วุฒิสภาโรมัน

วุฒิสภาโรมัน (ละติน: Senatvs Romanvs) เป็นสถาบันทางการเมืองของโรมันโบราณที่ก่อตั้งก่อนที่พระมหากษัตริย์แห่งโรมพระองค์แรกจะขึ้นครองราชย์[ต้องการอ้างอิง] (ที่กล่าวกันว่าเป็นเวลา 753 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ระบบนี้รอดการล่มสลายของราชอาณาจักรโรมันเมื่อ 509 ปีก่อนคริสต์ศักราช, การล่มสลายของสาธารณรัฐโรมันเมื่อ 27 ปีก่อนคริสต์ศักราช และการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตกในปี ค.ศ. 476 ระหว่างสมัยราชอาณาจักรวุฒิสภาก็เป็นเพียงคณะที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์แห่งโรมองค์สุดท้ายผู้โหดร้ายลูซิอัส ทาร์ควินิอัส ซูเพอร์บัส (Lucius Tarquinius Superbus) ถูกโค่นอำนาจโดยวุฒิสภาที่นำโดยลูซิอัส จูนิอัส บรูตัส (Lucius Junius Brutus)[1]

ระหว่างตอนต้นของสมัยสาธารณรัฐโรมันวุฒิสภาเป็นสถาบันทางการเมืองที่อ่อนแอขณะที่ผู้บริหารระบบยุติธรรมเป็นผู้มีอำนาจ การเปลี่ยนแปลงอำนาจจากระบบพระมหากษัตริย์มาเป็นระบบธรรมนูญการปกครองอาจจะกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป และเป็นเวลาอีกหลายชั่วคนก่อนที่ระบบวุฒิสภาจะมามีอำนาจเหนือผู้บริหารระบบยุติธรรม เมื่อมาถึงกลางสมัยสาธารณรัฐวุฒิสภาก็มีอำนาจสูงสุด เมื่อมาถึงปลายสมัยอำนาจของวุฒิสภาก็ลดลงอีกที่ทำให้ต้องเกิดการปฏิรูปพี่น้องกราคัส -- ไทบีเรียส กราคัส และ กาเอียส กราคัส

แต่วุฒิสภาของจักรวรรดิไม่เหมือนกับวุฒิสภาของสาธารณรัฐตรงที่ไม่มีความอิสระทางการเมืองแต่ขึ้นกับจักรพรรดิ ซึ่งทำให้สูญเสียความมีเกียรติศักดิ์และในที่สุดก็อำนาจแทบทั้งหมด หลังจากมีการปฏิรูปทางรัฐธรรมนูญโดยจักรพรรดิไดโอคลีเชียน วุฒิสภาก็หมดความหมายทางการเมืองและหลังจากนั้นก็ไม่มีโอกาสได้อำนาจที่เคยมีคืนมา เมื่อรัฐบาลย้ายออกจากกรุงโรมวุฒิสภาก็ลดลงเป็นเพียงสถาบันท้องถิ่น สถานะภาพนี้ได้รับการยืนยันโดยจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 เมื่อทรงก่อตั้งวุฒิสภาไบแซนไทน์ในคอนสแตนติโนเปิล เมื่อจักรวรรดิโรมันล่มสลายในปี ค.ศ. 476 วุฒิสภาก็ทำหน้าที่ต่อมาอยู่ระยะหนึ่งภายใต้การปกครองของบาร์บาเรียนก่อนที่จะได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้งในรัชสมัยของจักรพรรดิจัสติเนียนที่ 1 แต่ในที่สุดก็ยุติลง แต่วุฒิสภายังคงมีอยู่ในคอนสแตนติโนเปิลจนกระทั่งมายุติลงในที่สุดเช่นกัน

เมื่อรวมเวลาการมีวุฒิสภาในรูปแบบใดแบบหนึ่งแล้ว “วุฒิสภาโรมัน” ก็มีอายุการปฏิบัติงานที่รวมด้วยกันทั้งสิ้นอย่างน้อยร่วมสองพันปี

SPQR
“Senatus Populusque Romanus”
(วุฒิสภาและประชาชนโรมัน)

อ้างอิง

  1. Abbott, 25

ดูเพิ่ม

18 กันยายน

วันที่ 18 กันยายน เป็นวันที่ 261 ของปี (วันที่ 262 ในปีอธิกสุรทิน) ตามปฏิทินสุริยคติแบบเกรกอเรียน เมื่อถึงวันนี้จะยังเหลือวันอีก 104 วันในปีนั้น

การยับยั้ง

การยับยั้ง (อังกฤษ: veto) เป็นอำนาจฝ่ายเดียวที่จะห้ามการปฏิบัติราชการอย่างใด ๆ โดยเฉพาะการตรากฎหมาย อาจเป็นอำนาจสิทธิ์ขาด เช่น ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ สมาชิกประจำ คือ จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา มีอำนาจยับยั้งข้อมติใด ๆ ได้โดยสิ้นเชิง หรืออาจเป็นอำนาจจำกัด เช่น ในกระบวนการตรากฎหมายของสหรัฐอเมริกา เมื่อประธานาธิบดียับยั้งร่างกฎหมาย อย่างน้อยสองในสามของสมาชิกทั้งหมดแห่งสภาทั้งสองสามารถลงมติกลับการยับยั้งนั้นได้ อำนาจยับยั้งเป็นอำนาจที่จะห้าม ไม่ใช่ที่จะรับ เพื่อให้ผู้มีอำนาจนี้สามารถรักษาสถานะเดิม (status quo) ของสิ่งนั้น ๆ ได้

แนวคิดเรื่องการยับยั้งนี้มีขึ้นในกงสุลโรมัน (Roman consul) และทรีบูน (tribune) องค์กรทั้งสองสามารถระงับคำวินิจฉัยทางทหารหรือพลเรือนของกันและกันได้ และทรีบูนยังมีอำนาจฝ่ายเดียวที่จะระงับร่างกฎหมายที่วุฒิสภาโรมันอนุมัติแล้วด้วยคำ "veto" ในภาษาอังกฤษมาจากภาษาละติน แปลว่า "ข้าสั่งห้าม" (I forbid)

การลอบสังหารจูเลียส ซีซาร์

การลอบสังหารจูเลียส ซีซาร์เป็นผลแห่งการคบคิดโดยสมาชิกวุฒิสภาโรมันหลายคน มีไกอัส แคสซัส ลอนไจนัสกับมาร์คัส จูนิอัส บรูตัสเป็นผู้นำ สมาชิกวุฒิสภาเหล่านี้ใช้มีดแทงจูเลียส ซีซาร์จนเสียชีวิต ณ ที่ติดกับโรงละครปอมปีย์ในวันไอดส์มีนาคม (15 มีนาคม) 44 ปีก่อนคริสตกาล ขณะนั้นซีซาร์เป็นผู้เผด็จการแห่งสาธารณรัฐโรมัน โดยวุฒิสภาเพิ่งประกาศให้เป็นผู้เผด็จการตลอดกาล (ละติน: dictator perpetuo) การประกาศดังกล่าวทำให้สมาชิกวุฒิสภาหลายคนเกรงว่าซีซาร์ต้องการโค่นล้มวุฒิสภาแล้วเป็นทรราชแทน ทว่าผู้คบคิดไม่สามารถฟื้นฟูสาธารณรัฐโรมัน ผลของการลอบสังหารนี้นำไปสู่สงครามกลางเมืองผู้ปลดปล่อย และการกำเนิดจักรวรรดิโรมันในบั้นปลาย

จักรพรรดิเอากุสตุส

อิมแปราตอร์ ไกซาร์ ดีวี ฟีลิอุส เอากุสตุส (ละติน: IMPERATOR CAESAR DIVI FILIVS AVGVSTVS; 23 กันยายน 63 ปีก่อนคริสต์ศักราช – 19 สิงหาคม ค.ศ. 14) เป็นจักรพรรดิพระองค์แรกของจักรวรรดิโรมัน ทรงปกครองจักรวรรดิแต่เพียงผู้เดียวนับตั้งแต่ 27 ปีก่อนคริสต์ศักราชจนกระทั่งสวรรคตใน ค.ศ. 14

จักรพรรดิเอากุสตุสมีชื่อเกิดว่า กาอิอุส อ็อกตาวิอุส ทูรินุส (GAIVS OCTAVIVS THVRINVS) เขามาจากสายขุนนางที่เก่าแก่และมั่งคั่งสายหนึ่งของตระกูลอ็อกตาวิอุสซึ่งเดิมเป็นตระกูลสามัญชน ต่อมา จูเลียส ซีซาร์ (พี่ชายของยายของเขา) ถูกลอบสังหารเมื่อ 44 ปีก่อนคริสต์ศักราช ปรากฏว่าอ็อกตาวิอุสได้รับการแต่งตั้งให้เป็นบุตรบุญธรรมและทายาททางการเมืองตามพินัยกรรมของซีซาร์ เขาจึงเปลี่ยนชื่อตามธรรมเนียมโรมันเป็น กาอิอุส ยูลิอุส ไกซาร์ อ็อกตาวิอานุส (GAIVS IVLIVS CAESAR OCTAVIANVS) ไม่นานนักเขาก็ตัดชื่อ "อ็อกตาวิอานุส" ออก และเปลี่ยนชื่ออีกสองครั้งเป็น กาอิอุส ยูลิอุส ไกซาร์ ดีวี ฟีลิอุส (GAIVS IVLIVS CAESAR DIVI FILIVS) และ อิมแปราตอร์ ไกซาร์ ดีวี ฟีลิอุส (IMPERATOR CAESAR DIVI FILIVS) แต่ระหว่างนี้ นักประวัติศาสตร์ในปัจจุบันยังคงเรียกชื่อเขาอย่างสั้นว่า "อ็อกตาวิอานุส" จนกระทั่งในปีที่ 27 ก่อนคริสต์ศักราช วุฒิสภาโรมันได้ลงคะแนนเสียงถวายพระนามเฉลิมพระเกียรติว่า เอากุสตุส (AVGVSTVS, แปลว่า "ผู้ได้รับความเคารพนับถือ") ทำให้พระนามอย่างเป็นทางการกลายเป็น อิมแปราตอร์ ไกซาร์ ดีวี ฟีลิอุส เอากุสตุส นับแต่นั้น

ในปีที่ 43 ก่อนคริสต์ศักราช อ็อกตาวิอานุสเข้าร่วมกองกำลังกับมาร์ก แอนโทนี และมาร์กุส ไอมิลิอุส แลปิดุส ในการปกครองระบอบเผด็จการทหารซึ่งรู้จักกันในชื่อคณะผู้สำเร็จราชการชุดที่สอง ในฐานะที่เป็นหนึ่งในคณะผู้สำเร็จราชการ ออกเตเวียนมีอำนาจปกครองเหนือโรมและอีกหลายจังหวัดของสาธารณรัฐ แต่ในที่สุดคณะผู้สำเร็จราชการดังกล่าวก็ล่มสลายลงเพราะความทะเยอทะยานของผู้ร่วมคณะทั้งสามเอง แลปิดุสถูกเนรเทศ และแอนโทนีได้ทำอัตวินิบาตกรรมหลังจากความพ่ายแพ้ในยุทธนาวีที่อักติอูงโดยกองเรือของอ็อกตาวิอานุส (ภายใต้บังคับบัญชาของมาร์กุส วิปซานิอุส อากริปปา) ในปีที่ 31 ก่อนคริสต์ศักราช

หลังจากการล่มสลายของคณะผู้สำเร็จราชการชุดที่สอง อ็อกตาวิอานุสได้ฟื้นฟูสาธารณรัฐโรมัน โดยให้อำนาจบริหารอยู่ภายใต้วุฒิสภา แต่ในทางปฏิบัติเขาเป็นผู้ผูกขาดอำนาจเผด็จการไว้แต่เพียงผู้เดียว อ็อกตาวิอานุสใช้เวลาหลายปีเพื่อพัฒนาโครงสร้างที่ชัดเจนที่ซึ่งสาธารณรัฐจะสามารถอยู่ภายใต้การนำของผู้นำเพียงคนเดียวได้อย่างเป็นทางการ ซึ่งผลที่ได้กลายมาเป็นจักรวรรดิโรมัน ตำแหน่งจักรพรรดิมิใช่ตำแหน่งอย่างผู้เผด็จการโรมันที่ซีซาร์และซุลลาเคยรับตำแหน่งมาก่อนหน้านี้ ด้วยเขาได้ยุบตำแหน่งดังกล่าวเมื่อมหาชนโรมัน "ยอมรับให้เขามีอำนาจเผด็จการ" ตามกฎหมาย เอากุสตุสทรงมีอำนาจหลายประการที่มีอยู่ตลอดพระชนม์ชีพโดยได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา รวมไปถึงตริบูนุสของสภาสามัญชนและเกงซอร์ พระองค์ทรงเป็นกงสุลจนกระทั่งปีที่ 23 ปีก่อนคริสต์ศักราช พระราชอำนาจสำคัญของพระองค์มาจากความสำเร็จทางการเงินและทรัพยากรซึ่งได้รับระหว่างการสงคราม การสร้างระบบอุปถัมภ์ตลอดทั้งจักรวรรดิ ความจงรักภักดีของนายทหารและทหารผ่านศึกจำนวนมาก อำนาจซึ่งได้รับจากวุฒิสภา และความเคารพจากประชาชน การที่พระองค์ควบคุมกองทัพโรมันส่วนใหญ่ได้ถือเป็นภัยติดอาวุธที่อาจใช้คุกคามวุฒิสภา โดยทำให้พระองค์สามารถบีบบังคับการตัดสินใจของวุฒิสภาได้ และด้วยความสามารถในการกำจัดคู่แข่งในวุฒิสภาโดยการใช้กำลัง วุฒิสภาที่เหลือจึงยอมอ่อนน้อมต่อพระองค์ การปกครองด้วยระบบอุปถัมภ์ อำนาจทางการทหาร และการสะสมตำแหน่งในระบบสาธารณรัฐเดิมได้กลายมาเป็นรูปแบบการปกครองสำหรับจักรพรรดิในเวลาต่อมา

จัสตา กราตา โฮโนเรีย

จัสตา กราตา โฮโนเรีย (อังกฤษ: Justa Grata Honoria) จัสตา กราตา โฮโนเรียเป็นพระขนิษฐาของจักรพรรดิวาเล็นติเนียนที่ 3 แห่งจักรวรรดิโรมันตะวันตก จากเหรียญกษาปณ์ทำให้ทราบได้ว่าโฮโนเรียได้รับแต่งตั้งให้เป็น “ออกัสตา” ซึ่งเป็นตำแหน่งสำหรับสตรีเทียบเท่าตำแหน่ง “ออกัสตัส”

จูเลียส ซีซาร์

กาอิอุส ยูลิอุส ไกซาร์ (ละติน: Caivs/Gaivs Ivlivs Caesar) หรือ จูเลียส ซีซาร์ (อังกฤษ: Julius Caesar; กรกฎาคม 100 ปีก่อน ค.ศ. – 15 มีนาคม 44 ปีก่อน ค.ศ.) เป็นรัฐบุรุษ แม่ทัพ และผู้ประพันธ์ร้อยแก้วอันเลื่องชื่อชาวโรมัน เขามีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์อันนำไปสู่การสิ้นสุดสาธารณรัฐโรมันและความเจริญของจักรวรรดิโรมัน ใน 60 ปีก่อน ค.ศ. ซีซาร์, กรัสซุส และพอมพีย์ตั้งพันธมิตรทางการเมืองซึ่งจะครอบงำการเมืองโรมันไปอีกหลายปี ความพยายามของพวกเขาในการสั่งสมอำนาจผ่านยุทธวิธีประชานิยมถูกชนชั้นปกครองอนุรักษนิยมในวุฒิสภาโรมันคัดค้าน ซึ่งในบรรดานั้นมีกาโตผู้เยาว์ (Cato the Younger) ด้วยการสนับสนุนบ่อยครั้งของกิแกโร ชัยชนะของซีซาร์ในสงครามกอล ซึ่งสมบูรณ์ใน 51 ปีก่อน ค.ศ. ขยายดินแดนของโรมันไปถึงช่องแคบอังกฤษและแม่น้ำไรน์ ซีซาร์เป็นแม่ทัพโรมันคนแรกที่ข้ามทั้งสองเมื่อเขาสร้างสะพานข้ามแม่น้ำไรน์และบุกครองบริเตนครั้งแรก

ความสำเร็จเหล่านี้ทำให้เขามีอำนาจทางทหารซึ่งไม่มีผู้ใดเทียม และคุกคามฐานะของพอมพีย์ซึ่งเปลี่ยนไปเข้ากับวุฒิสภาหลังกรัสซุสเสียชีวิตใน 53 ปีก่อน ค.ศ. เมื่อสงครามกอลยุติ วุฒิสภาสั่งซีซาร์ให้ลงจากตำแหน่งบังคับบัญชาทหารของเขาและกลับกรุงโรม ซีซาร์ปฏิเสธคำสั่งนั้นและใน 49 ปีก่อน ค.ศ. ท้าทายโดยการข้ามแม่น้ำรุบิโกพร้อมด้วยทหารหนึ่งลีเจียน ทิ้งมณฑลของเขาและเข้าอิตาลีภายใต้อาวุธอย่างมิชอบด้วยกฎหมาย เกิดสงครามกลางเมืองตามมา และชัยชนะของซีซาร์ในสงครามทำให้เขามีฐานะอำนาจและอิทธิพลโดยไร้คู่แข่ง

หลังเข้าควบคุมรัฐบาล ซีซาร์เริ่มโครงการปฏิรูปสังคมและรัฐบาล รวมทั้งการสถาปนาปฏิทินจูเลียน เขารวมระบบข้าราชการประจำของสาธารณรัฐเข้าสู่ศูนย์กลางและสุดท้ายประกาศตนเป็น "ผู้เผด็จการตลอดชีพ" ทำให้เขายิ่งมีอำนาจมากขึ้นไปอีก แต่ความขัดแย้งทางการเมืองใต้น้ำยังไม่สงบ และในไอดส์มีนาคม (Ides of March) คือ 15 มีนาคม 44 ปีก่อน ค.ศ. ซีซาร์ถูกกลุ่มสมาชิกวุฒิสภากบฏลอบสังหาร นำโดยมาร์กุส ยูนิอุส บรูตุสผู้ลูก ผู้ซึ่งเป็นคนสนิทและเป็นเสมือนลูกศิษย์ โดยพูดเป็นประโยคสุดท้ายเป็นภาษาละตินว่า "Et tu Brute" (เจ้าเองหรือ บรูตุส) สงครามกลางเมืองชุดใหม่อุบัติ และรัฐบาลสาธารณรัฐอันมีรัฐธรรมนูญไม่เคยถูกฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ อ็อกตาวิอุส ทายาทบุญธรรมของซีซาร์ ซึ่งภายหลังรู้จักกันในพระนาม จักรพรรดิเอากุสตุส เถลิงอำนาจแต่ผู้เดียวหลังพิชิตศัตรูในสงครามกลางเมืองนั้น อ็อกตาวิอุสรวบรวมอำนาจและเริ่มสมัยจักรวรรดิโรมัน

คนรู้จักชีวิตส่วนมากของซีซาร์จากบันทึกการทัพของเขาเองและจากแหล่งข้อมูลร่วมสมัยอื่น ส่วนใหญ่เป็นจดหมายและสุนทรพจน์ของกิแกโรและงานเขียนประวัติศาสตร์ของแซลลัสต์ (Sallust) เป็นหลัก ชีวประวัติซีซาร์ในภายหลังโดยซุเอโตนิอุสและพลูทาร์กก็เป็นแหล่งข้อมูลหลักเช่นกัน นักประวัติศาสตร์หลายคนถือซีซาร์เป็นผู้บัญชาการทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์คนหนึ่ง

บทสดุดี

บทสดุดี (อังกฤษ: Panegyric) คือ สุนทรพจน์อย่างเป็นทางการ หรือต่อมาหมายถึงบทเขียนที่ใช้ในการกล่าวสรรเสริญบุคคลหรือปรัชญาความคิด และเป็นงานที่เป็นที่ทำการศึกษากันมากที่ไม่ใช่บทยกย่อง (eulogy) และมิใช่งานเขียนที่มีจุดประสงค์ในการวิพากษ์

“Panegyric” มาจากภาษากรีก “πανηγυρικός” ที่แปลว่า “สุนทรพจน์ที่เหมาะกับที่ประชุมใหญ่” (ศาสนชุมนุมของกรีก (Panegyris)) ในเอเธนส์สุนทรพจน์ดังกล่าวมักจะกล่าวเนื่องในโอกาสที่มีเทศกาลหรือการกีฬาระดับชาติ โดยมีวัตถุประสงค์ในการปลุกเร้าใจพลเมืองให้เห็นดีเห็นงามไปกับการกระทำอันเป็นวีรบุรุษของบรรพบุรุษ

บทสดุดีที่มีชื่อเสียงที่สุดก็ได้แก่บทสดุดี “Olympiacus” โดย จอร์จิอัส, “Olympiacus” โดย ลิเซียส และ “Panegyricus” และ “Panathenaicus” โดยอิโซคราทีส แต่ไม่ได้กล่าวจริง การกล่าวสดุดีเนื่องในโอกาสงานศพเช่นสุนทรพจน์ที่เขียนโดยนักประวัติศาสตร์ชาวกรีกธูซิดิดีสที่กล่าวโดยเพรีคลีสก็อยู่ในประเภทที่เรียกว่า “บทสดุดี”

ในสมัยโรมันโบราณบทสดุดีจำกัดใช้ในการสรรเสริญผู้ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น และใช้ “บทสรรเสริญผู้ตาย” (funeral oration) สำหรับผู้เสียชีวิตไปแล้วเท่านั้น ตัวอย่างของบทสดุดีที่มีชื่อเสียงในภาษาลาตินก็ได้แก่บทสดุดีที่กล่าวโดยพลินิผู้เยาว์ในวุฒิสภาโรมันเนื่องในโอกาสที่ได้รับตำแหน่งเป็นกงสุล ที่มีเนื้อหาบางส่วนพาดพิงไปถึงบทยกย่องจักรพรรดิทราจัน

เมื่อมาถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 3 และระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 4 ในสมัยของจักรพรรดิไดโอคลีเชียนก็เกิดมีประเพณีการสรรเสริญคุณสมบัติของความเป็นมหาวีรบุรุษของพระจักรพรรดิที่กำลังทรงราชย์อยู่ในงานเทศกาลทางวรรณกรรม ในปี ค.ศ. 336 ยูซีเบียสแห่งเซซาเรียให้บทสดุดีเนื่องในพระราชวโรกาสที่จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 ทรงราชย์ครบรอบ 30 ปี ซึ่งเป็นการสรรเสริญความมั่นศรัทธาทางศาสนาของพระองค์แทนที่จะเป็นการสรรเสริญในพระราชกรณียกิจที่ทรงประสบความสำเร็จในทางโลกที่ได้ทรงทำมาตามประเพณีการกล่าวสดุดีที่ทำกันมา

บทสดุดีที่ให้อย่างมีอรรถรส, ประสิทธิภาพ และ มีปฏิภาณเป็นเครื่องมือสำหรับผู้ยังมีอายุไม่มากนักผู้มีการศึกษาแต่ขาดประสบการณ์ในการดึงดูดความสนใจที่ต้องการในบรรยากาศของการแข่งขัน เมื่อกวีคลอเดียนเดินทางจากอเล็กซานเดรียมายังโรมก่อนปี ค.ศ. 395 ก็มาสร้างชื่อเสียงโดยการให้บทสดุดี และในที่สุดก็ได้เป็นกวีประจำสำนักของสติลิโค

คาสซิโอโดรัสข้าราชสำนักในพระเจ้าธีโอดอริคมหาราชทิ้งงานเขียนบทสดุดีเอาไว้ -- “Laudes” นักชีวประวัติของคาสซิโอโดรัส โอดอนเนลล์บรรยายว่าเป็น “งานที่เป็นที่ทราบกันเป็นสุนทรพจน์ที่มีเนื้อหาสรรเสริญอันเกินเลย; วัตถุประสงค์ของการเขียน (ซึ่งก็คงมีความสำคัญต่อการตัดสินคุณค่า) ก็เพื่อให้เห็นว่าการกล่าวสรรเสริญอันเกินเลยจะทำได้มากเท่าใดโดยไม่เกินขอบเขตของมารยาทและการจำกัดของสังคม”โคลงสดุดีคาสิดา (Qasida) คือโคลงสดุดีในภาษาอาหรับ, ภาษาเปอร์เซีย, ภาษาตุรกี และ ภาษาอูรดู

ประชาธิปไตยโดยตรง

ประชาธิปไตยโดยตรง

(อังกฤษ: direct democracy)

หรือ ประชาธิปไตยบริสุทธิ์

(อังกฤษ: pure democracy )

เป็นการปกครองแบบประชาธิปไตย ที่ประชาชนตัดสินการริเริ่มออกกฎหมาย/นโยบายต่าง ๆ โดยตรง ไม่ว่าจะโดยออกเสียงลงคะแนนหรือลงประชามติเป็นต้น

ซึ่งต่างจากรัฐประชาธิปไตยปัจจุบันโดยมากอันเป็นประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน

ที่ประชาชนออกเสียงเลือกผู้แทนเพื่อทำหน้าที่ริเริ่มแล้วออกเสียงตัดสินนโยบายอีกทอดหนึ่ง

ในระบอบนี้ ประชาชนอาจมีอำนาจการตัดสินใจทางฝ่ายบริหาร ริเริ่มแล้วตัดสินการออกกฎหมายทางฝ่ายนิติบัญญัติ เลือกตั้งและถอดถอนเจ้าหน้าที่ และดำเนินการทางฝ่ายตุลาการ

ประชาธิปไตยโดยตรงมีรูปแบบหลัก ๆ สองอย่างคือประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ

ผู้เผด็จการโรมัน

ในสาธารณรัฐโรมัน ผู้เผด็จการ คือ "แมจิสเทรตวิสามัญ" (magistratus extraordinarius) โดยมีอำนาจเด็ดขาดในการดำเนินภาระนอกเหนือจากแมจิสเทรตสามัญ (magistratus ordinarius) ตำแหน่งผู้เผด็จการเป็นการประดิษฐ์กฎหมายที่เดิมชื่อ Magister Populi (นายประชาชน) คือ นายแห่งกองทัพพลเมือง คำนี้มาจากคำว่า dicto หมายถึง สั่งการ

วุฒิสภาโรมันผ่านกฤษฎีกาวุฒิสภา (senatus consultum) อนุญาตกงสุลให้เสนอชื่อผู้เผด็จการ ซึ่งเป็นข้อยกเว้นเดียวของหลักมีผู้ดำรงตำแหน่งเดียวกันหลายคน (collegiality) และความรับผิดชอบ (ความรับผิดทางกฎหมายสำหรับการกระทำในตำแหน่ง) ตามกฎหมายโรมัน มีผู้ได้รับแต่งตั้งคนเดียว และเป็นแมจิสเทรตสูงสุด ไม่มีความรับผิดทางกฎหมายสำหรับการกระทำในตำแหน่ง มีลิกเตอร์ (องครักษ์) 24 คนรับใช้ อนุญาตให้มีผู้เผด็จการได้คนเดียว เนื่องจากมีอำนาจสิทธิ์ขาดใหญ่ (imperium magnum) ซึ่งสามารถลบล้าง ปลดหรือประหารชีวิตคุรูเลแมจิสเทรต (curule magistrate) ซึ่งถืออำนาจสิทธิ์ขาดได้

มีผู้เผด็จการหลายแบบแตกต่างกันตามสาเหตุการสถาปนา รูปแบบที่พบบ่อยที่สุด และที่สัมพัน์กับผู้เผด็จการโรมันมากที่สุด คือ rei gerundae causa "เพื่อจัดการปัญหา" ซึ่งแทบทุกครั้งเกี่ยวข้องกับการนำกองทัพเข้าสู่สมรภูมิและเจาะจงข้าศึกให้รบ มีผู้เผด็จการอย่างน้อยหนึ่งคนได้รับกำหนดให้เป็น seditionis sedandae et rei gerundae causa "เพื่อกำราบการกบฏและจัดการปัญหา" ผู้เผด็จการยังได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ปกครองหรือทางศาสนา เช่น จัดการเลือกตั้ง (omitiorum habendorum causa เป็นรูปแบบผู้เผด็จการที่พบบ่อยที่สุดเป็นอันดับสอง) หรือการตอกตะปูเข้าเทวสถานจูปิเตอร์อ็อปติมัสแม็กซิมัสเพื่อยุติโรคติดต่อร้ายแรง (clavi figendi causa)

โรมันเลิกตั้งผู้เผด็จการหลังยุคสงครามพิวนิกครั้งที่สอง มีการฟื้นฟูตำแหน่งระหว่างสงครามกลางเมืองโรมันโดยลูเซียส คอร์นีเลียส ซุลลา เฟลิกซ์ จูเลียส ซีซาร์ยังได้รับแต่งตั้งเป็นผู้เผด็จการในหลายโอกาส จักรพรรดิโรมันเลี่ยงการใช้ยศดังกล่าวเพื่อเลี่ยงคำตำหนิที่ตามมาซึ่งเป็นผลของผู้เผด็จการสองคนหลังสุดนี้

ลูกิอุส ตาร์กวินิอุส ซุแปร์บุส

ลูกิอุส ตาร์กวินิอุส ซุแปร์บุส (ละติน: LVCIVS TARQUINIVS SVPERBVS) เป็นกษัตริย์แห่งโรมคนที่ 7 และเป็นคนสุดท้าย เขามีฉายาว่า ตาร์กวินิอุสผู้หยิ่งทะนง เขาเป็นลูกชายหรือหลานชายของลูกิอุส ตาร์กวินิอุส ปริสกุส กษัตริย์แห่งโรมคนที่ห้า ซุแปร์บุสได้ขึ้นครองรายช์ภายหลังการลอบสังหารแซร์วิอุส ตุลลิอุส กษัตริย์คนที่หก ซึ่งเป็นการลอบสังหารที่จัดฉากโดยเขากับภริยา โรมันภายใต้การปกครองของซุแปร์บุสไม่ได้ประสบกับความสำเร็จทางการทหารมากนัก เขามักหัวอ่อนคล้อยตามแม่ทัพนายกองที่มักจะบอกว่าโรมันสามารถจะชนะในศึกนั้นศึกนี้ได้ ความนิยมของซุแปร์บุสจึงไม่ค่อยจะดีนัก และเมื่อน้องชายเขาก่อเหตุข่มขืนลูเครเชีย ก็ทำให้ประชาชนในกรุงโรมก่อการลุกฮือโค่นล้มเขาลงจากอำนาจในปี 509 ก่อนคริสต์กาล ระบอบกษัตริย์ถูกล้มล้างและวุฒิสภาโรมันได้ประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐโรมัน

หลังถูกโค่นล้มจากอำนาจ เขาก็ลี้ภัยออกจากกรุงโรมไปพึ่งกษัตริย์ปอร์เซนาแห่งชาวอีทรัสคัน ด้วยเห็นว่าซุแปร์บุสมีเชื้อสายอีทรัสคัน กษัตริย์ปอร์เซนาจึงต้องการช่วยซุแปร์บุสคืนสู่ตำแหน่ง กษัตริย์ปอร์เซนายกทัพสู่กรุงโรม แต่สู้รบกันไม่ไม่นานก็เกิดเป็นสัญญาสงบศึกโดยไม่มีฝ่ายใดชนะ ซุแปร์บุสได้พยายามวางแผนทวงคืนบัลลังก์อีกครั้งในปี 498 หรือ 496 ก่อนค.ศ.แต่ก็ไม่สำเร็จ

วุฒิสภา

วุฒิสภา เป็นหน่วยหนึ่งในกระบวนการนิติบัญญัติ โดยทั่วไปมักเป็นสภาสูงในระบบสภาคู่ วุฒิสภาดั้งเดิมนั้นคือวุฒิสภาโรมัน

สงครามกลางเมืองซีซาร์

มหาสงครามกลางเมืองโรมัน (49–45 ปีก่อน ค.ศ.) หรือเรียก สงครามกลางเมืองซีซาร์ (อังกฤษ: Caesar's Civil War) เป็นความขัดแย้งทางการเมือง-การทหารหนึ่งในสาธารณรัฐโรมันก่อนการสถาปนาจักรวรรดิโรมัน สงครามนี้เริ่มจากการเผชิญหน้าทั้งทางการเมืองและการทหารหลายครั้งระหว่างจูเลียส ซีซาร์ ผู้สนับสนุนทางการเมืองของเขา (รู้จักกันอย่างกว้างขวางว่า Populare) และลีเจียน กับ Optimate (หรือ Boni) กลุ่มแยกอนุรักษนิยมทางการเมืองและประเพณีนิยมทางสังคมของวุฒิสภาโรมัน ผู้ได้รับการสนับสนุนโดยปอมปีย์กับลีเจียนของเขาหลังการต่อสู้ทางการเมือง-การทหารนานสี่ปี ซึ่งสู้รบกันในอิตาลี อัลเบเนีย กรีซ อียิปต์ แอฟริกา และฮิสปาเนีย ซีซาร์พิชิต Optimate กลุ่มสุดท้ายในยุทธการที่มุนดา และกลายเป็นผู้เผด็จการตลอดชีพ (Dictator perpetuo) แห่งโรม การเปลี่ยนแปลงการปกครองโรมันที่เกิดขึ้นพร้อมกับสงครามส่วนใหญ่กำจัดประเพณีทางการเมืองของสาธารณรัฐโรมัน และนำไปสู่จักรวรรดิโรมันในที่สุด

สงครามครั้งสุดท้ายของสาธารณรัฐโรมัน

สงครามครั้งสุดท้ายของสาธารณรัฐโรมัน หรือเรียก สงครามกลางเมืองของแอนโทนี หรือ สงครามระหว่างแอนโทนีกับออกเตเวียน เป็นสงครามกลางเมืองโรมันครั้งสุดท้ายในสมัยสาธารณรัฐ เป็นสงครามระหว่างคลีโอพัตรา (โดยมีมาร์ค แอนโทนีสนับสนุน) และออกเตเวียน หลังจากวุฒิสภาโรมันประกาศสงครามต่อราชินีคลีโอพัตรา แอนโทนีซึ่งเป็นทั้งคนรักและพันธมิตรของนาง ทรยศต่อโรมและเข้าร่วมสงครามโดยถือฝ่ายคลีโอพัตรา หลังจากชัยอย่างเด็ดขาดของออกเตเวียนในยุทธนาวีที่อักติอูง คลีโอพัตราและแอนโทนีถอยทัพไปอเล็กซานเดรีย ที่ซึ่งออกเตเวียนล้อมเมืองไว้จนศัตรูทั้งสองกระทำอัตวินิบาตกรรม

หลังสงครามยุติ ออกเตเวียนนำสันติภาพมาสู่รัฐโรมันซึ่งตกอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองมาเป็นเวลานับศตวรรษ ออกเตเวียนกลายมาเป็นบุคคลทรงอำนาจที่สุดในโลกโรมัน และวุฒิสภาแต่งตั้งให้เขาเป็นจักรพรรดิออกัสตัส เมื่อ 27 ปีก่อนคริสตกาล พระองค์ทรงเป็นจักรพรรดิโรมันพระองค์แรก และเปลี่ยนรูปแบบสาธารณรัฐซึ่งปกครองระบอบคณาธิปไตย/ประชาธิปไตย มาเป็นจักรวรรดิโรมัน ซึ่งมีการปกครองแบบอำนาจนิยม

สงครามนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของสันติภาพโรมัน ซึ่งเป็นยุคแห่งสันติภาพและเสถียรภาพของทวีปยุโรปที่ยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์เท่าที่มีบันทึก

สาธารณรัฐโรมัน

สาธารณรัฐโรมัน (ละติน: Res pvblica Romana) (อังกฤษ: Roman Republic) เป็นยุคสมัยของอารยธรรมโรมันโบราณขณะมีรัฐบาลเป็นสาธารณรัฐ เริ่มต้นจากการโค่นล้มราชาธิปไตยโรมัน ซึ่งมักถือว่าเมื่อราว 509 ปีก่อน ค.ศ. และแทนที่ด้วยรัฐบาลซึ่งนำโดยกงสุลสองคน ซึ่งพลเมืองเลือกตั้งทุกปีและได้รับคำแนะนำจากวุฒิสภา รัฐธรรมนูญที่ซับซ้อนค่อย ๆ ได้รับการพัฒนา โดยมีศูนย์กลางอยู่บนหลักการแบ่งแยกอำนาจและการตรวจสอบและถ่วงดุล ยกเว้นในสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงของประเทศ ตำแหน่งราชการถูกจำกัดไว้ที่หนึ่งปี เพื่อที่ในทางทฤษฎีจะไม่มีปัจเจกบุคคลใดสามารถครอบงำพลเมืองได้

ในทางปฏิบัติ สังคมโรมันเป็นแบบลำดับชั้น วิวัฒนาการของรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐโรมันได้รับอิทธิพลอย่างมากจากการต่อสู้ระหว่างชนชั้นสูงผู้ถือครองที่ดินของโรม (พวกคณะพรรค) ผู้ซึ่งมีบรรพบุรุษย้อนไปตั้งแต่ประวัติศาสตร์ยุคต้นของอาณาจักรโรมัน กับชนชั้นไพร่ฟ้าประชาชน (พวกสามัญ) ที่มีจำนวนมากกว่ามาก เมื่อเวลาผ่านไป กฎหมายซึ่งให้สิทธิ์ขาดตำแหน่งสูงสุดของโรมแก่พวกคณะพรรคถูกยกเลิกหรือหย่อนลง ทำให้พวกสามัญเริ่มเข้ามาเรียกร้องสิทธิในอำนาจ บรรดาผู้นำของกรุงโรมได้พัฒนาประเพณีและศีลธรรมแข็งซึ่งต้องการบริการส่วนรวมและการอุปถัมภ์ในยามสันติและสงคราม หมายความว่า ความสำเร็จทางทหารและการเมืองเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ได้ ระหว่างสองศตวรรษแรก สาธารณรัฐโรมันได้ขยายตัวผ่านการพิชิตและพันธมิตรร่วมกัน จากอิตาลีตอนกลางเป็นทั้งคาบสมุทรอิตาลี เมื่อถึงศตวรรษต่อมา รวมถึงแอฟริกาเหนือ คาบสมุทรไอบีเรีย กรีซ และพื้นที่ซึ่งปัจจุบันเป็นฝรั่งเศสตอนใต้ อีกสองศตวรรษจากนั้น ใกล้ปลายศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล รวมถึงฝรั่งเศสปัจจุบันที่เหลือ และพื้นที่อีกมากในทางตะวันออก ถึงขณะนี้ แม้จะมีข้อจำกัดตามประเพณีและกฎหมายของสาธารณรัฐต่อการได้มาซึ่งอำนาจทางการเมืองอย่างถาวรของบุคคล การเมืองโรมันถูกครอบงำโดยผู้นำโรมันไม่กี่คน พันธมิตรที่อึดอัดระหว่างพวกเขาถูกคั่นด้วยสงครามกลางเมืองเป็นระยะ

ผู้ชนะคนสุดท้ายในสงครามกลางเมืองเหล่านี้ อ็อกตาวิอุส (เอากุสตุส) ปฏิรูปสาธารณรัฐเป็นสมัยผู้นำ โดยตั้งตนเป็น "พลเมืองหมายเลขหนึ่ง" (princeps) ของโรม วุฒิสภายังคงประชุมและโต้วาทีกัน มีการเลือกตั้งพนักงานผู้ปกครองประจำปีดังก่อน แต่การตัดสินใจสุดท้ายในประเด็นนโยบาย การสงคราม การทูตและการแต่งตั้งเป็นเอกสิทธิ์ของ princeps ในฐานะ "ผู้เป็นเอกในบรรดาผู้เท่าเทียม" (หรือ imperator เนื่องจากการถืออำนาจสิทธิ์ขาด อันเป็นที่มาของคำว่า จักรพรรดิ) อำนาจของพระองค์เป็นแบบระบอบกษัตริย์ทุกอย่างเว้นแต่นามเท่านั้น และพระองค์ถืออำนาจไว้ตลอดชีพ ในนามของวุฒิสภาและประชาชนแห่งกรุงโรม สาธารณรัฐโรมันไม่เคยถูกฟื้นฟู แต่ก็ไม่เคยถูกล้มล้างเช่นกัน ดังนั้น เหตุการณ์อันเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านสู่จักรวรรดิโรมันจึงยังเป็นประเด็นที่ต้องตีความต่อไป นักประวัติศาสตร์เสนอหลากหลายเหตุการณ์ เช่น การแต่งตั้งจูเลียส ซีซาร์เป็นผู้เผด็จการตลอดชีพเมื่อ 44 ปีก่อน ค.ศ., ความพ่ายแพ้ของมาร์ค แอนโทนีในยุทธนาวีที่อักติอูงเมื่อ 31 ก่อน ค.ศ. และการมอบอำนาจเต็มแก่ออกเตเวียน (ออกัสตัส) ของวุฒิสภาโรมันภายใต้ข้อตกลงแรกเมื่อ 27 ปีก่อน ค.ศ. เป็นเหตุการณ์นิยามการสิ้นสุดสาธารณรัฐ

โครงสร้างทางกฎหมายและนิติบัญญัติจำนวนมากของโรมยังพบเห็นได้ทั่วยุโรปและพื้นที่ส่วนอื่นของโลกโดยรัฐชาติสมัยใหม่และองค์การระหว่างประเทศ ภาษาละติน ภาษาของชาวโรมัน ส่งอิทธิพลต่อไวยากรณ์และคำศัพท์ทั่วบางส่วนของยุโรปและโลก

อัตตาธิปไตย

ในสาขารัฐศาสตร์ อัตตาธิปไตย

(อังกฤษ: autocracy)

เป็นระบอบการปกครองที่อำนาจสูงสุดรวมศูนย์อยู่ในมือของบุคคลคนเดียว

ที่สามารถตัดสินใจได้อย่างไม่จำกัดโดยกฎหมายหรือกลไกการควบคุมที่ประชาชนตั้งขึ้น

(อาจยกเว้นเมื่อคุกคามโดยปริยายด้วยรัฐประหารหรือการก่อการกำเริบของมวลชน)

เป็นคำที่ราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายไว้ว่า "ระบอบการปกครองที่ผู้นำมีอำนาจเด็ดขาดและไม่จำกัด"

อัตตาธิปไตยในประวัติศาสตร์ปกติจะอยู่ในรูปแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือระบอบเผด็จการ

ในยุคต้น ๆ คำว่า "autocrat" มักใช้หมายถึงลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้ปกครอง โดยนัยว่า "ไร้ผลประโยชน์ขัดกัน"

อัตติลา

อัตติลา หรือที่ใช้อ้างอิงส่วนใหญ่ อัตติลาเดอะฮัน (อังกฤษ: Attila the Hun) (ค.ศ. 406 – ค.ศ. 453) เป็นจักรพรรดิชาวฮันผู้ครองจักรวรรดิฮัน (Hunnic Empire) ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มชนเผ่าต่างๆทั้ง ฮัน ออสโตรกอท อลานส์ และเผ่าอนารยชนอื่นๆ ในดินแดนยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก ระหว่าง ค.ศ. 434 จนถึงเดือนมีนาคม ค.ศ. 453 ที่พระองค์ได้เสด็จสวรรคตลง ในรัชสมัยของพระองค์สามารถครอบครองดินแดนตั้งแต่ ประเทศเยอรมนีไปจนถึงแม่น้ำยูรัล และจากแม่น้ำดานูบไปจนถึงทะเลบอลติก กินพื้นที่มากกว่า 4 ล้านตารางกิโลเมตร นับเป็นการครอบครองดินแดนที่มากที่สุดอาณาจักรหนึ่งในยุคมืด

ในรัชสมัยการปกครองของอัตติลาทรงเป็นประมุขผู้สร้างความหวาดหวั่นและถือเป็นศัตรูที่อันตรายที่สุดแก่จักรวรรดิโรมันตะวันออกและจักรวรรดิโรมันตะวันตก พระองค์ทรงรุกรานคาบสมุทรบอลข่านถึงสองครั้ง แต่พระองค์ไม่สามารถรุกรานกรุงคอนสแตนติโนเปิลได้สำเร็จ และจากผลพวงของการพ่ายแพ้ในเปอร์เซีย ในปี ค.ศ. 441 พระองค์ได้ทำการรุกรานยังดินแดนจักรวรรดิโรมันตะวันออก (อาณาจักรไบแซนไทน์) ซึ่งประสบผลสำเร็จในฝั่งตะวันตก พระองค์ยังทรงนำทัพเข้าไปยังดินแดนกอล (ประเทศฝรั่งเศสปัจจุบัน) ไปจนถึงออร์เลอ็อง ก่อนที่พระองค์จะทรงพ่ายแพ้ในยุทธการที่ชาลง (Battle of Chalons)

พระองค์ได้รุกรานต่อไปยังอิตาลี ได้ทำลายเมืองทางเหนือจนพินาศ แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะกรุงโรมได้ พระองค์ได้ทรงดำริที่จะรุกรานโรมันอีกครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ เนื่องจากได้เสด็จสวรรคตลงในปี ค.ศ. 453 ภายหลังการสวรรคตของอัตติลา ได้ส่งผลให้ อาร์ดาริก ซึ่งเดิมเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของอัตติลา ได้ทำการแย่งชิงอำนาจกับพระโอรสของอัตติลาขึ้น ใน ยุทธการเนเดา (Battle of Nedao) ส่งผลให้อิทธิพลของจักรวรรดิฮันได้ค่อยๆยุติลงในดินแดนยุโรปตะวันออก

ชาวยุโรปตะวันตกมองพระองค์ ว่าป่าเถื่อน ทารุณและไร้ความปราณี แต่ในฮังการี, ตุรกี และประเทศในกลุ่มเตอร์กิกต่าง ๆ ในเอเชีย พระองค์ทรงได้ชื่อว่าเป็นวีรบุรุษ นักประวัติศาสตร์และนักบันทึกเหตุการณ์บางท่านบรรยายพระองค์ว่าเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่และผู้ทรงคุณธรรม นอกจากนั้นแล้วอัตติลาก็ยังทรงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่เกี่ยวข้องกับตำนานของชาวนอร์สเรื่อง Atlakviða, Volsunga saga และ Atlamálอัตติลาได้รับการบรรยายโดยนักประวัติศาสตร์จอร์ดาเนสว่าทรงมี "พระวรการที่เตี้ย, พระอุระกว้างและพระเศียรใหญ่; พระเนตรเล็ก, พระมัสสุบางและประปรายด้วยสีเทา; พระนาสิกแบน และ พระฉวีคล้ำ แสดงถึงที่มาของพระองค์..." นอกจากนี้พระองค์ยังเป็นที่รู้จักในเรื่องของ "ดาบแห่งอัตติลา" ที่ได้รับการแต่งขึ้นโดยนักประวัติศาสตร์โรมันนาม พริสคัส (Priscus) อีกด้วย

เสาไตรยานุส

เสาไตรยานุส (อังกฤษ: Trajan's Column) เป็นอนุสาวรีย์ชัยโรมันที่ตั้งอยู่ในกรุงโรมที่ก่อสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่จักรพรรดิไตรยานุสแห่งจักรวรรดิโรมันและอาจจะก่อสร้างภายใต้การควบคุมของสถาปนิกอพอลโลโดรัสแห่งดามาสคัส (Apollodorus of Damascus) ตามคำสั่งของวุฒิสภาโรมัน เสาตั้งอยู่ที่จัตุรัสไตรยานุสไม่ไกลจากเนินคิรินาลทางด้านเหนือของจตุรัสโรมัน เสาไตรยานุสสร้างเสร็จในค.ศ. 113 เป็นเสาอิสระที่มีชื่อเสียงตรงที่มีภาพสลักนูนเป็นเกลียวรอบเสาที่เป็นการสรรเสริญชัยชนะของไตรยานุสในสงครามไตรยานุสเดเซียน (Trajan's Dacian Wars) และเป็นอนุสาวรีย์ชัยที่มีอิทธิพลในการก่อสร้างอนุสาวรีย์ชัยอื่น ๆ ต่อมาตั้งแต่ในสมัยโบราณมาจนถึงสมัยใหม่

เสาไตรยานุสสูงราว 30 เมตร และ 38 เมตรถ้ารวมทั้งฐาน ตัวเสาเป็นปล้องหินอ่อน 20 ปล้องจากคาร์ราราแต่ละปล้องหนักราว 40 ตัน โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 3.7 เมตร รูปสลักนูนเวียนรอบเสายาว 190 เมตรวน 23 รอบ ภายในเสาเป็นช่องกลวงที่มีบันได 185 ขั้นที่มีฐานชมทิวทัศน์อยู่ข้างบน บนเหรียญโบราณแสดงภาพว่ามีประติมากรรมรูปนกอยู่บนยอดซึ่งอาจจะเป็นเหยี่ยว และต่อมาเป็นรูปเปลือยของไตรยานุสเองแต่หายไปในยุคกลาง เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ค.ศ. 1587 ก็ได้มีการตั้งประติมากรรมของPope Sixtus Vและรูปสัมริดของนักบุญปีเตอร์ซึ่งยังคงตั้งอยู่จนปัจจุบันนี้

เอากุสตุสแห่งปรีมาปอร์ตา

เอากุสตุสแห่งปรีมาปอร์ตา (อังกฤษ: Augustus of Prima Porta; อิตาลี: Augusto di Prima Porta) เป็นประติมากรรมสูง 2.04 เมตรของจักรพรรดิเอากุสตุสที่พบเมื่อวันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 1863 ที่คฤหาสน์ลีวิอาที่ปรีมาปอร์ตาใกล้กรุงโรม ซึ่งเป็นที่ที่ภรรยาของเอากุสตุสลีวิอา ดรูซิลลาออกไปพำนักหลังจากที่สามีเสียชีวิต ในปัจจุบันประติมากรรมชิ้นนี้ตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์วาติกันในกรุงโรม

แพทริเซียน

คำว่า แพทริเซียน (ละติน: patricius, กรีก: πατρίκιος, patrikios, อังกฤษ: patrician) เดิมหมายถึงกลุ่มครอบครัวอภิชนในโรมโบราณ รวมทั้งสมาชิกทั้งตามธรรมชาติและที่รับมาเป็นบุตรบุญธรรม ในจักรวรรดิโรมันตอนปลาย ชนชั้นแพทริเซียนยังขยายรวมไปถึงข้าราชการสภาสูง และหลังการล่มสลายของจักรวรรดิตะวันตก ยังคงเป็นบรรดาศักดิ์อันทรงเกียรติในจักรวรรดิไบแซนไทน์ ชนชั้นแพทริเซียนในยุคกลางนิยามอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่งว่าเป็นกลุ่มครอบครัวชาวเมืองอภิชนในสาธารณรัฐอิตาลียุคกลางทั้งหลาย เช่น เวนิสและเจนัว และภายหลัง "แพทริเซียน" เป็นคำที่กำกวมใช้กับผู้ดีและชนชั้นกระฎุมพีอภิชนในหลายประเทศ

ภาษาอื่น

This page is based on a Wikipedia article written by authors (here).
Text is available under the CC BY-SA 3.0 license; additional terms may apply.
Images, videos and audio are available under their respective licenses.