พายุไต้ฝุ่นเกย์ (พ.ศ. 2532)

พายุไต้ฝุ่นเกย์ (อังกฤษ: Typhoon Gay) หรือ พายุไซโคลนกาวาลี พ.ศ. 2532 (อังกฤษ: Kavali Cyclone of 1989)[1] เป็นพายุหมุนเขตร้อนขนาดเล็กแต่ทรงพลังที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 800 คนในอ่าวไทยและบริเวณโดยรอบในเดือนพฤศจิกายน 2532 เป็นพายุไต้ฝุ่นครั้งเลวร้ายที่สุดที่พัดถล่มคาบสมุทรมลายูรอบ 35 ปี พายุเกย์ก่อตัวขึ้นจากร่องมรสุมที่ปกคลุมอยู่เหนืออ่าวไทยในต้นเดือนพฤศจิกายน สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมทำให้พายุทวีกำลังแรงขึ้นอย่างรวดเร็วจนมีความเร็วลมมากกว่า 120 กม./ชม. ในวันที่ 3 พฤศจิกายน[nb 1] หลังจากนั้น พายุไต้ฝุ่นเกย์กลายเป็นพายุไต้ฝุ่นลูกแรกนับตั้งแต่ปี 2434 ที่พัดขึ้นฝั่งในประเทศไทย โดยพัดขึ้นฝั่งที่จังหวัดชุมพรด้วยความเร็วลม 185 กม./ชม. จากนั้น พายุเคลื่อนตัวลงสู่อ่าวเบงกอล แล้วมีการจัดระเบียบอีกครั้งหนึ่งในหลายวันต่อมาขณะเคลื่อนเข้าใกล้ภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศอินเดีย วันที่ 8 พฤศจิกายน พายุเกย์บรรลุความรุนแรงสูงสุดเป็นพายุหมุนเขตร้อนระดับ 5 ด้วยความเร็วลม 260 กม./ชม. จากนั้นพายุพัดขึ้นฝั่งเป็นครั้งที่สองใกล้กับเมืองกาวาลี รัฐอานธรประเทศ พายุอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วเมื่ออยู่เหนือแผ่นดิน และสลายตัวไปเหนือรัฐมหาราษฏระในเช้าวันที่ 10 พฤศจิกายน

การก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของพายุไต้ฝุ่นทำให้เรือหลายร้อยลำในอ่าวไทยไม่ทันตั้งตัว จนมีผู้เสียชีวิตนอกชายฝั่ง 275 คน โดยในจำนวนดังกล่าว 91 คนเสียชีวิตในเรือขุดเจาะน้ำมัน ซีเครสต์ของสหรัฐพลิกคว่ำจากคลื่นใต้น้ำ (swell) สูง 6–11 เมตร มีประชาชน 588 คนเสียชีวิตจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพายุทั่วทั้งคาบสมุทรมลายู เมืองหลายเมืองในจังหวัดชุมพรถูกทำลาย รวมมูลค่าความเสียหายในประเทศไทยเป็นมูลค่า 1.1 หมื่นล้านบาท (497 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)[nb 2] ต่อมาพายุพัดถล่มประเทศอินเดียขณะเป็นพายุไซโคลนกำลังแรง และทำให้บ้านเรือนในรัฐอานธรประเทศประมาณ 20,000 หลังถูกทำลายหรือได้รับความเสียหาย ประชาชนหนึ่งแสนคนไร้ที่อยู่อาศัย มีผู้เสียชีวิตในประเทศอินเดีย 69 คน และคิดมูลค่าความเสียหาย 410 ล้านรูปีอินเดีย (25.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

พายุไต้ฝุ่นเกย์
พายุไซโคลนกาวาลี พ.ศ. 2532
พายุซูเปอร์ไซโคลน (IMD)
พายุไซโคลนเขตร้อนระดับ 5 (SSHWS)
พายุไต้ฝุ่นเกย์ที่ความรุนแรงสูงสุดก่อนขึ้นฝั่งประเทศอินเดีย วันที่ 8 พฤศจิกายน 2532
พายุไต้ฝุ่นเกย์ที่ความรุนแรงสูงสุดก่อนขึ้นฝั่งประเทศอินเดีย วันที่ 8 พฤศจิกายน 2532
ก่อตัว 1 พฤศจิกายน 2532
สลายตัว 10 พฤศจิกายน 2532
ความเร็วลม
สูงสุด
เฉลี่ยลมใน 3 นาที:
230 กม./ชม. (145 ไมล์/ชม.)
เฉลี่ยลมใน 1 นาที:
260 กม./ชม. (160 ไมล์/ชม.)
ความกดอากาศต่ำสุด 930 เฮกโตปาสกาล (มิลลิบาร์)
ผู้เสียชีวิต รวม 1,036 คน
ความเสียหาย 521 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าเงินปี 1989)
พื้นที่ได้รับ
ผลกระทบ
ประเทศไทย, อินเดีย
ส่วนหนึ่งของ
ฤดูพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิก พ.ศ. 2532 และ
ฤดูพายุไซโคลนมหาสมุทรอินเดียเหนือ พ.ศ. 2532

ประวัติทางอุตุนิยมวิทยา

Gay 1989 track
แผนที่กำหนดพิกัดจุดของเส้นทางเดินของพายุ ตามมาตราแซฟเฟอร์–ซิมป์สัน

ต้นเดือนพฤศจิกายน ร่องมรสุมเหนืออ่าวไทยแสดงสัญญาณของการกำเนิดพายุหมุนเขตร้อน บริเวณการพาความร้อนกระจุกขนาดเล็กก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเหนือหย่อมความกดอากาศต่ำภายในร่องมรสุม แล้วในวันที่ 2 พฤศจิกายน ระบบดังกล่าวมีการจัดระเบียบเพียงพอให้ศูนย์เตือนไต้ฝุ่นร่วม (JTWC) ออกประกาศการแจ้งเตือนการก่อตัวของพายุหมุนเขตร้อน[nb 3] ระบบเริ่มทวีกำลังแรงขึ้นภายในอ่าวแคบ ๆ เนื่องจากมีขนาดเล็ก โดยได้รับการส่งเสริมจากน้ำทะเลที่อุ่นและการไหลออกที่ดี ระบบเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือโดยทั่วไป วันต่อมาระบบดังกล่าวทวีกำลังขึ้นเป็นพายุดีเปรสชันเขตร้อน และภายในวันเดียวกันทวีกำลังแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อพายุโซนร้อน เกย์ (Gay) ที่เพิ่งตั้งชื่อใหม่มีกำลังแรงขึ้น เรือโทไดแอน เค. คริตเท็นเด็น ระบุว่า "มันนำเสนอปฏิทรรศน์แก่นักพยากรณ์" เพราะข้อมูลระดับภูมิภาค (Synoptic data) จากประเทศมาเลเซียและไทยระบุว่าความเร็วลมรอบพายุลดลง และความกดอากาศรอบพายุเพิ่มขึ้น แต่การสังเกตดังกล่าวภายหลังมีการตีความว่าเป็นการจมตัวลง (subsidence) ที่เพิ่มขึ้น[3]

พายุเกย์ทวีกำลังแรงขึ้นเร็วกว่าที่คาดหมายไว้และกลายเป็นพายุไต้ฝุ่นในวันที่ 3 พฤศจิกายน หลังจากนั้นตัวพายุพัฒนาตาก่อนเคลื่อนตัวผ่านเรือขุดเจาะน้ำมัน ซีเครสต์[3] วันที่ 4 พฤศจิกายน ความเร็วลมของพายุไต้ฝุ่นเกย์เพิ่มขึ้นเป็น 185 กม./ชม. (เทียบเท่ากับพายุเฮอริเคนระดับ 3 ตามมาตราเฮอริเคนแซฟเฟอร์–ซิมป์สัน) ก่อนพัดขึ้นฝั่งในจังหวัดชุมพรเมื่อเวลาประมาณ 06:00 UTC (13:00 น. ตามเวลาในประเทศไทย)[4] กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นประเมินว่าพายุมีความเร็วลมพัดต่อเนื่องสิบนาที 140 กม./ชม. และมีความกดอากาศ 960 มิลลิบาร์ (hPa; 28.35 นิ้วปรอท)[5][nb 4] ขณะที่พายุเกย์เคลื่อนตัวข้ามคอคอดกระนั้น พายุอ่อนกำลังลงเป็นพายุไต้ฝุ่นกำลังอ่อนเมื่อลงสู่อ่าวเบงกอล[3][4] กรมอุตุนิยมวิทยาอินเดีย[nb 5] ระบุว่า พายุเกย์เป็นพายุไต้ฝุ่นลูกแรกนับตั้งแต่ปี 2434 ที่ก่อตัวขึ้นในอ่าวไทยแล้วเคลื่อนเข้าสู่อ่าวเบงกอล[8] พายุตอบสนองกับแนวร่องที่อยู่ทางทิศเหนือของพายุ ทำให้พายุเกย์คงแนวเส้นทางไประหว่างทิศตะวันตก-ตะวันตกเฉียงเหนือถึงตะวันตกเฉียงเหนือในอีกสี่วันถัดมา พายุค่อย ๆ กลับมามีกำลังดังเดิมอีกครั้งเมื่อเคลื่อนตัวผ่านบริเวณที่มีลมเฉือนต่ำและน้ำทะเลที่อุ่น อย่างไรก็ตาม การทวีกำลังของพายุถูกจำกัดด้วยการพัดออกของพายุหมุน[3] เช้าวันที่ 6 พฤศจิกายน พายุเกย์เคลื่อนผ่านหมู่เกาะอันดามันโดยเป็นพายุไซโคลนเทียบเท่าระดับ 2[4]

Typhoon Gay 04 nov 1989 0726Z
พายุไต้ฝุ่นเกย์ในวันที่ 3 พฤศจิกายน ไม่กี่ชั่วโมงก่อนขึ้นฝั่งในคาบสมุทรมลายู

หลังจากที่พายุเกย์ได้ทวีกำลังแรงขึ้นเล็กน้อยในวันที่ 6 พฤศจิกายน พายุเกย์ได้กลับมาทวีกำลังแรงขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากแนวร่องที่อยู่ด้านเหนือของพายุมีกำลังแรงขึ้น และปัจจัยจำกัดการพัดออกก่อนหน้านี้ลดลง จากนั้นพายุเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกผ่านแนวน้ำทะเลอบอุ่นแคบ ๆ ซึ่งเป็นการเติมเชื้อเพลิงให้กับกระบวนการทวีกำลังแรงขึ้นอีกในระยะ 42 ชั่วโมงข้างหน้า เช้าวันที่ 8 พฤศจิกายน จากการประเมินตามวิธีในเทคนิคดีโวแร็ก ศูนย์เตือนไต้ฝุ่นร่วมประเมินว่า พายุเกย์มีความรุนแรงสูงสุดเป็นพายุหมุนเขตร้อนระดับ 5 ด้วยความเร็วลม 260 กม./ชม.[3][4] ในขณะนั้น กรมอุตุนิยมวิทยาอินเดียประเมินว่า พายุมีความเร็วลมต่อเนื่องสามนาที 240 กม./ชม. และจัดได้ว่าเป็นพายุซูเปอร์ไซโคลนสมัยปัจจุบัน[1][9] นอกจากนี้ กรมฯ ยังประเมินความกดอากาศที่ศูนย์กลางของพายุไซโคลนว่าลดเหลือ 930 มิลลิบาร์ (hPa; 27.46 นิ้วปรอท)[10] เมื่อเวลาประมาณ 18:00 UTC พายุเกย์พัดขึ้นฝั่งในบริเวณที่มีประชากรเบาบางใกล้กับกาวาลี รัฐอานธรประเทศ ประเทศอินเดีย เมื่อกำลังพัดขึ้นฝั่ง ตาพายุมีขนาดกว้างประมาณ 20 กิโลเมตร พร้อมระยะลมพายุกว้าง 95 กิโลเมตรนับจากศูนย์กลาง[3][11] เมื่อพายุอยู่บนแผ่นดิน ทำให้พายุเกย์ไม่ได้รับพลังงานจากน้ำอุ่นอีกต่อไป ทำให้พายุอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนภายในระยะเวลา 12 ชั่วโมงนับจากพัดขึ้นฝั่ง[3] และพายุยังคงสลายตัวอย่างต่อเนื่องขณะเคลื่อนที่ข้ามประเทศอินเดีย ก่อนจะสลายตัวลงอย่างสมบูรณ์เหนือรัฐมหาราษฏระในวันที่ 10 พฤศจิกายน[4]

ผลกระทบและผลสืบเนื่อง

อ่าวไทย

พายุเกย์เป็นพายุที่ทรงพลังที่สุดที่มีผลต่ออ่าวไทยในรอบกว่า 35 ปี พายุเกย์ทำให้เกิดคลื่นใต้น้ำสูง 6–11 เมตร (20–36 ฟุต) ที่ทำให้เรือหลายลำในภูมิภาคไม่ทันตั้งตัว[12] มีรายงานเรืออย่างน้อย 16 ลำสาบสูญในวันที่ 5 พฤศจิกายน รวมทั้งเรือขุดเจาะน้ำมันขนาด 106 เมตร ชื่อ ซีเครสต์ (Seacrest) ของบริษัทยูโนแคลคอร์ปอเรชัน[13] ผู้รอดชีวิตจากเรือลำดังกล่าวบอกว่า เรือไม่ได้รับคำเตือนเกี่ยวกับพายุไต้ฝุ่นที่กำลังก่อตัว[14] เมื่อลูกเรือทั้งหมดเกือบจะสละเรือ ตาพายุของพายุเกย์เคลื่อนผ่านพอดี เกิดลมพัดแปรปรวนอย่างรุนแรงและเปลี่ยนทิศทาง ทำให้เรือไม่เสถียรแม้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยในการผลิต

เรือพลิกคว่ำอย่างฉับพลันพร้อมกับลูกเรือทั้ง 97 คนในช่วงดึกของคืนวันที่ 3 พฤศจิกายน ก่อนมีการเตรียมเรือชูชีพแม้แต่ลำเดียว[13][14] ความพยายามกู้ภัยเบื้องต้นในวันที่ 4 พฤศจิกายนถูกขัดขวางจากทะเลที่มีคลื่นลมแรง[15] สองวันให้หลังเรืออับปาง เรือกู้ภัยสี่ลำและเฮลิคอปเตอร์สองลำในบริเวณออกค้นหาผู้รอดชีวิต[13] มีผู้ได้รับการช่วยเหลือจากซากเรือสี่คนในวันที่ 6 พฤศจิกายน มีการส่งตัวนักประดาน้ำจากกองทัพเรือไทเพื่อค้นหาผู้ที่ติดอยู่ในซากเรือ[16] ในจำนวนลูกเรือทั้งหมด มีผู้รอดชีวิตเพียง 6 คน และกู้ศพได้ 25 ศพ และสันนิษฐานว่าลูกเรือที่เหลืออีก 66 คนเสียชีวิตแล้ว[14][17] ความเสียหายจากเรือซีเครสต์อับปางคิดรวม 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[18] เรือบรรทุกสินค้าและเรือประมงอีก 20 ลำอับปางระหว่างเกิดพายุ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 140 ราย[19]

ประเทศไทย

Chumphon typhoon damage 1
ต้นไม้หักโค่นและบ้านเรือนได้รับความเสียหายในจังหวัดชุมพร

พายุไต้ฝุ่นเกย์สร้างความเสียหายใหญ่หลวงแก่หลายจังหวัดของไทย เป็นพายุที่พัดเข้าประเทศไทยโดยมีกำลังแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน[12] พื้นที่ระหว่างจังหวัดชุมพรถึงจังหวัดระยองได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากฝนตกหนัก ลมแรง และคลื่นสูง[21] ปริมาณน้ำฝนสูงสุดวัดได้ 194 มิลลิเมตร (7.64 นิ้ว) ที่จังหวัดชุมพรขณะพายุเคลื่อนผ่าน[22] เกิดการรบกวนการสื่อสารและไฟฟ้าเป็นบริเวณกว้างในพื้นที่ทางใต้ของกรุงเทพมหานคร และบ้านเรือนจำนวนมากขาดไฟฟ้านานหลายสัปดาห์[23] ลมที่พัดแรงถอนโคนต้นไม้ เสาไฟฟ้าและพัดบ้านไม้ที่สร้างบนเสาค้ำล้ม[24] น้ำป่าที่เกิดจากพายุสร้างความเสียหายหรือทำลายบ้านเรือนหลายพันหลัง และเป็นผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 365 คน[25] ซึ่งมีปัจจัยหนุนจากการทำลายป่า[20] เมืองและหมู่บ้านหลายแห่งทั่วจังหวัดชุมพรถูกทำลายล้าง หนังสือพิมพ์ บางกอกโพสต์ รายงายว่าหมู่บ้านที่ถูกทำลายลงแห่งหนึ่งนั้น "ดูเหมือนถูกทิ้งระเบิด"[26] มีรายงานว่าทั้งอำเภอหลายอำเภอในจังหวัดชุมพรและประจวบคีรีขันธ์นั้น "ราบเป็นหน้ากลอง"[24] พายุไต้ฝุ่นพัดทำลายโรงเรียนไม้หลายแห่งในจังหวัดชุมพรและจังหวัดสุราษฎร์ธานี พายุพัดหน้าต่างและประตูของสิ่งก่อสร้างทั้งหมดที่อยู่ใกล้เส้นทางหลุดออกมา และสิ่งก่อสร้างหลายชั้นบางแห่งถูกพัดเอาชั้นบนหายไป ส่วนโรงเรียนที่สร้างจากคอนกรีตเสริมเหล็กได้รับความเสียหายเล็กน้อย[27] ถนนกว่า 1,000 เส้น และสะพาน 194 แห่งได้รับความเสียหายหรือถูกทำลาย[20] พื้นที่กว่า 2,500 ตารางกิโลเมตรมีน้ำท่วม[28] ในแผ่นดินมีผู้เสียชีวิตจากพายุ 558 คน และอีก 44 คนเสียชีวิตนอกชายฝั่งเล็กน้อย[20] ทั่วประเทศไทย มีบ้านเรือนเสียหายหรือถูกทำลายประมาณ 47,000 หลัง ประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 200,000 คน ซึ่งในจำนวนนี้ประมาณ 153,000 คนไร้ที่อยู่อาศัย[20][28] สร้างความเสียหายทางการเงินถึง 1.1 หมื่นล้านบาท (456.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ทำให้พายุเกย์เป็นภัยพิบัติที่สร้างความเสียหายมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศ[29]

ภายในหนึ่งสัปดาห์หลังพายุผ่านไป รัฐบาลเริ่มแจกจ่ายสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้กับประชาชนในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ[23] แม้ภาครัฐพยายามเร่งช่วยเหลือ แต่ประชาชนกว่า 2,500 คนจากอำเภอปะทิวและอำเภอท่าแซะเดินขบวนเพื่อเรียกร้องความช่วยเหลือเพิ่มเติมและเข้มข้นมากขึ้นในวันที่ 9 พฤศจิกายน การประท้วงดังกล่าวยุติลงในเวลาไม่นาน[30] หลังมีคำวิจารณ์พอสมควรว่ารัฐมองข้ามผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่น ทำให้พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เลื่อนการเยือนสหรัฐไปก่อนเพื่อควบคุมดูแลความพยายามบรรเทาทุกข์[25] วันที่ 15 พฤศจิกายน สหรัฐให้คำมั่นบริจาคเงิน 25,000 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อช่วยเหลือปฏิบัติการฟื้นฟู ในขณะนั้นการเชื่อมต่อโทรศัพท์จากกรุงเทพมหานครไปจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้รับการซ่อมแซมเสร็จ อย่างไรก็ดี พื้นที่ใต้กว่านั้นยังขาดการเชื่อมต่อโทรศัพท์อยู่ มีการนำเครื่องกำเนิดไฟฟ้าไปติดตั้งที่โรงพยาบาลและสถานที่ราชการที่ยังเปิดทำการอยู่ เนื่องจากพื้นที่จังหวัดชุมพรส่วนใหญ่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้เป็นเวลากว่าสองสัปดาห์แล้ว เมื่อความเสียหายปรากฏชัดเจนขึ้น จึงมีการร้องขอความช่ยเหลือจากต่างประเทศถึงองค์การบรรเทาภัยพิบัติแห่งสหประชาชาติในวันที่ 17 พฤศจิกายน เมื่อมีการประกาศร้องขอ ประเทศหกประเทศได้แก่ ประเทศออสเตรเลีย ประเทศแคนาดา ประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลีใต้ และสหรัฐ ให้คำมั่นสัญญาว่าจะมอบเงินช่วยเหลือรวมเกือบ 510,000 ดอลลาร์สหรัฐในกองทุนรวม[20][23] เกษตรกรรมทั่วทั้งจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้รับผลกระทบอย่างมากในระยะยาวจากพายุไต้ฝุ่นเช่นกัน ในช่วงสี่ปีหลังจากพายุเกย์ ที่ดินที่ใช้ในการทำสวนผลไม้ ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ลดลงจากร้อยละ 33.32 เหลือร้อยละ 30.53 นอกจากนี้ พื้นที่นาข้าวยังลดลงจากร้อยละ 22.96 เหลือร้อยละ 13.03[31]

จากการสำรวจหลังพายุ (post-storm survey) พบว่าโรงเรียนที่เสียหายรุนแรงส่วนใหญ่มีการก่อสร้างอย่างไม่เหมาะสม และชั้นบนไม่ได้รับการออกแบบมาให้ทนความเร็วลมระดับพายุไต้ฝุ่น จากหลักเกณฑ์การสร้างอาคารในประเทศไทย มีข้อบังคับให้สิ่งก่อสร้างสามารถรับความดันจากลมได้ถึง 120 กิโลกรัมแรงต่อตารางเมตร (kgf/m2) หลายปีหลังพายุ วิศวกรดำเนินการศึกษาในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากพายุเพื่อกำหนดวิธีการสร้างบูรณะสิ่งก่อสร้างในประเทศอย่างดีที่สุด เนื่องจากสิ่งก่อสร้างที่ถูกทำลายจำนวนมากสร้างจากไม้ จึงมีการแนะนำให้ใช้คอนกรีตเสริมเหล็กแทน อาคารใหม่อาจมีอายุได้ถึง 50 ปีหากก่อสร้างอย่างเหมาะสม ส่วนอาคารที่ไม่ได้มาตรฐานจะต้องได้รับการซ่อมแซมภายในเวลาห้าปี[27]

ประเทศอินเดีย

หลังพายุเคลื่อนตัวข้ามคาบสมุทรมลายู จากนั้นเคลื่อนผ่านหมู่เกาะอันดามันในวันที่ 6 พฤศจิกายน มีการสั่งยับยั้งการจราจรทางอากาศและทางน้ำในบริเวณนี้เพื่อเป็นมาตรการป้องกัน ลมที่พัดเร็วกว่า 120 กม./ชม. พัดเข้าถล่มเกาะนอร์ทอันดามัน ทำให้อาคารพังถล่มไปสองหลัง[8] ไม่กี่วันก่อนพายุเกย์พัดขึ้นฝั่ง ทางการรัฐอานธรประเทศเริ่มอพยพประชาชนราว 50,000 คนตามแนวชายฝั่งและสะสมสิ่งของบรรเทาภัยพิบัติ มีการบังคับให้ประชาชนบางส่วนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยในอำเภอวิสาขปัตนัมและอำเภอศรีกากุล[32][33] นักอุตุนิยมวิทยาท้องถิ่นเตือนว่าพายุนี้เทียบได้กับพายุไซโคลนที่รัฐอานธรประเทศ พ.ศ. 2520 ที่เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 10,000 คน[34] เมื่อพายุไต้ฝุ่นเกย์พัดถล่มชายฝั่งทางตอนใต้ของรัฐอานธรประเทศ พายุไต้ฝุ่นเกย์มีลมกระโชกขึ้นมีความเร็วลมที่ประมาณไว้ถึง 320 กม./ชม.[35] ตลอดแนวชายฝั่ง น้ำขึ้นจากพายุสูง 3.5 เมตร (11 ฟุต) พัดเข้าท่วมแผ่นดินเข้าไปลึกมากที่สุด 3 กิโลเมตรจากชายฝั่ง และพัดพาสิ่งปลูกสร้างหลายแห่งไปด้วย[10][36]

โครงเหล็กของหอถ่ายทอดสัญญาณคลื่นไมโครเวฟสูง 91 เมตรที่อยู่นอกนอกเมืองกาวาลีประมาณ 20 กิโลเมตรพังถล่มลงมาเนื่องจากต้องเผชิญกับความเร็วลมถึง 142 กม./ชม.[37] การขนส่งและการสื่อสารทั่วทั้งภูมภาคถูกรบกวน บ้านเรือน 20,000 หลังถูกทำลายหรือได้รับความเสียหาย มีผลให้ประชาชนอย่างน้อย 100,000 คนไร้ที่อยู่อาศัย[38] สิ่งก่อสร้างเกือบทุกหลังในเมืองอันนาการิปาเลมได้รับความเสียหายรุนแรงหรือถูกทำลาย[39] นอกชายฝั่ง ชาวประมง 25 คนจมน้ำเสียชีวิตใกล้กับนครมาจิลิปัตนัม หลังจากเพิกเฉยคำเตือนให้กลับท่า[40] ทั่วทั้งรัฐอานธรประเทศมีผู้เสียชีวิต 69 คน และมูลค่าความเสียหายจากพายุ 410 ล้านรูปี (25.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)[10][41] หลายเดือนหลังจากนั้น มีการสร้างที่พักคอนกรีตให้กับผู้ไร้ที่อยู่อาศัย[39]

ดูเพิ่ม

หมายเหตุ

  1. ความเร็วลมเฉลี่ยทั้งหมดในบทความนี้ใช้ความเร็วลมเฉลี่ยใน 1 นาทีเป็นมาตรฐาน เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอื่น
  2. ตัวเลขความเสียหายในบทความนี้เป็นค่าเงินในปี พ.ศ. 2532 เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอื่น
  3. ศูนย์เตือนไต้ฝุ่นร่วม เป็นหน่วยงานเฉพาะกิจร่วมระหว่างกองทัพเรือสหรัฐ – กองทัพอากาศสหรัฐ ซึ่งจะออกประกาศเตือนภัยพายุหมุนเขตร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก และภูมิภาคอื่น ๆ[2]
  4. กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเป็นศูนย์อุตุนิยมวิทยาชำนัญพิเศษประจำภูมิภาคอย่างเป็นทางการในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก[6]
  5. กรมอุตุนิยมวิทยาอินเดียเป็นศูนย์อุตุนิยมวิทยาชำนัญพิเศษประจำภูมิภาคอย่างเป็นทางการในมหาสมุทรอินเดียเหนือ[7]
  6. มูลค่าความเสียหายในหน่วยเงินบาทไทย คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ระบุไว้ในเอกสารอ้างอิงคือ 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 25.6 บาท[20]

อ้างอิง

  1. 1.0 1.1 G.S. Mandal & Akhilesh Gupta (1996). "The Wind Structure, Size and Damage Potential of Some Recent Cyclone of Hurricane Intensity in the North Indian Ocean". Advances in Tropical Meteorology. New Delhi, India: Indian Meteorological Society (50): 421.
  2. "Joint Typhoon Warning Center Mission Statement". Joint Typhoon Warning Center. United States Navy. 2011. Archived from the original on July 26, 2007. สืบค้นเมื่อ December 25, 2011.
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 3.4 3.5 3.6 Lt. Dianne K. Crittenden (1990). "1989 Annual Tropical Cyclone Report: Typhoon Gay (32W)" (PDF). Joint Typhoon Warning Center. United States Navy. pp. 166–172. สืบค้นเมื่อ December 25, 2011.
  4. 4.0 4.1 4.2 4.3 4.4 "Typhoon 32W Best Track" (.TXT). Joint Typhoon Warning Center. United States Navy. 1990. สืบค้นเมื่อ December 25, 2011.
  5. Japan Meteorological Agency (October 10, 1992). "RSMC Best Track Data – 1980–1989" (.TXT). สืบค้นเมื่อ December 25, 2011.
  6. "Annual Report on Activities of the RSMC Tokyo – Typhoon Center 2000" (PDF). Japan Meteorological Agency. February 2001. p. 3. สืบค้นเมื่อ December 25, 2011.
  7. "RSMCs and TCWCs". World Meteorological Organization. 2011. สืบค้นเมื่อ December 25, 2011.
  8. 8.0 8.1 "Cyclone Hits India's Andaman Islands". New Delhi, India: Xinhua General News Service. November 6, 1989.  – โดยทาง Lexis Nexis (ต้องรับบริการ)
  9. "Cyclones, storm surges, floods, landslides" (PDF). Global Facility for Disaster Reduction and Recovery. September 2011. p. 9. Archived from the original (PDF) on April 26, 2012. สืบค้นเมื่อ December 17, 2011.
  10. 10.0 10.1 10.2 S. Raghavan & S. Rajesh (May 2003). "Trends in Tropical Cyclone Impact: A Study in Andhra Pradesh, India" (PDF). Bulletin of the American Meteorological Society. 85 (5): 635–644. Bibcode:2003BAMS...84..635R. doi:10.1175/BAMS-84-5-635. สืบค้นเมื่อ December 17, 2011.
  11. A. Muthuchami & P. Chanavanthan (2005). "The Relation between Size of the Storm and the Size of the Eye". Predicting Mathematical Events. New Delhi, India: 104.
  12. 12.0 12.1 Suphat Vongvisessomjai (February 2009). "Tropical cyclone disasters in the Gulf of Thailand" (PDF). Songklanakarin Journal of Science and Technology. Bangkok, Thailand. 31 (2): 213. Archived from the original (PDF) on April 25, 2012. สืบค้นเมื่อ December 14, 2011.
  13. 13.0 13.1 13.2 "Aussies Lost As Oil Ship Capsizes". The Sun Herald. Sydney, Australia. November 5, 1989. p. 5.  – โดยทาง Lexis Nexis (ต้องรับบริการ)
  14. 14.0 14.1 14.2 "Unocal may scuttle Seacrest; only six survive". Oil & Gas Journal. November 20, 1989. p. 43.  – โดยทาง Lexis Nexis (ต้องรับบริการ)
  15. "Divers Search Ship". The Washington Post. November 5, 1989. p. A39.  – โดยทาง Lexis Nexis (ต้องรับบริการ)
  16. Thomas Perry (November 6, 1989). "4 Survivors Rescued From Capsized Oil Ship In Gulf Of Thailand". The Globe and Mail. Canada.  – โดยทาง Lexis Nexis (ต้องรับบริการ)
  17. "250 feared killed by Typhoon Gay". The Independent. London, England. November 6, 1989. p. 10. – โดยทาง Lexis Nexis (ต้องรับบริการ)
  18. Neale Prior & Malcolm Brown (November 6, 1989). "Hope Fades for Missing Drillers". The Sydney Morning Herald. Sydney, Australia. p. 6.  – โดยทาง Lexis Nexis (ต้องรับบริการ)
  19. Neil Kelly (November 6, 1989). "Typhoon in Thailand claims 250 victims". The Times. London, England.  – โดยทาง Lexis Nexis (ต้องรับบริการ)
  20. 20.0 20.1 20.2 20.3 20.4 20.5 20.6 Vipa Rungdilokroajn (วิภา รุ่งดิลกโรจน์) (February 1990) (PDF). Natural Disasters in Thailand (รายงาน). Bangkok, Thailand: Universidad Nacional Autónoma de Nicaragua. Archived from the original on April 26, 2012. https://web.archive.org/web/20120426052009/http://desastres.unanleon.edu.ni/pdf2/2006/abril/parte2/pdf/eng/doc5692/doc5692-contenido.pdf. เรียกข้อมูลเมื่อ December 16, 2011.
  21. "Captain stayed to fight storm". Hobart Mercury. Reuters. November 8, 1989.  – โดยทาง Lexis Nexis (ต้องรับบริการ)
  22. Roth, David M. (October 18, 2017). "Tropical Cyclone Point Maxima". Tropical Cyclone Rainfall Data. United States Weather Prediction Center. สืบค้นเมื่อ November 26, 2017.
  23. 23.0 23.1 23.2 "Thailand Typhoon Gay Nov 1989 UNDRO Information Report 1–4". United Nations Department of Humanitarian Affairs. ReliefWeb. November 21, 1989. สืบค้นเมื่อ December 14, 2011.
  24. 24.0 24.1 "Frantic hunt for victims of Thai typhoon". Hobart Mercury. Bangkok, Thailand. Agence France-Presse. November 7, 1989.  – โดยทาง Lexis Nexis (ต้องรับบริการ)
  25. 25.0 25.1 "360 Die in Flash Floods; Thailand". The Sun Herald. Sydney, Australia. November 12, 1989. p. 9.  – โดยทาง Lexis Nexis (ต้องรับบริการ)
  26. "Typhoon Brings Mayhem". Sydney Morning Herald. Bangkok, Thailand. Associated Press. November 6, 1989. p. 14.  – โดยทาง Lexis Nexis (ต้องรับบริการ)
  27. 27.0 27.1 Kriangsak Charanyanond (1996). "Multi-Purpose Buildings for Disaster Situations in Thailand" (PDF). United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization. สืบค้นเมื่อ April 2, 2012.
  28. 28.0 28.1 Manu Omakupt (August 1992). "Application of Remote Sensing and GIS for Renewable Resources Damaged by Typhoon 'Gay': Chumphon Province" (PDF). Thailand: International Society for Photogrammetry and Remote Sensing. สืบค้นเมื่อ December 16, 2011.
  29. "Thailand Country Report". Asian Disaster Reduction Center. 1998. สืบค้นเมื่อ December 15, 2011.
  30. "Rage of typhoon victims". Hobart Mercury. Bangkok, Thailand. Agence France-Presse. November 9, 1989.  – โดยทาง Lexis Nexis (ต้องรับบริการ)
  31. Absornsuda Siripong; Wish Siripong & Takashige Sugimoto (1997). "Landuse changes at Surat Thani, Southern Thailand from 1973 to 1993". Chulalongkorn University Faculty of Science, Department of Marine Science. สืบค้นเมื่อ April 2, 2012.
  32. "Typhoon's toll: some 200 dead, 20,000 homeless". The Vindicator. United Press International. November 9, 1989. p. 36. สืบค้นเมื่อ December 17, 2011.
  33. "Typhoon Threatens Crowded Coast of India". Los Angeles Times. Bangkok, Thailand. United Press International. November 9, 1989. สืบค้นเมื่อ December 15, 2011.
  34. Paul Wedel (November 8, 1989). "Typhoon Gay heads toward India". Bangkok, Thailand: United Press International.  – โดยทาง Lexis Nexis (ต้องรับบริการ)
  35. "Weather World: India hit by 200mph winds". The Guardian. London, England. November 14, 1989.  – โดยทาง Lexis Nexis (ต้องรับบริการ)
  36. A. D. Rao (November 2006). "On recent developments in storm surge inundation modelling" (PDF). Centre for Atmospheric Sciences. Archived from the original (PDF) on May 12, 2013. สืบค้นเมื่อ December 17, 2011.
  37. A. Abraham; P. Harikrishna; S. Gomathinayagam; N. Lakshmanan (September 2005). "Failure investigation of microwave towers during cyclones — A case study". Journal of Structural Engineering. 32 (3): 147–157.
  38. "Typhoon Death Toll Rises; 500 Missing Off Thailand Coast". Los Angeles Times. Los Angeles, California. Reuters. November 11, 1989. สืบค้นเมื่อ December 15, 2011.
  39. 39.0 39.1 "Case No.E5/3311/2009". Orders of Joint Collector. December 12, 2009. Archived from the original (.DOC) on April 23, 2012. สืบค้นเมื่อ December 17, 2011.
  40. "Cyclone Kills 25". New Delhi, India: Associated Press. November 9, 1989.  – โดยทาง Lexis Nexis (ต้องรับบริการ)
  41. "Historical records of Severe Cyclones which formed in the Bay of Bengal and made landfall at the eastern coast of India during the period from 1970–1999". India Meteorological Department. 1999. Archived from the original on September 25, 2014. สืบค้นเมื่อ December 17, 2011.

แหล่งข้อมูลอื่น

ผู้ประสบภัยและความเสียหาย
จังหวัด เสียชีวิต สูญหาย ความเสียหาย
บาท[nb 6] ดอลลาร์สหรัฐ
ชุมพร 446 0 11,257,265,254 439,736,924
ประจวบคีรีขันธ์ 19 84 199,936,000 7,810,000
ระนอง 21 0 90,880,000 3,550,000
ปัตตานี 2 0 N/A N/A
สุราษฎร์ธานี 66 0 71,123,200 2,778,250
ระยอง 3 50 32,230,989 1,259,023
เพชรบุรี 1 0 22,502 879
ตราด 0 0 1,613,005 63,008
นอกชายฝั่ง 184 0 31,000,013 1,210,938
เรือซีเครสต์ 91 0 1,024,000,000 40,000,000
ทั้งหมด 833 134 12,708,070,963 496,511,534

ภาษาอื่น

This page is based on a Wikipedia article written by authors (here).
Text is available under the CC BY-SA 3.0 license; additional terms may apply.
Images, videos and audio are available under their respective licenses.