พ.ศ. 2282

พุทธศักราช 2282 ใกล้เคียงกับ

ศตวรรษ:
ปี:
1739 ในปฏิทินอื่น
ปฏิทินสุริยคติไทย2282
ปฏิทินเกรกอเรียน1739
MDCCXXXIX
Ab urbe condita2492
ปฏิทินอาร์มีเนีย1188
ԹՎ ՌՃՁԸ
ปฏิทินอัสซีเรีย6489
ปฏิทินบาไฮ−105 – −104
ปฏิทินเบงกอล1146
ปฏิทินเบอร์เบอร์2689
ปีในรัชกาลอังกฤษ12 Geo. 2 – 13 Geo. 2
พุทธศักราช2283
ปฏิทินพม่า1101
ปฏิทินไบแซนไทน์7247–7248
ปฏิทินจีน戊午(มะเมียธาตุดิน)
4435 หรือ 4375
    — ถึง —
己未年 (มะแมธาตุดิน)
4436 หรือ 4376
ปฏิทินคอปติก1455–1456
ปฏิทินดิสคอร์เดีย2905
ปฏิทินเอธิโอเปีย1731–1732
ปฏิทินฮีบรู5499–5500
ปฏิทินฮินดู
 - วิกรมสมวัต1795–1796
 - ศกสมวัต1661–1662
 - กลียุค4840–4841
ปฏิทินโฮโลซีน11739
ปฏิทินอิกโบ739–740
ปฏิทินอิหร่าน1117–1118
ปฏิทินอิสลาม1151–1152
ปฏิทินญี่ปุ่นGenbun 4
(元文4年)
ปฏิทินจูเชN/A
ปฏิทินจูเลียนเกรกอเรียนลบ 11 วัน
ปฏิทินเกาหลี4072
ปฏิทินหมินกั๋ว173 ก่อน ROC
民前173年
ความสัมพันธ์สหราชอาณาจักร–สหรัฐ

ความสัมพันธ์สหราชอาณาจักร-สหรัฐ เปิดกว้างในทุกทุกด้านและขยายความสัมพันธ์กันตลอดช่วงสี่ศตวรรษที่ผ่านมา แรกเริ่มในปี พ.ศ. 2150 เมื่ออังกฤษสถาปนาเขตพักพิงถาวรแห่งแรกขึ้นบนพื้นทวีปอเมริกาเหนือ เขตพักพิงแห่งนี้มีชื่อว่า เจมส์ทาวน์

ในยุคที่สหรัฐยังเป็นอาณานิคมทั้งสิบสาม ทั้งสหราชอาณาจักรและสหรัฐต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิอังกฤษด้วยกันคู่ ซึ่งทั้งสองรัฐถูกผูกมัดเข้าด้วยกันทั้งในด้านประวัติศาสตร์ ภาษาแม่ ระบบยุติธรรม วัฒนธรรม รวมทั้งความเกี่ยวดองกันทางสายเลือดและเครือญาติ ชาวอเมริกันเชื้อสายอังกฤษในสหรัฐจึงสามารถย้อนต้นตระกูลกลับไปได้หลายชั่วอายุคน

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมามีทั้งสงคราม การก่อกบฏ สันติภาพและความบาดหมางต่อกัน จนกระทั่งท้ายที่สุดทั้งสองก็กลายเป็นทั้งเพื่อนและพันธมิตรต่อกัน ความสัมพันธ์อันหยั่งรากลึกนี้ดำเนินมาถึงจุดสูงสุดและถาวรเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองปะทุขึ้น ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ สายสัมพันธ์พิเศษ ซึ่งถูกอธิบายโดยนักวิจารณ์ชั้นแนวหน้าอย่าง คริสเตียน อามันพัวร์ ว่าเป็น "พันธมิตรหลักแห่งแอตแลนติก" เช่นเดียวกับประธานวุฒิสมาชิกด้านกิจการยุโรปของสหรัฐ ฌอง ชาฮีน ที่ยอมรับใน พ.ศ. 2553 ว่าเป็น "หนึ่งในเสาหลักแห่งเสถียรภาพของทั่วทั้งโลก"ปัจจุบัน นโยบายด้านการต่างประเทศของสหราชอาณาจักรฉบับล่าสุดกล่าวถึงความสัมพันธ์กับสหรัฐว่าเป็น "หุ้นส่วนความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีที่สำคัญที่สุด" ขณะที่นโยบายด้านการต่างประเทศของสหรัฐเองก็ยืนยันเช่นกันว่าสหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีที่ยืนยงที่สุด ซึ่งเห็นได้จากสภาพทางสังคมที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งในด้านการเมือง ความเชื่อมโยงกันของการค้า การพาณิชย์ การเงินการคลัง เทคโนโลยี การศึกษา เช่นเดียวกับด้านศิลปะและวิทยาการ นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือกันของรัฐบาลและหน่วยงานทางการทหาร เช่น ปฏิบัติการทางการทหารและปฏิบัติการรักษาสันติภาพร่วมกัน นอกจากนี้โดยปกติแล้วประธานาธิบดีแห่งสหรัฐจะเป็นบุคคลแรกในโลกที่จะส่งจดหมายแสดงความยินดีในการเข้ารับตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรคนใหม่ ในทางกลับกัน นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรก็จะส่งจดหมายแสดงความยินดีเป็นบุคคลแรกในโลกเช่นเดียวกัน สหรัฐยังเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักร เช่นเดียวกับที่สหราชอาณาจักรเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐ

เมื่อรวมทั้งสองประเทศเข้าด้วยกันแล้วจะพบว่าการค้าของทั้งสองประเทศมีสัดส่วนมหาศาลเมื่อเทียบกับการค้าทั่วโลก อีกยังมีอิทธิพลทางวัฒนธรรมอย่างมากต่อประเทศและดินแดนอื่น ๆ ทั่วโลก สหราชอาณาจักรและสหรัฐยังเปนสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดและประชากรมากที่สุดในกลุ่มประเทศ แองโกลสเฟียร์ มีประชากรรวมกันมากกว่า 370 ล้านคนในปี พ.ศ. 2553 ซึ่งทั้งสองประเทศมีส่วนทำให้ภาษาอังกฤษกลายเป็นภาษาที่มีบทบาทสำคัญในพื้นที่หลายส่วนของโลก

จากการสำรวจความคิดเห็นของบีบีซีเวิลด์เวอร์วิสในปี พ.ศ. 2556 พบว่า ร้อยละ 74 ของชาวอเมริกันมองว่าสหราชอาณาจักรมีอิทธิพลในทางบวก ในขณะที่มีเพียงร้อยละ 14 มองอิทธิพลของสหราชอาณาจักรในแง่ลบ แต่ชาวสหราชอาณาจักรกลับมองอิทธิพลของสหรัฐในแง่บวกและแง่ลบเท่ากันที่ร้อยละ 46 อย่างไรก็ตามในปี พ.ศ. 2556 พบว่าร้อยละ 58 ของชาวสหราชอาณาจักรยังคงมีทัศนะที่ชื่นชอบสหรัฐ

คาโรลัส ลินเนียส

คาโรลัส ลินเนียส (Carolus Linnaeus) หรือ คาร์ล ฟอน ลินเนีย ( Carl von Linné ) บ้างก็เรียก คาร์ล ลินเนียส (Carl Linnaeus) (23 พฤษภาคม พ.ศ. 2250 - 10 มกราคม พ.ศ. 2321) เป็นนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน ผู้ริเริ่มการจัดแบ่งสิ่งมีชีวิตออกเป็นหมวดหมู่ และการประยุกต์ใช้ระบบการเรียกชื่อสิ่งมีชีวิตแบบทวินาม ซึ่งมีประโยชน์ในการศึกษาชีววิทยาต่อมาจวบจนปัจจุบัน

อนึ่ง ชื่อวิทยาศาสตร์ของสิ่งมีชีวิตที่จัดจำแนกโดยเขา จะลงท้ายด้วย L. หรือ Linn. (พืช) หรือ Linnaeus (สัตว์) เพื่อเป็นการให้เกียรติ นอกจากนี้ประเทศสวีเดน ยังใช้ชื่อของเขาเป็นชื่อ มหาวิทยาลัยลินเนียส เพื่อเป็นการให้เกียรติอีกด้วย

ค็อสมัส ดามีอาน อาซัม

ค็อสมัส ดามีอาน อาซัม (เยอรมัน: Cosmas Damian Asam) เกิดเมื่อวันที่ 29 กันยายน ค.ศ. 1686 ที่เมืองเบ็นเนอดิคท์บ็อยเอิร์น (Benediktbeuern) ประเทศเยอรมนี เสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 1739 ค็อสมัส ดามีอาน อาซัมเป็นสถาปนิกและจิตรกรปลายสมัยบาโรก เมื่อปีค.ศ. 1711 ค็อสมัสย้ายไปโรมเพื่อศึกษากับคาร์โล มารัตตา ที่อักกาเดเมียดีซันลูกา และได้รับรางวัลที่หนึ่งจากสถาบันจากภาพเขียนชื่อ "ปาฏิหาริย์ของนักบุญปิโอ" (Miracle of Saint Pio) ค็อสมัสทำงานร่วมกับพี่ชายชี่อ เอกีท ควีรีน อาซัม (Egid Quirin Asam) งานที่สองคนร่วมกันทำจะเรียกว่า "Asam Brothers" เช่นวัดอาซัม (Asam Church) ที่มิวนิก และอาสนวิหารซังคท์ยาค็อพ (Cathedral of St. Jakob) ที่อินสบรุค ประเทศออสเตรีย

ชาร์ล-อ็องรี ซ็องซง

ชาร์ล-อ็องรี ซ็องซง (ฝรั่งเศส: Charles-Henri Sanson) เป็นเจ้าพนักงานเพชฌฆาตของฝรั่งเศส เขาเกิดในตระกูลเพชฌฆาต ตัวเขาเป็นเพชฌฆาตรุ่นที่ 4 ของตระกูลซ็องซง เขาทำงานเป็นเพชฌฆาตประจำกรุงปารีสเป็นเวลากว่า 40 ปี เขาประหารชีวิตผู้คนไปกว่า 3,000 คนซึ่งรวมถึงพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้สนับสนุนให้รัฐบาลหันมาใช้การประหารชีวิตโดยกิโยตีน เขาเป็นผู้ประเดิมการประหารด้วยกิโยตีนเมื่อวันที่ 25 เมษายน ค.ศ. 1792 ในกรุงปารีส นักโทษประหารกิโยตีนรายแรกคือโจรนามว่านีกอลา ฌัก แปลตีแย

ชาร์ล-อ็องรี ซ็องซง มีบุตรชายสองคน คนแรกนามว่า อ็องรี (Henri) ซึ่งรับช่วงเป็นเพชฌฆาตเป็นรุ่นที่ 5 บุตรชายคนนี้เป็นผู้ลงมือประหารพระนางมารี อ็องตัวแน็ต ด้วยกิโยตีน บุตรชายอีกคนชื่อว่า กาบรีแยล (Gabriel) ซึ่งรับช่วงในส่วนธุรกิจของครอบครัว

นิตยสาร

นิตยสาร (อังกฤษ: magazine) คือสิ่งพิมพ์รายคาบที่ออกเป็นระยะสำหรับผู้อ่านทั่วไป มีเนื้อหาหลากหลาย มุ่งทั้งให้ความรู้และความบันเทิง ความรู้มักเป็นไปในลักษณะที่ให้ความรอบรู้ มีการหารายได้จากการโฆษณาและวางขายทั่วไป ผู้อ่านสามารถบอกรับเป็นสมาชิกได้

คำว่า "นิตยสาร" มาจากรากศัพท์ คือ นิตย (สม่ำเสมอ) และสาร (เนื้อหา) คำว่า "นิตยสาร" โดยทั่วไปอาจมีความหมายคาบเกี่ยวกับคำว่า วารสาร ซึ่งออกตามกำหนดเวลาที่แน่นอนเช่นกัน แต่ในทางบรรณารักษศาสตร์ ปัจจุบัน เมื่อมีการใช้อินเทอร์เน็ต ทำให้มีนิตยสารในอินเทอร์เน็ต ซึ่งมิใช่สิ่งพิมพ์ แต่ก็ยังเรียกกันว่า "นิตยสาร"

เป็นที่น่าสังเกตว่า นิตยสารบางชื่อ ไม่ได้ใช้คำว่า นิตยสาร แต่ก็น่าจะจัดเป็นนิตยสารได้ เช่น "อนุสาร อ.ส.ท." ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ขณะที่สิ่งพิมพ์บางชนิด มีความก่ำกึ่ง ระหว่างหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ และนิตยสารรายสัปดาห์ เช่น มติชนรายสัปดาห์ สยามรัฐรายสัปดาห์ เนชั่นรายสัปดาห์ เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพราะเนื้อหาในเล่ม มีทั้งข่าว วิเคราะห์ข่าว และบันเทิง ในสัดส่วนที่พอๆ กัน โดยทั่วไปนิตยสารมักจะมีลักษณะผ่อนคลาย เล่าเรื่อง ไม่นิยมเขียนในลักษณะตำรา เว้นแต่ละแทรกอยู่เป็นบางส่วนของเล่ม

นิตยสารสำหรับคนอ่านเฉพาะกลุ่มฉบับแรกของโลกตีพิมพ์ในกรุงลอนดอนเมื่อ พ.ศ. 2274 (สมัยพระเจ้าท้ายสระ) ชื่อ "นิตยสารสุภาพบุรุษ" (The Gentleman's Magazine) เลิกกิจการไปเมื่อ พ.ศ. 2450

นิตยสารสำหรับผู้บริโภคฉบับแรกของโลกคือ "นิตยสารสกอต" (The Scots Magazine) ตีพิมพ์ในสกอตแลนด์เมื่อปี พ.ศ. 2282 ซึ่งตรงกับสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ และยังคงตีพิมพ์อยู่จนถึงในปัจจุบัน

ประเทศไทยใน พ.ศ. 2282

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2282 ในประเทศไทย

พระนารายน์ราชารามาธิบดี

สมเด็จพระนารายน์ราชารามาธิบดี หรือ พระอุทัยราชาที่ 2 หรือนักองค์ตน เป็นพระมหากษัตริย์กัมพูชา และเป็นพระโอรสของนักองค์โสร์ ผู้เป็นพระโอรสของพระรามาธิบดี (นักองค์ทอง) ประสูติประมาณ พ.ศ. 2282

ในช่วงปลายรัชกาลของพระรามาธิบดี (นักองค์ทอง) เกิดการแย่งชิงอำนาจกันขึ้นในราชสำนักกัมพูชา สมเด็จพระศรีสุริโยพรรณ (องค์หิง) ผู้เป็นพระอนุชาของสมเด็จพระศรีไชยเชษฐ์ พระมหากษัตริย์พระองค์ก่อนที่สิ้นพระชนม์ไป นำสมัครพรรคพวกไปล้อมจับบนักองค์ตน นักองค์ตนได้หนีไปพึงสมเด็จพระโสร์ทศที่เมืองเปียม สมเด็จพระโสร์ทศจึงเกณฑ์กองทัพมาตีทัพของนักองค์หิงแตกไป นักองค์หิงถูกจับประหารชีวิต พระแก้วฟ้า (นักองค์ด้วง) อนุชาของนักองค์หิงหนีไปบวชแต่ก็ถูกจับสึกและถูกประหารชีวิตเช่นกัน นักองค์โนนและนักองค์ชี พระโอรสของพระศรีไชยเชษบ์และเป็นหลานของนักองค์หิงหนีไปบวช ชายาของนักองค์หิงได้ร่วมมือกับเจ้าฟ้าทะละหะ (เภา) และออกญาวงษาธิราช (โสม) จะจับนักองค์ตนฆ่า แต่นักองค์ตนรู้พระองค์ก่อน จึงรวบรวมทหารปราบพวกกบฏแตกพ่ายไปเมืองโพธิสัตว์ นักองค์โนนและนักองค์ชีได้หนีไปกับกลุ่มกบฏนี้ด้วย

ต่อมา ใน พ.ศ. 2300 พระรามาธิบดี (นักองค์ทอง) สิ้นพระชนม์ นักองค์ตนได้ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระอัยกา แล้วจึงรวบรวมทหารไปตีฝ่ายของพระศรีไชยเชษฐ์ที่ตั้งมั่นอยู่ที่เมืองโพธิสัตว์ให้เด็ดขาด ฝ่ายนักองค์ตนเป็นฝ่ายชนะ จับเชื้อสายของพระศรีไชยเชษฐ์ประหารชีวิตหมดสิ้น รวมทั้งนักองค์ชี ส่วนนักองค์โนนมีผู้มาช่วยพาหนีไปกรุงศรีอยุธยาได้สำเร็จ จากนั้น นักองค์ตนจึงขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกัมพูชา

พระองค์ดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบนิยมเวียดนาม และขอกำลังทหารเวียดนามมาช่วยเมื่อเกิดความขัดแย้งกับไทย ซึ่งในรัชกาลของพระองค์ เกิดสงครามกับสยามในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชถึงสองครั้ง ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2312 สยามยกทัพไปตีบันทายเพชรทางบกแต่ไม่ทันสำเร็จ มีข่าวว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสด็จสวรรคต จึงเลิกทัพกลับมาก่อน อีกครั้งหนึ่งใน พ.ศ. 2314 ซึ่งหลักฐานทางฝ่ายไทยกล่าวว่าตีได้เมืองบันทายเพชร นักองค์ตนหนีไปเวียดนาม จึงอภิเษกให้นักองค์โนนขึ้นเป็นกษัตริย์กัมพูชา แต่หลักฐานทางกัมพูชากล่าวว่า สยามตีเมืองบันทายเพชรไม่สำเร็จ จึงให้นักองค์โนนประทับอยู่ที่เมืองกำปอต จน พ.ศ. 2318 เวียดนามที่สนับสนุนนักองค์ตนอ่อนแอลง นักองค์ตนจึงถวายราชสมบัติแก่นักองค์โนน พระองค์นั้นดำรงตำแหน่งพระมหาอุปโยราช จนสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. 2320

หลังการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ เกิดการจลาจลในกัมพูชาเพื่อต่อต้านนักองค์โนน จนนักองค์โนนถูกสำเร็จโทษ พระโอรสของพระองค์คือนักองค์เองได้ครองราชสมบัติต่อมา

พระยาทุกขราษฏร์ (ช่วย)

พระยาทุกขราษฎร์ ชื่อเดิมในขณะบรรพชา พระมหาช่วย เป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ของจังหวัดพัทลุง ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ใน สงครามเก้าทัพ

ภาษามราฐี

ภาษามราฐี (मराठी) เป็นภาษาหนึ่งในตระกูลอินเดีย-ยุโรป หรืออินโด-ยูโรเปียน (Indo-European) ที่พูดกันในประเทศอินเดีย และใช้เป็นประจำรัฐอย่างเป็นทางการของรัฐมหาราษฏระและรัฐใกล้เคียง โดยใช้อักษรที่เรียกว่า อักษรเทวนาครี

นอกจากนี้ภาษามราฐียังเป็นหนึ่งใน 18 ภาษาประจำชาติอย่างเป็นทางการของอินเดียด้วย โดยมีผู้ใช้เกือบร้อยล้านคน เฉพาะในรัฐมหาราษฏระ มีผู้ใช้ภาษามราฐีราว 90 ล้านคน ทั้งยังนับเป็นภาษาหนึ่งที่มีประวัติยาวนาน จารึกภาษามราฐีที่เก่าที่สุด พบครั้งแรกในรัฐกรณาฏกะ เป็นจารึก ของอินเดีย สันนิษฐานจารึกไว้เมื่อประมาณ 1,300 ปีที่แล้ว

มาเรียนา บิกโตเรียแห่งสเปน สมเด็จพระราชินีแห่งโปรตุเกส

เจ้าหญิงมาเรียนา บิกโตเรียแห่งสเปน (31 มีนาคม พ.ศ. 2261 - 15 มกราคม พ.ศ. 2324) ทรงเป็นเจ้าหญิงแห่งสเปนเมื่อครั้งประสูติและหลังจากนั้นทรงเป็นสมเด็จพระราชินีแห่งโปรตุเกส ซึ่งเป็นพระมเหสีในสมเด็จพระเจ้าโจเซที่ 1 แห่งโปรตุเกส เมื่อมีพระชนมายุ 7 พรรษา ทรงหมั้นกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แห่งฝรั่งเศส แต่ต่อมาการเตรียมการอภิเษกสมรสถูกยกเลิกและพระนางถูกส่งตัวกลับสเปน ในปีพ.ศ. 2272 ทรงอภิเษกสมรสกับพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าจอห์นที่ 5 แห่งโปรตุเกสซึ่งก็คือ เจ้าชายโจเซแห่งบราซิล ทำให้พระนางเป็นพระราชชนนีในสมเด็จพระราชินีนาถมาเรียที่ 1 แห่งโปรตุเกส ตลอดพระชนม์ชีพของพระนางทรงเป็นที่ปรึกษาคู่พระทัยพระราชสวามีและพระราชธิดา จนกระทั่งเสด็จสวรรคตในปีพ.ศ. 2324

สมเด็จพระรามราชาธิราชแห่งกัมพูชา

สมเด็จพระรามราชา หรือนักองค์โนน นักองค์นนท์ หรือนักองค์ราม เป็นพระมหากษัตริย์กัมพูชาที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสยาม โดยเฉพาะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นพระราชบุตรของสมเด็จพระศรีไชยเชฐหรือนักองค์สงวน ประสูติประมาณ พ.ศ. 2282 พระองค์ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระรามใน พ.ศ. 2283 เอกสารไทยจึงเรียกพระองค์ว่านักองค์ราม

หย่งเฉิง

ลฺหวี่ตวนชินหวัง พระนามเดิมหย่งเฉิง (永珹) เป็นเจ้าชายแห่งต้าชิง ประสูติวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1739 เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่สี่ของพระจักรพรรดิเฉียนหลงกับชูเจียหวงกุ้ยเฟย์ ตระกูลจินเจีย ในรัชสมัยเฉียนหลงปีที่ 28 (ค.ศ.1763) ได้สืบทอดพระอิสริยยศ "ลฺหวี่ชินหวัง" ต่อจากเจ้าชายอิ้นเถา พระราชโอรสในพระจักรพรรดิคังซี โดยมีพระอิสริยยศเป็นลฺหวี่ตวนชินหวัง (履端親王) เจ้าชายหย่งเฉิงสิ้นพระชนม์วันที่ 5 เมษายน ค.ศ.1777 สิริพระชันษา 38 ปี

เจ้าพระยามหาโยธา (เจ่ง คชเสนี)

เจ้าพระยามหาโยธานราธิบดีศรีพิชัยณรงค์ (เจ่ง คชเสนี) เป็นชาวมอญ เกิดในเมืองมอญราวปี พ.ศ. 2282 อพยพเข้าสู่ประเทศไทยในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี เป็นต้นตระกูลคชเสนี (เจ่ง, (มอญ: စိင်) แปลว่า ช้าง) เป็นโอรสของเจ้าเมืองเมียวดีผู้ซึ่งเป็นพระอนุชาของพระยาทะละ (Byinnya Dala หรือ Binnya Dala) กษัตริย์ราชอาณาจักรมอญองค์สุดท้าย ซึ่งปกครองอาณาจักรมอญราวปี พ.ศ. 2290 - พ.ศ. 2300 ทรงพระนามเมื่อขึ้นครองราชย์ว่า พระเจ้าปรมินทรราชานราธิบดี (King Payamindi Raza Naradibati) บางคนเรียก "พระเจ้าพญามอญธิราชานราธิบดี หรือ พระเจ้าพญามองธิราช"

โยฮัน เบ็คมัน

โยฮัน เบ็คมัน (อังกฤษ: Johann Beckmann; 4 มิถุนายน ค.ศ. 1739 − ค.ศ. 1811) เป็นนักเขียนสาขาวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน ผลงานชิ้นสำคัญของโยฮัน เบ็คมันคือ Beiträge zur Geschichte der Erfindungen (ประวัติการประดิษฐ์ การค้นพบ และที่มา) ที่เขียนระหว่างปี ค.ศ. 1780−1805

เบ็คมันเป็นบุคคลแรกที่คิดคำว่า "เทคโนโลยี" ขึ้นมาใช้เพื่อที่จะหมายถึงศาสตร์ของการค้าขาย และเป็นคนแรกที่สอนวิชานี้และเขียนเกี่ยวกับหัวข้อนี้เป็นตำราการศึกษา

เบ็คมันเกิดเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ค.ศ. 1739 ที่โฮยาในฮันโนเฟอร์ บิดาเป็นนายไปรษณีย์และผู้เก็บภาษี เบ็คมันได้รับการศึกษาที่ชตัดและที่มหาวิทยาลัยที่เกิตติงเก็นในสาขาเทววิทยา คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ธรรมชาติวิทยา และการเงินและการบริหาร หลังจากที่จบการศึกษาในปี ค.ศ. 1762 แล้วเบ็คมันก็ทำการเดินทางเพื่อการศึกษาไปยังเบราน์ชไวค์และสาธารณรัฐดัตช์เพื่อไปสำรวจเหมือง โรงงาน และพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา

ภาษาอื่น

This page is based on a Wikipedia article written by authors (here).
Text is available under the CC BY-SA 3.0 license; additional terms may apply.
Images, videos and audio are available under their respective licenses.