พระวรสารนักบุญยอห์น

พระวรสารนักบุญยอห์น (ศัพท์คาทอลิก) หรือ พระกิตติคุณยอห์น (ศัพท์โปรเตสแตนต์) (อังกฤษ: Gospel of John; ภาษากรีก: Κατά Ιωαννην, “Kata Iōannēn”) เป็นพระวรสารฉบับที่สี่ของ “พระวรสารในสารบบ ” (Canonical gospels) ซึ่งเป็นเอกสารหนึ่งในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ แต่มิได้ถูกนับเป็นพระวรสารสหทรรศน์สามฉบับซึ่งประกอบด้วยพระวรสารนักบุญมาระโก พระวรสารนักบุญลูกา และ พระวรสารนักบุญมัทธิว

พระวรสารนักบุญยอห์น เป็นพระวรสารที่เขียนโดยยอห์นผู้นิพนธ์พระวรสาร ชาวคริสต์เชื่อว่าเป็นท่านเดียวกับยอห์นอัครทูตซึ่งเป็น "สาวกที่พระองค์ทรงรัก" (john 13:23 One of his disciples, whom Jesus loved, was reclining at table close to Jesus,) ผู้ซึ่งรู้วิถีชีวิตของชาวยิวเป็นอย่างดี และได้อ้างถึงขนบธรรมเนียมของชาวยิวอยู่หลายบทในพระวรสารเล่มนี้ ยอห์นเป็นอัครทูตแห่งความรัก ไม่มีใครบรรยายถึงพระลักษณะของพระเจ้าได้อย่างยอห์น เช่น "เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์"[1] กับอีกหลายเหตุการณ์ที่ยอห์นบรรยายถึงพระเยซูได้อย่างจับใจ แสดงว่าเรื่องราวต่าง ๆ ถูกบันทึกจากความทรงจำที่ได้เห็นมากับตา พระวรสารเล่มนี้น่าจะถูกเขียนขึ้นประมาณปีค.ศ. 85 หรือหลังจากนั้นเล็กน้อย

เช่นเดียวกับพระวรสารอีกสามฉบับที่เล่าเรื่องชีวิตของพระเยซูคริสต์ แต่บางเหตุการณ์มีการตีความอย่างละเอียด พระวรสารนักบุญยอห์นเป็นพระวรสารของ “ความเชื่อ”[ต้องการอ้างอิง] ที่เขียนขึ้นเพื่อจะยืนยันกับผู้อ่านว่าพระเยซูเป็น "พระเมสสิยาห์" และเป็น “พระบุตรพระเป็นเจ้า” ดังที่ปรากฏอยู่ในพระวรสารว่า "แต่การที่ได้บันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ไว้ ก็เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เชื่อว่า พระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ พระบุตรพระเป็นเจ้า และเมื่อมีความเชื่อแล้ว ท่านก็จะมีชีวิตโดยพระนามของพระองค์"[2] *คือการเข้าอาศัยอยู่ในพระเยซูคริสต์ รักษาชีวิตให้บริสุทธิ์ดั่งพระองค์ เชื่อและปฏิบัติตามคำสั่ง และคำสอนของพระองค์

ในแง่ของเทววิทยาศาสนาคริสต์แล้ว พระวรสารนักบุญยอห์นเป็นฉบับที่มีน้ำหนักที่สุดในทางคริสตวิทยา (Christology) ซึ่งบรรยายพระเยซูพระบุตรของพระเจ้าว่าเป็น “พระวจนะ” (Logos) (ภาษากรีกหมายความว่า “คำ” “เหตุผล” “ความเป็นเหตุเป็นผล” “ภาษา” หรือ “โอวาท”) ผู้เป็น “Arche” (ภาษากรีกหมายความว่า “ผู้เป็นตัวตนมาตั้งแต่ต้น” หรือ “เป็นสิ่งที่สุดของทุกอย่าง”), กล่าวถึงความเป็นผู้ที่มาช่วยมวลมนุษย์ และประกาศพระองค์ว่าเป็นพระเจ้า[3]

พระวรสารของยอห์นได้รับการทรงนำจากพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมเป็นอย่างมาก บทเริ่มต้นของพระวรสารนำผู้อ่านกลับไปสู่ช่วงก่อนกาลเวลา ซึ่งมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงเป็นอยู่ คล้ายกับบทเริ่มต้นในพระธรรมปฐมกาลที่พระเจ้าทรงสร้างโลก รวมทั้งการกล่าวถึงเทศกาลของชาวยิวอยู่บ่อย ๆ

"ใน​ปฐม​กาล​พระ​วาทะ​ดำรง​อยู่ และ​พระ​วาทะ​ทรง​สถิต​อยู่​กับ​พระ​เจ้า และ​พระ​วาทะ​ทรง​เป็น​พระ​เจ้า ใน​ปฐม​กาล​พระ​องค์​ทรง​ดำรง​อยู่​กับ​พระ​เจ้า​

​พระ​เจ้า​ทรง​สร้าง​สิ่ง​ทั้ง​ปวง​ขึ้น​มา​โดย​พระ​วาทะ ใน​บรรดา​สิ่ง​ที่​เป็นมา​นั้น ไม่​มี​สัก​สิ่ง​เดียว​ที่​ได้​เป็นมา​นอกเหนือ​พระ​วาทะ​

​พระ​องค์​ทรง​เป็น​แหล่ง​ชีวิต และ​ชีวิต​นั้น​เป็น​ความ​สว่าง​ของ​มนุษย์​ ความ​สว่าง​ส่อง​เข้า​มา​ใน​ความ​มืด และ​ความ​มืด​หา​ได้​ชนะ​ความ​สว่าง​ไม่" (john 1:1-5)

พระวรสารฉบับนี้กล่าวถึงพระเยซูอย่างมีเนื้อหา มีคำสอนเป็นอันมากที่พระองค์ทรงสอนกับสาวก อีกทั้งยังได้บันทึกเหตุการณ์บางอย่างที่พระวรสารเล่มอื่นไม่ได้กล่าวถึงไว้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาที่เรียกว่า "ห้องชั้นบน" เป็นช่วงเวลาของการร่วมรับประทานอาหารค่ำมื้อสุดท้าย พระเยซูคริสต์ตรัสเป็นส่วนตัวกับเหล่าสาวกของพระองค์ถึงเรื่องความรอด ประตูซึ่งนำไปสู่ความรอด พระบัญญัติแห่งพระเยซู ความรักที่พระองค์มีให้ต่อเหล่าสาวก การเปิดเผยถึงการทรยศของยูดาส อิสคาริโอท​ การสำแดงพระเจ้าและพระเยซูคริสต์ถึงความเป็นหนึ่งเดียว การเปิดเผยและทำนายการตายของพระองค์เอง และฟื้นขึ้นในวันที่สาม และความชื่นชมยินดี

ยอห์นได้รับการทรงนำในการเขียนพระวรสารเล่มนี้ และพระวรสารเล่มนี้ได้บอกให้ทราบว่า พระเยซูทรงเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า เพราะว่าตั้งแต่ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จเข้ามาในโลก พระองค์ทรงดำรงอยู่กับพระเจ้า[4] และยอห์นได้เน้นคุณลักษณะความเป็นมนุษย์ของพระเยซู เช่น พระองค์มีความรู้สึกเหมือนมนุษย์ มีการกันแสงด้วยความเศร้าเสียใจ ฯลฯ ยอห์นยังได้บันทึกพระวรสารเล่มนี้ เพื่อให้ผู้ใดที่เชื่อในพระเยซู แล้ว "ก็จะมีชีวิตโดยพระนามของพระองค์"[5] *พระองค์โปรดประทานพระนามพระองค์ให้เหล่าผู้เชื่อ เพื่อเป็นสิทธิอำนาจในการอธิษฐาน และเกิดขึ้นจริงตามนั้นโดยพระนามของพระองค์

และยอห์นบอกเล่าถึงเหตุการณ์ล่วงหน้า เช่น "เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี ผู้เลี้ยงที่ดีนั้นย่อมสละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะ"[6] ซึ่งนำมาสู่การสิ้นพระชนม์บนกางเขนของพระองค์ เพื่อไถ่บาปแก่คนที่เชื่อในพระองค์ทั้งสิ้น ให้ได้รับความรอดจากการถูกพิพากษา เป็นต้น

พระวรสารนักบุญยอห์น ใช้ “ยอห์น” หรือ “ยน” ในการอ้างอิง

บทความนี้เกี่ยวข้องกับ
ศาสนาคริสต์

สถานีย่อย

Red Cross of Christianity
พระเจ้า
ตรีเอกภาพ :
พระบิดา (พระยาห์เวห์) • พระบุตร (พระเยซู) • พระวิญญาณบริสุทธิ์
ความเชื่อ
พระคริสต์เทววิทยาการตกในบาปความรอดหลักข้อเชื่อของอัครทูตบัญญัติสิบประการบัญญัติเอกพระมหาบัญชา
คัมภีร์
คัมภีร์ไบเบิล :
ภาคพันธสัญญาเดิมภาคพันธสัญญาใหม่ (พระวรสาร)
ประวัติ
ประวัติยุคแรกสภาสังคายนาสากลมหาศาสนเภทสงครามครูเสดการปฏิรูปศาสนา
อัครทูต
ซีโมนเปโตรอันดรูว์ยากอบบุตรเศเบดียอห์นฟีลิปบารโธโลมิวโธมัสมัทธิวยากอบบุตรอัลเฟอัสยูดาซีโมนเศโลเทยูดาสมัทธีอัสเปาโลบารนาบัสยากอบ
นิกาย
ตะวันตก :
โรมันคาทอลิกโปรเตสแตนต์ (เพนเทคอสต์ • เพรสไบทีเรียน • เมทอดิสต์ • ลูเทอแรนแบปทิสต์ปฏิรูป • อนาแบปทิสต์ • แองกลิคันแอดเวนทิสต์)
ตะวันออก :
ออเรียนทัลออร์ทอดอกซ์อีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์
อตรีเอกภาพนิยม :
พยานพระยะโฮวามอรมอน
พิธีกรรม
พิธีบัพติศมาพิธีมหาสนิทศักดิ์สิทธิ์
สังคมศาสนาคริสต์
โบสถ์คริสต์ปฏิทินวันสำคัญ (สะบาโตอีสเตอร์คริสต์มาส) • บุคคล • นักบุญศิลปะสัญลักษณ์ธง
ดูเพิ่มเติม
ศาสนาคริสต์ในประเทศไทย
คำศัพท์ศาสนาคริสต์
หมวดหมู่ ดูหมวดหมู่

โครงร่าง

1. บทนำ 1:1 - 18

2. พระราชกิจของพระเยซูคริสต์ในกาลิลี 1:19 - 12:50

3. พระเยซูคริสต์ในเยรูซาเล็ม 13:1 - 38

4. บทบรรยายห้องชั้นบน 14:1 - 17:26

5. การสิ้นพระชนม์ การคืนพระชนม์ และการปรากฏแก่เหล่าสาวกของพระเยซู 18:1 - 21:25

อ้างอิง

  • TBS1971
  • Thai Holy Bible, Thailand Bible Society, 1998
  • Walter A. Elwell, The Pocket Bible Handbook, Harold Shaw Publisher, 1997
  1. ยอห์น 3:16
  2. ยอห์น 20:31
  3. A detailed technical discussion can be found in Raymond E. Brown, "Does the New Testament call Jesus God?" Theological Studies 26 (1965): 545–73
  4. ยอห์น 1:2
  5. ยอห์น 20:31
  6. ยอห์น 10:11

ข้อมูลเพิ่มเติม

แหล่งข้อมูลอื่น

จดหมายของนักบุญยอห์น ฉบับที่ 1

จดหมายของนักบุญยอห์น ฉบับที่ 1 (อังกฤษ: 1 John) เป็นหนังสือฉบับที่ 23 ของคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ เป็นหนึ่งในเจ็ดจดหมายสากล อันได้แก่ จดหมายของนักบุญยากอบ จดหมายของนักบุญเปโตร ฉบับที่ 1 จดหมายของนักบุญเปโตร ฉบับที่ 2 จดหมายของนักบุญยอห์น ฉบับที่ 1 จดหมายของนักบุญยอห์น ฉบับที่ 2 จดหมายของนักบุญยอห์น ฉบับที่ 3 และจดหมายของนักบุญยูดา เนื่องจากจดหมายเหล่านี้ถูกส่งถึงคริสต์ศาสนิกชนทั่วไป ไม่ได้ระบุว่าเป็นคริสตจักรใด

หนังสือเล่มนี้แต่แรกเป็นจดหมาย ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้ระบุชื่อผู้เขียนว่าเป็นใคร แต่คริสตจักรในยุคแรกเชื่อต่อกันมาว่า ผู้เขียนคือยอห์นผู้นิพนธ์พระวรสารที่ได้เขียนพระวรสารนักบุญยอห์น อันเป็นหนึ่งในสี่พระวรสาร และจากการวิเคราะห์เนื้อหาในจดหมายโดยผู้เชี่ยวชาญแล้วพบว่า ทั้งตอนเริ่มต้นของจดหมายและเนื้อหาภายในจดหมายถึง 11 ประโยคคล้ายกันกับในพระวรสารนักบุญยอห์น ผู้เชี่ยวชาญจึงสรุปตรงกัน ช่วงเวลาในการเขียนจดหมายฉบับนี้ยากที่จะระบุให้ชัดเจนได้ แต่จากหลักฐานอื่น ๆ ประกอบ พอจะคาดได้ว่าเป็นช่วงปลายศตวรรษแรก หรือราวปีค.ศ. 90

ในช่วงศตวรรษแรกได้มีผู้ที่สอนผิดหรือครูเทียมเกิดขึ้นมาก คนเหล่านี้ชักจูงคริสเตียนในยุคแรกให้หลงผิดไป โดยการปฏิเสธความเป็นมนุษย์ของพระเยซู ยอห์นผู้นิพนธ์พระวรสารจึงเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้น เพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดของผู้เชื่อบางกลุ่มให้ถูกต้อง โดยการเป็นพยานถึงการคืนพระชนม์ของพระเยซูและเปิดโปงความเสื่อมศีลธรรมของเหล่าครูเทียมนั้น

ยอห์นมีจุดประสงค์สามประการในการเขียนจดหมายฉบับนี้ ประการแรกคือ ต้องการไม่ให้คริสต์ศาสนิกชนหลงไปตามคำสอนผิดจากครูเทียม ยอห์นกล่าวถึงการจะสังเกตว่าใครอยู่ฝ่ายพระเยซูนั้น ให้พิจารณาจากการประพฤติร่วมกับคำพูดด้วย เช่น ผู้ที่กล่าวว่า ข้าพเจ้าคุ้นกับพระองค์ แต่ไม่ได้ประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์ ผู้นั้นเป็นคนพูดมุสา หรือในอีกตอนหนึ่งที่ว่า ผู้ที่ปฏิเสธว่าพระเยซูไม่ใช่พระคริสต์ ผู้ใดที่ปฏิเสธพระบิดาและพระบุตร ผู้นั้นแหละเป็นปฏิปักษ์ของพระคริสต์ เป็นต้น

ประการที่สองคือ ต้องการให้คริสเตียนเชื่อมั่นในความรอดของตนเอง ยอห์นกล่าวถึงเรื่องของชีวิตนิรันดร์ในพระคริสต์ เพื่อให้คริสเตียนมั่นใจในชีวิตหลังความตาย ซึ่งยอห์นมั่นใจมาก เพราะเห็นมากับตาตนเองแล้วว่า พระเยซูฟื้นคืนชีวิตได้ ส่วนในเรื่องการทูลขอจากพระเจ้า ยอห์นกล่าวว่า ทูลขอสิ่งใดที่เป็นพระประสงค์ของพระองค์ พระองค์ก็โปรดฟัง เพื่อไขข้อข้องใจที่บางคนทูลขอแล้วไม่ได้รับ

ประการสุดท้ายคือ ต้องการให้คริสเตียนประพฤติต่อกันด้วยความรักที่บริสุทธิ์ ในเรื่องนี้ยอห์นได้เขียนไว้หลายตอนด้วยกันในจดหมาย แต่ตอนที่น่าประทับใจที่สุด น่าจะเป็นคำกล่าวที่ว่า "ถ้าผู้ใดว่า 'ข้าพเจ้ารักพระเจ้า' และใจยังเกลียดชังพี่น้องของตน ผู้นั้นก็เป็นคนพูดมุสา เพราะว่าผู้ที่ไม่รักพี่น้องของตนที่แลเห็นแล้ว จะรักพระเจ้าที่ไม่เคยเห็นไม่ได้"

จดหมายของนักบุญยอห์น ฉบับที่ 2

จดหมายของนักบุญยอห์น ฉบับที่ 2 (อังกฤษ: Second Epistle of John) เป็นหนังสือฉบับที่ 24 ของคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ เป็นหนึ่งในเจ็ดจดหมายสากล อันได้แก่ จดหมายของนักบุญยากอบ จดหมายของนักบุญเปโตร ฉบับที่ 1 จดหมายของนักบุญเปโตร ฉบับที่ 2 จดหมายของนักบุญยอห์น ฉบับที่ 1 จดหมายของนักบุญยอห์น ฉบับที่ 2 จดหมายของนักบุญยอห์น ฉบับที่ 3 และจดหมายของนักบุญยูดา เนื่องจากจดหมายเหล่านี้ถูกส่งถึงคริสต์ศาสนิกชนทั่วไป ไม่ได้ระบุว่าเป็นคริสตจักรใด

หนังสือเล่มนี้แต่แรกเป็นจดหมาย ส่งถึงผู้รับที่ไม่ได้เอ่ยนาม เพียงแต่ถูกเรียกว่า ท่านสุภาพสตรีที่ทรงเลือกไว้และบรรดาบุตร ส่วนชื่อผู้เขียนก็ไม่ได้ระบุเช่นกัน แต่ผู้เขียนเรียกตนเองว่า ข้าพเจ้าผู้ปกครอง คริสตจักรในยุคแรกเชื่อต่อกันมาว่า ผู้เขียนคือยอห์นผู้นิพนธ์พระวรสาร ผู้เดียวกันกับที่ได้เขียนพระวรสารนักบุญยอห์นและจดหมายของนักบุญยอห์น ฉบับที่ 1 อันเป็นจดหมายฉบับแรกก่อนหน้านี้ด้วย จากการวิเคราะห์เนื้อหาในจดหมายโดยผู้เชี่ยวชาญแล้วพบว่า ในจดหมายของนักบุญยอห์น ฉบับที่ 1 และจดหมายของนักบุญยอห์น ฉบับที่ 2 มีเนื้อหาภายในจดหมายหลายข้อความที่คล้ายกัน เช่น 2 ยอห์น 5 กับ 1 ยอห์น 2:7, 2 ยอห์น 6 กับ 1 ยอห์น 5:3, 2 ยอห์น 7 และ 1 กับ 1 ยอห์น 4:2 - 3 และ 2 ยอห์น 12 กับ 1 ยอห์น 1:4 เป็นต้น ผู้เชี่ยวชาญจึงสรุปตรงกันว่าเป็นผู้เขียนคนเดียวกัน ช่วงเวลาในการเขียนจดหมายฉบับนี้น่าจะใกล้เคียงกับฉบับแรก นั่นคือช่วงปลายศตวรรษแรก หรือราวปีค.ศ. 90

ในช่วงคริสต์ศตวรรษแรก ทั้งอัครทูต มิชชันนารีต่างเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ เพื่อการประกาศข่าวดี เมื่อไปถึงยังเมืองใดก็จะเข้าไปพักในบ้านของคริสเตียนหรือผู้ที่เชื่อ ซึ่งก็จะได้รับการต้อนรับและดูแลจนกว่าจะเดินทางต่อไป ในช่วงนั้นได้มีผู้ที่สอนผิดหรือครูเทียมเกิดขึ้นด้วย พี่น้องคริสเตียนบางคนที่ไม่ได้ระมัดระวังก็ได้ต้อนรับคนเหล่านี้เข้าไปในบ้านของตน ยอห์นเป็นห่วงว่าคริสเตียนบางคนอาจจะต้อนรับครูเทียมเหล่านี้และถูกชักจูงให้หลงผิดได้ จึงเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้น

ยอห์นมีจุดประสงค์หลักสองประการในการเขียนจดหมายฉบับนี้ ประการแรกคือ ต้องการให้คริสเตียนดำเนินชีวิตตามพระบัญญัติของพระเจ้า นั่นคือ ให้เราทั้งหลายรักกันและกัน ในจดหมายยอห์นกล่าวถึงความสำคัญของความรักว่า การแสดงออกถึงความรักอันบริสุทธิ์หมายถึงการเชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้า ดังนั้นคริสเตียนจึงต้องรักกันและกันฉันท์พี่น้อง

ประการที่สองคือ ต้องการให้คริสเตียนระมัดระวังและอย่าเกี่ยวข้องกับผู้ที่สอนผิด โดยยอห์นอ้างถึงความจริงที่ว่าพระเยซู พระบุตรพระเป็นเจ้าได้เสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ และกล่าวว่าผู้ใดที่ไม่รับความจริงข้อนี้ผู้นั้นเป็นผู้ล่อลวง

จดหมายของนักบุญยอห์น ฉบับที่ 3

จดหมายของนักบุญยอห์น ฉบับที่ 3 (อังกฤษ: Third Epistle of John) เป็นหนังสือเล่มที่ 25 ของคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ เป็นหนึ่งในเจ็ดจดหมายทั่วไป อันได้แก่ ยากอบ 1 เปโตร 2 เปโตร 1 ยอห์น 2 ยอห์น 3 ยอห์น และ ยูดา เนื่องจากจดหมายเหล่านี้ถูกส่งถึงคริสเตียนทั่วไป ไม่ได้ระบุว่าเป็นคริสตจักรใด

พระธรรมเล่มนี้แต่แรกเป็นจดหมาย ส่งถึงผู้รับที่มีชื่อว่า กายอัส (ผู้ซึ่งถูกอ้างถึงครั้งหนึ่งใน กิจการของอัครทูต 19:29) ส่วนชื่อผู้เขียนไม่ได้ระบุ แต่ผู้เขียนเรียกตนเองว่า ข้าพเจ้าผู้ปกครอง เช่นเดียวกันกับใน 2 ยอห์น คริสตจักรในยุคแรกเชื่อสืบกันมาว่าผู้เขียนคือนักบุญยอห์นผู้นิพนธ์พระวรสารซึ่งประพันธ์พระวรสารนักบุญยอห์น 1 ยอห์น และ2 ยอห์น อันเป็นจดหมายฉบับก่อนหน้านี้ด้วย จากการวิเคราะห์เนื้อหาในจดหมายโดยผู้เชี่ยวชาญแล้วพบว่า ใน 2 ยอห์น และ 3 ยอห์น มีเนื้อหาภายในจดหมายบางตอนที่ใช้ข้อความเดียวกัน เช่น "รักเนื่องในสัจจะ" ใน 2 ยอห์น 1 กับ 3 ยอห์น 1 หรือข้อความคล้ายกัน เช่น "ดำเนินตามสัจจะ" ใน 2 ยอห์น 4 กับ "ประพฤติตามสัจธรรม" ใน 3 ยอห์น 4 เป็นต้น นอกจากนี้รูปแบบของจดหมายยังเหมือนกันอีกด้วย ผู้เชี่ยวชาญจึงสรุปตรงกันว่าเป็นผู้เขียนคนเดียวกัน ช่วงเวลาในการเขียนจดหมายฉบับนี้น่าจะใกล้เคียงกับสองฉบับแรก นั่นคือช่วงปลายศตวรรษแรก หรือราวปีค.ศ. 90

กายอัสเป็นผู้นำในคริสตจักรแห่งหนึ่งและเป็นเพื่อนกับยอห์นผู้นิพนธ์พระวรสารด้วย ในจดหมายยอห์นได้เขียนชมเชยถึงความมีน้ำใจในการรับรองแขกของเขา ซึ่งแขกในความหมายของยอห์นหมายถึง ครูสอนพระคัมภีร์และผู้ที่เดินทางไปประกาศข่าวประเสริฐยังที่ต่าง ๆ ในขณะที่ผู้นำคริสตจักรในเอเชียที่ชื่อ ดิโอเตรเฟส ไม่ยอมรับรองพี่น้องเหล่านั้น แต่ได้กีดกันคนที่ต้องการจะรับรองเขา และไล่คนเหล่านั้นออกจากคริสตจักร นอกจากนี้ยังใส่ความยอห์นด้วยคำเลวทรามอีกด้วยยอห์นมีจุดประสงค์สองประการในการเขียนจดหมายฉบับนี้ ประการแรกคือ ต้องยกย่องชมเชยผู้ที่ประพฤติดี ซึ่งในจดหมายกล่าวถึงสองคน คนแรกคือ กายอัส เพราะมีน้ำใจในการรับรองแขก คนที่สองคือ เดเมตริอัส แม้ว่าในจดหมายจะไม่ได้ระบุว่า เดเมตริอัส ประพฤติดีเรื่องใด แต่คาดว่าน่าจะดีมากจนสามารถเอาเป็นเยี่ยงอย่างได้ จากที่ยอห์นกล่าวว่า ทุกคนก็เป็นพยานให้เดเมตริอัส ข้าพเจ้าเองก็เป็นพยานด้วยประการที่สองคือ ต้องการต่อว่าผู้ที่ประพฤติไม่ดี ในจดหมายกล่าวถึง ดิโอเตรเฟส เพราะไม่ยอมต้อนรับพี่น้องที่เดินทางไปประกาศข่าวประเสริฐ ยอห์นถึงกับกล่าวว่า ถ้าข้าพเจ้ามา ข้าพเจ้าจะเผยพฤติกรรมของเขา

ซิริลแห่งอะเล็กซานเดรีย

นักบุญซิริลแห่งอะเล็กซานเดรีย (อังกฤษ: Cyril of Alexandriaˈ/sɪrəl/) บาทหลวงชาวอียิปต์ ได้รับแต่งตั้งเป็นบิชอปแห่งอะเล็กซานเดรีย และได้รับยกย่องเป็นนักปราชญ์แห่งคริสตจักรภายหลังถึงแก่มรณกรรม ท่านเป็นนักเทววิทยาที่โดดเด่น จนมีบทบาทสำคัญในการสังคายนาเอเฟซัสครั้งที่หนึ่ง (ค.ศ. 431) เพื่อรับรองหลักความเชื่อเรื่องพระมารดาพระเจ้า

ตราแผ่นดินของสาธารณรัฐโดมินิกัน

ตราแผ่นดินของสาธารณรัฐโดมินิกัน มีลักษณะเป็นตราอาร์มสีธงชาติสาธารณรัฐโดมินิกัน กล่าวคือ พื้นโล่นั้นแบ่งเป็นสี่ส่วนด้วยรูปกากบาทสีขาว แต่ละช่องที่ถูกแบ่งนั้น แบ่งเป็นพื้นสีน้ำเงินที่ช่องซ้ายบนกับช่องขวาล่าง และเป็นพื้นสีแดงที่ช่องขวาบนและช่องซ้ายล่าง

ภายในโล่สีธงชาตินั้นมีรูปธงชาติติดคันธงปลายหอกไขว้กัน 4 ผืน และหอกไขว้ 2 เล่ม ที่ตรงกลางมีรูปไม้กางเขนสีทอง วางไว้เหนือคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งเปิดหน้าพระวรสารนักบุญยอห์น บทที่ 8 ข้อที่ 32 อันมีใจความในภาษาสเปนว่า "Y la verdad nos hará libre" (ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยแปลไว้ว่า "และสัจจะจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท")

เบื้องบนของโล่เป็นแพรแถบสีน้ำเงินเขียนคำขวัญประจำชาติว่า "Dios, Patria, Libertad" (พระเจ้า ปิตุภูมิ เสรีภาพ) ขนาบข้างโล่นั้นมีช่อใบลอเรลโอบขึ้นมาทางด้านซ้าย ด้านขวาโอบด้วบช่อใบปาล์ม ด้านล่างเป็นแพรแถบสีแดงบอกนามประเทศด้วยอักษรสีเหลืองเป็นภาษาสเปนว่า "República Dominicana" หรือ "สาธารณรัฐโดมินิกัน"

ธงชาติสาธารณรัฐโดมินิกัน

ธงชาติสาธารณรัฐโดมินิกัน เป็นธงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 5 ส่วน ยาว 8 ส่วน ภายในธงชาติแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ด้วยแถบสีขาวพาดผ่านกึ่งกลางธงทั้งแนวนอนและแนวตั้งตัดกันเป็นรูปกางเขน ช่องสี่เหลี่ยมเล็กที่เกิดขึ้นนั้นแบ่งเป็นพื้นสีน้ำเงินที่ช่องซ้ายบนและช่องขวาล่าง และเป็นสี่เหลี่ยมสีแดงที่ช่องขวาบนและช่องซ้ายล่าง ตรงใจกลางของกางเขนสีขาวนั้นมีภาพตราแผ่นดินของสาธารณรัฐโดมินิกันขนาดเล็ก ลักษณะของตราเป็นโล่ลายสีธงชาติ ที่ใจกลางโล่มีหอก 2 เล่ม และธงชาติติดคันธงปลายหอก 4 ผืนไขว้กัน ซ้อนทับด้วยคัมภีร์ไบเบิลภายใต้ไม้กางเขนสีเหลืองซึ่งกางออก เปิดหน้าของพระวรสารนักบุญยอห์น บทที่ 8 ข้อที่ 32 ความว่า "Y la verdad nos hará libre" ("และสัจจะจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท") เบื้องบนของโล่เป็นแพรแถบสีน้ำเงินเขียนคำขวัญประจำชาติด้วยอักษรโรมันสีเหลืองไว้ว่า "Dios, Patria, Libertad" (พระเจ้า ปิตุภูมิ เสรีภาพ) ขนาบข้างโล่นั้นมีช่อใบลอเรลโอบขึ้นมาทางด้านซ้าย ด้านขวาโอบด้วบช่อใบปาล์ม ด้านล่างเป็นอักษรสีเหลืองจารึกนามประเทศเป็นภาษาสเปนในแพรแถบสีแดงว่า "República Dominicana" หรือ "สาธารณรัฐโดมินิกัน" สำหรับธงเรือพลเรือนนั้นลักษณะของธงเป็นดังที่บรรยายไว้ข้างต้น เว้นแต่ว่ายกเอาเครื่องหมายตราแผ่นดินออกเท่านั้น และสัดส่วนธงนั้นกว้าง 3 ส่วน ยาว 5 ส่วน

สีน้ำเงิน หมายถึงสันติภาพ

สีแดง หมายถึงเลือดเนื้อของวีรชน

กางเขนสีขาว หมายถึง ความหลุดพ้น

บารโธโลมิวอัครทูต

บารโธโลมิวอัครทูต (อังกฤษ: Bartholomew the Apostle; กรีก: Βαρθολομαίος (Bartholomaios)) เป็นนักบุญและมรณสักขีในศาสนาคริสต์ เสียชีวิตที่ประเทศอาร์มีเนีย บารโธโลมิวเป็นหนึ่งในอัครทูตของพระเยซู ชื่อ “บารโธโลมิว” มาจากภาษาแอราเมอิก “bar-Tôlmay” (תולמי‎‎‎‎‎-בר‎‎) หมายความว่า “ลูกของโทลเม” (โทเลมี) หรืออาจจะเป็น “ลูกของคนไถนา” บางครั้งก็เชื่อกันว่าเป็นนามสกุลมากกว่าจะเป็นชื่อตัว

ผู้นิพนธ์พระวรสารสี่ท่าน

ผู้นิพนธ์พระวรสารสี่ท่าน (อังกฤษ: Four Evangelists) หมายถึงผู้ประพันธ์พระวรสารสี่เล่มซึ่งเป็นเอกสารส่วนหนึ่งของพันธสัญญาใหม่ในคัมภีร์ไบเบิล วรสาร แปลว่า ข่าวประเสริฐ ซึ่งหมายถึงข่าวการเสด็จมาของพระเยซู หรือชีวประวัติของพระองค์นั่นเอง อย่างไรก็ดีพระวรสารเขียนขึ้นประมาณหลังจากพระเยซูเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ไปแล้วเกือบหนึ่งร้อยปี

พระคริสต์

พระคริสต์ (อังกฤษ: Christ; กรีก: Χριστός, คริสตอส;) ในศาสนายูดาห์เรียกว่าพระเมสสิยาห์ หมายถึง ผู้ได้รับเจิม ในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ใช้คำนี้เป็นสมัญญานามของพระเยซูคริสต์ศาสนิกชน หรือ คริสตชน คือผู้ที่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระคริสต์หรือพระเมสสิยาห์ที่ถูกทำนายไว้ในคัมภีร์ฮีบรู ดังนั้นชาวคริสต์จึงมักเรียกพระเยซูว่า พระเยซูคริสต์ ซึ่งหมายถึง พระเยซูผู้ได้รับเจิม ในปัจจุบันคำว่าพระคริสต์จึงใช้หมายถึงพระเยซูชาวนาซาเรธไปโดยปริยายศาสนายูดาห์ไม่เคยยอมรับว่าพระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์ (แม้แต่พระวรสารในสารบบคัมภีร์ไบเบิลก็กล่าวถึงเรื่องชาวยิวปฏิเสธพระเยซู) แต่คริสต์ศาสนิกชนก็ยังเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระคริสต์และจะเสด็จมาอีกครั้งในการพิพากษาครั้งสุดท้าย

การใช้คำว่า "คริสต์" เพื่อหมายถึงพระเยซูโดยเฉพาะยังปรากฏในชื่อสาขาวิชา เช่น เทววิทยาศาสนาคริสต์ คริสตวิทยา ซึ่งเป็นวิชาที่เน้นศึกษาธรรมชาติและสถานะบุคคลของพระเยซูตามที่ปรากฏในพระวรสารในสารบบและบทจดหมายต่าง ๆ ในพันธสัญญาใหม่

พระวรสาร

พระวรสาร (โรมันคาทอลิก) หรือพระกิตติคุณ (โปรเตสแตนต์) (อังกฤษ: Gospels) เป็นหนังสือหมวดแรกในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ รู้จักในอีกนามหนึ่งว่า พระวรสารในสารบบ (Canonical gospels) เพราะเป็นพระวรสารที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจากคริสตจักรให้รวมในสารบบคัมภีร์ไบเบิลได้

คำว่า “gospel” มาจากภาษาอังกฤษเก่า แปลว่า “ข่าวดี” (คัมภีร์ไบเบิลฉบับภาษาไทยของชาวโปรเตสแตนต์แปลว่า "ข่าวประเสริฐ") มีนัยความหมายในคติของศาสนาคริสต์ถึง

"การประกาศข่าวดี" ว่าบัดนี้ พระยาห์เวห์ได้ทรงประทานพระบุตรของพระองค์มารับสภาพมนุษย์เป็นพระเยซูแล้ว เพื่อประทานความรอดแก่มวลมนุษย์ ให้พ้นจากบาปและความทุกข์ และกลับเข้าสนิทกับพระเจ้าเช่นเดิม สู่แผ่นดินสวรรค์ ตามคำพยากรณ์ของผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิม

พระวรสารในสารบบมีอยู่ 4 เล่ม ในคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ที่มีเนื้อหาโดยตรงเกี่ยวกับพระเยซู บรรยายถึงกำเนิด คำเทศนา การตรึงกางเขน และการคืนพระชนม์ ทั้ง 4 เล่มถูกตั้งชื่อตามชื่อผู้ที่เชื่อกันว่าเป็นผู้เขียน โดยเขียนขึ้นเมื่อระหว่าง ค.ศ. 65 ถึง ค.ศ. 100 ได้แก่

สามเล่มแรกเรียกว่าพระวรสารสหทรรศน์ เนื่องจากมีมุมมองในชีวิตของพระคริสต์ที่คล้ายกัน ขณะที่พระวรสารนักบุญยอห์น มีแง่มุมทางเทววิทยาและจิตวิญญาณที่ต่างออกไป

พระวรสารสหทรรศน์

พระวรสารสหทรรศน์ (คาทอลิก) หรือพระกิตติคุณสัมพันธ์ (โปรเตสแตนต์) (อังกฤษ: Synoptic Gospels) เป็นพระวรสารสามเล่มแรกจากทั้งหมดสี่เล่มของพระวรสารในสารบบคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ ประกอบด้วย พระวรสารนักบุญมัทธิว พระวรสารนักบุญมาระโก และพระวรสารนักบุญลูกา ทั้งสามฉบับมีเนื้อหาและการวางเนื้อหาที่คล้ายคลึงกันรวมไปถึงลักษณะการใช้ประโยคและบทเขียน และมีทัศนะที่คล้ายคลึงกัน พระวรสารเล่มที่สี่ในสารบบคือพระวรสารนักบุญยอห์น แตกต่างจากสามฉบับแรกเป็นอันมากและแตกต่างจากพระวรสารนอกสารบบ (Apocryphal gospels) ฉบับอื่น ๆ

พระเยซูเสด็จขึ้นสู่สวรรค์

พระเยซูเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ (อังกฤษ: Ascension of Jesus) เป็นเหตุการณ์ที่พระเยซูลอยขึ้นสวรรค์ต่อหน้าอัครทูตของพระองค์หลังจากที่ทรงกลับคืนพระชนม์ได้ 40 วัน และมีทูตสวรรค์องค์หนึ่งกล่าวขึ้นในขณะนั้นว่าเมื่อพระเยซูกลับมา ก็จะมีลักษณะเดียวกัน เมื่อพระเยซูขึ้นสวรรค์แล้วก็ไปประทับอยู่ทางขวาของพระบิดา

พระวรสารในสารบบที่กล่าวถึงเหตุการณ์นี้คือพระวรสารนักบุญลูกาบทที่ 24 และพระวรสารนักบุญมาระโกบทที่ 16 และยังปรากฏในหนังสือกิจการของอัครทูตบทที่ 1 ด้วยเหตุการณ์นี้ยังได้รับการยอมรับให้เป็นส่วนหนึ่งของหลักข้อเชื่อของอัครทูตและหลักข้อเชื่อไนซีน คริสต์ศาสนิกชนจัดการเฉลิมฉลองถึงเหตุการณ์นี้ในวันที่ 40 หลังวันอีสเตอร์ในแต่ละปี (จึงตรงกับวันพฤหัสบดีเสมอ) พิธีนี้มีมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 4 และถือเป็นหนึ่งในห้าเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของพระเยซู (อีก 4 เหตุกาณ์ที่เหลือ คือ รับบัพติศมา จำแลงพระกาย ถูกตรึงกางเขน และคืนพระชนม์)จดหมายของนักบุญเปาโล (ราว ค.ศ. 56-ค.ศ. 57) ได้กล่าวถึงพระเยซูบนสวรรค์และการเสด็จสู่แดนผู้ตายซึ่งเป็นการอ้างอิงถึงการขึ้นสวรรค์ของพระเยซูเป็นครั้งแรก แต่การอ้างอิงที่มีอิทธิพลที่สุดตามการกล่าวอ้างของโรเบิร์ต ดับเบิลยู ฟังค์ (Robert W. Funk) มาจาก คือพระเยซูขึ้นสวรรค์หลังจากที่มีพระบัญชาเอก (Great Commission) คือสี่สิบวันหลังจากที่คืนพระชนม์โดยมีอัครทูตเป็นพยาน ในพระวรสารนักบุญลูกา "การเสด็จขึ้นสวรรค์" เกิดขึ้นในค่ำวันอีสเตอร์ ส่วนพระวรสารนักบุญยอห์น (ราว ค.ศ. 90-ค.ศ. 100)กล่าวว่าพระเยซูเสด็จกลับไปยังพระบิดา ในพระวรสารนักบุญเปโตร (ราว ค.ศ. 90-110)กล่าวว่าพระเยซูเสด็จขึ้นสวรรรค์แลประทับทางขวาของพระผู้เป็นเจ้า ในจดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวเอเฟซัส (ราว ค.ศ. 90-ค.ศ. 100) กล่าวว่าพระเยซูเสด็จขึ้นไปสู่ที่สูงเหนือฟ้าสวรรค์ทั้งหมด ในจดหมายของนักบุญเปาโลถึงทิโมธี ฉบับที่ 1 (ราว ค.ศ. 90-ค.ศ. 140)บรรยายว่าทรงถูกรับขึ้นไปด้วยพระสิริ ในบทสุดท้าย (ดู มาระโก 16) ของพระวรสารนักบุญมาระโกและพระวรสารนักบุญลูกาเกี่ยวกับการคืนพระชนม์และบรรยายการที่ทรงถูกนำขึ้นสู่สวรรค์และการประทับอยู่เบื้องขวาของพระเจ้า

ยอห์นผู้นิพนธ์พระวรสาร

ดูความหมายอื่นของ นักบุญยอห์น ที่ นักบุญจอห์นยอห์นผู้นิพนธ์พระวรสาร (อังกฤษ: John the Evangelist; “יוחנן” (The LORD) ; ภาษาฮีบรูมาตรฐาน: “Yoḥanan”, ภาษาฮีบรูไทบีเรียน: “Yôḥānān”) หรือที่เรียกว่า “สาวกผู้เป็นที่รัก” (Beloved Disciple)) (เสียชีวิตประมาณปี ค.ศ. 110) นักบุญยอห์นผู้นิพนธ์พระวรสารเป็นหนึ่งในผู้นิพนธ์พระวรสารสี่ท่านที่รวมทั้ง มัทธิว มาระโก และลูกา เชื่อกันว่าเป็นผู้ประพันธ์พระวรสารนักบุญยอห์น (Gospel of John) และพระธรรม 1 ยอห์นซึ่งเป็นเอกสารส่วนหนึ่งของ พันธสัญญาใหม่

กล่าวกันว่านักบุญยอห์นผู้นิพนธ์พระวรสารเป็นคนคนเดียวกับ “นักบุญยอห์นอัครทูต” ความเชื่อที่ว่านักบุญยอห์นผู้นิพนธ์พระวรสารเป็นผู้ประพันธ์พระธรรม 1 ยอห์น พระธรรม 2 ยอห์น พระธรรม 3 ยอห์น และพระธรรมวิวรณ์ เป็นความเชื่อที่มีมานานแล้ว แต่ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันในบรรดาผู้รู้ (ดูเพิ่ม นักบุญยอห์นเพรสไบเตอร์ (John the Presbyter) และ นักบุญยอห์นแห่งพัทโมส (John of Patmos)

ยอห์นอัครทูต

นักบุญยอห์นอัครทูต (อังกฤษ: John the Apostle; กรีก: Ιωάννης) เป็นนักบุญและมรณสักขีในศาสนาคริสต์ เกิดเมื่อราว ค.ศ. 6 ที่แคว้นกาลิลี ในแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ และเสียชีวิตราว ค.ศ. 100 ที่เมืองเอเฟซัส ในอานาโตเลีย นักบุญยอห์นอัครทูตเป็นหนึ่งในอัครทูตสิบสองท่าน และเชื่อกันว่าเป็นผู้ประพันธ์หนังสือหลายเล่มในคัมภีร์ไบเบิล ได้แก่ พระวรสารนักบุญยอห์น จดหมายของยอห์น (Epistles of John) และหนังสือวิวรณ์ นักวิชาการสมัยใหม่เชื่อว่ายอห์นอัครทูต ยอห์นผู้นิพนธ์พระวรสาร และยอห์นแห่งปัทมอส (John of Patmos) เป็นคนละท่านกัน จากหลักฐานบางอย่างทำให้เชื่อว่ายอห์นแห่งปัทมอสเป็นผู้ประพันธ์เฉพาะหนังสือวิวรณ์ แต่ไม่ได้แต่งพระวรสารนักบุญยอห์นและบทจดหมาย เพราะผู้ประพันธ์วิวรณ์มักจะกล่าวถึงตนเองว่า “ยอห์น” หลายครั้ง แต่ผู้ประพันธ์พระวรสารมิได้กล่าวถึงตนเองโดยตรง

รับบี

รับบี (ฮีบรู: רב‎ รับบี; อังกฤษ: Rabbi /ˈræbaɪ/, แรบาย) เป็นภาษาฮิบรูแปลว่า “อาจารย์” เป็นคำที่ใช้ในศาสนายูดาห์ที่หมายถึงผู้สอนศาสนา

คำว่า “rabbi” มีรากมาจากภาษาฮิบรูว่า “רַב” หรือ “rav” ที่ในคัมภีร์ฮีบรูหมายความว่า “ยิ่งใหญ่” หรือ “เป็นที่เคารพ” คำนี้มีรากมาจากรากภาษากลุ่มเซมิติก R-B-B เทียบเท่ากับภาษาอาหรับ “ربّ” หรือ “rabb” ที่แปลว่า “lord” ที่โดยทั่วไปเป็นการเอ่ยถึงพระเจ้าทางโลกด้วย เพื่อเป็นการแสดงความนับถือบางครั้งรับบีผู้มีชื่อเสียงก็จะเรียกกันว่า “The Rav.”

รับบีไม่ใช่งานอาชีพตามคัมภีร์โทราห์ ฉะนั้นจึงไม่มีการใช้ตำแหน่งที่เกี่ยวข้องเช่น “Rabban” “Ribbi” หรือ “Rab” เพื่อกล่าวถึงนักปราชญ์ในบาบิโลเนียหรือในอิสราเอล แม้แต่ศาสดาผู้มีความสำคัญในพระคัมภีร์ก็ยังไม่เรียกว่ารับบี แต่เรียกว่า “ฮักไก” ตำแหน่ง “รับบัน” หรือ “รับบี” เริ่มใช้กันเป็นครั้งแรกในคัมภีร์ฮีบรูในมิชนาห์ (ราว 200 ปีก่อนคริสต์ศักราช) คำนี้ใช้เป็นครั้งแรกสำหรับรับบันกามาลิเอลผู้อาวุโส (Rabban Gamaliel the elder), ราบันซิเมอันลูกชาย และโยฮานัน เบน ซัคไค ซึ่งต่างก็เป็นประธานสภาซันเฮดริน คำนี้ในภาษากรีกพบในพระวรสารนักบุญมัทธิว พระวรสารนักบุญมาระโก และพระวรสารนักบุญยอห์นในพันธสัญญาใหม่เมื่อกล่าวถึงพระเยซู.การพัฒนาความคิดเกี่ยวกับรับบีเริ่มขึ้นในสมัยฟาริสีและทาลมุด เมื่อปรจารย์มาประชุมกันเพื่อร่างกฎเกี่ยวกับศาสนายูดาห์ทั้งทางภาษาเขียนและภาษาพูด ในคริสต์ศตวรรษที่ผ่านมา หน้าที่ของรับบีก็ยิ่งเพิ่มความมีอิทธิพลมากขึ้น ที่ทำให้เกิดคำใหม่ๆ เช่น “รับบีแท่นเทศน์” (pulpit rabbi) และในคริสต์ศตวรรษที่ 19 หน้าที่ของราไบก็รวมการเทศนา, การให้คำปรึกษา และ การเป็นผู้แทนชองประชาคมในโลกภายนอกก็เพิ่มความสำคัญขึ้นเป็นลำดับ

ในนิกายต่าง ๆ ของศาสนายูดาห์ ข้อกำหนดเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ในการแต่งตั้งรับบีก็แตกต่างกันออกไป หรือกฎที่ใครควรจะเรียกว่าเป็นรับบี

หนังสือปฐมกาล

หนังสือปฐมกาล (อังกฤษ: Book of Genesis; ฮีบรู: בראשית‎; แอราเมอิก: ܣܦܪܐ ܕܒܪܝܬܐ; กรีก: Γένεση) มาจากภาษากรีกว่า “การเกิด” หรือ “ที่มา” เป็นหนังสือที่กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของโลก มนุษย์ และอิสราเอล ซึ่งเป็นตัวแทนของชนชาติที่พระเจ้าได้เลือกไว้ (ซึ่งมีความนัยทางเทววิทยา) ชื่อ "ปฐมกาล" แปลมาจากคำแรกของคัมภีร์ฮีบรูคำว่า בראשית (B'reshit or Bərêšîth) แปลว่า "ในปฐมกาล..." (in the beginning...)

อาหารค่ำมื้อสุดท้าย

อาหารค่ำมื้อสุดท้าย (อังกฤษ: Last Supper, Lord's Supper, Mystical Supper) ตามความเชื่อของคริสต์ศาสนิกชนคืออาหารมื้อสุดท้ายที่พระเยซูเสวยร่วมกับสาวกของพระองค์ ก่อนจะมีการตรึงพระเยซูที่กางเขน “อาหารค่ำมื้อสุดท้าย” เป็นหัวเรื่องที่นิยมกันในการสร้างงานจิตรกรรม ภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดคือภาพที่เขียนโดยเลโอนาร์โด ดา วินชี

ตามคำกล่าวของนักบุญเปาโลอัครทูตในหนังสือโครินธ์ 11:23–26 ระหว่างเสวยพระกระหารที่มีขนมปังและเหล้าองุ่น พระเยซูตรัสต่อสาวกว่า “จงดื่มเป็นที่ระลึกถึงเรา” เหตุการณ์อื่นและบทสนทนาบันทึกในพระวรสารสหทรรศน์และพระวรสารนักบุญยอห์น คริสต์ศาสนิกชนบางคนถือว่าเป็นรากฐานของศีลมหาสนิท

ถ้วยที่ใช้ใส่ไวน์บางทีก็เรียกว่าจอกศักดิ์สิทธิ์ (Holy Chalice) และเป็นหนึ่งในวรรณกรรมเกี่ยวกับเรื่องถ้วยศักดิ์สิทธิ์ (Holy Grail) ในปรัมปราวิทยาในศาสนาคริสต์

เมสสิยาห์

พระเมสสิยาห์ (อังกฤษ: Messiah; ฮีบรู: מָׁשִיַח มาซียาห์‎; แอราเมอิก: ܡܫܝܚܐ; กรีก: Μεσσίας; อาหรับ: مشيح‎) หมายถึง พระผู้ช่วยให้รอดตามความเชื่อในกลุ่มศาสนาอับราฮัม ได้แก่ศาสนายูดาห์ ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม

ในคัมภีร์ฮีบรูของศาสนายูดาห์ พระเมสสิยาห์ หมายถึง พระมหากษัตริย์หรือมหาปุโรหิต ซึ่งได้รับแต่งตั้งด้วยการเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ พระเมสสิยาห์อาจไม่ใช่ชาวยิวเสมอไป เช่น พระเจ้าไซรัสมหาราช ผู้ปลดปล่อยชาวยิวจากการเป็นเชลยก็ถือว่าเป็นพระเมสสิยาห์ด้วย ต่อมาความหมายของเมสสิยาห์เปลี่ยนไป ใช้หมายถึงกษัตริย์ยิวผู้ปกครองโลกในยุคสุดท้ายไปตลอดชั่วนิรันดร์ ตามความเชื่อและอวสานวิทยาของชาวยิว พระเมสสิยาห์จะเป็นคนในเชื้อสายดาวิดและได้เป็นผู้นำของชาวยิวในอนาคต ตลอดจนทั้งโลกในยุคพระเมสสิยาห์

คำว่า เมสสิยาห์ ตรงกับภาษากรีกว่า คริสตอส ซึ่งแปลว่า พระคริสต์ คริสต์ศาสนิกชนจึงใช้คำนี้เป็นสมัญญานามของพระเยซู เพราะเชื่อว่าพระผู้ช่วยให้รอดที่คัมภีร์ฮีบรูหรือคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมได้กล่าวถึงนั้น คือ พระเยซูคริสต์

ในตำราหะดีษของศาสนาอิสลามก็ระบุว่าอีซา (เยซู) บุตรนางมัรยัม (มารีย์) ก็คือนบีและมะซีฮ์ (เมสสิยาห์) ที่พระเป็นเจ้าทรงส่งมาช่วยวงศ์วานอิสราเอลตามพันธสัญญา และเชื่อว่าท่านจะกลับมายังโลกอีกครั้งพร้อมกับอิมามมะฮ์ดี และร่วมกันกำจัดมะซีห์ อัด-ดัจญาล (ศัตรูของพระคริสต์)

โธมัสอัครทูต

โธมัสอัครทูต (กรีก: Απόστολος Θωμάς อะโปสโตโลส ธอมัส) เป็นนักบุญและมรณสักขีในคริสต์ศาสนา เสียชีวิตเมื่อราว ค.ศ. 72 ใกล้เมืองเชนไนในประเทศอินเดีย นักบุญโธมัสเป็นหนึ่งในอัครทูตสิบสององค์ของพระเยซู ผู้เป็นที่รู้จักว่าเป็นผู้ที่ไม่เชื่อว่าพระเยซูคืนชีพหลังจากที่ทรงถูกตรึงกางเขนจริงเมื่อได้รับข่าว แต่เมื่อพระเยซูมาทรงปรากฏตัวโธมัสก็อุทานว่า “My Lord and my God” นักบุญทอมัสเป็นผู้เดียวในบรรดาอัครทูตที่ได้เดินทางไปเผยแพร่ศาสนานอกจักรวรรดิโรมัน รวมทั้งราชอาณาจักรเปอร์เชีย รัฐเกรละ (ในอินเดียปัจจุบัน) และประเทศจีน

พันธสัญญาเดิม
ดูเพิ่มพันธสัญญาเดิม
พันธสัญญาใหม่
ดูเพิ่มพันธสัญญาใหม่
ดูเพิ่ม

ภาษาอื่น

This page is based on a Wikipedia article written by authors (here).
Text is available under the CC BY-SA 3.0 license; additional terms may apply.
Images, videos and audio are available under their respective licenses.