พ.ศ. 1773

พุทธศักราช 1773 ใกล้เคียงกับ

ศตวรรษ:
ปี:
1230 ในปฏิทินอื่น
ปฏิทินสุริยคติไทย1773
ปฏิทินเกรกอเรียน1230
MCCXXX
Ab urbe condita1983
ปฏิทินอาร์มีเนีย679
ԹՎ ՈՀԹ
ปฏิทินอัสซีเรีย5980
ปฏิทินบาไฮ−614 – −613
ปฏิทินเบงกอล637
ปฏิทินเบอร์เบอร์2180
ปีในรัชกาลอังกฤษ14 Hen. 3 – 15 Hen. 3
พุทธศักราช1774
ปฏิทินพม่า592
ปฏิทินไบแซนไทน์6738–6739
ปฏิทินจีน己丑(ฉลูธาตุดิน)
3926 หรือ 3866
    — ถึง —
庚寅年 (ขาลธาตุโลหะ)
3927 หรือ 3867
ปฏิทินคอปติก946–947
ปฏิทินดิสคอร์เดีย2396
ปฏิทินเอธิโอเปีย1222–1223
ปฏิทินฮีบรู4990–4991
ปฏิทินฮินดู
 - วิกรมสมวัต1286–1287
 - ศกสมวัต1152–1153
 - กลียุค4331–4332
ปฏิทินโฮโลซีน11230
ปฏิทินอิกโบ230–231
ปฏิทินอิหร่าน608–609
ปฏิทินอิสลาม627–628
ปฏิทินญี่ปุ่นKangi 2
(寛喜2年)
ปฏิทินจูเชN/A
ปฏิทินจูเลียน1230
MCCXXX
ปฏิทินเกาหลี3563
ปฏิทินหมินกั๋ว682 ก่อน ROC
民前682年
จักรพรรดิ

จักรพรรดิ หรือ พระราชาธิราช หมายถึง ประมุขของจักรวรรดิ หากเป็นสตรีเรียกว่า จักรพรรดินี (Empress) แต่คำว่า “จักรพรรดินี” ก็ใช้เรียกพระมเหสีของจักรพรรดิด้วย ในภาษาอังกฤษจะมีคำต่อท้ายให้เป็นที่เข้าใจคือ “Empress Consort” โดยทั่วไปถือกันว่า “จักรพรรดิ” มีฐานันดรสูงกว่า “พระราชา”

ธงชาติออสเตรีย

ธงชาติออสเตรีย เป็นธงสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 2 ส่วน ยาว 3 ส่วน ภายในแบ่งเป็นแถบ 3 แถบตามแนวนอน ความกว้างเท่ากันทุกแถบ แต่ละแถบเป็นแถบสีแดง ขาว และแดง เรียงตามลำดับจากบนลงล่าง ธงนี้ได้ปรากฏการใช้ตั้งแต่สมัยสงครามครูเสดครั้งที่ 3 (พ.ศ. 1732 - 1735) นับว่าเป็นธงชาติธงหนึ่งที่เก่าแก่มากที่สุดในโลก เช่นเดียวกับธงชาติเดนมาร์ก

นครรัฐแพร่

นครรัฐแพร่ หรือ นครแพร่ เป็นนครรัฐอิสระขนาดเล็กในอดีตรัฐหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มแม่น้ำยม เดิมเรียกว่า “เมืองพล” นครพล, หรือพลนคร, “เวียงโกศัย” หรือโกศัยนคร, “เมืองแพล” มีชื่อเต็มว่า โกเสยุยธชุชพลวิชยแพร่แก้วเมืองมุร

จนกระทั่ง พ.ศ. 1655 - พ.ศ. 1773 พวกขอมมีอำนาจในแถบนี้เมืองแพร่จึงตกอยู่ภายใต้อำนาจของขอม ซึ่งภายหลังพวกขอมได้ถูกกองทัพของพ่อขุนบางกลางหาว และพ่อขุนผาเมืองขับไล่ออกไป แล้วตั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี อิทธิพลของขอมจึงหมดไปจากดินแดนแถบนี้

ประวัติศาสตร์ออสเตรีย

ประวัติศาสตร์ออสเตรีย ในช่วงก่อนปลายศตวรรษที่ 8 ประเทศออสเตรียมีชนชาติอพยพต่าง ๆ อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ได้แก่ ชนเผ่าเยอรมันที่ข้ามแม่น้ำดานูบลงมาทางตอนใต้ และชาวสลาฟที่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ออสเตรีย จนสิ้นสุดศตวรรษที่ 8 ชาร์เลอมาญ (Charlemagne) ได้ก่อตั้งเขตชายแดนระหว่างแม่น้ำอินส์ แรบและดราวา เพื่อเป็นป้อมปราการ ป้องกันการรุกราน ของชาวเอวาร์ และภายหลังจากที่ชาวโรมันได้อพยพออกไป นักบวชชาวไอริชและสก็อตจึงได้เข้ามาเผยแพร่คริสต์ศาสนา ในดินแดนบริเวณเทือกเขาอัลไพน์แห่งนี้ ราชวงศ์บาเบนแบร์ก (Babenberg) ของชาวบาวาเรียนได้เข้าปกครองออสเตรียในปี พ.ศ. 1519 ซึ่งยังมีประชาชนอยู่เพียงเล็กน้อย

ในศตวรรษต่อ ๆ มา ราชวงศ์บาเบนเบิร์กได้ใช้ยุทธศาสตร์สร้างความแข็งแกร่ง ให้แก่อาณาจักร และขยายประเทศไปอย่างกว้างขวาง ภายหลังจากทางราชวงศ์ได้หมดอำนาจลง ในกลางศตวรรษที่ 13 ราชวงศ์ฮับส์บูร์ก (Habsburg) ได้เข้ามามีอำนาจในดินแดนนี้แทน และขยายอาณาเขตออกไป จนถึงแถบประเทศสเปน จนกระทั่ง ในปี 2065 ราชวงศ์ฮับส์บูร์กจึงได้แตกออกเป็นสายออสเตรีย และสายสเปน อย่างไรก็ตาม ราชวงศ์ฮับส์บูร์กยังคงขยายอาณาเขตต่อไป โดยในปี พ.ศ. 2069 ได้ผนวกดินแดนโบฮีเมียและฮังการีเข้าไว้ด้วย

ในช่วงศตวรรษที่ 16 และ 17 ออสเตรียต้องเผชิญหน้ากับอาณาจักรออตโตมัน แต่โดย ที่ออสเตรียสามารถเอาชนะกองทัพของอาณาจักรออตโตมันได้ ออสเตรียจึงได้ครอบครองดินแดนเพิ่มขึ้น และกลายเป็นมหาอำนาจรายหนึ่งในยุโรป ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 18 จักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา และจักรพรรดิโยเซฟที่ 2 ได้ทำการปฏิรูปและวางรากฐานการปฏิรูปการบริหารจัดการของรัฐให้ทันสมัย แต่การปฏิวัติฝรั่งเศสและสงครามนโปเลียนได้ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนั้นเปลี่ยนไป

จนกระทั่ง ในปี พ.ศ. 2488 เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ฝ่ายพันธมิตรได้ช่วยออสเตรียให้ฟื้นตัวขึ้น สู่ความเป็นประเทศสาธารณรัฐอีกครั้ง แต่ออสเตรียยังคงถูกยึดครองโดยกองทัพฝรั่งเศส อังกฤษ สหภาพโซเวียต และสหรัฐอเมริกาจนถึงปี 2498 ซึ่งได้มีการลงนามใน สนธิสัญญาประเทศออสเตรีย และในปีเดียวกัน รัฐสภาออสเตรียได้ออกกฎหมายให้ออสเตรียเป็นประเทศที่มีสถานะเป็นกลางอย่างถาวร ออสเตรียได้เข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2538

พระเจ้าจันทรภาณุ

พระเจ้าจันทรภาณุ เป็นพระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรตามพรลิงค์ เป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงเผยแผ่พระอานุภาพขจรไปยังแคว้นไกลที่สุด นั่นคือสามารถแผ่ไปถึงเกาะลังกา โดยการยกทัพไปตีถึง 2 ครั้งที่ยกทัพเรือเข้าโจมตีเกาะลังกา (ประเทศศรีลังกา ในปัจจุบัน) พระองค์ทรงยึดครองภาคเหนือของเกาะนี้ได้ (ค.ศ. 1235-1275)

พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช

พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช เป็นปฐมกษัตริย์เป็นต้นราชวงศ์ปทุมวงศ์ แห่งอาณาจักรตามพรลิงค์ เป็นผู้สร้างเมืองนครศรีธรรมราช จากชุมชนเดิมซึ่งมีชื่อเรียกว่า ตามพรลิงก์ บนหาดทรายแก้ว (บริเวณตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน) เมื่อปลายพุทธศตวรรษที่ 17 จนกลายเป็นนครรัฐหรือเป็นอาณาจักรใหญ่ในคาบสมุทรไทย ก่อนที่จะเข้ารวมอยู่ในราชอาณาจักรไทย สมัยกรุงศรีอยุธยาในต้นพุทธศตวรรษที่ 20 พระนามกษัตริย์ พระองค์นี้ ปรากฏอยู่ในหลักฐานประวัติศาสตร์ท้องถิ่นหลายชิ้น เช่น ตำนานเมืองนครศรีธรรมราช และจารึกดงแม่นางเมือง (จารึกหลักที่ 35)

พระเจ้าออทโทคาร์ที่ 1 แห่งโบฮีเมีย

สมเด็จพระเจ้าออตโตคาร์ที่ 1 แห่งโบฮีเมีย (เช็ก: Přemysl I. Otakar, อังกฤษ: Ottokar I of Bohemia) (ราว ค.ศ. 1155 - 15 ธันวาคม ค.ศ. 1230) เป็นพระราชโอรสองค์รองของดยุกและกษัตริย์สมเด็จพระเจ้าวลาดิสเสลาสที่ 2

ในช่วงแรกของการครองราชย์เป็นสมัยของอนาธิปไตยที่เกิดขึ้นโดยทั่วไปในราชอาณาจักร หลักจากการต่อสู้อยู่พักหนึ่งก็เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรโบฮีเมียโดยพระจักรพรรดิไฮนริคที่ 6 แห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ในปี ค.ศ. 1192 แต่ปีต่อมาพระองค์ก็ถูกโค่นราชบัลลังก์โดยกลุ่มเจ้าเยอรมัน ในปี ค.ศ. 1197 สมเด็จพระเจ้าออตโตคาร์ก็ทรงบังคับให้พระเชษฐาวลาดิสเลาส ยินดริคสละโบฮีเมียให้แก่พระองค์ไปครองเพียงแต่โมราเวีย

สมเด็จพระเจ้าออตโตคาร์ทรงฉวยโอกาสที่เยอรมันอยู่ในระหว่างสงครามกลางเมืองแย่งราชบัลลังก์ระหว่างฟิลิปแห่งชวาเบียแห่งโฮเฮ็นสเตาเฟ็น และ ออตโตที่ 4 แห่งตระกูลเวลฟ ในการประกาศพระองค์เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรโบฮีเมีย โดยการสนับสนุนโดยฟิลิปแห่งชวาเบียผู้ต้องการการสนับสนุนทางทหารในการต่อสู้กับฝ่ายออตโตในปี ค.ศ. 1198

ในปี ค.ศ. 1199 สมเด็จพระเจ้าออตโตคาร์ก็ทรงหย่ากับพระมเหสีองค์แรกอเดลไฮด์แห่งไมส์เสนแห่งราชวงศ์วิตเตน เพื่อไปเสกสมรสกับคอนสแตนซแห่งฮังการีพระราชธิดาองค์เล็กของสมเด็จพระเจ้าเบลาที่ 3 แห่งฮังการี

ในปี ค.ศ. 1200 เมื่อออตโตขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระจักรพรรดิออตโตที่ 4 แห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ สมเด็จพระเจ้าออตโตคาร์ก็ทรงเลิกสัญญาที่มีต่อฟิลิปแห่งชวาเบีย และประกาศเข้าข้างฝ่ายเวลฟ ทั้งจักรพรรดิออตโตและสมเด็จพระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 3 ต่อมาก็รับรองว่าพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์สืบราชวงศ์แห่งราชอาณาจักรโบฮีเมีย

พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 9 แห่งเลออน

พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 9 (สเปน: Alfonso IX; เลออน: Alfonsu IX) หรือ พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 8 (กาลิเซีย: Afonso VIII) เสด็จพระราชสมภพ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1171 ที่ซาโมรา ราชอาณาจักรเลออน สิ้นพระชนม์ 24 กันยายน ค.ศ. 1230 ที่ซาร์เรีย ราชอาณาจักรกาลิเซีย ครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งเลออนและกาลิเซีย ทรงเป็นลูกพี่ลูกน้องของพระเจ้าอัลฟอลโซที่ 8 แห่งกัสติยา

ด้วยอุปนิสัยที่เด็ดเดี่ยวจึงทำให้พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 9 มุ่งมั่นที่จะกอบกู้อาณาเขตของเลออนที่สูญเสียไปให้กัสติยากลับคืนมา และแม้พระองค์จะเคยถวายความเคารพต่อพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 8 แห่งกัสติยา แต่สุดท้ายกลับหันไปเป็นพันธมิตรกับกลุ่มมุสลิมอัลโมฮัดได้อย่างไม่ลังเล เป็นผลให้ราชอาณาจักรของพระองค์ต้องโทษต้องห้ามจากสมเด็จพระสันตะปาปา การอภิเษกสมรสกับพระธิดาคนโตของกษัตริย์แห่งกัสติยาของพระองค์ถูกสมเด็จพระสันตะปาปาบีบคั้น ทว่าในปี ค.ศ. 1212 พระองค์ปฏิเสธที่จะทำสงครามครูเสดกับกลุ่มอัลโมฮัดร่วมกับพระสสุระเว้นแต่จะได้ดินแดนที่สูญเสียไปกลับคืนมาจากกัสติยา แต่ข้อเรียกร้องของพระองค์ไม่ได้รับการตอบสนอง และชาวคริสต์ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดที่ลัสนาบัสเดโตโลซาโดยไม่ต้องมีกองทัพของเลออน อย่างไรก็ดีตัวพระเจ้าอัลฟอนโซเองได้รับชัยชนะครั้งสำคัญนอกพรมแดนทางใต้ของเลออน ทรงยึดกาเซเรสมาจากกลุ่มอัลโมฮัดได้ในปี ค.ศ. 1127 และเมริดากับบาดาโฆซในปี ค.ศ. 1230 ชัยชนะดังกล่าวเป็นการปูเส้นทางสู่การทำเรกองกิสตาที่เซบิยาในเวลาต่อมา

ยาโกโปแห่งวารัซเซ

บุญราศียาโกโปแห่งวารัซเซ (อิตาลี: Jacopo da Varazze; ละติน: Iacobus a Voragine) เป็นอาร์ชบิชอปแห่งเจนัว นักบันทึกเหตุการณ์ชาวอิตาลี ผู้ประพันธ์ “ตำนานทอง” ซึ่งเป็นชีวประวัตินักบุญสำคัญ ๆ รวบรวมขึ้นในปี ค.ศ. 1260 เป็นหนังสือที่นิยมแพร่หลายที่สุดเล่มหนึ่งในสมัยกลาง ท่านได้รับการประกาศเป็นบุญราศีที่เมืองเจนัวโดยสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 7 ในปี ค.ศ. 1816

ราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช

ราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช มีที่มาจากกษัตริย์ผู้สถาปนาอาณาจักรศรีธรรมราช (จังหวัดนครศรีธรรมราช) คือ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช จากหลักฐานที่พบจดบันทึกไว้ในสมุดข่อยโบราณในหอสมุดแห่งชาติ มีชาวนครศรีธรรมราชท่านหนึ่งซึ่งสนใจศึกษาวิชาโหราศาสตร์ ได้ค้นคว้าพบดวงชะตาเมืองนครศรีธรรมราช สถาปนาขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดี แรม 12 ค่ำ เดือน 3 ปีเถาะ จุลศักราช 649 ตรงกับพ.ศ. 1830 ซึ่งเป็นการสถาปนาหลังจากอาณาจักรศรีวิชัยได้ล่มสลายไปแล้ว เนื่องจากอาณาจักรศรีวิชัย มีอายุอยู่ในช่วง พ.ศ. 1000-1800

พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช มีพระอนุชา 2 พระองค์ องค์แรกพระนาม พระเจ้าจันทรภาณุ และพระเจ้าพงษาสุระ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ทรงสถาปนา พระนามฐานันดรตำแหน่งพระมหาอุปราช ให้พระเจ้าจันทรภาณุ เป็นพระมหาอุปราช เมื่อพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช พระเชษฐาสวรรคต องค์รอง พระเจ้าจันทรภาณุ ขึ้นเสวยราชย์แทน เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังจากพระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรศรีธรรมาราช พระองค์ก่อนสวรรคต กษัตริย์พระองค์ต่อมาก็เป็นพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชแทน ดังเช่นเมื่อพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช พระองค์พี่สวรรคต พระเจ้าจันทรภาณุ ก็ได้รับพระนามว่า พระเจ้าศรีธรรมาราชโศกราช เช่นเดียวกัน แต่คนทั่วไป ก็มักจะเรียกจนติดปากว่า พระเจ้าจันทรภาณุ หรือในบางตำราใช้ พระเจ้าจันทรภาณุศรีธรรมาโศกราช

ราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช หรือราชวงศ์ปัทมวงศ์ เป็นราชวงศ์หนึ่ง ของสยามประเทศที่เคยมีอำนาจปกครอง อาณาจักรศรีธรรมาราช ซึ่งปกครองเมืองใหญ่ต่าง ๆ ในคาบสมุทรมลายู จำนวน 12 เมือง เรียกว่า เมืองสิบสองนักษัตร เมื่อสมัยสุโขทัยเรืองอำนาจ เป็นอาณาจักรไทยทางภาคเหนือและภาคกลาง อาณาจักรศรีธรรมาราช ก็มีอำนาจรุ่งเรืองทางภาคใต้ อาณาจักรศรีธรรมาราชเป็นมิตรที่ดีต่ออาณาจักรสุโขทัย มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมโดยเฉพาะพระพุทธศาสนา มีการส่งพระสงฆ์ไปยังอาณาจักรสุโขทัย เพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนา

ปรากฏหลักฐานเป็นที่แน่ชัดว่า อาณาจักรศรีธรรมาราชยอมเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ในสมัยราชวงศ์สุพรรณภูมิ ที่มีราชธานีกรุงอโยธยาศรีรามเทพนคร เริ่มสถาปนาราชวงศ์ พ.ศ. 1913 - 1931, 1952 - 2112 ราชวงศ์สุโขทัย พ.ศ. 2112 -

อาณาจักรนครศรีธรรมาราช สมัยราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราชิที่มีพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช เป็นพระมหากษัตริย์ หลังทรงประกาศเอกราชจากอาณาจักรศรีวิชัยใน พ.ศ. 1773 ทรงสถาปนาเมืองหลวงแห่งใหม่แทนกรุงตามพรลิงก์ (เมืองพระเวียง) คือ นครศรีธรรมราชมหานคร ใน พ.ศ. 1830 ราชวงศ์ศรีธรรมโศกราช (ปัทมวงศ์) ปกครองอาณาจักรนครศรีธรรมราชอยู่ร้อยกว่าปีก็ได้ล่มสลายลงจากโรคห่าระบาดและสงครามกับพวกชวา สมัยท้าวอู่ทองแห่งอโยธยาที่ได้สถาปนาเป็นพระญาติกับพระเจ้าศรีธรรมโศกราช ได้ส่งพระราชโอรสและไพร่พลจากเมืองพริบพรีมาฟื้นเมืองเมืองนครศรีธรรมราชและเมืองบริวารใหม่ และได้สถาปนาราชวงศ์ศรีธรรมโศกราชมาอีกครั้งที่มีเชื้อสายจากท้าวอู่ทองแห่งอโยธยา ในต้นพุทธศตวรรษที่ 19 สมเด็จพระไชยราชาธิราช ราชวงศ์สุพรรณภูมิ โดยสมเด็จพระไชยราชาธิราชเจ้า ทรงมีพระราชบิดา สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ราชวงศ์พระร่วง พระราชมารดา ราชวงศ์สุพรรณภูมิ สมเด็จพระไชยราชาธิราชเจ้าพระองค์มีพระมเหสี 4 พระองค์ มีตำแหน่ง

ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ราชวงศ์พระร่วง

ท้าวศรีสุดาจันทร์ ราชวงศ์อู่ทอง

ท้าวศรีอินทรมหาเทวี ราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช

ท้าวอินทรสุเรนทร ราชวงศ์สุพรรณภูมิ

หนึ่งในนั้นคือพระมเหสีมาจากราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติตั่งแต่สมัยโบราณ ที่จะให้อาณาจักรของตน มีความสัมพันธ์กันกับอีกราชอาณาจักรหนึ่ง เพื่อเป็นหนึ่งเดียวกันจะได้เกื้อหนุน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในสมัยราชวงศ์สุพรรณภูมิแสดงให้เห็นว่าอาณาจักรนครศรีธรรมราชได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยาแล้วแต่ยังสามารถปกครองตนเองอย่างเบ็ดเสร็จ และต้องถือน้ำพิพัฒน์สัตยาต่อพระมหากษัตริย์ของอาณาจักรอยุธยาด้วย

รายพระนามคู่อภิเษกสมรสในพระประมุขแห่งลักเซมเบิร์ก

รายพระนามคู่อภิเษกสมรสในพระประมุขแห่งลักเซมเบิร์ก

รายพระนามคู่อภิเษกสมรสในพระมหากษัตริย์สวีเดน

คู่อภิเษกสมรสในพระมหากษัตริย์แห่งสวีเดน จะดำรงพระอิสริยยศ "สมเด็จพระราชินีแห่งสวีเดน" ในช่วงแรกสมเด็จพระราชินีแห่งสวีเดนจะเป็นเพียงตำนาน ดังนั้นจนกระทั่งถึงราวพ.ศ. 1543 สมเด็จพระราชินีจะปรากฏเป็นเค้าโครงตำนานทั้งสิ้นซึ่งก็เป็นเช่นเดียวกับพระมหากษัตริย์ ช่วงระหว่างคริสต์สตวรรษที่ 14 ถึง 16 สวีเดนจะอยู่ภายใต้อำนาจของสหภาพคาลมาร์ หรือ เดนมาร์ก สมเด็จพระราชินีในช่วงพ.ศ. 1923 - พ.ศ. 2063 จึงเป็นสมเด็จพระราชินีแห่งเดนมาร์กด้วย จนกระทั่งเป็นอิสระจากเดนมาร์ก ระยะหนึ่งสวีเดนมีตำแหน่งสมเด็จพระราชินีแห่งนอร์เวย์และแกรนด์ดัสเชสแห่งฟินแลนด์ด้วย ส่วนพระประมุขที่เป็นสตรี พระสวามีจะถูกรวมในรายพระนามนี้ด้วย

รายพระนามคู่อภิเษกสมรสในพระมหากษัตริย์อังกฤษ

พระมหากษัตริย์อังกฤษส่วนใหญ่เป็นสมเด็จพระราชาธิบดี คู่อภิเษกสมรสจึงได้รับอิสสริยยศเป็น "สมเด็จพระราชินี" หากพระมหากษัตริย์เป็นสมเด็จพระราชินีนาถ พระราชสวามีของพระนางจะได้รับพระอิสริยยศอื่น ๆ ตามแต่จะพระราชทาน เมื่อราชอาณาจักรอังกฤษถูกผนวกเข้ากับราชอาณาจักรสกอตแลนด์ กลายเป็น "ราชอาณาจักรบริเตนใหญ่" ในปี ค.ศ. 1707 อิสริยยศ "คู่อภิเษกสมรสในพระมหากษัตริย์อังกฤษ" จึงเป็นอันสิ้นสุดลง

รายพระนามคู่อภิเษกสมรสในพระมหากษัตริย์เดนมาร์ก

คู่อภิเษกสมรสในพระมหากษัตริย์เดนมาร์ก จะดำรงพระอิศริยยศเป็น "สมเด็จพระราชินีแห่งเดนมาร์ก" ถ้าพระประมุขเป็นสตรี คู่อภิเษกสมรสจะได้รับพระอิสริยยศเป็นเจ้าชายพระราชสวามี ในระหว่างที่ยังเป็นสหภาพคาลมาร์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1923 จนถึง พ.ศ. 2357 คู่อภิเษกสมรสนั้นจะไดรับพระอิสริยยศ สมเด็จพระราชินีแห่งนอร์เวย์ ด้วย และในระหว่างปี พ.ศ. 1932 ถึง พ.ศ. 2063 คู่อภิเษกสมรสจะไดรับพระอิสริยยศ สมเด็จพระราชินีแห่งสวีเดน ด้วย

รายพระนามเจ้าผู้ครองนครแพร่

รายพระนามเจ้าผู้ครองนครแพร่ นับตั้งแต่ พ่อขุนหลวงพล พระราชนัดดาในพระมหากษัตริย์แห่งน่านเจ้าทรงก่อตั้งนครรัฐแพร่

สมเด็จพระสันตะปาปาบอนิเฟซที่ 8

สมเด็จพระสันตะปาปาโบนิเฟสที่ 8 (อังกฤษ: Boniface VIII) ทรงดำรงตำแหน่งพระสันตะปาปาตั้งแต่ ค.ศ. 1294 ถึง ค.ศ. 1303

เป็นผู้สนับสนุนอัศวินเทมพลาร์ที่ฝรั่งเศสจนทำให้พระเจ้าฟิลิปที่ 4 แห่งฝรั่งเศสหวาดระแวงในเรื่องที่พระเจ้าฟิลิปจะสู้กับอัศวินเทมพลาร์จึงส่งคนไปปลงพระชนม์ของสมเด็จพระสันตะปาปาโบนิเฟสที่ 5 แล้วให้นักบุญคาร์นิดัลลงตมติแต่งตั้งพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 11 ขึ้นมาเป็นหุ่นเชิดของฝรั่งเศส

เพื่อที่พระเจ้าฟิลิปที่ 4 จะได้ไม่ต้องทำสงครามกับศาสนจักรด้วย

เบเรนกาเรียแห่งนาวาร์

เบเรงเกลา (สเปน: Berenguela) หรือ เบเรนกาเรียแห่งนาวาร์ (อังกฤษ: Berengaria of Navarre) (ราว ค.ศ. 1165 - ค.ศ. 1170 - 23 ธันวาคม ค.ศ. 1230) เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ของพระเจ้าซันโชที่ 6 แห่งนาวาร์กับซันชาแห่งกัสติยา เป็นพระมเหสีสมเด็จพระเจ้าริชาร์ดที่ 1 แห่งอังกฤษ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม ค.ศ. 1191 ถึงวันที่ 6 เมษายน ค.ศ. 1199

โทกูงาวะ อิเอนาริ

โทะกุงะวะ อิเอะนะริ (ญี่ปุ่น: 徳川 家斉 โรมาจิ: Tokugawa Ienari, 5 ตุลาคม ค.ศ. 1773 - 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1841) เป็น โชกุน คนที่ 11 แห่ง ตระกูลโทะกุงะวะ (ช่วงสมัย: ค.ศ. 1787 ถึง ค.ศ. 1837) เป็นโชกุนที่มีดำรงตำแหน่งอยู่ยาวนานที่สุดของระบอบโชกุนตระกูลโทะกุงะวะ หรือ เอะโดะบะกุฟุ

ใน ค.ศ. 1740 โชกุนโทะกุงะวะ โยะชิมุเนะ ได้แต่งตั้งบุตรชายคนที่สี่คือ โทะกุงะวะ มุเนะตะดะ (Tokugawa Munetada, 徳川宗尹) ให้เป็นหัวหน้าตระกูลโทะกุงะวะสาขาฮิโตะสึบะชิ (Hitotsubashi-Tokugawa-ke, 一橋徳川家) เป็นหนึ่งในโงะซันเกียว (Gosangyō, 御三卿) ทั้งสามตระกูลที่สามารถสืบทอดตำแหน่งโชกุนได้ในกรณีที่ตระกูลโทะกุงะวะสาขาหลักได้สูญสิ้นไป

โทะกุงะวะ อิเอะนะริ เป็นบุตรชายคนโตของ โทะกุงะวะ ฮะรุซะดะ (Tokugawa Harusada, 徳川治済) บุตรชายของโทะกุงะวะ มุเนะตะดะ เท่ากับว่าอิเอะนะริเป็นเหลนของโชกุนโทะกุงะวะ โยะชิมุเนะนั่นเอง หลังจากที่บุตรชายเพียงคนเดียวของโชกุนโทะกุงะวะ อิเอะฮะรุได้เสียชีวิตลง ทำให้โชกุนอิเอะฮะรุไม่มีทายาทสืบทอดตำแหน่งโชกุน ในค.ศ. 1781 โชกุนอิเอะฮะรุและขุนนางในบะกุฟุจึงตัดสินใจเลือกโทะกุงะวะ อิเอะนะริ ให้เป็นทายาทและบุตรบุญธรรมของโชกุนอิเอะฮะรุ โชกุนอิเอะฮะรุถึงแก่อสัญกรรมใน ค.ศ. 1786 ในปีต่อมา ค.ศ. 1787 อิเอะนะริจึงได้สืบทอดตำแหน่งเป็นโชกุนคนต่อมา ในค.ศ. 1789 เกิดกบฏของชาวไอนุบนแคว้น Menashi บนเกาะฮกไกโด และบนเกาะ Kunashir (Menashi-Kunashir Rebellion)

ในสมัยของโชกุนอิเอะนะริ การปกครองของญี่ปุ่นอยู่ภายใต้อิทธิพลของขุนนางหลายคนในแต่ละช่วง;

ค.ศ. 1787 - ค.ศ. 1793 โรจูมะสึไดระ ซะดะโนะบุ (Matsudaira Sadanobu, 松平定信) เป็นผู้นำในการปฏิรูปปีคันเซ (Kansei-no-kaikaku, 寛政の改革) ยกตัวอย่างเช่นการประกาศให้ลัทธิขงจื้อเป็นศาสนาประจำชาติญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการใน ค.ศ. 1790 ในค.ศ. 1792 ญี่ปุ่นมีการติดต่อกับจักรวรรดิรัสเซีย (Russian Empire) เป็นครั้งแรก โดยเรือรัสเซียนำโดยอดัม แลกซ์แมน (Adam Laxman) มาเทียบท่าเมืองมะสึมะเอะ (Matsumae, 松前) บนเกาะฮกไกโด เพื่อส่งตัวชาวญี่ปุ่นพลัดหลงคืนและเจรจาขอทำการค้าขายกับญี่ปุ่นจากเกาะฮกไกโด แต่เนื่องจากนโยบายปิดประเทศที่ดำเนินมานาน โรจูมะสึไดระ ซะดะโนะบุ จึงปฏิเสธไป แต่ให้อนุญาตให้เรือสินค้ารัสเซียไปเทียบท่าที่นะงะซะกิแทน การยอมให้สิทธิการค้าแก่รัสเซียทำให้โรจูมะสึไดระ ซะดะโนะบุ เป็นที่ตำหนิติเตียนมาก จนต้องลาออกจากบะกุฟุไปใน ค.ศ. 1793ค.ศ. 1793 - ค.ศ. 1817 โรจูมะสึไดระ โนะบุอะกิระ (Matsudaira Nobuakira, 松平信明) ในค.ศ. 1804 รัสเซียพยายามที่จะเปิดประเทศญี่ปุ่นอีกครั้งนำโดยนิโคไล เรซานอฟ (Nikolai Rezanov) แต่ไม่สำเร็จ ในค.ศ. 1808 เกิดเหตุการณ์เรือรบอังกฤษชื่อว่าแฟทอน (Phaeton) บุกเข้าเมืองท่านะงะซะกิใช้กำลังบังคับเอาเสบียงและอาวุธ โนะบุอะกิระถึงแก่อสัญกรรมในค.ศ. 1817ค.ศ. 1817 - ค.ศ. 1834 มิซุโนะ ทะดะอะกิระ (Mizuno Tadaakira, 水野 忠成) ใน ค.ศ. 1825 บะกุฟุออกกฎหมายขับไล่เรือต่างชาติ (Ikokusen-Uchiharai-rei, 異国船打払令) ให้โจมตีขับไล่และสังหารเรือต่างชาติและชาวต่างชาติทันทีเมื่อพบเห็น มิซุโนะ ทะดะอะกิระ เสียชีวิตใน ค.ศ. 1834 มีค.ศ. 1834 - ค.ศ. 1837 มิซุโนะ ทะดะคุนิ (Mizuno Tadakuni, 水野 忠邦) กบฏของโอชิโอะ เฮฮะจิโร่ (Ōshio Heihachirō, 大塩平八郎) ที่เมืองโอซาก้าในค.ศ. 1837 ในปีเดียวกันเรือรบชื่อว่ามอร์ริสัน (Morrison) ของสหรัฐอเมริกา มาเทียบท่ายังจังหวัดคะโงะชิมะ (Kagoshima) ในแคว้นซะสึมะ และอ่าวอุระงะ (Uraga, 浦賀) ฝ่ายญี่ปุ่นได้ตอบโต้อย่างรุนแรงโดยการยิงปืนใหญ่ถล่มใส่ เรียกว่า เหตุการณ์มอร์ริสัน (Morrison Incident)ในค.ศ. 1837 โชกุนอิเอะนะริสละตำแหน่งโชกุนให้แก่บุตรชายคนที่สอง คือ โทะกุงะวะ อิเอะโยะชิ (Tokugawa Ieyoshi, 徳川家慶) และดำรงตำแหน่งโอโงโช (Ōgōshō, 大御所) ไปอีกเป็นเวลาสี่ปีจนกระทั่งโอโงโชอิเอะนะริถึงแก่อสัญกรรมในค.ศ. 1841

ภาษาอื่น

This page is based on a Wikipedia article written by authors (here).
Text is available under the CC BY-SA 3.0 license; additional terms may apply.
Images, videos and audio are available under their respective licenses.