พรรคอนุรักษนิยม (สหราชอาณาจักร)

พรรคอนุรักษนิยม (อังกฤษ: Conservative Party) หรือชื่อเดิมว่า พรรคอนุรักษนิยมและสหภาพนิยม คือพรรคการเมืองกลาง-ขวาในสหราชอาณาจักรที่ปฏิบัติตามหลักปรัชญาของลัทธิอนุรักษนิยมและลัทธิการรวมชาติบริเตน ซึ่งเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักรโดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในรัฐสภาจำนวน 330 คน สมาชิกสภาท้องถิ่นทั่วประเทศ 9,391 คน และเป็นพรรคการเมืองจากสหราชอาณาจักรที่มีที่นั่งในรัฐสภายุโรปมากที่สุดจำนวน 25 ที่นั่ง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากในสภาสามัญชนโดยมีหัวหน้าพรรคคือนางเทเรซา เมย์ เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคมักถูกเรียกขานว่า พรรคขุนนาง (Tory Party) หรือ พวกขุนนาง (Tories) พรรคอนุรักษนิยมก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2377 จากพรรคขุนนางเดิมซึ่งก่อตั้งในปี พ.ศ. 2221 พรรคเป็นหนึ่งในสองพรรคการเมืองหลักของสหราชอาณาจักรในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ร่วมกับฝ่ายเสรีนิยม โดยพรรคได้เปลี่ยนชื่อเป็นพรรคอนุรักษและสหภาพนิยมในปี พ.ศ. 2455 หลังจากการรวมกับพรรคเสรีสหภาพนิยม ซึ่งชื่อพรรคยังคงถูกเรียกขานเพียงสั้นๆ ว่าพรรคอนุรักษนิยม

ในช่วง พ.ศ. 2463 ความนิยมในฝ่ายเสรีนิยมลดลงอย่างมาก พรรคแรงงานจึงก้าวขึ้นมาเป็นพรรคคู่แข่งที่สำคัญ ตลอดช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านมาสหราชอาณาจักรมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคอนุรักษนิยมอยู่ในวาระรวม 57 ปี เช่น วินสตัน เชอร์ชิล (พ.ศ. 2483 - 2488 และ พ.ศ. 2494 - 2498) และมาร์กาเรต แทตเชอร์ (พ.ศ. 2522 - 2533) ซึ่งในสมัยของแทตเชอร์นี้เองที่นำพาประเทศสู่ระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมเข้มข้นและทำให้พรรคกลายเป็นผู้สนับสนุนตลาดเสรีและต่อต้านการรวมสหภาพยุโรป (Euroscepticism) มากที่สุดจากสามพรรคหลักของประเทศ พรรคได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งในปี พ.ศ. 2553 ภายใต้การร่วมของพรรคเสรีประชาธิปไตยและนายกรัฐมนตรีเดวิด แคเมอรอน[1][2][3]

ในรัฐสภายุโรป พรรคอนุรักษนิยมเป็นพรรคการเมืองจากสหราชอาณาจักรที่มีที่นั่งมากที่สุดจำนวน 25 ที่นั่ง ซึ่งเป็นที่นั่งในพรรคอนุรักษและปฏิรูปนิยมแห่งยุโรป (ซีอีอาร์) นอกจากนี้ยังเป็นสมาชิกองค์การต่อต้านสหภาพยุโรป พรรคมีที่นั่งมากที่สุดเป็นอันดับสามในรัฐสภาสกอตแลนด์และอันดับที่สองในสมัชชาแห่งเวลส์ มีพรรคพันธมิตรคือพรรคสหภาพนิยมแห่งอัลส์เตอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าพรรคการเมืองหลักของไอร์แลนด์เหนือ

Conservative Party
พรรคอนุรักษนิยม
หัวหน้าพรรคบอริส จอห์นสัน
ก่อตั้งพ.ศ. 2377 (ปัจจุบัน)
พ.ศ. 2221 (พรรคขุนนาง)
ที่ทำการพรรคเลขที่ 30 อาคารมิลแบงค์ เขตเวสต์มินสเตอร์, ลอนดอน, สหราชอาณาจักร
อุดมการณ์อนุรักษนิยม
สหภาพนิยม
แทตเชอร์นิยม
จุดยืนกลาง-ขวา
สีสีฟ้า
สภาสามัญชน
330 / 650
เว็บไซต์
เว็บไซต์ทางการ
การเมืองสหราชอาณาจักร
รายชื่อพรรคการเมือง
การเลือกตั้ง

อ้างอิง

  1. Rawnsley, Andrew (18 December 2005). "'I'm not a deeply ideological person. I'm a practical one'". The Observer. London. สืบค้นเมื่อ 26 February 2011.
  2. Shoffman, Marc (17 April 2006). "Cameron in the pink: Tory leader sees increased support in the gay community". Pink News. สืบค้นเมื่อ 26 February 2011.
  3. Eaglesham, Jean (17 April 2006). "Man in the News: Leader at the threshold". Financial Times. สืบค้นเมื่อ 26 February 2011.
การเลือกตั้งทั่วไปในสหราชอาณาจักร พ.ศ. 2522

การเลือกตั้งทั่วไปในสหราชอาณาจักร พ.ศ. 2522 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2522 ในการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคอนุรักษนิยมได้รับที่นั่ง 339 ที่นั่ง ซึ่งมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนที่นั่งในสภาสามัญชน ทำให้สามารถจะจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้เป็นสมัยแรกนับตั้งแต่พ่ายแพ้การเลือกตั้งเมื่อเดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2517 และทำให้มาร์กาเรต แทตเชอร์เป็นสตรีคนแรกที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ส่วนพรรคแรงงานได้รับที่นั่ง 269 ที่นั่ง พรรคเสรีนิยมได้รับที่นั่ง 11 ที่นั่ง

การเลือกตั้งทั่วไปในสหราชอาณาจักร พ.ศ. 2526

การเลือกตั้งทั่วไปในสหราชอาณาจักร พ.ศ. 2526 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2526 ในการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคอนุรักษนิยมได้รับที่นั่ง 397 ที่นั่ง ซึ่งมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนที่นั่งในสภาสามัญชน ทำให้สามารถจะจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน แม้ว่าเศรษฐกิจตกต่ำและการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ชัยชนะในสงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ และความระส่ำระสายของพรรคฝ่ายค้านทำให้ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดที่สุดนับตั้งแต่ พ.ศ. 2488 ส่วนพรรคแรงงานได้รับที่นั่ง 209 ที่นั่ง พรรคเสรีนิยมและพรรคสังคมประชาธิปไตยได้รับที่นั่งรวมกัน 23 ที่นั่ง

การเลือกตั้งทั่วไปในสหราชอาณาจักร พ.ศ. 2530

การเลือกตั้งทั่วไปในสหราชอาณาจักร พ.ศ. 2530 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2530 ในการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคอนุรักษนิยมได้รับที่นั่ง 376 ที่นั่ง ซึ่งมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนที่นั่งในสภาสามัญชน ทำให้สามารถจะจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน ส่วนพรรคแรงงานได้รับที่นั่ง 229 ที่นั่ง พรรคเสรีนิยมและพรรคสังคมประชาธิปไตยได้รับที่นั่งรวมกัน 22 ที่นั่ง

การเลือกตั้งทั่วไปในสหราชอาณาจักร พ.ศ. 2535

การเลือกตั้งทั่วไปในสหราชอาณาจักร พ.ศ. 2535 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2535 ในการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคอนุรักษนิยมได้รับที่นั่ง 336 ที่นั่ง ซึ่งมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนที่นั่งในสภาสามัญชน ทำให้สามารถจะจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้เป็นสมัยที่ 4 ติดต่อกัน นางมาร์กาเรต แทตเชอร์ได้ลาออกจากตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2533 เนื่องจากปัญหาภายในพรรคและการเสื่อมความนิยมจากนโยบายผู้มีสิทธิ์ออกเสียง (Poll Tax) ทำให้นายจอห์น เมเจอร์ชนะการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งแทน แม้ว่าผลสำรวจความคิดเห็นก่อนหน้านี้และหน้าคูหาจะระบุว่าพรรคแรงงานจะมีคะแนนนำ แต่ผลการเลือกตั้งกลับเป็นชัยชนะของพรรคอนุรักษนิยม ทำให้สำนักสำรวจความคิดเห็นเชื่อว่ากลุ่มคนที่ไม่ประสงค์ออกความคิดเห็นไม่กล้าบอกพรรคที่ตนเองชอบโดยเฉพาะผู้สนับสนุนพรรคอนุรักษนิยม การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคอนุรักษนิยมได้รับคะแนนเสียงสูงที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองสหราชอาณาจักร ส่วนพรรคแรงงานได้รับที่นั่ง 271 ที่นั่ง และพรรคเสรีประชาธิปไตยได้รับที่นั่ง 20 ที่นั่ง

การเลือกตั้งทั่วไปในสหราชอาณาจักร พ.ศ. 2540

การเลือกตั้งทั่วไปในสหราชอาณาจักร พ.ศ. 2540 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2540 ในการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคแรงงานได้รับที่นั่ง 418 ที่นั่ง ซึ่งมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนที่นั่งในสภาสามัญชน ทำให้สามารถจะจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้เป็นสมัยแรกในรอบ 18 ปี ภายใต้การนำพรรคของโทนี แบลร์ได้ปรับจุดยืนจากพรรคฝ่ายซ้ายเป็นพรรคสายกลางมากขึ้น สนับสนุนระบบตลาดเสรีมากขึ้น ประกอบกับคะแนนนิยมที่เสื่อมลงของพรรคอนุรักษนิยมในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจตั้งแต่ พ.ศ. 2535 ทำให้พรรคแรงงานได้รับชัยชนะมากที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งพรรคมา พรรครัฐบาลเดิมอย่างพรรคอนุรักษนิยมได้รับที่นั่ง 166 ที่นั่ง ซึ่งสูญเสียที่นั่งในสภาถึง 178 ที่นั่ง ทำให้พรรคไม่มี ส.ส.ในเวลส์และสกอตแลนด์ พรรคเสรีประชาธิปไตยได้รับที่นั่ง 46 ที่นั่ง

การเลือกตั้งทั่วไปในสหราชอาณาจักร พ.ศ. 2544

การเลือกตั้งทั่วไปในสหราชอาณาจักร พ.ศ. 2544 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2544 ในการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคแรงงานได้รับที่นั่ง 413 ที่นั่ง ซึ่งมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนที่นั่งในสภาสามัญชน ทำให้สามารถจะจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน ส่วนพรรคอนุรักษนิยมได้รับที่นั่ง 166 ที่นั่ง ทำให้นายวิลเลียม เฮก ลาออกจากหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยม และทำให้เขากลายเป็นหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยมคนแรกที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนับตั้งแต่ นายออสเตน เชมเบอร์เลน ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค และพรรคเสรีประชาธิปไตยได้รับที่นั่ง 52 ที่นั่ง

การเลือกตั้งทั่วไปในสหราชอาณาจักร พ.ศ. 2548

การเลือกตั้งทั่วไปในสหราชอาณาจักร พ.ศ. 2548 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2548 ในการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคแรงงานได้รับที่นั่ง 355 ที่นั่ง ซึ่งมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนที่นั่งในสภาสามัญชน ทำให้สามารถจะจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน พรรคอนุรักษนิยมได้รับที่นั่ง 198 ที่นั่ง พรรคเสรีประชาธิปไตยได้รับที่นั่ง 62 ที่นั่ง มากที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งพรรคมา

การเลือกตั้งทั่วไปในสหราชอาณาจักร พ.ศ. 2553

การเลือกตั้งทั่วไปในสหราชอาณาจักร พ.ศ. 2553 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 แม้ว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคอนุรักษนิยมจะได้รับที่นั่งในสภาสามัญชนมากที่สุด แต่ไม่สามารถได้ที่นั่งมากกว่า 325 ที่นั่งเพื่อที่จะจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ พ.ศ. 2517 และครั้งที่สองนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ที่รัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักรไม่สามารถมีรัฐบาลเสียงข้างมากได้ จึงเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย พรรครัฐบาลเดิมอย่างพรรคแรงงานสูญเสียที่นั่งในสภาถึง 90 ที่นั่ง และจากการทำผลสำรวจพรรคแรงงานได้คะแนนเสียงน้อยกว่าพรรคอนุรักษนิยมถึง 2 ล้านเสียง มีคะแนนเสียงเป็นลำดับที่สอง ส่วนพรรคเสรีประชาธิปไตยตามมาเป็นลำดับที่สาม สูญเสียที่นั่งในสภาไป 5 ที่นั่ง ซึ่งไม่ตรงตามผลการสำรวจของหลายสำนักก่อนหน้านี้ที่ชี้ว่าพรคคเสรีประชาธิปไตยจะได้รับที่นั่งในสภาเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามพรรคเสรีประชาธิปไตยก็ยังได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดนับตั้งแต่การก่อตั้งพรรคในปี พ.ศ. 2531 และมีโอกาสที่จะเป็นพรรคร่วมในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่ง 4 วันหลังจากการเลือกตั้งที่นายกอร์ดอน บราวน์ประกาศว่า "จะก้าวลงจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคแรงงานในเดือนกันยายน"

ในการเลือกตั้งครั้งนี้แตกต่างจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่าน ๆ มาในหลายกรณี เช่น พรรคกรีนได้รับที่นั่งในสภาสามัญชนเป็นครั้งแรกเช่นเดียวกับพรรคสหพันธ์, ร้อยละ 35 ของคะแนนเสียงลงให้กับพรรคย่อยอื่น ๆ ที่ไม่ใช่พรรคคู่แข่งหลักอย่างพรรคแรงงานและพรรคอนุรักษนิยม, มีผู้ออกมาลงคะแนนเสียงมากที่สุดนับตั้งแต่การเลือกตั้งในสหราชอาณาจักร พ.ศ. 2461, เป็นครั้งแรกที่ทั้งสามพรรคหลักลงแข่งขันโดยที่ผู้นำของพรรคทั้งสามไม่เคยนำการหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้ามาเลยสักครั้งนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 และเป็นครั้งแรกที่มีการจัดให้มีการโต้วาทีกันทางโทรทัศน์ของผู้นำจากทั้งสามพรรค

การเลือกตั้งทั่วไปในสหราชอาณาจักร พ.ศ. 2558

การเลือกตั้งทั่วไปในสหราชอาณาจักร พ.ศ. 2558 จัดเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2558 (โดยมีการออกเสียงลงคะแนนทางไปรษณีย์ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน) เพื่อเลือกตั้งรัฐสภาสหราชอาณาจักรที่ 56 ในการเลือกตั้งทั่วไปในสหราชอาณาจักร มีการออกเสียงลงคะแนนใน 650 เขตเลือกตั้งของสหราชอาณาจักรเพื่อเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาเข้าไปนั่งในสภาสามัญชนซึ่งเป็นสภาล่างของรัฐสภา หัวหน้าพรรคการเมืองหรือแนวร่วมพรรคการเมืองใหญ่สุดในสภาสามัญชนจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี มีการเลือกตั้งท้องถิ่นในวันเดียวกันในประเทศอังกฤษส่วนใหญ่ ยกเว้นเขตมหานครลอนดอน

นายกรัฐมนตรีก่อนการเลือกตั้ง คือ เดวิด คาเมรอนแห่งพรรคอนุรักษนิยม ซึ่งปกครองนับแต่การเลือกตั้งปี 2553 ในรัฐบาลผสมกับพรรคเสรีประชาธิปไตย การหยั่งเสียงทำนายการแข่งขันคู่คี่เพื่อเป็นพรรคการเมืองใหญ่สุดระหว่างพรรคอนุรักษนิยมและพรรคแรงงานซึ่งมีเอ็ด มิลลิแบนด์ (Ed Miliband) เป็นหัวหน้าพรรค โดยนักหยั่งเสียงทั้งหมดทำนายอย่างมั่นใจว่าจะไม่มีพรรคการเมืองใดได้ครองเสียงข้างมากหรือเกิดสภาแขวน (hung parliament) แต่ผลการเลือกตั้งจบลงโดยพรรคอนุรักษนิยมได้สมาชิกสภาสามัญชนเพิ่มขึ้นและกลายเป็นพรรคการเมืองใหญ่สุดด้วยเสียงข้างมาก ทำให้คาเมรอนเป็นนายกรัฐมนตรีต่อโดยไม่ต้องอาศัยรัฐบาลผสม

พรรคชาติสกอตได้ที่นั่งอย่างสำคัญในสกอตแลนด์ โดยได้สมาชิกสภาเพิ่มขึ้นอีก 50 คน รวมเป็น 56 จาก 59 ที่นั่งในสกอตแลนด์ ทำให้พรรคฯ เป็นพรรคการเมืองใหญ่สุดอันดับสามในสภาสามัญชน พรรคเสรีประชาธิปไตยเสียที่นั่งกว่า 48 ที่นั่ง และทำให้สัดส่วนคะแนนเสียงของพรรคลดลงแตะระดับต่ำสุดนับแต่การเลือกตั้งทั่วไปเดือนกุมภาพันธ์ 2517

การรณรงค์หาเสียงทำให้พรรคเอกราชยูเคเป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งได้สัดส่วนคะแนนเสียงสูงสุดเป็นอันดับสาม (12.9%) แต่ได้สมาชิกสภาเพียงคนเดียว แม้มีคะแนนเสียงของประชาชนเพิ่มขึ้นสูงสุดในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ เพิ่มขึ้น 9.5%

หลังการเลือกตั้ง เอ็ด มิลลิแบนด์ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคแรงงาน และนิก เคล็กก์ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย นิเกล ฟาราจ ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเอกราชยูเคหลังไม่สามารถชนะที่นั่งที่แทเน็ตเซาท์ แต่ถูกพรรคปฏิเสธ

การเลือกตั้งทั่วไปในสหราชอาณาจักร พ.ศ. 2560

การเลือกตั้งทั่วไปในสหราชอาณาจักร พ.ศ. 2560 จัดขึ้นในวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2560 เป็นการเลือกตั้งก่อนกำหนดสามปี หลังจากนายกรัฐมนตรีตัดสินใจที่จะยุบสภา เพื่อเลือกตั้งรัฐสภาสหราชอาณาจักรที่ 57 ในการเลือกตั้งทั่วไปในสหราชอาณาจักร มีการออกเสียงลงคะแนนใน 650 เขตเลือกตั้งของสหราชอาณาจักรเพื่อเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาเข้าไปนั่งในสภาสามัญชนซึ่งเป็นสภาล่างของรัฐสภา หัวหน้าพรรคการเมืองหรือแนวร่วมพรรคการเมืองใหญ่สุดในสภาสามัญชนจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี

นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยม ซึ่งดำรงตำแหน่งนี้หลังจากชนะการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคในปี พ.ศ. 2559 ภายหลังจากนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ลาออกจากตำแหน่งนายกฯและหัวหน้าพรรคเนื่องจากผลการลงประชามติที่ให้สหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป ซึ่งผลการเลือกตั้งทั่วไปเป็นชัยชนะของพรรคอนุรักษนิยมแต่จำนวนสมาชิกสภาของพรรคลดลงและทำให้เสียเสียงข้างมากในสภา จึงทำให้นางเมย์ต้องจัดรัฐบาลเสียงข้างน้อยโดยทำข้อตกลงกับพรรคสหภาพประชาธิปไตยในไอร์แลนด์เหนือเพื่ออาศัยเสียงสนับสนุนในการผ่านกฎหมายในสภา

ชาลส์ เวลสลีย์ ดยุกที่ 9 แห่งเวลลิงตัน

ชาลส์ เวลสลีย์ ดยุกที่ 9 แห่งเวลลิงตัน (อังกฤษ: Charles Wellesley, 9th Duke of Wellington)

ปีเตอร์ เบนเน็ต บารอนเบนเน็ตแห่งเอ็ดจ์บาสตันที่ 1

ปีเตอร์ เฟรเดอริก บลักเกอร์ เบนเน็ต บารอนเบนเน็ตแห่งเอ็ดจ์บาสตันที่ 1 (อังกฤษ: Peter Frederick Blaker Bennett, 1st Baron Bennett of Edgbaston) (16 เมษายน พ.ศ. 2423 - 27 กันยายน พ.ศ. 2500) รู้จักกันในชื่อ เซอร์ปีเตอร์ เบนเน็ต ระหว่างปี พ.ศ. 2484-พ.ศ. 2496 เป็นนักธุรกิจชาวอังกฤษและเป็นนักการเมืองพรรคพรรคอนุรักษนิยม

วิลเลียม คาเวนดีช มาร์ควิชแห่งฮาร์ธิงตัน

วิลเลียม จอห์น โรเบิร์ต "บิลลี" คาเวนดีช มาร์ควิชแห่งฮาร์ธิงตัน (อังกฤษ: William John Robert "Billy" Cavendish) (10 ธันวาคม พ.ศ. 2460 - 9 กันยายน พ.ศ. 2487) เป็นนักการเมืองชาวอังกฤษ เขาเป็นบุตรชายคนโตของเอ็ดวาร์ด วิลเลียม สเปนเซอร์ คาเวนดีช กับภรรยาของเขา แมรี อลิซ แกสคอยน์-เซซิล เขาเป็นสามีของแคทลีน แอกเนส "คิก" เคนเนดี น้องสาวของประธานาธิบดีในอนาคต จอห์น ฟิตซ์เจอรัลด์ "แจ็ก" เคนเนดี

เจมส์ สแตนนัป เอิร์ลสแตนนัปที่ 7

เจมส์ ริชาร์ด สแตนนัป, เอิร์ลที่ 13 แห่งเชสเตอร์ฟีลด์และเอิร์ลสแตนนัปที่ 7 (อังกฤษ: James Richard Stanhope, 13th Earl of Chesterfield and 7th Earl Stanhope) เป็นนักการเมืองพรรคอนุรักษนิยมชาวอังกฤษ

เซอร์ฟรานซิส โลว์ บารอนเน็ตที่ 1

เซอร์ฟรานซิส วิลเลียม โลว์ บารอนเน็ตที่ 1 (8 มกราคม พ.ศ. 2395 - 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2472) เป็นนักการเมืองพรรคอนุรักษนิยม เขาแต่งงานกับแมรี โฮลเดนและมีบุตรด้วยกัน 4 คน

เดวิด แคเมอรอน

เดวิด วิลเลียม ดอนัลด์ แคเมอรอน (อังกฤษ: David William Donald Cameron) เกิดเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ค.ศ. 1966 เป็นนักการเมืองชาวอังกฤษ อีกทั้งเดวิดยังดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 53 แห่งสหราชอาณาจักรตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 และเป็นหัวหน้าพรรค พรรคอนุรักษนิยม (สหราชอาณาจักร) (Conservative Party) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2005 และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประจำเขต Witney ใน Oxfordshire ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001แคเมอรอนจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีในสาขาวิชา ปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ (Philosophy, Politics and Economics หรือชื่อย่อ PPE) จาก Brasenose College มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด จากนั้นเขาได้เข้าร่วมทีมวิจัยของพรรคอนุรักษนิยมและเป็นที่ปรึกษาพิเศษให้กับนอร์แมน ลามองต์และไมเคิล ฮาเวิร์ด เขาเป็นหัวหน้าฝ่ายกิจการองค์กรในบริษัทสื่อ ที่ชื่อคาร์ลตันคอมมูนิเคชันส์เป็นเวลา 7 ปี เขาลงสมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภาสามัญชนในสแตฟฟอร์ด ในปี ค.ศ. 1997 แต่ไม่ได้รับเลือก ต่อมาในปี ค.ศ. 2001 ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาสามัญชนเขตวิตนีย์ในออกซฟอร์ดเชอร์ ต่อมาในปลายปี ค.ศ. 2005 ได้รับตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยม

หลังการเลือกตั้งทั่วไปในสหราชอาณาจักร พ.ศ. 2553 โดยพรรคอนุรักษ์นิยมได้คะแนนสูงสุด ทำให้คาแมรอนขึ้นนำเป็นนายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐบาลผสมระหว่างพรรคอนุรักษนิยม (Conservative Party) และ พรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democrats)เดวิด แคเมอรอนกลายเป็นนายกรัฐมนตรีที่อายุนับตั้งแต่โรเบริ์ต เจนคินสัน (ลอร์ด ลิเวอร์พูล) ในปี 1812

แคเมอรอนประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ว่าจะลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก่อนการประชุมใหญ่สามัญของพรรคอนุรักษนิยมในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน อันเป็นผลสืบเนื่องจากความพ่ายแพ้ของฝ่ายสนับสนุนให้อังกฤษอยู่ใน สหภาพยุโรป ต่อซึ่งมีเขาเป็นแกนนำภายหลังจาก การออกเสียงประชามติ โดยในวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 แคเมอรอนจะเข้าเฝ้า สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ที่ พระราชวังบัคกิงแฮม เพื่อยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งโดยในวันเดียวกันนาง เทเรซา เมย์ หัวหน้า พรรคอนุรักษ์นิยม จะเข้าเฝ้าเพื่อจุมพิตพระหัตถ์รับการแต่งตั้งเป็น นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร คนที่ 54

เนวิล เชมเบอร์ลิน

อาร์เธอร์ เนวิล เชมเบอร์ลิน (อังกฤษ: Arthur Neville Chamberlain) เป็นนักการเมืองพรรคอนุรักษนิยมชาวอังกฤษ เป็นนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรตั้งแต่พฤษภาคม ค.ศ. 1937 ถึงพฤษภาคม ค.ศ. 1940 เชมเบอร์ลินเป็นที่รู้จักกันดีที่สุดจากนโยบายจำยอมสละของเขา นโบบายนี้ถูกวิจารณ์ว่าเป็นสาเหตุทำให้นาซีเยอรมนีเข้มแข็งเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงนามความตกลงมิวนิกของเขาในปี 1938 ซึ่งยอมยกภูมิภาคซูเดเตนลันด์ที่ประชากรพูดภาษาเยอรมันของประเทศเชโกสโลวาเกียให้เยอรมนี ทว่าเมื่ออดอล์ฟ ฮิตเลอร์ยังคงก้าวร้าวโดยบุกครองโปแลนด์ บริเตนจึงประกาศสงครามต่อเยอรมนีเมื่อวันที่ 3 กันยายน 1939 และเชมเบอร์ลินนำบริเตนผ่านแปดเดือนแรกของสงครามโลกครั้งที่สอง

หลังทำงานในธุรกิจและการปกครองส่วนท้องถิ่นและให้หลังดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการราชการแห่งชาติช่วงสั้น ๆ ในปี 1916-1917 เชมเบอร์ลินตามบิดา โจเซฟ เชมเบอร์ลิน และพี่ชายต่างมารดา ออสเตน เชมเบอร์ลิน เป็นสมาชิกรัฐสภาในการเลือกตั้งทั่วไปปี 1918 ขณะอายุได้ 49 ปี เขาปฏิเสธตำแหน่งรัฐมนตรีผู้น้อย โดยคงเป็นผู้นั่งที่นั่งหลัง (backbencher) จนปี 1922 เขาได้รับเลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็วในปี 1923 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แล้วเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หลังรัฐบาลที่มีพรรคแรงงานนำอายุสั้น เขากลับมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ริเริ่มมาตรการปฏิรูปต่าง ๆ ตั้งแต่ปี 1924 ถึง 1929 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลแห่งชาติในปี 1921

เมื่อสแตนลีย์ บอล์ดวินเกษียณในเดือนพฤษภาคม 1937 เชมเบอร์ลินสืบตำแหน่งเขาเป็นนายกรัฐมนตรี ในตำแหน่งของเขาถูกครอบงำโดยปัญหานโยบายต่อประเทศเยอรมนีที่ก้าวร้าวเพิ่มขึ้น และการปฏิบัติของเขาที่มิวนิกเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวอังกฤษในเวลานั้น เมื่อฮิตเลอร์ยังคงก้าวร้าวต่อ เชมเบอร์ลินปฏิญาณจะพิทักษ์เอกราชของโปแลนด์หากโปแลนด์ถูกโจมตี ซึ่งเป็นพันธมิตรที่นำบริเตนเข้าสู่สงครามเมื่อเยอรมนีโจมตีโปแลนด์ในปี 1939

เชมเบอร์ลินลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 1940 หลังฝ่ายสัมพันธมิตรถูกบังคับให้ถอยจากนอร์เวย์ เพราะเขาเชื่อว่ารัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากทุกพรรคการเมืองสำคัญ และพรรคแรงงานและอนุรักษนิยมจะไม่เข้าร่วมรัฐบาลที่เขาเป็นหัวหน้า วินสตัน เชอร์ชิลล์สืบตำแหน่งเขาแต่เขายังเป็นที่เคารพอยู่มากในรัฐสภา โดยเฉพาะในหมู่อนุรักษนิยม ก่อนหน้าสุขภาพที่เลวจะบังคับให้เขาลาออก เขาเป็นสมาชิกสำคัญในคณะรัฐมนตรีสงครามของเชอร์ชิลล์ โดยเป็นหัวหน้าเมื่อเชอร์ชิลล์ไม่อยู่ เชมเบอร์ลินถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่หกเดือนหลังลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ภาษาอื่น

This page is based on a Wikipedia article written by authors (here).
Text is available under the CC BY-SA 3.0 license; additional terms may apply.
Images, videos and audio are available under their respective licenses.