บิลบอร์ดฮอต 100

บิลบอร์ดฮอต 100 (อังกฤษ: The Billboard Hot 100) เป็นชาร์ตอันดับซิงเกิลในวงการดนตรี ในสหรัฐที่วัดความนิยม ออกเป็นรายสัปดาห์โดยนิตยสารบิลบอร์ด โดยในการจัดอันดับวัดจากยอดการเปิดออกอากาศและยอดขาย โดยยอดขายประจำสัปดาห์นับยอดจากวันศุกร์ถึงวันพฤหัสบดี ขณะที่ยอดการออกอากาศนับจากวันจันทร์ถึงวันอาทิตย์ โดยชาร์ตอย่างเป็นทางการจะออกสู่สาธารณะทุกวันอังคาร ซึ่งหัวตารางของชาร์ตจะเป็นชาร์ตประจำสุดสัปดาห์ของวันเสาร์ถัดไป

ตัวอย่างเช่น

อันดับ 1 เพลงแรกของชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 คือเพลง "พัวร์ลิตเทิลฟูล" ของริกกี เนลสัน เมื่อ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1958 นับจนถึงฉบับลงวันที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ. 2019 ชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 มีเพลงที่ขึ้นอันดับ 1 แล้วทั้งหมด 1,086 เพลง โดยเพลงล่าสุดที่ขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ตนี้ได้แก่เพลง "ไฮเอสอินเดอะรูม" โดย ทราวิส สก็อตต์

BillboardLogo2013
โลโก้บิลบอร์ด

ประวัติ

ชาร์ตฮอต 100 นั้นมีมาเกือบ ก่อนหน้านั้นในช่วงทศวรรษ 1940 และ 1950 ซิงเกิลเพลงนิยมได้จัดอันดับจาก 3 ชาร์ตหลักคือ

  • ยอดขายดีที่สุดในร้านค้า (Best Sellers In Stores) - โดยจัดอันดับจากยอดขายซิงเกิลขายดีในร้านขาย ซึ่งมีการรายงานโดยร้านค้าทั่วสหรัฐ (20-50 อันดับ)
  • เพลงที่เล่นบ่อยที่สุดโดยดีเจ (Most Played By Jockeys) - จัดอันดับจากยอดหมุนเวียนออกอากาศทางสถานีวิทยุที่ถูกเปิดบ่อยที่สุดในสถานีวิทยุในสหรัฐ รายงานโดยดีเจและสถานีวิทยุ (20-50 อันดับ)
  • เพลงที่เปิดบ่อยที่สุดในเครื่องจู๊กบอกซ์ (Most Played In Jukeboxes) - จัดอันดับจากเพลงที่เล่นบ่อยที่สุดในเครื่องจู๊กบอกซ์ (20 อันดับ) ซึ่งถือเป็นการวัดระดับเพลงที่นิยมที่สุดกับคนรุ่นใหม่ของกลุ่มนักฟังเพลง ที่มีหลายสถานีวิทยุเพิ่มเพลงในเพลย์ลิสต์พวกเขามาหลายปี

บิลบอร์ดก็มีชาร์ตซิงเกิลยอดนิยม ที่รวมความสำคัญดังกล่าว (ยอดขาย, ยอดการออกอากาศ และบนจู๊กบอกซ์) โดยยึดจากคะแนนในระบบโดยให้กับยอดขายมากกว่ายอดออกอากาศทางวิทยุ และเมื่อสุดสัปดาห์ของ สัปดาห์ 12 พฤศจิกายน ค.ศ. 1955 บิลบอร์ดได้ตีพิมพ์ชาร์ตแรกเป็นครั้งแรก ในชื่อ The Top 100 ซึ่งก็ยังคงตีพิมพ์ 3 ชาร์ตที่เป็นคะแนนยอดขาย การออกอากาศและจู๊กบอกซ์เช่นกันควบคู่กับ Top 100 chart

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ค.ศ. 1957 บิลบอร์ดยกเลิกชาร์ตที่เล่นมากที่สุดบนจู๊กบอกซ์ ที่ความนิยมในจู๊กบอกซ์ลดลงและสถานีวิทยุได้รวมเพลงร็อกเพิ่มขึ้นในเพลย์ลิสต์ โดยในสุดสัปดาห์ของสัปดาห์ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1958 เป็นฉบับสุดท้ายที่พิมพ์ชาร์ตเพลงที่เล่นที่สุดโดยดีเจและ Top 100 charts โดยทั้งสองชาร์ตมีเพลง "Patricia" ของเปเรซ ปราโด ขึ้นอันดับ 1

บิลบอร์ดตีพิมพ์ชาร์ตในวันที่ 4 สิงหาคม ค.ศ. 1958 โดยได้รวมชาร์ตซิงเกิลทุกแนวเพลงเป็นครั้งแรกในชื่อ ฮอต 100[1] และถึงแม้จะมีความคล้ายคลึงกับ ท็อป 100 แต่ก็ถือว่าชาร์ตฮอต 100 เป็นการเริ่มต้นชาร์ตใหม่เป็นครั้งที่ 1 ซึ่งชาร์ตฮอต 100 ก็ได้กลายเป็นมาตรฐานให้กับวงการเพลงอย่างรวดเร็ว ในเวลาต่อมาบิลบอร์ดได้ยุติชาร์ตยอดขายในร้านค้าเมื่อ 13 ตุลาคม ค.ศ. 1958

บิลบอร์ดฮอต 100 ในปัจจุบันก็ยังคงเป็นมาตรฐานที่วัดระดับเพลงนิยมในสหรัฐ โดยชาร์ตฮอต 100 ได้นับคะแนนจากเพลงที่ออกอากาศและคะแนนจากยอดขาย (ทั้งในร้านค้าและยอดดิจิตอล)

อ้างอิง

  1. Billboard History billboard.com

แหล่งข้อมูลอื่น

คัมทูเกตเตอร์

"คัมทูเกตเตอร์" (อังกฤษ: Come Together) เป็นเพลงของวงเดอะบีตเทิลส์ ประพันธ์โดยจอห์น เลนนอนเป็นส่วนใหญ่ และมีเครดิตผู้แต่งว่า เลนนอน-แม็กคาร์ตนีย์ เพลงนี้เป็นเพลงเปิดตัวในอัลบั้มของเดอะบีตเทิลส์ ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1969 ที่ชื่อชุด Abbey Road หลังจากนั้น 1 เดือนจึงออกเป็นซิงเกิลหน้าเอคู่ กับเพลง "ซัมติง" เป็นซิงเกิลที่ 21 ในสหราชอาณาจักรและซิงเกิ้ลที่ 26 ในสหรัฐอเมริกา เพลงนี้ติดอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกา และสูงสุดอันดับ 4 ในสหราชอาณาจักร

บิลลี จีน

บิลลี จีน (อังกฤษ: Billie Jean) เป็นเพลงแดนซ์-ป็อป อาร์แอนด์บีโดยไมเคิล แจ็กสัน เพลงนี้แต่งโดยแจ็กสัน และโปรดิวซ์โดยควินซี โจนส์ บรรจุอยู่ในอัลบั้ม Thriller (1982) อัลบั้มที่หกของไมเคิล แจ็กสัน เนื้อเพลงกล่าวถึงประสบการณ์จริงของไมเคิล แจ็กสัน ที่ถูกคุกคามโดยแฟนเพลงสาว ที่เป็นผู้ป่วยทางจิตและอ้างว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ลูกแฝดของไมเคิล ในตอนแรก เพลงนี้เกือบไม่ได้บรรจุอยู่ในอัลบั้ม เนื่องจากควินซี โจนส์ไม่ชอบเพลงนี้ และเสนอแนะให้เปลี่ยนชื่อเพลง เพื่อไม่ให้ผู้ฟังสับสนว่าเนื้อเพลงกล่าวถึงบิลลี จีน คิง (Billie Jean King) นักเทนนิสหญิงอเมริกัน อดีตมืออันดับหนึ่งของโลก แต่แจ็กสันยังยืนยันที่จะให้บรรจุเพลงนี้ไว้ในอัลบั้ม เพลงนี้ถูกตัดเป็นซิงเกิลเมื่อวันที่ 2 มกราคม ค.ศ. 1983 เป็นเพลงที่สองในอัลบั้ม ขึ้นถึงอันดับหนึ่งจากการจัดอันดับของนิตยสารบิลบอร์ด และอยู่ในอันดับนาน 7 สัปดาห์

มิวสิกวิดีโอของเพลงบิลลี จีน ออกอากาศทางเอ็มทีวี ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นสถานีโทรทัศน์ช่องเล็ก ในครั้งแรกเอ็มทีวีปฏิเสธที่จะออกอากาศ เนื่องจากนโยบายการเหยียดผิว แต่ด้วยอิทธิพลของผู้บริหารของซีบีเอส ต้นสังกัดของไมเคิล แจ็กสัน เป็นผู้กดดันให้เอ็มทีวีต้องตัดสินใจยอมออกอากาศในที่สุด นับเป็นผลงานชิ้นแรกของศิลปินผิวดำที่ได้ออกอากาศผ่านทางเครือข่าย และได้รับความนิยม ทำให้สถานีนี้เริ่มได้รับความนิยม

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 1983 ไมเคิล แจ็กสันได้รับเชิญให้ร่วมแสดงดนตรีเนื่องในงานฉลองครบรอบ 25 ปีของโมทาวน์ Motown 25: Yesterday, Today, Forever เขาแสดงร่วมกันกับพี่ชายสี่คนจากเดอะ แจ็กสัน ไฟฟ์เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี แล้วจบท้ายด้วยการแสดงเดี่ยวกับเพลงบิลลี จีน โดยที่ไม่มีใครคาดหวัง ใครๆ ต่างก็คิดว่าไมเคิลจะเต้นด้วยท่าเต้นธรรมดา ในการแสดงครั้งนี้ไมเคิล แจ็กสันได้เต้นด้วยท่าแบ็กสไลด์ ต่อหน้าสาธารณชนเป็นครั้งแรก การแสดงท่าทางเหมือนเดินไปข้างหน้า แต่ในความเป็นจริงร่างกายกลับถอยไปข้างหลัง กลายเป็นความแปลกใหม่ ทำให้เขากลายเป็นที่สนใจต่อสาธารณชน สื่อมวลชนเรียกชื่อท่าเต้นนี้ว่า มูนวอล์ก (moonwalk) และกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขากลายเป็นศิลปินที่ได้รับความนิยมในระดับโลก การแสดงที่โมทาวน์ในคืนนั้น มีผู้ชมทางโทรทัศน์กว่า 50 ล้านคน ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเอมมี และยอดขายของอัลบั้ม Thriller สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จนติดอันดับอัลบั้มที่มียอดขายสูงที่สุดในโลก

บีตอิต

"บีตอิต" (อังกฤษ: Beat It) เป็นเพลงของนักร้องชาวอเมริกัน ไมเคิล แจ็กสันเขียนโดยแจ็กสันและผู้ร่วมโปรดิวซ์ ควินซี โจนส์ในผลงานสตูดิโออัลบั้มที่ 6 ชุด ทริลเลอร์ โจนส์มีความต้องการให้เพลงนี้เป็นเพลงร็อกแอนด์โรลของคนผิวดำ อย่างไรก็ตาม แจ็กสันก็ไม่เคยสนใจกับแนวเพลงนี้เลย โดยได้เอดดี้ วงแวนเฮเลน มาช่วยโซโลกีตาร์ให้ โดยเอดดี้ตอนรับสายโทรศัพท์จากโจนส์ นึกว่าเป็นเรื่องหลอกเล่นที่ชวนเขาให้มีส่วนร่วม เนื้อเพลง "บีตอิต" พูดถึงเกี่ยวกับ ความสิ้นหวังและการให้กำลังใจ

หลังจากที่ประสบความสำเร็จบนชาร์ตเพลงในชุด ทริลเลอร์ ต่อจากเพลง "The Girl Is Mine" และ "Billie Jean" "บีตอิต" ก็ออกขายเมื่อ 14 กมภาพันธ์ ค.ศ. 1983 เป็นซิงเกิ้ลที่ 3 ของอัลบั้มชุดนี้ เพลงประสบความสำเร็จทั้งแง่ยอดขายและเสียงวิจารณ์ กลายเป็นหนึ่งในซิงเกิ้ลขายดีที่สุดตลอดกาล ทั้ง "Billie Jean" และ "บีตอิต" ติดอันดับท็อป 5 ในเวลาเดียวกัน เพลงนี้มียอดขายยืนยันในระดับแผ่นเสียงทองคำขาวในปี 1989 รางวัลที่ได้รับ รวมถึง 2 รางวัลแกรมมี่ 2 รางวัลอเมริกันมิวสิกอวอร์ดส และยังมีชื่ออยู่ใน Music Video Producers Hall of Fame

มิวสิกวิดีโอเพลงนี้เป็นเหมือนภาพยนตร์สั้นที่แจ็กสันได้นำ 2 แก๊งค์ปะทะกันผ่านการเต้นที่ทรงพลัง เพลงนี้ยังถูกนำมาใช้เป็นแซมเพิลของศิลปินอื่น อย่างเช่น เฟอร์กี้ และฟอลล์เอาต์บอย เพลงนี้ยังถูกใช้ในการประชาสัมพันธ์โครงการต่อต้านการดื่มและขับรถ "บีตอิต" ก็ถือเป็นเพลงประจำตัวของไมเคิล แจ็กสันอีกเพลงหนึ่ง ที่เขาแสดงในทุกเวิลด์ทัวร์

ยูอาร์น็อตอะโลน

ยูอาร์น็อตอะโลน (อังกฤษ: You Are Not Alone) เป็นเพลงของนักร้องชาวอเมริกัน ไมเคิล แจ็กสัน จากอัลบั้ม HIStory โดยได้วางจำหน่ายในวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1995 โดยค่ายเพลงอีพิก ประพันธ์โดย โรเบิร์ต เคลลี และมีโปรดิวเซอร์โดย อาร์. เคลลี และไมเคิล แจ็กสัน

เพลงนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก และมีการบันทึกโลกกินเนสส์บุ๊คให้เป็นเพลงแรกในประวัติศาสตร์ในรอบ 37 ปีของ Billboard Hot 100 ที่เปิดตัวอันดับ 1 และยังจัดอยู่ในชาร์ตอันดับ 1 ใน 800 ของ Billboard Hot 100 pop singles chart

ร็อกวิธยู (เพลงไมเคิล แจ็กสัน)

"ร็อกวิธยู" (อังกฤษ: Rock with You) เป็นซิงเกิลออกขายเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 1979 เป็นซิงเกิลที่ 2 ของอัลบั้มที่ 5 ในฐานะศิลปินเดี่ยวของไมเคิล แจ็กสัน ในอัลบั้มที่ชื่อ Off the Wall เขียนโดยอดีตสมาชิกกลุ่ม ฮีตเวฟ ที่ชื่อร็อด เทมเพอร์ตัน เพลงนี้ทำให้แจ็กสันมีเพลงอันดับ 1 บนบิลบอร์ดฮอต 100 เป็นเพลงแรกในคริสต์ทศวรรษ 1980 และยังเป็นเพลงโด่งดังเพลงหนึ่งในท้าย ๆ ยุคดิสโก้ เพลงนี้ติดอันดับ 1 ทั้งชาร์ตซิงเกิลป็อปและอาร์แอนด์บี วิดีโอเพลงนี้เป็นภาพแจ็กสันเต้นในชุดเครื่องประดับอันแวววาว กับฉากหลังแสงเลเซอร์ จากข้อมูลบิลบอร์ดระบุเพลงนี้ถือเป็นอันดับ 4 ของเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปี 1980

วีเมดอิต

"วีเมดอิต" (อังกฤษ: We Made It) เป็นเพลงของนักร้องแร็ป บัสตา ไรมส์ ร่วมกับวงดนตรีร็อกชาวอเมริกัน ลิงคินพาร์ก เป็นเพลงที่เคยอยู่ในสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 8 ของบัสตา ไรมส์ แบ็กออนมายบี.เอส. แต่ได้ถูกตัดออกจากรายการเพลง เนื่องจากอัลบั้มนี้ได้ออกจำหน่ายผ่านหลาย ๆ ค่ายเพลงที่แตกต่างกัน โดยเพลง "วีเมดอิต" เป็นเพลงสุดท้ายของบัสตา ไรมส์ จากค่ายเพลงอินเตอร์สโคป และยังเป็นเพลงสุดท้ายที่ออกผลงานผ่านอาฟเตอร์แมทเอนเตอร์เทนเมนต์ เพลงนี้มีโปรดิวเซอร์ คือ คูลแอนด์เดร ด้วยกันกับโปรดิวเซอร์สบทบ ได้แก่ ไมค์ ชิโนะดะ และ แบรด เดลสัน จากลิงคินพาร์ก เพลงนี้ออกจำหน่ายในวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2551 เพลงนี้ได้เข้าสู่ชาร์ต บิลบอร์ด ฮอต 100 ในอันดับที่ 65

เซย์ เซย์ เซย์

เซย์ เซย์ เซย์ (อังกฤษ:Say Say Say) เป็นเพลงป็อปที่เขียนระหว่าง พอล แม็กคาร์ตนีย์ และไมเคิล แจ็กสัน มีโปรดิวเซอร์โดย จอร์จ มาร์ติน อยู่ในโซโลอัลบั้มที่ 5 ของแม็กคาร์ตนีย์ Pipes of Peace ในปี 1983 เพลงนี้ถูกบันทึกในระหว่างผลิตอัลบั้มในปี 1982 Tug of War ของแม็กคาร์ตนีย์ ประมาณ 1 ปีก่อนวางจำหน่ายเพลง "The Girl Is Mine" หลังจากวางจำหน่ายซิงเกิล "Say Say Say" ในเดือนตุลาคม 1983 ได้กลายเป็นซิงเกิลที่ 7 ของแจ็กสัน ที่ติดท็อปเท็นฮิตภายในปี

เดอร์ตีไดอานา

เดอร์ตี เดียน่า (อังกฤษ: Dirty Diana) เป็นเพลงของศิลปินชาวอเมริกันไมเคิล แจ็กสัน เป็นเพลงที่เก้าจากอัลบั้มสตูดิโอชุดที่เจ็ด "Bad" ออกจำหน่ายโดย อีพิกเรเคิดส์ เมื่อวันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 1988 เป็นเพลงที่นำเสนอเสียงฮาร์ตเตอร์ร็อคคล้ายกับ "Beat It" จากอัลบั้ม Thriller (1982) และกีตาร์โซโล่ที่เล่นโดย สตีฟ สตีเวนส์

เพลงแต่งโดยไมเคิล แจ็กสัน โปรดิวซ์โดยควินซี โจนส์ร่วมกับแจ็กสัน เป็นเนื้อเพลงที่เกี่ยวกรุ๊ปปีส์ (groupies) "Dirty Diana" มีจังหวะปานกลางและมีการเล่นในคีย์ของ G มิเรอร์

"Dirty Diana" ได้รับการชื่นชมจากนักวิจารณ์ดนตรีร่วมสมัย เป็นเพลงที่ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ทั่วโลกในปี ค.ศ. 1988 ขึ้นชาร์ตอันดับ 1 ของบิลบอร์ดฮอต 100 ในสหรัฐอเมริกา เพลงยังติดท็อป 10 ในหลายประเทศเช่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อิตาลี และนิวซีแลนด์ ในปี 2009 หลังจากการเสียชีวิตของแจ็กสันในเดือนมิถุนายน เพลงได้กลับเข้ามาใหม่ในชาร์ตเนื่องจากยอดขายดาวน์โหลดดิจิทัล มิวสิกวิดีโอสำหรับเพลง "Dirty Diana" ได้รับการถ่ายทำต่อหน้าผู้ชมสดและเปิดตัวในปี ค.ศ 1988

เดอะเวย์ยูเมกมีฟีล

เดอะเวย์ยูเมกมีฟีล (อังกฤษ:The Way You Make Me Feel) เป็นเพลงของนักร้องชาวอเมริกัน ไมเคิล แจ็กสัน เขียนและแต่งโดยแจ็กสัน ร่วมผลิตโดยวินซีโจนส์และแจ็กสัน วางจำหน่ายโดย Epic เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1987 เป็นซิงเกิลที่ 3 จากอัลบั้มสตูดิโอชุดที่เจ็ด "Bad"

นอกเหนือจากการปรากฏในอัลบั้มแบด เพลงยังได้รับการบรรจุอยู่ในอัลบั้มรวมเพลงชุดแรกของแจ็กสัน "HIStory: Past, Present and Future, Book I" ในปี 1995 อัลบั้ม "Number Ones" ในปี 2003 "The Ultimate Collection" ในปี 2004 "The Essential Michael Jackson" ในปี 2005 "Visionary: The Video Singles" ในปี 2006 และ "Michael Jackson's This Is It" ในปี 2009 เพลง "The Way You Make Me Feel" ยังเป็นเพลงที่ได้รับการคัฟเวอร์จากศิลปินเป็นจำนวนมาก

เพลงได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์ร่วมสมัย "The Way You Make Me Feel" กลายเป็นซิงเกิลที่สามที่ขึ้นสูงสุดอันดับ 1 ติดต่อกันบน Billboard Hot 100 และขึ้นชาร์ตท็อป 10 และท็อป 20 ทั่วโลก มิวสิกวิดีโอเพลง "The Way You Make Me Feel" ได้รับการปล่อยตัวเป็นเรื่องราวที่แสดงให้เห็นถึงการติดตามและการเต้นรำของแจ็กสัน กับอดีตนางแบบ Tatiana Thumbtzen นับตั้งแต่เปิดตัว มิวสิควิดีโอนั้นได้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลต่อเนื้อหาของศิลปินคนอื่น ๆ เพลงนี้ได้รับการดำเนินการในทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลกของแจ็กสันในฐานะศิลปินเดี่ยว และได้รับการวางแผนที่จะนำมาแสดงในระหว่าง "This Is It" ตั้งแต่ปี 2009 ถึง 2010 ผลงานการแสดงสดของแจ็กสันที่มีชื่อเสียง ได้แก่ การแสดงในพิธีมอบรางวัลแกรมมี่ในปี ค.ศ 1988

เบรกกิงเดอะแฮบิต

"เบรกกิงเดอะแฮบิต" (อังกฤษ: Breaking the Habit) เป็นเพลงของวงดนตรีร็อกชาวอเมริกัน ลิงคินพาร์ก ออกจำหน่ายเป็นซิงเกิลที่ห้าจากสตูดิโออัลบั้มชุดที่สองของวง เมทีโอรา เป็นซิงเกิลที่ห้าจากอัลบั้มที่เข้าสู่อันดับ 1 ในชาร์ตบิลบอร์ด โมเดิร์นร็อกแทร็ก และเป็นซิงเกิลที่สามจากอัลบั้มที่ติดอันดับ 1 ในชาร์ตเมนสตรีมร็อกแทร็กส์ และติดอันดับที่ 20 ในชาร์ต บิลบอร์ดฮอต 100

เบ็น (เพลง)

เบ็น (อังกฤษ: Ben หรือ Ben's Song) เป็นเพลงที่แต่งโดย ดอน แบล็ก และวอลเทอร์ ชาร์ฟ ขับร้องโดยไมเคิล แจ็กสันในวัย 14 ปี เมื่อ ค.ศ. 1972 เพื่อเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน และปรากฏอยู่ในอัลบั้ม เบ็น อัลบั้มเดี่ยวอัลบั้มที่สองของแจ็กสัน ซิงเกิลเพลงนี้ขึ้นถึงอันดับหนึ่งในสหรัฐอเมริกา จากการจัดอันดับโดยนิตยสารบิลบอร์ด เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ซิงเกิลนี้เป็นซิงเกิลแรกในจำนวน 13 ซิงเกิลของแจกสัน ที่ขึ้นถึงอันดับหนึ่ง (ก่อนหน้านั้นมีซิงเกิล I Want You Back, ABC, The Love You Save และ I'll Be There ที่ติดอันดับในปี 1970 ในฐานะสมาชิกวงเดอะแจ็กสันไฟฟ์) และทำให้เขาเป็นศิลปินที่อายุน้อยที่สุดอันดับที่สาม ทีมีซิงเกิลติดอันดับหนึ่งเป็นครั้งแรก (รองจากสตีวี วันเดอร์ และดอนนี ออสมอนด์)

เพลงเบ็น กล่าวถึงหนูชื่อ "เบ็น" ใช้เป็นเพลงนำในภาพยนตร์ปี 1972 เกี่ยวกับมิตรภาพระหว่างเด็กชายคนหนึ่ง กับหนูที่ฉลาดและมีพลังจิตที่เป็นสัตว์เลี้ยงและเป็นเพื่อนเพียงตัวเดียว เป็นภาพยนตร์ภาคต่อของเรื่อง Williard ในปี 1971 เป็นภาพยนตร์เขย่าขวัญเกี่ยวกับหนูที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด และได้รับการฝึกฝนให้ทำร้ายมนุษย์ เดิมเพลงนี้แต่งขึ้นเพื่อให้ดอนนี ออสมอนด์ เป็นผู้ขับร้อง แต่ออสมอนด์ติดการแสดงทัวร์คอนเสิร์ต จึงให้แจ็กสันเป็นขับร้องผู้บันทึกเสียงแทน

เพลงเบ็นได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รางวัลลูกโลกทองคำ และรางวัลออสการ์

แบด (เพลงไมเคิล แจ็กสัน)

"แบด" (อังกฤษ: Bad) เป็นเพลงของนักร้องชาวอเมริกัน ไมเคิล แจ็กสัน วางจำหน่ายโดย Epicในวันที่ 7 กันยายน ค.ศ. 1987 เป็นซิงเกิลที่ 2 จากอัลบั้มสตูอืโอชุดที่ 7 แบด ในชื่อเดียวกัน เพลงแต่งโดยไมเคิล แจ็กสัน ผลิตโดยควินซี โจนส์ร่วมกับแจ็กสัน แจ็กสันกล่าวไว้ว่าเพลงนี้ได้รับอิทธิพลมาจากเรื่องราวในชีวิตจริงที่เขาได้อ่านเกี่ยวกับชายหนุ่มที่พยายามหลบหนีความยากจนโดยการเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนแต่จบลงด้วยการถูกฆ่าเมื่อเขากลับบ้าน

"แบด" ได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักวิจารณ์เพลงร่วมสมัย นักวิจารณ์บางคนบอกว่า "Bad" ช่วยสนับสนุนภาพลักษณ์ของแจ็กสันให้กลายเป็นเอ็ดเกอร์ เพลงขึ้นถึงอันดับหนึ่งในชาร์ต Billboard Hot 100 และคงอยู่เป็นเวลาสองสัปดาห์ กลายเป็นซิงเกิลที่สองจากอัลบั้มที่ขึ้นอันดับหนึ่ง เพลงนี้ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ทั่วโลกโดยอยู่ในอันดับต้น ๆ จาก 11 ประเทศ และยังอยู่ในชาร์ตท็อป 5 ในสหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, อิตาลี, นอร์เวย์, สวิสเซอร์แลนด์และสวีเดน เพลงยังขึ้นอันดับหนึ่งในเนเธอร์แลนด์และชาร์ตยุโรป

มิวสิควิดีโอเวอร์ชั่นเต็มของ "Bad" ได้รับการปล่อยตัวในเดือนสิงหาคมปี 1987 และออกอากาศเป็นช่วงเวลาพิเศษอย่างยิ่งของซีบีเอส กำกับโดย Martin Scorsese และร่วมแสดงโดยเวสลีย์ สไนป์ในการปรากฏตัวครั้งแรกของเขา วิดีโอที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์ West Side Story แสดงให้เห็นถึงแจ็กสันและกลุ่มนักเต้นที่วางภาพเป็นพวกแก๊งนักเต้นข้างถนนอยู่ในสถานีรถไฟใต้ดิน

แบล็กออร์ไวต์

"แบล็กออร์ไวต์" (อังกฤษ: Black or White) เป็นซิงเกิลแรกจากอัลบั้ม เดนเจอรัส ของไมเคิล แจ็กสัน ออกจำหน่ายเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2534 ถือเป็นซิงเกิลเพลงร็อกที่ขายดีที่สุดในคริสต์ทศวรรษ 1990[ต้องการอ้างอิง] "แบล็กออร์ไวต์" มีส่วนผสมแนวเพลงฮาร์ดร็อก แดนซ์และแร็ป แต่โดยพื้นฐานเป็นฮาร์ดร็อกเหมือนอย่างเพลง "บีตอิต"เพลงประพันธ์และเรียบเรียงโดยแจ็กสัน กับท่อนแร็ปที่เขียนโดยบิลล์ บอตเทรลล์ เป็นเพลงที่มีเนื้อหาเพื่อสร้างเสริมความเป็นหนึ่งเดียวของชาติพันธุ์ โดยมีท่อนริฟฟ์ นำมาจากเพลง "Hurts So Good" ของจอห์น เมลเลนแคมป์ โดยได้สแลชมือกีตาร์และบิลล์ บอตเทรลล์มาช่วย

เพลงนี้ติดอันดับ 1 ในชาร์ต บิลบอร์ดฮอต 100 และ ยูเคซิงเกิลส์ชาร์ต และอีก 18 ประเทศทั่วโลก

แมนอินเดอะมิรเรอร์

"แมนอินเดอะมิรเรอร์" (อังกฤษ: Man in the Mirror) เป็นเพลงของไมเคิล แจ็กสัน ที่ขึ้นสูงสุดในสหรัฐอเมริกาที่อันดับ 1 เมื่อออกเป็นซิงเกิลในช่วงฤดูใบไม้ผลิในปี 1988 เป็นผลงานจากอัลบั้มเดี่ยวชุดที่ 7 Bad เพลงนี้ถือเป็นหนึ่งในเพลงที่ได้รับเสียงวิจารณ์ที่ดีที่สุดและยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่สาขาแผ่นเสียงแห่งปี เพลงติดอันดับ 1 บนบิลบอร์ดฮอต 100 เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ส่วนในสหราชอาณาจักรสูงสุดที่อันดับ 21 และถือเป็นซิงเกิลเดียวในอัลบั้ม แบด ที่ไม่ติดท็อป 20 อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ค.ศ. 2009 หลังจากไมเคิล แจ็กสันเสียชีวิตแล้ว เพลงนี้ก็กลับเข้าชาร์ตใหม่สูงสุดที่อันดับ 2

แอมยัวร์แองเจิล

"แอมยัวร์แองเจิล" (อังกฤษ: I'm Your Angel) คือบทเพลงผสานเสียงของเซลีน ดิออน และอาร์. เคลลี จากอัลบั้ม ดีสอาร์สเปเชียลไทม์ส ของเซลีน ดิออน และอัลบั้ม อาร์ ของ อาร์. เคลลี ออกจำหน่ายเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541

เพลงนี้คือผลงานการประพันธ์ และอำนวยการสร้างของอาร์ เคลลี มิวสิกวิดีโอ เพลง "แอมยัวร์แองเจิล" อำนวยการสร้างโดย Bille Woodruff ปฐมทัศน์เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2541 ซึ่งมี 2 แบบ แบบแรกคือแบบที่ศิลปินทั้งสองทำการบันทึกเสียงในห้องบันทึกเสียง และแบบที่ 2 ถ่ายทำในสตูดิโอ ซึ่งในแบบนี้ได้บรรจุลงในดีวีดีรวมมิวสิกวิดีโอ ออลเดอะเวย์... อะดิเคดออฟซองแอนด์วิดีโอ

ซิงเกิลนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก ในการขึ้นชาร์ตครั้งแรก สามารถไต่อันดับสู่อันดับที่ 1 ในชาร์ตบิลบอร์ดเพลงยอดนิยม 100 เพลง เป็นเวลากว่า 6 สัปดาห์ "แอมยัวร์แองเจิล" อยู่บนชาร์ตเพลงร่วมสมัยอันดับ 1 กว่า 12 สัปดาห์ และอันดับ 1 ถึง 6 สัปดาห์ในชาร์ตยอดขายซิงเกิลยอดนิยม 100 เพลง และอันดับที่ 22 ในชาร์ตบิลบอร์ดแอร์เพล "แอมยัวร์แองเจิล" ครองอันดับ 1 เป็นเวลา 1 สัปดาห์ของเออาร์ซีวีคลี ยอดนิยม 40 อันดับ ยอดขายซิงเกิลนี้กว่า 1,412,000 แผ่นในสหรัฐอเมริกา (พลาตตินัม), 35,000 แผ่นในออสเตรเลีย (โกลด์), 263,000 แผ่นในสหราชอาณาจักร (ซิลเวอร์) "แอมยัวร์แองเจิล" ขึ้นสู่อันดับสูงสุดที่ 3 ในสหราชอาณาจักร และชาร์ตยูไนเต็ดเวิลด์ และที่ 5 ในยุโรป

โดนต์สต็อปทิลยูเก็ตอินัฟ

โดนต์สต็อปทิลยูเก็ตอินัฟ (อังกฤษ: Don't Stop 'Til You Get Enough) เป็นเพลงของนักร้องชาวอเมริกัน ไมเคิล แจ็กสัน เป็นซิงเกิลแรกในสตูดิโออัลบั้มที่ 5 Off the Wall เขียนโดยไมเคิล แจ็กสัน เป็นเพลงที่บันทึกเสียงเดี่ยวครั้งแรกของแจ็กสัน ซึ่งมีความคิดสร้างสรรค์เป็นหลัก แจ็กสันกล่าวว่าเนื้อเพลงของเพลงที่ไม่ได้มีการอ้างอิงถึงเพศสัมพันธ์ แต่อาจจะเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้คนต้องการให้พวกเขาเกี่ยวไปด้วย

โดนต์สต็อปทิลยูเก็ตอินัฟ เป็นซิงเกิลแรกของแจ็กสันที่ติดอันดับ 1 ของ US บิลบอร์ดฮอต 100 ในเจ็ดปี และเป็นครั้งแรกที่เพลงติดอันดับ 1 ของชาร์ตซิงเกิลโซล ยังคงติดอันดับ 1 ของบิลบอร์ดฮอต 100 ในหนึ่งสัปดาห์ ชาร์ตเพลงอยู่ใน 10 อันดับของชาร์ตทั่วโลก

โรลลิงอินเดอะดีป

"โรลลิงอินเดอะดีป" (อังกฤษ: Rolling in the Deep) เป็นเพลงของนักร้อง-นักแต่งเพลงชาวอังกฤษ อะเดล จากสตูดิโออัลบั้มลำดับที่สอง 21 เพลงนี้แต่งโดยอะเดล และพอล เอปเวิร์ท ออกจำหน่ายเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ซึ่งเป็นซิงเกิลแรกจากอัลบั้ม 21 ที่เป็นรูปแบบจิตอลดาวน์โหลด

"Rolling in the Deep" ได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์เพลงและเป็นตัวแทนของ Adele ผลักดันให้เธอประสบความสำเร็จทั่วโลก เพลงของเธอติดชาร์จอันดับหนึ่งใน 11 ประเทศและอีก 5 อันดับแรกในภูมิภาคอื่น ๆ อีกมากมาย เป็นเพลงแรกของAdeleที่ติดอันดับ1ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งจุดสูงสุดในชาร์ตบิลบอร์ดจำนวนมากรวมทั้ง Billboard Hot 100 "Rolling in the Deep" มียอดขายกว่า 8.7 ล้านชุดในสหรัฐอเมริกา ทำให้เป็นเพลงดิจิตอลที่ขายดีที่สุดโดยศิลปินหญิงในสหรัฐอเมริกา ขณะที่ในปี พ.ศ. 2561 "Rolling in the Deep" มียอดขายกว่า 20.6 ล้านแผ่นทั่วโลกทำให้เป็นหนึ่งในซิงเกิ้ลดิจิตอลที่ขายดีที่สุดตลอดกาล เดือนกรกฎาคมวิดีโอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง7รางวัลMTV MUSIC AWARD ซึ่งทำให้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลมิวสิกวิดีโอยอดเยี่ยมแห่งปี วิดีโอที่ได้รับรางวัลสามรางวัล: : Best Editing, Best Cinematography และ Best Art Direction

"Rolling in the Deep" ยังเป็น Billboard Year End Hot 100 หมายเลขหนึ่งเดียวของปี 2011 ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2012 "Rolling in the Deep" ได้รับรางวัลแกรมมี่สามรางวัลในการบันทึกเพลงยอดเยี่ยมแห่งปีและบทคัดย่อที่ดีที่สุด มิวสิกวิดีโอ นักวิจารณ์และผู้จัดพิมพ์เพลงติดอันดับเพลงในรายการสิ้นปี "Rolling in the Deep" เป็นเพลงอันดับ 4 ของชาร์ท Billboard Year-End Hot 100 singles chart และได้รับรางวัลแกรมมี่อวอร์ดเร็กคอร์ดแห่งปีและเพลงยอดเยี่ยมแห่งปีในปีเดียวกันหลังจาก "Bridge over Troubled Water" โดย Simon & Garfunkel ในปี 1970/1971, "The First Time Ever I Saw Your Face" โดย Roberta Flack ในปี 1972/1973, and "Bette Davis Eyes" โดย Kim Carnes ในปี 1981/1982

ไอจัสต์แคนต์สต็อปเลิฟวิงยู

ไอจัสต์แคนสต็อปเลิฟวิงยู (อังกฤษ: I Just Can't Stop Loving You) เป็นเพลงยอดนิยมโดยนักร้อง ไมเคิล แจ็กสัน เนื้อร้องโดย ไซเดช การ์เรตต์ เป็นซิงเกิลแรกในอัลบั้มที่ 7 ของไมเคิล แจ็กสัน Bad เขาได้ครีเอดเป็น "Todo Mi Amor Eres Tú" เพลงเวอร์ชันภาษาสเปน นอกจากนี้ยังมีเวอร์ชันภาษาฝรั่งเศสของเพลงที่เรียกว่า "Je Ne Veux Pas La Fin De Nous" ซึ่งเป็นจุดเด่นของ Bad 25 เขียนและแต่งเพลงโดยแจ็คสัน เดิมที่ตั้งใจเดิมที่จะเป็นคู่ระหว่างแจ็คสันและผู้หญิงที่เขาเลือกทั้ง Barbra Streisand หรือ Whitney Houston แม้ว่า Even Aretha Franklin และ Agnetha Fältskog (เดิมคือ ABBA) ถูกนำเสนอในเพลง แต่ทั้งสี่มีภาระหน้าที่อื่น ๆ

ภาษาอื่น

This page is based on a Wikipedia article written by authors (here).
Text is available under the CC BY-SA 3.0 license; additional terms may apply.
Images, videos and audio are available under their respective licenses.