้ามการใช้ทหารเกณฑ์ชาวฝรั่งเศสประจำการ อีกด้านหนึ่ง ซ้าปใช้ยุทธวิธีที่มีประสิทธิภาพและใหม่ปืนใหญ่ยิงตรง (direct fire artillery) การซุ่มโจมตีขบวนคุ้มกันและปืนต่อสู้อากาศยานที่รวบรวมเพื่อขัดขวางการส่งกำลังบำรุงทางบกหรืออากาศร่วมกับยุทธศาสตร์ที่ยึดการเกณฑ์กองทัพประจำการขนาดพอสมควรที่อำนวยจากการสนับสนุนของประชาชนอย่างกว้างขวาง ลัทธิการสงครามกองโจรและการสอนที่พัฒนาในประเทศจีนและการใช้วัสดุสงครามเรียบง่ายและเชื่อถือได้ที่สหภาพโซเวียตจัดหา ทั้งหมดนี้รวมกันพิสูจน์แล้วว่าเป็นหายนะสำหรับการป้องกันฐานนี้ ลงเอยด้วยความปราชัยของฝรั่งเศสอย่างเด็ดขาดในยุทธการที่เดียนเบียนฟู[26]

ณ การประชุมเจนีวาระหว่าปงระเทศเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ค.ศ. 1954 รัฐบาลฝรั่งเศสสังคมนิยมใหม่และเวียดมินห์ทำความตกลงซึ่งถูกรัฐบาลเวียดนามและสหรัฐประณาม แต่ให้คอมมิวนิสต์ควบคุมเวียดนามเหนือเหนือเส้นขนานที่ 17 ยกการควบคุมเวียดนามเหนือให้เวียดมินห์ภายใต้โฮจิมินห์ และเวียดนามใต้ยังอยู่ภายใต้จักรพรรดิบ๋าว ดั๋ย ปีต่อมา บ๋าว ดั่ยถูกนายกรัฐมนตรีโง ดิญ เสี่ยมปลด สถาปนาสาธารณรัฐเวียดนาม ไม่นาน เกิดการก่อการกำเริบที่เวียดนามเหนือสนับสนุนต่อรัฐบาลเดี่ยม ความขัดแย้งค่อย ๆ บานปลายเป็นสงครามเวียดนาม

สงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่ง
เป็นส่วนหนึ่งของ สงครามอินโดจีน และ สงครามเย็น
The Allied Occupation of French Indo-china SE5769

พิธีที่ทหารกองทัพญี่ปุ่นยอมจำนนต่อทหารกองทัพสหราชอาณาจักรในเมืองไซ่ง่อน ในปี 1945
วันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ. 19461 สิงหาคม ค.ศ. 1954
(7 ปี 7 เดือน 1 สัปดาห์ 6 วัน)
สถานที่ อินโดจีนฝรั่งเศส, (เวียดนามเหนือโดยส่วนใหญ่)
ผลลัพธ์ กองกำลังเวียดมินห์ได้รับชัยชนะ[1][2][3][4]
  • การแบ่งแยกประเทศเวียดนามออกเป็นสองส่วน(ตอนเหนือปกครองโดยเวียดมินห์ และตอนใต้ปกครองโดยรัฐเวียดนามอยู่ต่อไป)
  • ฝรั่งเศสสละอำนาจการปกครองอาณานิคมอินโดจีน และให้เอกราชแก่ลาว กัมพูชา และเวียดนาม เพราะผลของการบังคับใช้จากการประชุมเจนีวา (ค.ศ. 1954)
ดินแดน
เปลื่ยน
ประเทศเวียดนามแยกเป็นสองประเทศคือเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ โดยให้ถือเอาพื้นที่ 17 องศาเหนือ เป็นเส้นแบ่งเขตแดน
คู่ขัดแย้ง
เวียดนามเหนือ เวียดมินห์

ลาว ลาวอิสระ (1945–1949)

ประเทศกัมพูชา เขมรอิสระ[6]

ญี่ปุ่น อาสาสมัครจากประเทศญี่ปุ่น


Supported by:[8]
 สหภาพโซเวียต[9]
 จีน (1949–1954) [9]
 เยอรมนีตะวันออก[10][11]

ฝรั่งเศส สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่สี่ (1945–1954)

ประเทศกัมพูชา กัมพูชา
(1953–1954)
ลาว ราชอาณาจักรลาว
(1953–1954)
เวียดนามใต้ รัฐเวียดนาม (1949–1954)


Supported by:
 สหรัฐ[12] (1950–1954)

ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
เวียดนามเหนือ โฮจิมินห์
เวียดนามเหนือ หวอ เงวียน ซ้าป
ลาว พระเจ้าสุภานุวงศ์
ประเทศกัมพูชา เซิง งอกมิญ
คณะสำรวจดินแดนตะวันออกไกลของฝรั่งเศส
  • ฝรั่งเศส Philippe Leclerc de Hauteclocque (1945–1946)
  • ฝรั่งเศส Jean-Étienne Valluy (1946–1948)
  • ฝรั่งเศส Roger Blaizot (1948–1949)
  • ฝรั่งเศส Marcel Carpentier (1949–1950)
  • ฝรั่งเศส Jean de Lattre de Tassigny (1950–1951)
  • ฝรั่งเศส Raoul Salan (1952–1953)
  • ฝรั่งเศส Henri Navarre (1953–1954)

รัฐเวียดนาม

กำลัง
เวียดมินห์:
ทหาร: 125,000
พลเรือน: 75,000
กองกำลังนิยม/ประจำการ: 250,000[13]
อดีตทหารกองทัพบกจักรวรรดิญี่ปุ่นและอาสาสมัคร: ~5,000[14]
รวม: ~450,000
ฝรั่งเศส:
คณะสำรวจ: 190,000
ฝ่ายความช่วยเหลือในพื้นที่: 55,000
รัฐเวียดนาม:
150,000[15]
อดีตทหารกองทัพบกจักรวรรดิญี่ปุ่นและอาสาสมัคร: ~1,000[16]
รวม: ~450,000
กำลังพลสูญเสีย
เวียดมินห์:
หายสาบสูญและเสียชีวิตถึง 175,000–300,000 ราย[17][18]
สหภาพฝรั่งเศส:
เสียชีวิต 75,581 ราย
บาดเจ็บ 64,127 ราย,
ถูกจับกุม 40,000 ราย
รัฐเวียดนาม:
หายสาบสูญและเสียชีวิตถึง 58,877 ราย[19]
รวม:
หายสาบสูญและเสียชีวิตถึง 134,500 ราย
พลเรือนหายสาบสูญและเสียชีวิตถึง 125,000–400,000 ราย[17][20][21][22]

อ้างอิง

  1. Lee Lanning, Michael (2008). Inside the VC and the NVA. : Texas A&M University Press. p. 119. ISBN 978-1-60344-059-2.
  2. Crozier, Brian (2005). Political Victory: The Elusive Prize Of Military Wars. Transaction. p. 47. ISBN 978-0-7658-0290-3.
  3. Fall, Street Without Joy, p. 63.
  4. Logevall, Fredrik (2012). Embers of War: the fall of an empire and the making of America's Vietnam. Random House. pp. 596–9. ISBN 978-0-375-75647-4.
  5. Jacques Dalloz, La Guerre d'Indochine 1945–1954, Seuil, Paris, 1987, pp. 129–130, 206
  6. Jacques Dalloz (1987). La Guerre d'Indochine 1945–1954. Paris: Seuil. pp. 129–130.
  7. Kiernan, Ben. How Pol Pot Came to Power. London: Verso, 1985. p. 80
  8. henrisalvador. "John Foster Dulles on the fall of Dien Bien Phu". Dailymotion. สืบค้นเมื่อ August 19, 2015.
  9. 9.0 9.1 "Viện trợ của Trung Quốc đối với cuộc kháng chiến chống Pháp của Việt Nam". สืบค้นเมื่อ August 19, 2015.
  10. http://geb.uni-giessen.de/geb/volltexte/2013/9311/pdf/DaoDucThuan_2013_02_05.pdf
  11. "East Germany – The National People's Army and the Third World".
  12. "CNN.com – France honors CIA pilots – Feb 28, 2005". สืบค้นเมื่อ August 19, 2015.
  13. Windrow 1998, p. 23
  14. Ford, Dan. "Japanese soldiers with the Viet Minh".
  15. Windrow, Martin (1998). The French Indochina War 1946–1954 (Men-At-Arms, 322). London: Osprey Publishing. p. 11. ISBN 1-85532-789-9.
  16. Ford, Dan. "Japanese soldiers with the Viet Minh".
  17. 17.0 17.1 Clodfelter, Michael, Vietnam in Military Statistics (1995)
  18. Where the Domino Fell: America and Vietnam 1945–1995. James S. Olson, Randy W. Roberts. Chapter 2: The first Indochina war 1945–54
  19. Dommen, Arthur J. (2001), The Indochinese Experience of the French and the Americans, Indiana University Press, pg. 252
  20. Smedberg, M (2008), Vietnamkrigen: 1880–1980. Historiska Media, p. 88
  21. Eckhardt, William, in World Military and Social Expenditures 1987–88 (12th ed., 1987) by Ruth Leger Sivard.
  22. Dommen, Arthur J. (2001), The Indochinese Experience of the French and the Americans, Indiana University Press, pg. 252.
  23. s:Page:Pentagon-Papers-Part I.djvu/30
  24. Fall, Street Without Joy, p. 17.
  25. Edward Rice-Maximin, Accommodation and Resistance: The French Left, Indochina, and the Cold War, 1944–1954 (Greenwood, 1986).
  26. Flitton, Dave. "Battlefield Vietnam – Dien Bien Phu, the legacy". Public Broadcasting System PBS. สืบค้นเมื่อ 29 July 2015.
11 ตุลาคม

วันที่ 11 ตุลาคม เป็นวันที่ 284 ของปี (วันที่ 285 ในปีอธิกสุรทิน) ตามปฏิทินสุริยคติแบบเกรกอเรียน เมื่อถึงวันนี้จะยังเหลือวันอีก 81 วันในปีนั้น

13 มีนาคม

วันที่ 13 มีนาคม เป็นวันที่ 72 ของปี (วันที่ 73 ในปีอธิกสุรทิน) ตามปฏิทินสุริยคติแบบเกรกอเรียน เมื่อถึงวันนี้จะยังเหลือวันอีก 293 วันในปีนั้น

กองทัพบกกัมพูชา

กองทัพบกกัมพูชา (อังกฤษ: Royal Cambodian Army) ภาษาเขมรว่า กองทัพเชิงโคกกัมพูชา (เขมร: កងទ័ពជើងគោកកម្ពុជា กงทัพเชิงโคกกมฺพุชา) เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพกัมพูชา เป็นกองกำลังภาคพื้นดิน ขึ้นกับกระทรวงกลาโหม

กองทัพรบนอกประเทศภาคพื้นตะวันออกไกลฝรั่งเศส

กองทัพรบนอกประเทศภาคพื้นตะวันออกไกลฝรั่งเศส (ฝรั่งเศส: Corps Expéditionnaire Français en Extrême-Orient, CEFEO) เป็นหน่วยรบนอกประเทศในอาณานิคมของกองทัพสหภาพฝรั่งเศส ซึ่งถูกส่งออกไปปฏิบัติหน้าที่ในอินโดจีนฝรั่งเศสตั้งแต่ ค.ศ. 1945 ระหว่างสงครามมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นหน่วยทหารที่มีบทบาทในสงครามโลกครั้งที่สอง สงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่ง จนกระทั่งหน่วยถูกยุบในปี ค.ศ. 1956 เนื่องจากฝรั่งเศสถอนตัวออกจากลาว กัมพูชาและเวียดนาม

การประชุมเจนีวา (ค.ศ. 1954)

การประชุมเจนีวา ระหว่างวันที่ 26 เมษายน - 21 กรกฎาคม ค.ศ. 1954 เป็นการประชุมซึ่งมีวัตถุประสงค์สองประการ ประการแรก คือ ความพยายามที่จะหาหนทางรวมประเทศเกาหลี ประการที่สอง คือ อภิปรายเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะฟื้นฟูสันติภาพในอินโดจีน สหภาพโซเวียต สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นประเทศผู้เข้าร่วมประชุมตลอดระยะเวลาการประชุม ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ซึ่งกังวลเกี่ยวกับปัญหาทั้งสองก็ได้นำเสนอระหว่างการอภิปรายคำถามที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมไปถึงประเทศที่ส่งกำลังทหารไปช่วยสหประชาชาติในสงครามเกาหลี และอีกหลายประเทศซึ่งยุติสงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่งระหว่างฝรั่งเศสและเวียดมินห์ ส่วนของการประชุมเกี่ยวกับปัญหาเกาหลีได้ยุติลงโดยไม่มีการประกาศแถลงการณ์หรือข้อเสนอแต่อย่างใด ผู้เข้าร่วมการประชุมและนักวิเคราะห์บางส่วนกล่าวโทษสหรัฐอเมริกาที่ขัดขวางความพยายามในการรวมประเทศ ในปัญหาเกี่ยวกับอินโดจีน ที่ประชุมได้ข้อสรุปเป็นเอกสารซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่า "ข้อตกลงเจนีวา" ข้กตกลงมีเนื้อหาให้แยกเวียดนามออกเป็นสองส่วน ทางเหนืออยู่ภายใต้การปกครองของเวียดมินห์ และทางใต้อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐเวียดนาม ภายใต้การนำของอดีตจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย แห่งเวียดนาม "แถลงการณ์การประชุมสุดท้าย" ซึ่งเสนอโดยผู้นำการประชุมชาวอังกฤษ มีเนื้อหาให้จัดการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1956 เพื่อสร้างรัฐเวียดนามที่รวมเป็นหนึ่งเดียว ถึงแม้ว่าจะถูกเสนอในมุมมองที่เห็นพ้องกัน เอกสารดังกล่าวไม่ได้รับการยอมรับจากผู้แทนจากทั้งเวียดนามใต้หรือสหรัฐอเมริกา นอกเหนือจากนี้ ข้อตกลงหยุดยิงสามฉบับแยกกัน ซึ่งครอบคลุมกัมพูชา ลาว และเวียดนาม ได้มีการลงนามในที่ประชุมด้วย

คริสตีย็อง เดอ กัสทรี

คริสตีย็อง มารี แฟร์ดีน็อง เดอ ลา ครัว เดอ กัสทรี (ฝรั่งเศส: Christian Marie Ferdinand de la Croix de Castries; 11 สิงหาคม ค.ศ. 1902 — 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1991) เป็นผู้บัญชาการชาวฝรั่งเศสในยุทธการที่เดียนเบียนฟู ในปี ค.ศ. 1954 เดอ กัสทรีเกิดมาในตระกูลการทหารที่มีชื่อเสียง และได้รับบรรจุเข้ารับราชการทหารเมื่ออายุได้ 19 ปี เขาถูกส่งไปยังโรงเรียนทหารม้าโซมูร์ และในปี ต.ศ. 1926 ก็ได้ดำรงตำแหน่งนายทหารสัญญาบัตร แต่ในภายหลังได้ลาออกจากกองทัพเพื่ออุทิศตัวให้กับกีฬาขี่ม้า หลังจากกลับเข้าทำงานในกองทัพอีกครั้งเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเริ่มขึ้น ในปี ค.ศ. 1940 เขาได้ถูกจับกุมตัว และสามารถหลบหนีออกจากค่ายเชลยศึกในปี ค.ศ. 1941 และต่อสู้ร่วมกับกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรในแอฟริกาเหนือ อิตาลีและฝรั่งเศสตอนใต้

ในปี ค.ศ. 1946 เดอ กัสทรี ขณะที่มียศพันโท ได้ถูกส่งไปยังอินโดจีน เขาได้รับบาดเจ็บและใช้เวลาพักฟื้นในฝรั่งเศสนานหนึ่งปีก่อนที่จะกลับไปยังเวียดนามโดยมียศพันเอก ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1953 เขาได้รับคำสั่งให้ป้องกันเดียนเบียนฟูจากเวียดมินห์ และได้รับการเลื่อนยศสนามเป็นพลจัตวา เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ. 1954 ภายหลังการปิดล้อมนานแปดเดือน ฝรั่งเศสเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ซึ่งยุติสงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่งและเป็นจุดสิ้นสุดของอำนาจฝรั่งเศสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เดอ กัสทรีถูกจับเป็นเชลยอยู่นานสี่เดือนในขณะที่มีการบรรลุข้อตกลงสงบศึกในเจนีวา เขาเกษียณจากกองทัพในปี ค.ศ. 1959

ชาร์ล ปีร็อต

ชาร์ล ปีร็อต (ค.ศ. 1906 — 15 มีนาคม ค.ศ. 1954) เป็นพันโทชาวฝรั่งเศสและทหารผ่านศึกการทัพอิตาลีระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง และเป็นที่รู้จักกันมากกว่าในการปฏิบัติหน้าที่สามครั้งในเวียดนามระหว่างสงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่ง ปีร็อตบัญชาการทหารปืนใหญ่ในยุทธการที่เดียนเบียนฟูในช่วงที่หุบเขาถูกล้อมโดยเวียดมินห์ หลังจากความล้มเหลวที่หน่วยปืนใหญ่ของเขาไม่สามารถให้การสนับสนุนได้เท่าที่ควร เขาได้ทำอัตวินิบาตกรรมด้วยระเบิดมือในบังเกอร์ของตน

ฌ็อง เดอ ลัทร์ เดอ ตาซีญี

ฌ็อง โฌแซ็ฟ มารี กาเบรียล เดอ ลัทร์ เดอ ตาซีญี (ฝรั่งเศส: Jean Joseph Marie Gabriel de Lattre de Tassigny) เป็นผู้ปัญชาการฝรั่งเศสในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง, สงครามโลกครั้งที่สอง และ สงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่ง เดอ ตาซีญี ได้รับยศจอมพลแห่งฝรั่งเศสหลังเขาเสียชีวิตในปี 1952

ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เขาได้ร่วมรบในแนวรบด้านตะวันตก เขาได้รับบาดเจ็บจากการรบในยุทธการที่แวร์เดิงต่อมา เดอ ตาซีญี ได้รับ เครื่องอิสริยาภรณ์เลฌียงดอเนอร์และ Military Cross

ในสมัยระหว่างสงคราม เดอ ตาซีญี ได้ถูกส่งตัวไปรบที่โมร็อกโกเขาได้รับบาดเจ็บจากการรบอีกครั้ง

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเขากลายเป็นนายพลแห่งกองทัพฝรั่งเศสเขาได้บัญชาการรบใน ยุทธการที่ Rethel, Champagne-Ardenne, และ Loire ระหว่างยุทธการที่ฝรั่งเศส และหยุดรบหลังการยอมแพ้ของประเทศฝรั่งเศสต่อนาซีเยอรมนี

ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์

จอมพล ดไวต์ เดวิด ไอก์ ไอเซนฮาวร์ (อังกฤษ: Dwight David "Ike" Eisenhower; 14 ตุลาคม ค.ศ. 1890 - 28 มีนาคม ค.ศ. 1969) เป็นชาวอเมริกันที่ดำรงตำแหน่งพลเอกแห่งกองทัพและรัฐบุรุษที่ทำหน้าที่เป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐ คนที่ 34 ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1953 ถึง ปี ค.ศ. 1961 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขาได้เป็นนายพลระดับห้าดาวในกองทัพสหรัฐและทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกำลังรบนอกประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรในทวีปยุโรป เขาได้รับผิดชอบในการวางแผนและควบคุมดูแลในการบุกครองแอฟริกาเหนือในปฏิบัติการคบเพลิง ในปี ค.ศ. 1942-43 และประสบความสำเร็จในการบุกครองฝรั่งเศสและเยอรมนีในปี ค.ศ. 1944-45 จากแนวรบด้านตะวันตก

การเกิดของเดวิด ดไวต์ ไอเซนฮาวร์ที่เมืองเดนิสัน รัฐเท็กซัส เขาได้ถูกรับเลี้ยงดูในรัฐแคนซัสในครอบครัวขนาดใหญ่ของเชื้อสายชาวดัตช์จากเพนซิลเวเนียส่วนใหญ่ ครอบครัวของเขามีพื้นฐานทางศาสนาที่เคร่งครัด แม่ของเขาตั้งแต่เกิดมานับถือนิกายลูเธอรัน เมื่อได้สมรสที่ River Brethren และต่อมาได้กลายเป็นพยานพระยะโฮวา อย่างไรก็ตาม, ไอเซนฮาวร์นั้นไม่ได้ถูกจัดให้อยู่ในศาสนานิกายใดๆ จนกระทั่งปี ค.ศ. 1952 เขาได้อ้างถึงการย้ายถิ่นฐานอย่างต่อเนืองในช่วงการงานอาชีพทางทหารของเขาเป็นเหตุผลเดียว เขาได้จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกเวสต์พอยต์ในปี ค.ศ. 1915 และต่อมาก็ได้สมรสกับนางมามี เดาด์ ซึ่งได้มีลูกชายสองคน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เขาได้ปฏิเสธคำขอให้ไปทำหน้าที่ในสมรภูมิทวีปยุโรปและแทนที่จะสั่งการหน่วยที่ได้รับการฝึกฝนให้เป็นพลขับรถถัง หลังสงคราม เขาได้ทำหน้าที่ภายใต้นายพลต่างๆและได้รับการเลื่อนยศเป็นพลจัตวาในปี ค.ศ. 1941 ภายหลังจากที่สหรัฐได้เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง ไอเซนฮาวร์ได้ควบคุมในการบุกครองที่ประสบความสำเร็จที่แอฟริกาเหนือและเกาะซิซิลี ก่อนที่จะควบคุมดูแลการบุกครองฝรั่งเศสและเยอรมนี ภายหลังสงคราม ไอเซนฮาวร์ได้ทำหน้าที่เป็นเสนาธิการกองทัพบกและรับบทบาทเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในปี ค.ศ. 1951-52 เขาได้ทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งองค์กรนาโตคนแรก

ในปี ค.ศ. 1952 ไอเซนฮาวร์ได้เข้าการแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในฐานะที่เป็นคนของพรรครีพันลิกันเพื่อสกัดกั้นนโยบายต่างประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดของวุฒิสมาชิก Robert A. Taft ที่ต่อต้านองค์กรนาโตและต้องการที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวพันกับต่างประเทศ เขาได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งและชัยชนะที่สำคัญในการเลือกตั้งในปี ค.ศ. 1956 ตั้งสองครั้งที่เอาชนะ Adlai Stevenson II เขาได้กลายเป็นคนของพรรครีพันลิกันคนแรกที่สามารถเอาชนะมาได้นับตั้งแต่เฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ ในปี ค.ศ. 1928 เป้าหมายหลักของไอเซนฮาวร์ในสำนักงาน อันได้แก่ การแผ่ขยายอิทธิพล​ของสหภาพโซเวียต และลดการขาดดุลรัฐบาลกลาง ในปี ค.ศ. 1953 เขาได้ข่มขู่ว่าจะใช้อาวุธนิวเคลียร์จนกว่าจีนจะยินยอมในข้อตกลงสันติภาพในสงครามเกาหลี ซึ่งจีนเห็นด้วยและการสงบศึกนั้นที่ยังคงมีผลอยู่ นโยบายการมองใหม่ของเขาในการยับยั้งนิวเคลียร์ซึ่งได้จัดลำดับความสำคัญของอาวุธนิวเคลียร์ที่ราคาไม่แพงในขณะที่ได้ตัดงบประมาณจากกองพลของกองทัพบกที่มีราคาแพง เขายังคงถือนโยบายของแฮร์รี เอส. ทรูแมนจากการรับรองว่า สาธารณรัฐจีนในฐานะที่เป็นรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมายของประเทศจีนและเขาได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาของ Formosa Resolution การปกครองของเขาได้ให้ความช่วยเหลือที่สำคัญในการช่วยให้ฝรั่งเศสต่อสู้กับคอมมิวนิสต์เวียดนามในสงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่ง หลังจากที่ฝรั่งเศสได้ถอนตัวออกไป เขาได้ให้การสนับสนุนทางการเงินที่เข้มแข็งให้กับรัฐใหม่ของเวียดนามใต้ เขาได้สนับสนุนการก่อรัฐประหารของทหารท้องถิ่นที่ต่อต้านกับรัฐบาลในอิหร่านและกัวเตมาลา ในช่วงวิกฤตการณ์คลองสุเอซ ในปี ค.ศ. 1956 ไอเซนฮาวร์ได้กล่าวประณามอิสราเอล อังกฤษ และฝรั่งเศสที่ได้บุกครองอียิปต์ และเขาได้บังคับให้พวกเขาถอนตัว นอกจากนี้เขายังได้กล่าวประณามการบุกครองของโซเวียตในช่วงการปฏิวัติฮังการี ค.ศ. 1956 แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรเลย ในช่วงวิกฤตการณ์ซีเรีย เขาได้อนุมัติแผนของซีไอเอ-เอ็มไอ6 เพื่อดำเนินเหตุการณ์ชายแดนปลอมที่เป็นข้ออ้างสำหรับการบุกครองโดยประเทศเพื่อนบ้านทางตะวันตกที่สนับสนุนของซีเรีย ภายหลังจากสหภาพโซเวียตได้เปิดตัว สปุตนิก ในปี ค.ศ. 1957 ไอเซนฮาวร์ได้อนุมัติให้จัดตั้งองค์กรนาซา ซึ่งนำไปสู่การแข่งขันอวกาศ เขาได้ส่งทหาร 15,000 นายในช่วงวิกฤตการณ์เลบานอน ปี ค.ศ. 1958 เมื่อใกล้ถึงสิ้นสุดของวาระ ความพยายามของเขาในการจัดตั้งการประชุมสุดยอดกับสหภาพโซเวียตที่พังทลายลง เมื่อเครื่องบินสายลับของสหรัฐถูกยิงตกเหนือรัสเซีย เขาได้อนุมัติในการบุกครองอ่าวหมู ซึ่งได้ทิ้งให้แก่ผู้รับช่วงต่อจากเขา จอห์น เอฟ. เคนเนดี เพื่อดำเนินต่อไปในด้านภายในประเทศ, ไอเซนฮาวร์เป็นนักอนุรักษนิยมค่อนข้างปานกลางที่ยังคงสานต่อหน่วยงานโครงการสัญญาใหม่ และขยายความมั่นคงทางสังคม เขาได้แอบต่อต้าน Joseph McCarthy และมีส่วนทำให้การสิ้นสุดของ McCarthyism โดยอ้างสิทธิ์การบริหารประเทศอย่างเปิดเผย ไอเซนฮาวร์ได้ลงนามกฎหมายสิทธิพลเมือง ปี ค.ศ. 1957 และส่งกองกำลังทหารของกองทัพเพื่อบังคับคำสั่งศาลรัฐบาลกลางที่รวมตัวกันที่โรงเรียนใน Little Rock, Arkansas โครงการขนาดใหญ่ของเขาคือ ระบบทางหลวงระหว่างรัฐ เขาได้ให้ความสำคัญในการจัดตั้งการศึกษาวิทยาศาสตร์ที่เข้มแข็งผ่านด้วยกฎหมายการศึกษาด้านการป้องกันประเทศ ข้อตกลงสองข้อของไอเซนฮาวร์ได้แสดงให้เห็นถึงความมั่นคั่งทางเศรษฐกิจที่แพร่หลายซึ่งยกเว้นเพียงแค่ภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย ในปี ค.ศ. 1958 ในคำกล่าวสุนทรพจน์การอำลาต่อประเทศของเขา ไอเซนฮาวร์ได้แสดงถึงความวิตกกังวลเกี่ยวกับอันตรายของการใช้งบประมาณทางทหารจำนวนมาก การใช้งบประมาณดุลการค้าโดยเฉพาะอย่างยิ่ง และสัญญาของรัฐบาลที่ต่อโรงงานการผลิตทางทหารของภาคเอกชน เขาได้รับการโหวตให้เป็นชายที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดถึงสิบสองครั้งของ Gallup และได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางทั้งภายในและนอกสำนักงาน การประเมินผลทางประวัติศาสตร์ของตำแหน่งประธานาธิบดีของเขาทำให้เขาอยู่เหนือชั้นของประธานาธิบดีสหรัฐ

ดไวต์ ดี ไอเซนฮาวร์ได้ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ค.ศ. 1969 รวมอายุได้ 78 ปี

ประเทศเวียดนาม

เวียดนาม (เวียดนาม: Việt Nam [viət˨ nam˧] เหฺวียดนาม) มีชื่ออย่างเป็นทางการคือ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (เวียดนาม: Cộng hòa xã hội chủ nghĩa Việt Nam, ก่ง ฮหว่า สา โห่ย จู๋ เหงีย เหวียต นาม) เป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกสุดของคาบสมุทรอินโดจีน มีประชากรประมาณ 94.6 ล้านคนใน พ.ศ. 2559 ทำให้มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 15 ของโลกและมากเป็นอันดับ 9 ของเอเชีย มีพรมแดนติดกับประเทศจีน ทางทิศเหนือ ประเทศลาว และประเทศกัมพูชา ทางทิศตะวันตก และอ่าวตังเกี๋ย ทะเลจีนใต้ อ่าวไทย ทางทิศตะวันออกและใต้ มีเมืองหลวงชื่อฮานอยตั้งแต่เวียดนามเหนือและใต้รวมกันใน พ.ศ. 2519 เมืองใหญ่สุดในประเทศคือนครโฮจิมินห์

ทางเหนือของเวียดนามเคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิจีนกว่าพันปี ตั้งแต่ 111 ปีก่อนคริสต์ศักราชถึง ค.ศ. 939 รัฐแรกเริ่มของเวียดนามก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณปี 939 หลังเวียดนามชนะจีน(มองโกล)ในยุทธนาวีแม่น้ำบักดั่ง เวียดนามและจักรพรรดิเวียดนามก็เจริญรุ่งเรืองและเริ่มแผ่ขยายอิทธิพลเข้าไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนกระทั่งตกเป็นอินโดจีนของฝรั่งเศสของฝรั่งเศสในช่วงกลางศตวรรษที่ 19

หลังจากการยึดครองของญี่ปุ่นใน พ.ศ. 2483 เวียดนามสู้รบกับฝรั่งเศสในสงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่ง 2 กันยายน โฮจิมินห์ประกาศสถาปนาสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม ในปี พ.ศ. 2497 เวียนนามชนะผรั่งเศสอย่างเด็ดขาดในยุทธการที่เดียนเบียนฟู และทำให้เวียดนามแยกเป็นสองประเทศคือเวียดนามเหนือ (สาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม) และ เวียดนามใต้ (สาธารณรัฐเวียดนาม) ต่อมาความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศทวีความรุนแรงจนกลายเป็นสงครามเวียดนามตั้งแต่ พ.ศ. 2498 –2518

ประเทศเวียดนามรวมประเทศและอยู่ภายใต้รัฐบาลคอมมิวนิสต์ แต่ยังมีความยากจนและโดดเดี่ยวทางการเมืองใน พ.ศ. 2529 พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเริ่มต้นบูรณะเศรษฐกิจและการเมืองทำให้เวียดนามเริ่มเข้าร่วมกับเศรษฐกิจโลก ในปี พ.ศ. 2543 ได้มีการสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตกับทุกประเทศ และตั้งแต่พ.ศ. 2543 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามนั้นถือว่าเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดในโลก การบูรณะเศรษฐกิจประสบความสำเร็จทำให้เข้าร่วมกับองค์การการค้าโลกใน พ.ศ. 2550 และนอกจากนี้เวียดนามยังเป็นสมาชิกของความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิกและองค์การระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสด้วย

(ประเทศเวียดนามมีนักท่องเที่ยวมาประมาณ 10.8 ล้านคน)

มาร์แซล-มอริส การ์ป็องตีเย

มาร์แซล-มอริส การ์ป็องตีเย (ฝรั่งเศส: Marcel-Maurice Carpentier; 2 มีนาคม ค.ศ. 1895 — 14 กันยายน ค.ศ. 1977) เป็นนายพลฝรั่งเศสซึ่งปฏิบัติหน้าที่ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สงครามโลกครั้งที่สองและสงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่ง

เขาเกิดในปี ค.ศ. 1895 ในมาร์แซย์ เป็นบุตรชายคนแรกของครอบครัว สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยการทหารแซ็ง-ซีร์ ในปี ค.ศ. 1937 เขาเป็นเสนาธิการของนายทหารผู้บังคับบัญชาในเลแวนต์ ในปี ค.ศ. 1940-41 เขาได้อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของฌ็อง เดอ ลัทร์ เดอ ตาซีญี เป็นเสนาธิการของผู้บัญชาการสูงสุดในแอฟริกาเหนือ ที่กองบัญชาการใหญ่ของกองกำลังวิชีฝรั่งเศสในตูนิเซีย ในปี ค.ศ. 1942 เขาได้เข้าร่วมกับกองกำลังฝรั่งเศสเสรีของนายพลชาร์ล เดอ โกล กลายมาเป็นเสนาธิการของกองทัพรบนอกประเทศฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1943 เขาดำรงตำแหน่งดังกล่าวจนกระทั่ง ค.ศ. 1944 ก่อนที่จะเปลี่ยนไปรับตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลโมร็อกโกที่ 2 ซึ่งเขาดำรงตำแหน่งจนถึง ค.ศ. 1945

หลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติ เขาได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ 15 ภาคทหารของฝรั่งเศส และได้รับแต่งตั้งเป็นนายทหารผู้บังคับบัญชาของกองกำลังตูนิเซียในปี ค.ศ. 1946 และได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์เลฌียงดอเนอร์ชั้นนายทัพในปี ค.ศ. 1947

ในปี ค.ศ. 1949 เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพสหภาพฝรั่งเศสในอินโดจีน แต่ในปี ค.ศ. 1950 เขาได้ถูกแทนที่ด้วยเดอ ลัทร์ เขาจึงเดินทางกลับมายังยุโรปและดำรงตำแหน่งเสนาธิการของนาโตในปี ค.ศ. 1951 ซึ่งรับตำแหน่งจนกระทั่ง ค.ศ. 1952 ในปี ค.ศ. 1956 เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ตรวจการใหญ่ทหารราบ ก่อนจะปลดเกษียณมาเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของนาโตในยุโรปกลาง

ม้ง

ม้ง (อังกฤษ: Hmong) เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ในภูเขาของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ชาวม้งอพยพลงมาทางใต้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เนื่องจากสถานการณ์ที่ไม่สงบทางการเมืองและหาพื้นที่ที่เหมาะสมกับการเพาะปลูก ปัจจุบันมีชาวม้งอาศัยอยู่ในประเทศจีน ไทย เวียดนาม ลาว และสหรัฐอเมริกา โดยชุมชนชาวม้งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอยู่ที่ตำบลเข็กน้อย อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์สำหรับในประเทศไทยคำว่า "แม้ว" เป็นคำเรียกที่ไม่สุภาพในการเรียกกลุ่มคนม้ง ชาวม้งโดยส่วนใหญ่ไม่ชอบให้เรียกว่าแม้ว โดยถือว่าเป็นการดูถูกเหยียดหยาม

ระหว่างสงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่งและสงครามอินโดจีนครั้งที่สอง ชาวม้งในลาวได้ต่อสู้ขบวนการปะเทดลาว ชาวม้งหลายคนอพยพมาประเทศไทย และ ชาติตะวันตก

ยุทธการที่หน่าสาน

ยุทธการที่หน่าสาน (ฝรั่งเศส: Bataille de Na San) เป็นการรบระหว่างกองกำลังสหภาพฝรั่งเศสกับกองกำลังคอมมิวนิสต์เวียดมินห์ที่หน่าสาน จังหวัดเซินลา ระหว่างสงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่ง เพื่อยึดครองดินแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนาม

ยุทธการที่เดียนเบียนฟู

ยุทธการที่เดียนเบียนฟู (ฝรั่งเศส: Bataille de Diên Biên Phu; เวียดนาม: Chiến dịch Điện Biên Phủ) เป็นการเผชิญหน้าครั้งสำคัญสุดยอดในสงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่ง ระหว่างกองทัพรบนอกประเทศภาคพื้นตะวันออกไกลของสหภาพฝรั่งเศสและนักปฏิวัติคอมมิวนิสต์-ชาตินิยมเวียดมินห์ ยุทธการนี้เกิดขึ้นระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม ค.ศ. 1954 และสิ้นสุดลงด้วยความพ่ายแพ้อย่างกว้างขวางของฝรั่งเศสซึ่งส่งอิทธิพลต่อการเจรจาเหนืออนาคตของคาบสมุทรอินโดจีนที่นครเจนีวา นักประวัติศาสตร์การทหาร มาร์ติน วินโดรว์ เขียนว่า เดียนเบียนฟูเป็น "ครั้งแรกซึ่งขบวนการเรียกร้องเอกราชอาณานิคมวิวัฒนาผ่านทุกขั้นตอนจากกองโจรไปเป็นกองทัพซึ่งจัดระเบียบและติดอาวุธตามแบบจนสามารถเอาชนะเจ้าอาณานิคมตะวันตกสมัยใหม่ในการรบแบบที่ตั้งมั่น (pitched battle)"ผลจากความผิดพลาดในกระบวนการตัดสินใจของฝรั่งเศส ทำให้ฝรั่งเศสเริ่มปฏิบัติการเพื่อสนับสนุนทหารของตนที่เดียนเบียนฟู ลึกเข้าไปในหุบเขาทางตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนาม จุดประสงค์ของปฏิบัติการนี้เพื่อตัดเส้นทางเสบียงของเวียดมินห์ที่เข้าสู่ราชอาณาจักรลาวซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านและพันธมิตรของฝรั่งเศส และเพื่อดึงให้เวียดมินห์มาเผชิญหน้าครั้งสำคัญที่จะทำลายศักยภาพของเวียดมินห์ในทางยุทธวิธี อย่างไรก็ดี เวียดมินห์ ภายใต้การบังคับบัญชาของพลเอก หวอ เงวียน ซ้าป ได้ปิดล้อมฝรั่งเศส โดยที่ฝรั่งเศสไม่ทราบมาก่อนว่าเวียดมินห์มีปืนใหญ่หนัก รวมทั้งปืนต่อสู้อากาศยานอยู่ในครอบครอง ตลอดจนความสามารถของเวียดมินห์ในการเคลื่อนย้ายอาวุธดังกล่าวผ่านภูมิประเทศทุรกันดารยิ่งมายังยอดเขาที่มองไปเห็นที่มั่นของฝรั่งเศส เวียดมินห์ได้ยึดครองที่สูงรอบเดียนเบียนฟูและยิงปืนใหญ่ถล่มที่มั่นของฝรั่งเศส ได้เกิดการรบภาคพื้นดินอย่างยืนหยัดขึ้นตามมา ซึ่งคล้ายกับการสงครามสนามเพลาะในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทหารฝรั่งเศสได้ขับไล่การโจมตีที่มั่นของฝ่ายเวียดมินห์หลายครั้ง เสบียงและกำลังหนุนถูกส่งเข้ามาทางอากาศ แต่ก็ถูกขัดขวาง เพราะที่ตั้งฝรั่งเศสถูกยึดและได้รับความสูญเสียจากปืนต่อสู้อากาศยาน ทำให้มีเสบียงไปถึงทหารน้อยลงทุกขณะ หลังจากการล้อมนานสองเดือน ที่มั่นของฝรั่งเศสได้ถูกยึดและกำลังฝรั่งเศสส่วนใหญ่ยอมจำนน มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถหลบหนีไปยังประเทศลาวได้ รัฐบาลฝรั่งเศสลาออกและนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ปีแยร์ ม็องแด็ส-ฟร็องส์ ฝ่ายซ้ายกลาง สนับสนุนการถอนทหารฝรั่งเศสออกจากอินโดจีน

ไม่นานหลังจากยุทธการนี้ สงครามอินโดจีนยุติลงด้วยสนธิสัญญาสันติภาพเจนีวา ซึ่งภายใต้สนธิสัญญาฝรั่งเศสยินยอมสละอดีตอาณานิคมทั้งหมด สำหรับทางเหนือ ฝรั่งเศสรับรองอำนาจของโฮจิมินห์ แต่สำหรับทางใต้ จะมีการจัดการเลือกตั้งเพื่อกำหนดอนาคต แต่การเลือกตั้งไม่เคยเกิดขึ้นจริง เพราะสหรัฐอเมริกายกเลิกไป ข้อตกลงนี้แบ่งประเทศเวียดนามออกเป็นสองประเทศ ภายหลังได้เกิดการสู้รบระหว่างกลุ่มแยกเวียดนามที่เป็นปรปักษ์กันใน ค.ศ. 1959 จนนำไปสู่สงครามเวียดนาม (หรือสงครามอินโดจีนครั้งที่สอง)

รัฐเวียดนาม

รัฐเวียดนาม (เวียดนาม: Quốc gia Việt Nam) เป็นรัฐที่อ้างอำนาจเหนือประเทศเวียดนามทั้งหมดในช่วงระหว่างสงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่ง และแทนที่รัฐบาลกลางชั่วคราวแห่งเวียดนาม (ปี พ.ศ. 2491–พ.ศ. 2492) ซึ่งเป็นรัฐอายุสั้นที่เกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจระหว่างอาณานิคมโคชินไชนาไปสู่การเป็นรัฐเอกราช รัฐนี้ได้สถาปนาขึ้นในปี พ.ศ. 2492 และได้รับการยอมรับในระดับสากลในปี พ.ศ. 2493 แม้จะกล่าวอ้างอธิปไตยเหนือดินแดนเวียดนามทั้งหมดแต่มีอำนาจที่แท้จริงในทางใต้ในขณะที่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม มีอำนาจส่วนใหญ่ในทางเหนือ อดีตจักรพรรดิบ๋าว ดั่ยเป็นประมุขแห่งรัฐ (Quốc Trưởng) โง ดิ่ญ เสี่ยมได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี พ.ศ. 2497 และหลังจากที่ขับไล่บ๋าว ดั่ยในปีต่อไป เสี่ยมได้กลายเป็นประธานาธิบดีของสาธารณรัฐเวียดนาม

รัฐในอารักขาอันนัม

อันนัมในอารักขาของฝรั่งเศส (Annam;เวียดนาม: An Nam) เป็นดินแดนในอารักขาของฝรั่งเศสอยู่ทางตอนกลางของเวียดนาม โดยฝรั่งเศสเข้ามาปกครองใน พ.ศ. 2427 และกลายเป็นส่วนหนึ่งของอินโดจีนฝรั่งเศสใน พ.ศ. 2430 ดินแดนอีกสองส่วนคือโคชินไชนา (Nam Kỳ) ทางใต้และตังเกี๋ย (Bắc Kỳ) ทางเหนือรวมอยู่ในอินโดจีนฝรั่งเศสด้วย ราชวงศ์เหงียนยังปกครองอันนัม โดยจักรพรรดิประทับที่เว้ ใน พ.ศ. 2492 รัฐในอารักขานี้ได้รวมเข้าในรัฐเวียดนาม หลังสงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่งได้แบ่งแยกเป็นเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้

สงครามเวียดนาม

สงครามเวียดนาม หรือ สงครามอินโดจีนครั้งที่สอง หรือที่ชาวเวียดนามรู้จักกันในชื่อ สงครามอเมริกา เป็นสงครามตัวแทนสมัยสงครามเย็นที่เกิดขึ้นในประเทศเวียดนาม ลาวและกัมพูชาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2498 กระทั่งกรุงไซ่ง่อนแตกเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2518 สงครามเวียดนามนี้เกิดขึ้นหลังสงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่ง และมีเวียดนามเหนือซึ่งได้รับการสนับสนุนจากจีน สหภาพโซเวียตและพันธมิตรคอมมิวนิสต์อื่นเป็นคู่สงครามฝ่ายหนึ่ง กับรัฐบาลเวียดนามใต้ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐและประเทศที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์อื่นเป็นคู่สงครามอีกฝ่ายหนึ่ง เวียดกง (หรือ แนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติ) เป็นแนวร่วมประชาชนคอมมิวนิสต์เวียดนามใต้ที่ติดอาวุธเบาซึ่งมีเวียดนามเหนือสั่งการ สู้รบในสงครามกองโจรต่อกำลังต่อต้านคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค กองทัพประชาชนเวียดนาม (กองทัพเวียดนามเหนือ) ต่อสู้ในสงครามตามแบบมากกว่า และบางครั้งส่งหน่วยขนาดใหญ่เข้าสู่ยุทธการ เมื่อสงครามดำเนินไป ส่วนการต่อสู้ของเวียดกงลดลงขณะที่บทบาทของกองทัพประชาชนเวียดนามเพิ่มขึ้น กำลังสหรัฐและเวียดนามใต้อาศัยความเป็นเจ้าเวหาและอำนาจการยิงที่เหนือกว่าเพื่อดำเนินปฏิบัติการค้นหาและทำลาย ซึ่งรวมถึงกำลังภาคพื้นดิน ปืนใหญ่และการโจมตีทางอากาศ ตลอดห้วงสงคราม สหรัฐดำเนินการทัพทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ขนานใหญ่ต่อเวียดนามเหนือ และต่อมาน่านฟ้าเวียดนามเหนือกลายเป็นน่านฟ้าที่มีการป้องกันหนาแน่นที่สุดในโลก

รัฐบาลสหรัฐมองว่าการเข้ามามีส่วนในสงครามของตนเป็นหนทางป้องกันการยึดเวียดนามใต้ของคอมมิวนิสต์อันเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การจำกัดการขยายตัวของลัทธิที่ไม่พึงปรารถนาที่ใหญ่กว่า โดยมีเป้าหมายที่แถลงไว้เพื่อหยุดการแพร่ของคอมมิวนิสต์ ตามทฤษฎีโดมิโนของสหรัฐ หากรัฐหนึ่งกลายเป็นคอมมิวนิสต์ รัฐอื่นในภูมิภาคก็จะเป็นไปด้วย ฉะนั้น นโยบายของสหรัฐจึงถือว่าการผ่อนปรนการแพร่ของคอมมิวนิสต์ทั่วประเทศเวียดนามนั้นยอมรับไม่ได้ รัฐบาลเวียดนามเหนือและเวียดกงต่อสู้เพื่อรวมเวียดนามอยู่ในการปกครองคอมมิวนิสต์ ทั้งสองมองข้อพิพาทนี้เป็นสงครามอาณานิคม ซึ่งเริ่มแรกสู้กับฝรั่งเศส โดยได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐ แล้วต่อมาสู้กับเวียดนามใต้ ซึ่งถูกมองว่าเป็นรัฐหุ่นเชิดของสหรัฐ ที่ปรึกษาทางทหารชาวอเมริกันมาถึงอินโดจีนขณะนั้นเริ่มตั้งแต่ปี 2493 การเข้ามามีส่วนของสหรัฐเพิ่มขึ้นในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1960 โดยมีระดับทหารเพิ่มเป็นสามเท่าในปี 2494 และเพิ่มอีกสามเท่าในปีต่อมา การเข้ามามีส่วนของสหรัฐทวีขึ้นอีกหลังเหตุการณ์อ่าวตังเกี๋ย ปี 2507 ซึ่งเรือพิฆาตของสหรัฐปะทะกับเรือโจมตีเร็วของเวียดนามเหนือ ซึ่งตามติดด้วยข้อมติอ่าวตังเกี๋ยซึ่งอนุญาตให้ประธานาธิบดีสหรัฐเพิ่มทหารในพื้นที่ หน่วยรบปกติของสหรัฐถูกจัดวางเริ่มตั้งแต่ปี 2498 ปฏิบัติการข้ามพรมแดนระหว่างประเทศ โดยพื้นที่ติดต่อกับประเทศลาวและกัมพูชาถูกกองทัพสหรัฐทิ้งระเบิดอย่างหนักขณะที่การเข้ามามีส่วนในสงครามของสหรัฐเพิ่มขึ้นสูงสุดในปี 2511 ปีเดียวกัน ฝ่ายคอมมิวนิสต์เปิดฉากการรุกตรุษญวน การรุกตรุษญวนไม่สัมฤทธิ์ผลในการโค่นรัฐบาลเวียดนามใต้ แต่ได้กลายเป็นจุดพลิกผันของสงคราม เพราะได้แสดงว่าเวียดนามใต้ไม่อาจป้องกันตัวเองจากเวียดนามเหนือได้ แม้สหรัฐจะทุ่มความช่วยเหลือทางทหารอย่างมหาศาลหลายปี ด้วยจุดชัยชนะของสหรัฐนั้นไม่ชัดเจน จึงค่อย ๆ มีการถอนกำลังภาคพื้นดินของสหรัฐโดยเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเรียก การแผลงเป็นเวียดนาม (Vietnamization) ซึ่งมุ่งยุติการเข้ามามีส่วนในสงครามของสหรัฐขณะที่โอนภารกิจต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ให้เวียดนามใต้เอง แม้ภาคีทุกฝ่ายลงนามข้อตกลงสันติภาพปารีสในเดือนมกราคม 2516 แล้วก็ตาม แต่การสู้รบยังดำเนินต่อไป ในสหรัฐและโลกตะวันตก มีการพัฒนาขบวนการต่อต้านสงครามเวียดนามขนาดใหญ่ขึ้น ขบวนการนี้ทั้งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมต่อต้าน (Counterculture) แห่งคริสต์ทศวรรษ 1960 และเป็นปัจจัยหนึ่งของมัน

การมีส่วนร่วมทางทหารของสหรัฐยุติลงเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2516 อันเป็นผลมาจากคำแปรญัตติเคส–เชิร์ช (Case–Church Amendment) ที่รัฐสภาสหรัฐผ่าน การยึดกรุงไซ่ง่อนโดยกองทัพประชาชนเวียดนามในเดือนเมษายน 2518 เป็นจุดสิ้นสุดของสงคราม และมีการรวมชาติเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้ในปีต่อมา สงครามนี้คร่าชีวิตมนุษย์ไปมหาศาล ประเมินตัวเลขทหารและพลเรือนชาวเวียดนามที่ถูกสังหารมีตั้งแต่น้อยกว่า 1 ล้านคนเล็กน้อย ไปถึงกว่า 3 ล้านคน ชาวกัมพูชาเสียชีวิตราว 2-3 แสนคน ชาวลาวเสียชีวิต 20,000-200,000 คน และทหารชาวอเมริกันเสียชีวิตในข้อพิพาทนี้ 58,220 นาย

หวอ เงวียน ซ้าป

หวอ เงวียน ซ้าป หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ โวเหงียนเกี๊ยบ (เวียดนาม: Võ Nguyên Giáp; 25 สิงหาคม พ.ศ. 2454 - 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556) เป็นนายทหารนอกราชการสังกัดกองทัพประชาชนเวียดนามและนักการเมือง เขาเป็นผู้บัญชาการหลักสงครามใหญ่ 2 ครั้ง คือ สงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่ง (พ.ศ. 2489-2497) และสงครามเวียดนาม (อีกนัยหนึ่งคือสงครามอินโดจีนครั้งที่ 2, พ.ศ. 2503-2518) และมีส่วนร่วมในยุทธการครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์อันได้แก่ยุทธการที่หลั่งเซิน (พ.ศ. 2493) ยุทธการที่ฮหว่าบิ่ญ (พ.ศ. 2494-2495) ยุทธการที่เดียนเบียนฟู (1954) การรุกวันตรุษญวน (พ.ศ. 2511) การรุกวันอีสเตอร์ (ในเวียดนามเรียกชื่อว่า "การรุกเหงียนเว้", พ.ศ. 2515) การทัพโฮจิมินห์ (พ.ศ. 2518) และ สงครามจีน-เวียดนาม (พ.ศ. 2522) นอกจากนี้ย้าบยังเป็นนักหนังสือพิมพ์ รัฐมนตรีมหาดไทยในรัฐบาลเวียดมินห์ของโฮจิมินห์ ผู้บัญชาการทหารของเวียดมินห์ ผู้บัญชาการกองทัพประชาชนเวียดนาม รัฐมนตรีกลาโหม และรับตำแหน่งในคณะกรมการเมือง (โปลิตบูโร) ของพรรคแรงงานเวียดนาม (พรรคลาวด่ง) อีกด้วย

ซ้าปเป็นผู้บัญชาการทหารที่โดดเด่นที่สุดที่อยู่เคียงข้างประธานาธิบดีโฮจิมินห์ในช่วงสงคราม และรับผิดชอบในการนำปฏิบัติการต่างๆ ที่สำคัญมาโดยตลอดจนกระทั่งสงครามยุติ นอกจากนี้ซ้าปยังเป็นที่จดจำว่ามีชีวิตอยู่ยืนยาวยิ่งกว่าประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นคู่สงครามทุกคน และเป็นนายทหารระดับสูงที่โดดเด่นที่สุดในช่วงสงครามเวียดนามซึ่งได้รับการยอมรับจากทั้งสองฝ่าย

เขตปลอดทหารเวียดนาม

เขตปลอดทหารเวียดนาม จัดตั้งขึ้นเป็นเส้นแบ่งระหว่างเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้อันเป็นผลสืบเนื่องจากสงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่ง ระหว่างสงครามอินโดจีนครั้งที่สอง (หรือที่รู้จักกันแพร่หลายว่า สงครามเวียดนาม) พื้นที่ดังกล่าวได้กลายมาเป็นสนามรบสำคัญ

คริสต์ทศวรรษ 1940
คริสต์ทศวรรษ 1950
คริสต์ทศวรรษ 1960
คริสต์ทศวรรษ 1970
คริสต์ทศวรรษ 1980
คริสต์ทศวรรษ 1990
นโยบายต่างประเทศ
อุดมการณ์
องค์กรที่เกี่ยวข้อง

ภาษาอื่น

This page is based on a Wikipedia article written by authors (here).
Text is available under the CC BY-SA 3.0 license; additional terms may apply.
Images, videos and audio are available under their respective licenses.