ลัทธิเอเรียส

ลัทธิเอเรียส[1] (อังกฤษ: Arianism) เป็นแนวคำสอนทางเทววิทยาของเอเรียส (ราว ค.ศ. 250–ค.ศ. 336) บาทหลวงที่สังคายนาไนเซียครั้งที่ 1 ปี ค.ศ. 325 ประกาศว่าเป็นพวกนอกรีต แต่มาได้รับการยกโทษให้ในการประชุมซีนอดแห่งไทร์ครั้งที่ 1 ปี ค.ศ. 335[2] แต่ต่อมาก็ถูกประกาศว่าเป็นผู้นอกรีตอีกหลังจากที่เสียชีวิตไปแล้ว[3] กล่าวกันว่าจักรพรรดิคอนสแตนติอุสที่ 2 (ค.ศ. 337-ค.ศ. 361) และจักรพรรดิวาเลนส์ (ค.ศ. 364-ค.ศ. 378) ทรงนับถือลัทธิเอเรียสหรืออาจจะลัทธิกึ่งเอเรียส

เอเรียสพำนักและสั่งสอนเทศนาอยู่ที่อะเล็กซานเดรีย อียิปต์ แนวคำสอนของลัทธินี้ถือว่าขัดกับหลักความเชื่อทางคริสตวิทยาเรื่องตรีเอกภาพกระแสหลักที่ใช้ในปัจจุบันในนิกายโรมันคาทอลิก ออร์ทอดอกซ์ และโปรเตสแตนต์

Constantine burning Arian books
จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 ทรงเผาหนังสือของลัทธิเอเรียส

อ้างอิง

  1. กีรติ บุญเจือ, แก่นปรัชญายุคกลาง, กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, 2550, หน้า 79
  2. Socrates of Constantinople, Church History, book 1, chapter 33. Anthony F. Beavers, Chronology of the Arian Controversy.
  3. "First Council of Constantinople, Canon 1". ccel.org.
ความคิดเห็นทางศาสนาของไอแซค นิวตัน

แม่แบบ:Technical

แม่แบบ:Isaac Newton sidebar

ไอแซก นิวตัน (25 ธันวาคม 1642 – 20 มีนาคม 1727) เป็นนักศาสนศาตร์ที่มีความรู้และความเชียวชาญ (ตามความเห็นของบุคคลที่อยู่ในยุคเดียวกัน). เขาเขียนผลงานขึ้นหลายฉบับซึ่งปัจจุบันอาจถูกจัดได้ว่าเป็น การเรียนรู้เกี่ยวกับเวทมนตร์ และ บทความทางด้านศาสนาที่เกี่ยวข้องกับการตีความคัมภีร์ไบเบิล.แนวความคิดของนิวตันเกี่ยวกับโลกทางกายภาพได้สร้างแบบจำลองที่มั่นคงให้กับโลก. นิวตันมองว่าพระเป็นเจ้า เป็นผู้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ และการดำรงอยู่นั่นไม่อาจปฏิเสธได้เมื่อพิจารณาจากความงดงามของสิ่งต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมา แม้ว่าเขาจะเกิดมาจากครอบครัวนิกายแองกลิคัน, แต่ในช่วงอายุสามสิบนิวตันได้ยึดถือศรัทธาตามแบบอย่างของชาวคริสเตียน, ซึ่งเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป, ว่าไม่ถูกจัดเข้าอยู่ในหลักความเชื่อแบบดั้งเดิม(แบบออร์โธดอกซ์)ด้วยกระแสหลักแห่งความเป็นคริสเตียน; เมื่อไม่นานมานี้เขาถูกจำแนกไว้เป็นพวกนอกรีต

ตรีเอกภาพ

ตรีเอกภาพ (ศัพท์โรมันคาทอลิกและอีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์) หรือ ตรีเอกานุภาพ (ศัพท์โปรเตสแตนต์) (อังกฤษ: Trinity) คือภาวะที่พระเป็นเจ้าพระองค์เดียวเป็นเอกภาพ แต่ปรากฏเป็นสามพระบุคคล คือ พระบิดา พระบุตร (เชื่อว่ามาเกิดเป็นพระเยซู) และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 4 เทววิทยาศาสนาคริสต์ทั้งทางตะวันออกและตะวันตกยอมรับว่า “ในพระเจ้าเดียว มีสามพระบุคคล” สามสิ่งนี้ต่างบุคคลกันแต่มีธรรมชาติเดียวคือความเป็นพระเจ้า ทางปรัชญายังกล่าวต่อไปว่าพระบุตรหรือพระเยซูมีสองธรรมชาติรวมอยู่ในบุคคลเดียวกัน คือความเป็นพระเจ้าและขณะเดียวกันก็เป็นมนุษย์ (hypostatic union)

ความเชื่อเรื่อง “ตรีเอกภาพ” เรียกว่า “ตรีเอกภาพนิยม” คริสตจักรเกือบทุกคริสตจักรในคริสต์ศาสนามีความเชื่อแบบ “ตรีเอกภาพนิยม” และถือว่าเป็นรากฐานของคำสอนของคริสต์ศาสนาผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับลัทธิตรีเอกภาพนิยมก็มี เช่น “ลัทธิทวิเอกภาพนิยม” (Binitarianism) ซิ่งเชื่อในความเป็นสองพระบุคคลของพระเจ้าเดียว และลัทธิเอกภาพนิยม (Unitarianism) ที่เชื่อว่ามีพระเจ้าเดียว โดยไม่แบ่งพระบุคคล

ลัทธิตรีเอกภาพนิยมหลังพันธสัญญาใหม่ เป็นปรัชญาที่สำคัญที่ทำให้เกิดความขัดแย้งกับลัทธิเอเรียส ซึ่งเชื่อว่าพระเยซูเป็นสิ่งที่สร้างโดยพระเจ้า และสิ่งทั้งสามมิได้คงอยู่ร่วมกันตลอดกาลอย่างที่ลัทธิตรีเอกภาพนิยมเชื่อ ความขัดแย้งนี้เป็นความขัดแย้งสำคัญครั้งแรกในประวัติคริสต์ศาสนาและมีผลกระทบกระเทือนต่อคริสตจักรในจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นผลให้ชาวเจอร์มานิกที่ถือลัทธิเอเรียส (Germanic Arians) แยกตัวจากคริสต์ศาสนิกชนที่ยึดหลักข้อเชื่อไนซีน (Nicene Christians)

ต้นสมัยกลาง

ต้นสมัยกลาง (อังกฤษ: Early Middle Ages) เป็นสมัยหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุโรป เริ่มขึ้นหลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันและดำเนินต่อเนื่องกันเป็นเวลาประมาณห้าร้อยปีโดยเริ่มตั้งแต่ราวปี ค.ศ. 500 จนกระทั่งมาถึงราวปี ค.ศ. 1000 ต้นสมัยกลางสิ้นสุดแล้วจึงต่อด้วยสมัยกลางยุครุ่งโรจน์

พระเจ้าซีกิสมุนด์แห่งเบอร์กันดี

พระเจ้าซีกิสมุนด์แห่งเบอร์กันดี (อังกฤษ: Sigismund of Burgundy) เป็นพระมหากษัตริย์เบอร์กันดีตั้งแต่ปี ค.ศ. 516 จนกระทั่งเสด็จสวรรคตในปี ค.ศ. 524

ซีกิสมุนด์เป็นพระราชโอรสของกุนโดบาด ซีกิสมุนด์และโกโดมาร์พระอนุชาทรงพ่ายแพ้ในการต่อสู้ในยุทธการกับพระราชโอรสของพระเจ้าโคลวิสที่ 1 โกโดมาร์หนีรอดไปได้ แต่ซิจิสมุนด์ถูกจับไปเป็นเชลยโดยพระเจ้ากลอโดแมร์ พระมหากษัตริย์ออร์เลอ็อง กลอโดแมร์ปลุกปั่นกองทัพเบอร์กันดีในการกู้เบอร์กันดีคืนมาได้ ขณะเดียวกัน พระเจ้ากลอโดแมร์ก็สั่งให้ประหารชีวิตซีกิสมุนด์ และเดินทัพร่วมกับน้องชายธีโอโดริคที่ 1 พระมหากษัตริย์แห่งเมท์ซเข้ามายังเบอร์กันดีในปี ค.ศ. 524

ซีกิสมุนด์เป็นศิษย์ของอาวิตุสแห่งเวียน บิชอปแห่งเวียนผู้เปลี่ยนซีกิสมุนด์จากการถือลัทธิเอเรียสของบรรพบุรุษมานับถือศาสนาคริสต์อนุรักษนิยม ซิจิสมุนด์มีความศรัทธาอย่างแน่นแฟ้นจนก่อตั้งอารามอุทิศให้กับนักบุญโมริซที่อาโกนัมในวาเลส์ในปี ค.ศ. 515 ปีต่อมาซิจิสมุนด์ก็ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรเบอร์กันดี

ความยุ่งยากของซีกิสมุนด์เริ่มขึ้นไม่นานหลังจากที่เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อพระราชโอรสทรงเป็นปรปักษ์ต่อพระองค์และทรงดูแคลนพระมเหสีองค์ใหม่ ซิจิสมุนด์จึงสั่งให้สังหารพระราชโอรส หลังจากนั้นพระองค์ก็ทรงรู้สึกบาปจนต้องเสด็จไปทำสมาธีอยู่ที่อารามที่ทรงก่อตั้งขึ้น

ในปี 523 ซีกิสมุนด์ก็ทรงนำทัพเบอร์กันดีในการต่อสู้กับชาวแฟรงก์ที่รุกรานเข้ามาที่นำโดยชิลเดอแบร์ตที่ 1, โคลแทร์ที่ 1 และ ทีโอเดอแบร์ตที่ 1 เมื่อต้องถอยหนี ซิจิสมุนด์ก็แต่งพระองค์ด้วยเครื่องทรงนักบวชและซ่อนตัวอยู่ในห้องไม่ไกลจากอารามแต่กระนั้นพระองค์ก็ทรงถูกโคลแทร์ที่ 1 จับได้และนำตัวไปยังออร์เลอ็องเพื่อไปปลงพระชนม์ หลังจากนั้นชาวเบอร์กันดีก็นับถือซีกิสมุนด์ว่าเป็นมรณสักขี พระอัฐิของพระองค์ต่อมาพบในบ่อที่คูลมิเยร์ที่ร่างของพระองค์ถูกโยนลงไป และในที่สุดซีกิสมุนด์ก็ได้รับการประกาศเป็นนักบุญ

พระเจ้าธีโอดอริคมหาราช

พระเจ้าธีโอดอริคมหาราช (อังกฤษ: Theodoric The Great; ค.ศ. 454 - ค.ศ. 526) ทรงเป็นกษัตริย์แห่งออสโตรกอธ (ค.ศ. 471 - ค.ศ. 526) กษัตริย์แห่งอิตาลี (ค.ศ. 493 - ค.ศ. 526) และผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแห่งวิซิกอท (ค.ศ. 511 - ค.ศ. 526)

พระเจ้าโอเดเซอร์

ฟลาวิอุส โอเดเซอร์ (อังกฤษ: Flavius Odoacer, อิตาลี: Odoacre, ละติน: Odoacer , Odoacar , Odovacar , Odovacris) นายทหารที่ใน ค.ศ. 476 ได้กลายเป็นกษัตริย์องค์แรกแห่งอิตาลี (476–493) รัชสมัยของพระองค์นับเป็นจุดสิ้นสุดของ จักรวรรดิโรมันตะวันตก ภายหลังจากบีบให้ จักรพรรดิโรมุลุส เอากุสตุส สละราชบัลลังก์เมื่อวันที่ 4 กันยายน ค.ศ. 476

พระเจ้าโอเดเซอร์สวรรคตเมื่อวันที่ 15 มีนาคม ค.ศ. 493 ระหว่างการสู้รบกับ พระเจ้าธีโอดอริคมหาราช แห่ง ออสโตรกอธ หลังจากครองสิริราชสมบัติได้ 16 ปีเศษโดยพระเจ้าธีโอดอริคมหาราชได้ขึ้นสืบราชบัลลังก์ต่อมา

มาร์แต็งแห่งตูร์

นักบุญมาร์แต็งแห่งตูร์ (ฝรั่งเศส: Martin de Tours; อังกฤษ: Martin of Tours; ละติน: Martinus) เกิดราวปี ค.ศ. 316 หรือ 317 ที่เมืองโซมบอตเฮในประเทศฮังการีปัจจุบัน และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนปี ค.ศ. 397 ที่เมืองก็องเด-แซ็ง-มาร์แต็ง เป็นอดีตบิชอปแห่งตูร์ ซึ่งเป็นเมืองที่นักแสวงบุญที่เดินทางไปซานเตียโกเดกอมโปสเตลา ประเทศสเปนนิยมหยุดพัก ตำนานเกี่ยวกับนักบุญมาร์แต็งมึด้วยกันหลายเรื่องจนเป็นนักบุญองค์หนึ่งที่เป็นที่รู้จักกันดีในนิกายโรมันคาทอลิก ตำนานบางอย่างก็ถูกบันทึกลงใน “vita” หรือชีวประวัติของนักบุญเพื่อเพิ่มความน่าเลื่อมใสในลัทธิบูชานักบุญมาร์แต็ง ชีวประวัติของท่านถูกบันทึกโดยซุลพิเชียส เซเวรุส (Sulpicius Severus) ผู้เป็นนักเขียนชีวประวัตินักบุญ มาร์แต็งเป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์ประเทศฝรั่งเศสและทหาร

รายพระนามจักรพรรดิไบแซนไทน์

นี่คือ รายพระนามจักรพรรดิไบแซนไทน์ ตั้งแต่การสถาปนากรุงคอนสแตนติโนเปิลในปีค.ศ. 330 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นโดยทั่วไปของจักรวรรดิโรมันตะวันออก หรือ จักรวรรดิไบแซนไทน์ ไปจนถึงการเสียกรุงคอนสแตนติโนเปิลแก่จักรวรรดิออตโตมันในปีค.ศ. 1453 มีเพียงจักรพรรดิเท่านั้นที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ปกครองที่ถูกต้องตามกฎหมายและมีพระราชอำนาจในการใช้อำนาจอธิปไตย รวมทั้งการแยกตำแหน่งจักรพรรดิร่วม (symbasileis:ซิมบาซิเลอิส) ผู้ซึ่งไม่เคยเป็นสถานะของผู้ปกครอง และไม่นับรวมผู้ช่วงชิงราชบัลลังก์หรือกบฏที่ทำการอ้างสิทธิในตำแหน่งจักรพรรดิ

ตามประเพณีโบราณ สายสันตติวงศ์ของจักรพรรดิไบแซนไทน์จะเริ่มร่วมกับจักรพรรดิโรมัน จักรพรรดิคอนสแตนตินมหาราช จักรพรรดิคริสตศาสนิกชนพระองค์แรก ผู้ทรงสร้างเมืองบิแซนเทียมขึ้นมาใหม่ในฐานะราชธานี นามว่า คอนสแตนติโนเปิล และเป็นผู้ซึ่งได้รับการยกย่องจากจักรพรรดิไบแซนไทน์ในสมัยหลังในฐานะรูปแบบของผู้ปกครอง ลักษณะเด่นสำคัญของรัฐไบแซนไทน์ได้เกิดขึ้นในรัชสมัยจักรพรรดิคอนสแตนติน คือ ระบบการปกครองได้มีศูนย์กลางอยู่ที่คอนสแตนติโนเปิลและถูกครอบงำทางวัฒนธรรมโดยกรีกตะวันออกกับศาสนาคริสต์ที่เป็นศาสนาประจำชาติ

จักรพรรดิไบแซนไทน์ทุกพระองค์ขนามนามพระองค์เองว่า "จักรพรรดิโรมัน" คำว่า "ไบแซนไทน์" นั้นได้ถูกประกาศใช้โดยประวัติศาสตร์นิพนธ์ตะวันตกในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ตำแหน่ง "จักรพรรดิโรมัน" ไม่ได้ถูกท้าทายมาก่อนจนกระทั่งสมเด็จพระสันตะปาปาทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสวมมงกุฎให้แก่กษัตริย์ชาวแฟรงก์ คือ พระเจ้าชาร์เลอมาญ ในฐานะ "จักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์" (25 ธันวาคม ค.ศ. 800) เป็นการกระทำเพื่อตอบโต้พระราชพิธีราชาภิเษกไบแซนไทน์ จักรพรรดินีไอรีน ซึ่งเป็นสตรี โดยไม่ได้รับการยอมรับจากสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 3

ตำแหน่งของจักรพรรดิทั้งหมดก่อนหน้าจักรพรรดิเฮราคลิอัสมีตำแหน่งอย่างเป็นทางการว่า "ออกัสตัส" (Augustus) ถึงแม้ว่าจะมีตำแหน่งอื่นที่ใช้อย่าง โดมินัส (Dominus) ชื่อตำแหน่งทั้งหลายก่อนหน้ามาจาก อิมเพอเรเตอร์ (Imperator) ซีซาร์ (Caesar) และตามมาด้วย ออกัสตัส ต่อมาในรัชสมัยจักรพรรดิเฮราคลิอัส ชื่อตำแหน่งได้กลายเป็นภาษากรีกคือ บาซิลิอัส (Basileus; ภาษากรีก:Βασιλεύς) ซึ่งมีความหมายแต่เดิมว่า ประมุข แต่ถูกใช้เพื่อแทนที่คำว่า ออกัสตัส ตามมาด้วยการสร้างศัตรูกับจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ในยุโรปตะวันตก ตำแหน่ง "ออโตคราเตอ" (Autokrator; ภาษากรีก:Αὐτοκράτωρ) ได้ถูกนำมาใช้มากขึ้น ในหลายศตวรรษต่อมา จักรพรรดิถูกกล่าวถึงโดยชาวคริสต์ตะวันตกว่าเป็น "จักรพรรดิแห่งกรีก" ในช่วงสุดท้ายของจักรวรรดิ จักรพรรดิจะเรียกตนเองว่า "[พระนามจักรพรรดิ]ในพระคริสต์ จักรพรรดิและอัตตาธิปัตย์แห่งชาวโรมัน"

ในช่วงยุคกลาง ระบบราชวงศ์ถือเป็นเรื่องปกติแต่หลักการสืบราชสันตติวงศ์ไม่ได้ถูกทำให้เป็นทางการในจักรวรรดิ และการสืบราชสันตติวงศ์มีความเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีมากกว่าหลักการที่กำหนดเป็นกฎหมายรวมทั้งราชวงศ์พาลาโอโลกอส ได้อ้างสิทธิในจักรพรรดิไบแซนไทน์ขณะลี้ภัย มีจักรพรรดิทั้งหมด 99 พระองค์ในระยะเวลา 1,000 ปีของจักรวรรดิไบแซนไทน์

รายพระนามพระสันตะปาปา

รายพระนามพระสันตะปาปา เรียงตามที่ได้ระบุไว้ใน อันนูอาริโอ ปอนตีฟีซีโอ (อิตาลี: Annuario Pontificio; ปอนติฟประจำปี) ภายใต้หัวข้อ อี ซอมมี ปอนเตฟีซี โรมานี (อิตาลี: I Sommi Pontefici Romani; ปอนติฟสูงสุดแห่งโรม) ซึ่งไม่รวมบุคคลที่ถูกจัดว่าเป็นผู้อ้างตนเป็นพระสันตะปาปา (พระสันตะปาปาซ้อน) และจัดพิมพ์ทุกปีโดยสภาปกครองโรมัน ทั้งนี้หนังสือดังกล่าวไม่ได้ลำดับพระสันตะปาปาเรียงตามหมายเลข โดยให้เหตุผลว่าในหลาย ๆ ช่วงเวลา ไม่สามารถตัดสินได้ว่าพระสันตะปาปาพระองค์ใดอยู่ในลำดับการสืบสันตติวงศ์ที่ชอบธรรม โดยเฉพาะกรณีของสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 8 สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 5 และพระสันตะปาปาช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 11 บางพระองค์ รายพระนามฉบับตีพิมพ์ในหนังสือฯ ปี ค.ศ. 2001 ได้แก้ไขพระประวัติเดิมของพระสันตะปาปาในอดีตเกือบ 200 จุด ตั้งแต่สมเด็จพระสันตะปาปาเปโตรจนถึงสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 อาทิเช่น วันที่ (โดยเฉพาะช่วงสองศตวรรษแรก) สถานที่ประสูติ และพระนามวงศ์คำว่า สันตะปาปา หรือ ปาปา (ละติน: papa; บิดา) ใช้หมายความถึงมุขนายกหรือบาทหลวงระดับสูงสุดของคริสตจักรหลายแห่ง (เช่น พระสันตะปาปาคอปติก) แต่ตำแหน่งนี้มักจะใช้หมายความในภาษาอังกฤษถึงพระประมุขแห่งคริสตจักรคาทอลิก ที่ผ่านมาพระสันตะปาปาคาทอลิกทรงใช้ชื่อเรียกตำแหน่งของพระองค์ตามธรรมเนียมอย่างหลากหลาย เช่น ซุมมุส ปอนติเฟ็ก (ละติน: Summus Pontifex; สังฆนายก), ปอนติเฟ็ก มักซิมุส (ละติน: Pontifex Maximus; สังฆาธิบดี) และ เซเออวุส เซเออวอรุม เดอี (ละติน: Servus servorum Dei; ผู้รับใช้ของพระเจ้า) ซึ่งแต่ละตำแหน่งถูกเพิ่มเข้ามาตามเหตุการณ์จำเพาะทางประวัติศาสตร์ และไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ดังอภิสิทธิ์อื่นของพระสันตะปาปาแฮมันนุส กอนตรักตุส อาจถือเป็นนักประวัติศาสตร์คนแรกที่เรียงลำดับพระสันตะปาอย่างต่อเนื่อง รายพระนามฉบับดังกล่าวสิ้นสุดที่สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 9 ในปี ค.ศ. 1049 ในลำดับที่ 154 และมีการแก้ไขรายพระนามหลายครั้งในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 เช่น ผู้อ้างตนเป็นพระสันตะปาปาคริสโตเฟอร์ถูกนับอยู่ในลำดับโดยชอบธรรม หรือกรณีของว่าที่สมเด็จพระสันตะปาปาสตีเฟนที่ 2 ซึ่งเคยถูกนับเป็นพระสันตะปาปาโดยชอบธรรมด้วยพระนามว่า "สมเด็จพระสันตะปาปาสตีเฟนที่ 2" แต่ภายหลังถูกถอดออกจากรายพระนามฉบับปี ค.ศ. 1961 อย่างไรก็ตาม รายพระนามฉบับอื่น ๆ หลายฉบับในปัจจุบันยังรวมพระองค์ไว้ในฐานะ "สมเด็จพระสันตะปาปาสตีเฟนที่ 2 พระองค์แรก" (first Pope Stephen II) เนื่องจากเป็นไปได้ว่าได้อ้างอิงตามสารานุกรมคาทอลิก ฉบับ ค.ศ. 1913 ซึ่งตกเป็นสาธารณสมบัติ แม้จะไม่มีข้อถกเถียงในประเด็นดังกล่าวแล้วก็ตาม

พระสันตะปาปาหลายพระองค์ได้รับประกาศเป็นนักบุญ เช่น 48 พระองค์ในลำดับต่อเนื่อง 50 พระองค์แรก และยังมีพระองค์อื่น ๆ อีกมากที่อยู่ในกระบวนการประกาศเป็นนักบุญ ทั้งนี้พระสันตะปาปา 28 พระองค์ในลำดับ 31 พระองค์แรก สิ้นพระชนม์ในฐานะมรณสักขี (ดูรายพระนามพระสันตะปาปาที่ถูกฆาตกรรม)

วีจีลีโอแห่งเตรนโต

นักบุญวีจีลีโอแห่งเตรนโต (อิตาลี: San Vigilio di Trento) หรือวีจีลิอุสแห่งเทรนต์ (ละติน: Vigilius Tridentinum) เป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์และบิชอปองค์แรกของรัฐมุขนายกเทรนต์ และเป็นคนละคนกับสมเด็จพระสันตะปาปาวิจิเลียส ตามที่เล่าขานกันมาวิจิเลียส พลเมืองชั้นสูงของจักรวรรดิโรมันและเป็นบุตรของแม็กเซนเทีย หรือ ชายที่บางครั้งก็เรียกกันว่าธีโอโดเซียสพี่น้องชาย “คลอเดียน” และ “มาโกเรียน” ต่างก็ได้รับการประกาศเป็นนักบุญเช่นกัน วีจีลีโอได้รับการศึกษาที่เอเธนส์และดูเหมือนจะรู้จักกับจอห์น คริสซอสตอมด้วย จากนั้นวีจีลีโอก็เดินทางไปยังกรุงโรมและต่อไปยังเตรนโตในปี ค.ศ. 380 และไปตั้งถิ่นฐานที่นั่นจนได้รับแต่งตั้งให้เป็นบิชอปองค์แรกของเมือง วีจีลีโออาจจะรับศีลบวชไม่ก็จากนักบุญแอมโบรสแห่งมิลาน หรือก็จาก วาเลเรียนแห่งอควิเลีย ในฐานะบิชอปวีจีลีโอก็พยายามชักจูงให้ผู้ถือลัทธิเอเรียสและลัทธิเพกันให้หันมานับถือคริสต์ศาสนาแบบอนุรักษนิยม และกล่าวกันว่าได้ทำการสร้างคริสต์ศาสนสถานถึงสามสิบแห่งในมุขมณฑล ในจดหมายที่กล่าวกันว่าเขียนโดยนักบุญแอมโบรสกล่าวถึงบิชอปแห่งมิลานที่หว่านล้อมให้วีจีลีโอต่อต้านการแต่งงานระหว่างผู้ถือคริสต์ศาสนาและเพกัน (Ep. 29 in P.L., XVI, 982). วีจีลีโอทำการเทศนาในเบรสชาและเวโรนาที่ต่างก็อยู่นอกมุขมณฑล

เพื่อนนักบวชระหว่างการเดินทางเทศนาก็ได้แก่นักบุญซิซินเนียส, นักบุญมาร์ทีเรียส และนักบุญอะเล็กซานเดอร์ที่นักบุญแอมโบรสส่งไปช่วยวีจีลีโอ กล่าวกันว่านักบุญทั้งสามองค์มาจากคัปปาโดเกีย (Cappadocia) ในประเทศตุรกีปัจจุบัน กล่าวกันว่าวีจีลีโอเขียน “De Martyrio SS. Sisinnii, Martyrii et Alexandri”นักบุญซิซินเนียส, นักบุญมาร์ทีเรียส และ นักบุญอะเล็กซานเดอร์ถูกสังหารที่ซันเซโนเมื่อพยายามชักจูงให้ประชากรในท้องถิ่นเปลี่ยนมานับถือคริสต์ศาสนา วีจีลีโอยกโทษให้ฆาตกรและส่งร่างของนักบุญทั้งสามองค์ไปให้จอห์น คริสซอสตอมที่คอนสแตนติโนเปิลและแก่ซิมพลิเชียนผู้สืบต่อจากนักบุญแอมโบรสแห่งมิลาน ต่อมามอบเรลิกคืนให้แก่ซันเซโน ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ที่นำไปตั้งสักการะไว้ที่บาซิลิกาเซนต์ซิซินเนียส, เซนต์มาร์ทีเรียส และ เซนต์อเล็กซานเดอร์วีจีลีโอมีตำนานเกี่ยวข้องกับโรเมดิอุสผู้มักจะปรากฏกับหมีหรือขี่หมี ตามชีวประวัตินักบุญของโรเมดิอุส นักบุญโรเมดิอุสต้องการที่จะมาเยี่ยมวีจีลีโอที่เป็นเพื่อนกันตั้งแต่ยังเยาว์วัย แต่ม้าของโรเมเดียสถูกหมีฉีกเป็นชิ้น ๆ โรเมเดียสจึงให้ลูกศิษย์ดาวิเดเอาอานผูกหมี หมีก็เชื่องและยอมให้โรเมเดียสขี่ไปยังเทรนโท

สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์นที่ 1

สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์นที่ 1 (อังกฤษ: Pope John I) ประสูติที่เมืองซีเอนา ต่อมาได้รับศีลอนุกรมเป็นพันธบริกร และบิชอปแห่งกรุงโรม (พระสันตะปาปา) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 523 ถึง ค.ศ. 526 พระองค์ ในสมณสมัยของพระองค์เป็นช่วงที่เกิดความขัดแย้งระหว่าง 2 อาณาจักร คือ จักรวรรดิไบแซนไทน์ของจักรพรรดิจัสตินที่ 1 กับราชอาณาจักรแห่งชาวออสโตรกอทของพระเจ้าธีโอดอริกมหาราช

พระเจ้าธัโอดอริกนับถือลัทธิเอเรียส และข่มขู่พระองค์ว่าหากพระองค์ทำให้จักรพรรดิจัสตินยุติการเบียดเบียนชาวเอเรียนไม่ได้ ก็จะเบียดเบียนคริสต์ศาสนิกชนนิกายโรมันคาทอลิกเช่นกัน เมื่อพระสันตะปาปาเสด็จเยือนกรุงคอนสแตนติโนเปิล ก็ได้รับการต้อนรับจากจักรพรรดิจัสตินเป็นอย่างดี จักรพรรดิยินดีปฏิบัติตามข้อเสนอทุกอย่างของพระสันตะปาปา แต่เมื่อพระสันตะปาปาและคณะกลับถึงกรุงราเวนนา พระเจ้าธีโอโดริกกลับกล่าวหาว่าพระสันตะปาปามีแผนสมคบกับจักรพรรดิจัสติน จึงสั่งจำคุกพระสันตะปาปาและให้อดอาหารจนสิ้นพระชนม์ในวันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 526 พระศพถูกส่งกลับกรุงโรม และฝังไว้ที่มหาวิหารนักบุญเปโตร

คริสตจักรโรมันคาทอลิกจึงกำหนดวันที่ 18 พฤษภาคม ของทุกปีเป็นวันฉลองนักบุญยอห์นที่ 1 พระสันตะปาปาและมรณสักขี

หลักข้อเชื่อของอัครทูต

หลักข้อเชื่อของอัครทูต (ละติน: Symbolum Apostolorum/Symbolum Apostolicum;อังกฤษ: Apostle’s creed) หรือ “หลักข้อเชื่อของอัครธรรมทูต” บางครั้งเรียกว่า “สัญลักษณ์ของอัครทูต” ชาวคาทอลิกเรียกว่า "บทข้าพเจ้าเชื่อ" เป็นคำแถลงเกี่ยวกับความเชื่อในศาสนาคริสต์ยุคแรก ซึ่งคำแถลงลักษณะนี้เรียกว่า creed (หลักข้อเชื่อ) หรือ symbol (สัญลักษณ์) หลักข้อเชื่อนี้มีปรากฏใช้ในหลายนิกายทั้งในพิธีกรรมและตำราคำสอน และมักพบมากที่สุดในคริสตจักรตะวันตกที่เน้นพิธีกรรม คือคริสตจักรละติน ลูเทอแรน แองกลิคัน และออทอร์ดอกซ์ตะวันตก ตลอดจนเพรสไบทีเรียน เมทอดิสต์ และคริสตจักรคองกริเกชันแนล

หลักข้อเชื่อของอัครทูตเป็นข้อความเชื่อที่อิงกับแนวคิดทางเทววิทยาศาสนาคริสต์ตามที่ปรากฏในพระวรสารในสารบบ จดหมายต่าง ๆ ในพันธสัญญาใหม่ และบางส่วนจากพันธสัญญาเดิม หลักข้อเชื่อนี้น่าจะมีต้นกำเนิดมาจากหลักข้อเชื่อโรมัน เพราะในเนื้อหาไม่ได้กล่าวถึงหรือแก้ปัญหาประเด็นปัญหาทางคริสตวิทยาดังที่ปรากฏในหลักข้อเชื่อไนซีนและหลักข้อเชื่ออื่น ๆ ของคริสตชนที่เกิดขึ้นในยุคหลัง เช่น ปัญหาความเป็นพระเจ้าของพระเยซูหรือพระวิญญาณบริสุทธิ์ ชาวคริสต์ยุคแรก ๆ ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกนอกรีตอย่างลัทธิเอเรียสและลัทธิเอกภาพนิยมจึงยอมรับหลักข้อเชื่อนี้ด้วย

ชื่อ “หลักข้อเชื่อของอัครทูต” อาจจะเกิดขึ้นราวคริสต์ศตวรรษที่ 5 ตามความเชื่อของคริสตชนที่ว่าอัครทูตทั้งสิบสองคนเป็นผู้แต่งข้อต่าง ๆ ขึ้นมาด้วยอำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หลังจากเทศกาลเพนเทคอสต์ แต่ยังไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ใดยืนยันได้ว่าความเชื่อนี้เป็นเรื่องจริง

หลักข้อเชื่อไนซีน

หลักข้อเชื่อไนซีน (อังกฤษ: Nicene Creed; ละติน: Symbolum Nicaenum) คือการประกาศศรัทธาและหลักข้อเชื่อที่ถูกใช้มากที่สุดในพิธีกรรมทางศาสนาคริสต์ และเป็นบรรทัดฐานความเชื่อในคริสต์ศาสนากระแสหลักในปัจจุบัน

แม้หลักข้อเชื่อฉบับนี้จะถูกเรียบเรียงขึ้นโดยสภาสังคายนาคอนสแตนติโนเปิลครั้งที่หนึ่งเมื่อปี ค.ศ. 381 แต่ก็เรียกว่า "ไนซีน" เพราะถือว่าได้ข้อสรุปความเชื่อกันมาจากสภาสังคายนาไนเซียครั้งที่หนึ่งในปี ค.ศ. 325 นิกายในศาสนาคริสต์ที่ยึดถือหลักข้อเชื่อนี้ได้แก่โรมันคาทอลิก อีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ ออเรียนทัลออร์ทอดอกซ์ แองกลิคันคอมมิวเนียน และหลาย ๆ นิกายในฝ่ายโปรเตสแตนต์

อะทาเนเชียสแห่งอะเล็กซานเดรีย

นักบุญอะทาเนเชียสแห่งอะเล็กซานเดรีย (กรีก: Ἀθανάσιος Ἀλεξανδρείας; อังกฤษ: Athanasius of Alexandria) บาทหลวงชาวโรมันแอฟริกัน ดำรงตำแหน่งอาร์ชบิชอปแห่งอะเล็กซานเดรียตั้งแต่ ค.ศ. 328-373 ถือเป็นนักเทววิทยาศาสนาคริสต์ที่มีบทบาทสำคัญในการต่อต้านลัทธิเอเรียส และวางรากฐานความเชื่อกระแสหลักในศาสนาคริสต์จนได้รับยกยย่องเป็นปิตาจารย์และนักปราชญ์แห่งคริสตจักร

แอมโบรสแห่งมิลาน

นักบุญแอมโบรสแห่งมิลาน (อังกฤษ: Ambrose of Milan; ละติน: Ambrosius; อิตาลี: Ambrogio) (ราว ค.ศ. 337 ถึง ค.ศ. 340-344 เมษายน ค.ศ. 397) เป็นบาทหลวงชาวโรมันดำรงตำแหน่งบิชอปแห่งมิลาน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในคริสตจักรในคริสต์ศตวรรษที่ 4 นักบุญแอมโบรสเป็นหนึ่งในสี่คนแรกของนักปราชญ์แห่งคริสตจักร

ภาษาอื่น

This page is based on a Wikipedia article written by authors (here).
Text is available under the CC BY-SA 3.0 license; additional terms may apply.
Images, videos and audio are available under their respective licenses.