บิลบอร์ด

บิลบอร์ด (อังกฤษ: Billboard) เป็นนิตยสารทางด้านเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเพลงฉบับหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีลักษณะของชาร์ทเพลงและอัลบั้ม ออกเป็นรายสัปดาห์ โดยนิตยสารฉบับนี้จะมีตารางจัดอันดับเพลงและอัลบั้มยอดนิยมตามแนวเพลงในแต่ละสัปดาห์ แต่ตารางอันดับเพลงซึ่งคนทั่วโลกเป็นที่รู้จักมากที่สุดคือ "Billboard Hot 100" ชาร์ทเพลงอันดับ 1 ของโลก เป็นการจัดอันดับเพลง 100 อันดับ โดยไม่แบ่งประเภทหรือแนวเพลง และอีกตารางคือ "Billboard 200" ซึ่งเป็นการจัดอันดับอัลบั้มที่มียอดจำหน่ายสูงสุด 200 อัลบั้มตามผลสำรวจ

บิลบอร์ด
BillboardChartsLogo
ประเภท นิตยสารดนตรี
นิตยสารราย สัปดาห์
ยอดพิมพ์ 16,327
วันจำหน่ายฉบับแรก 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1894
บริษัท Prometheus Global Media
ประเทศ Flag of the United States สหรัฐ
เมือง นครนิวยอร์ก, รัฐนิวยอร์ก, สหรัฐอเมริกา
ภาษา อังกฤษ
เว็บไซต์ billboard.com
หมายเลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร (ISSN) 0006-2510

ประวัติ

เริ่มก่อตั้งตั้งแต่ปี ค.ศ. 1894 โดย วิลเลียม เอช โดนัลด์สัน และ เจมส์ เอช เฮนเนแกน ในตอนแรกจะเป็นหนังสือรายเดือนเกี่ยวกับการค้าสำหรับการลงประกาศโฆษณา ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ใช้ชื่อว่า “บิลบอร์ด” จากนั้นอีกไม่กี่ปี ทางบิลบอร์ดจึงเพิ่มเรื่องข่าวเกี่ยวกับกิจกรรมกลางแจ้งเข้าไป ซึ่งสุดท้ายแล้ว บิลบอร์ดก็กลายเป็นแหล่งประชาสัมพันธ์สำหรับบรรดา ละครสัตว์ เทศกาลคาร์นิวัล งานรื่นเริง และกิจกรรมบันเทิงต่างๆเป็นส่วนมาก

ในนิตยสารฉบับวันที่ 9 มกราคม ค.ศ. 1961 ทางนิตยสารบิลบอร์ดได้หันมาเสนอข่าวเกี่ยวกับอุตสาหกรรมดนตรีเพียงอย่างเดียว โดยได้ยกส่วนที่เป็นกิจกรรมบันเทิงต่างๆไปไว้ที่นิตยสารเล่มใหม่ชื่อ “Amusement Business” (ปัจจุบันยังคงมีอยู่) พร้อมกันนั้น ทางบิลบอร์ดยังได้เปลี่ยนชื่อเป็น Billboard Music Week แต่ในอีก 2 ปี ทางนิตยสารก็กลับมาใช้ชื่อ Billboard ตามเดิมจนถึงปัจจุบัน

บิลบอร์ดชาร์ต

เริ่มมีชาร์ตเพลงเมื่อฉบับ 4 มกราคม ค.ศ. 1936 จัดอันดับในลักษณะของ Hit Parade[1] และในฉบับ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1940 ก็ถูกจัดอันดับในชาร์ตเพลงที่เป็นที่นิยมเป็นครั้งแรก จนกระทั่งใน ค.ศ. 1958 อันดับเพลง บิลบอร์ดฮอต 100 ก็ถูกตีพิมพ์โดยคำนวณจากยอดการออกอากาศและยอดขายซิงเกิล ศิลปินที่ประสบความสำเร็จในบิลบอร์ดชาร์ต เช่น เดอะบีตเทิลส์, มารายห์ แครี, เอลวิส เพรสลีย์, มาดอนน่า, ไมเคิล แจ็กสัน, บิง ครอสบี, ไดอาน่า รอสส์, เจเน็ท แจ็กสัน‎ และเอลตัน จอห์น

บิลบอร์ดในปัจจุบันได้ครอบคลุมอันดับดีวีดี ยอดการขายวิดีโอ รวมถึงการดาวน์โหลดเพลง นอกจากนั้นยังมีข้อมูลข่าวสาร และบทความเห็นของผู้คร่ำหวอดในวงการอย่างค่ายเพลงหรือดีเจ ทั้งนี้บิลบอร์ดก็ยังเป็นที่คงเลื่องชื่อเกี่ยวกันอันดับเพลงอยู่

อ้างอิง

  1. 4 มกราคม ค.ศ. 1936 ในประวัติ

แหล่งข้อมูลอื่น

คัมทูเกตเตอร์

"คัมทูเกตเตอร์" (อังกฤษ: Come Together) เป็นเพลงของวงเดอะบีตเทิลส์ ประพันธ์โดยจอห์น เลนนอนเป็นส่วนใหญ่ และมีเครดิตผู้แต่งว่า เลนนอน-แม็กคาร์ตนีย์ เพลงนี้เป็นเพลงเปิดตัวในอัลบั้มของเดอะบีตเทิลส์ ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1969 ที่ชื่อชุด Abbey Road หลังจากนั้น 1 เดือนจึงออกเป็นซิงเกิลหน้าเอคู่ กับเพลง "ซัมติง" เป็นซิงเกิลที่ 21 ในสหราชอาณาจักรและซิงเกิ้ลที่ 26 ในสหรัฐอเมริกา เพลงนี้ติดอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกา และสูงสุดอันดับ 4 ในสหราชอาณาจักร

งานประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 90

งานประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 90 เป็นงานประกาศมอบรางวัลที่จัดขึ้นโดยสถาบันศิลปะและวิชาการทางภาพยนตร์สำหรับภาพยนตร์ที่เข้าฉายในปี พ.ศ. 2560 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2561 ณ โรงมหรสพดอลบีเธียเตอร์ ในฮอลลีวูด, รัฐแคลิฟอร์เนีย

บิลบอร์ด 200

บิลบอร์ด 200 (อังกฤษ: Billboard 200) เป็นชาร์ตอันดับเพลง 200 อันดับของนิตยสารบิลบอร์ด ที่รายงานยอดขายสูงสุดของอัลบั้มเพลงและอีพีในสหรัฐ ตีพิมพ์เป็นรายสัปดาห์ รายงานความนิยมของศิลปินหรือกลุ่มศิลปิน

ชาร์ตยึดจากยอดขาย (ทั้งส่วนจากร้านค้าและดิจิทัลดาวน์โหลด) ของอัลบั้มในสหรัฐ ยอดขายประจำสัปดาห์จะนับจากวันจันทร์และสิ้นสุดวันอาทิตย์ ชาร์ตใหม่จะตีพิมพ์ในวันพฤหัสในฉบับของวันเสาร์ถัดไป

ตัวอย่าง:จันทร์ 1 มกราคม — เริ่มนับยอดขายประจำสัปดาห์

อาทิตย์ 7 มกราคม — สิ้นสุดนับยอดขายประจำสัปดาห์

พฤหัส 11 มกราคม — ชาร์ตใหม่ตีพิมพ์ในฉบับวันเสาร์ที่ 20 มกราคมโดยทั่วไปแล้วสินค้า อัลบั้มเพลงจะออกวางขายในตลาดอเมริกันวันอังคาร ส่วนการดาวน์โหลดแบบดิจิตอลก็จะรวมเข้าไปในตารางบิลบอร์ด 200 ด้วย ตราบใดที่ขายทั้งอัลบั้ม อัลบั้มที่ไม่ได้ขายในร้านค้าในสหรัฐ (ยังไม่รวมถึงการขายแบบนำเข้า) ก็จะไม่นับเข้าชาร์ต และจากนโยบายอันยาวนานที่จะไม่นับยอดขายจากร้านเฉพาะที่ไม่ใช่ร้านขายซีดีโดยตรง หรืออย่างร้านขายสินค้าจากโรงงาน เช่นวอล-มาร์ต หรือสตาร์บักส์ ก็ถูกยกเลิกไป และนำมานับในชาร์ตด้วยตั้งแต่ 7 พฤศจิกายน ค.ศ. 2007 มีผลต่อชาร์ตตั้งแต่ 17 พฤศจิกายน ค.ศ. 2007 เป็นต้นไปอัลบั้มอันดับหนึ่งอัลบั้มล่าสุด ลงวันที่ 29 กันยายน ค.ศ. 2018 บนชาร์ตบิลบอร์ด 200 คืออัลบั้มครายพริตตี ของแคร์รี อันเดอร์วูด

บิลบอร์ดฮอต 100

บิลบอร์ดฮอต 100 (อังกฤษ: The Billboard Hot 100) เป็นชาร์ตอันดับซิงเกิลในวงการดนตรี ในสหรัฐที่วัดความนิยม ออกเป็นรายสัปดาห์โดยนิตยสารบิลบอร์ด โดยในการจัดอันดับวัดจากยอดการเปิดออกอากาศและยอดขาย โดยยอดขายประจำสัปดาห์นับยอดจากวันศุกร์ถึงวันพฤหัสบดี ขณะที่ยอดการออกอากาศนับจากวันจันทร์ถึงวันอาทิตย์ โดยชาร์ตอย่างเป็นทางการจะออกสู่สาธารณะทุกวันอังคาร ซึ่งหัวตารางของชาร์ตจะเป็นชาร์ตประจำสุดสัปดาห์ของวันเสาร์ถัดไป

ตัวอย่างเช่น

วันศุกร์, 1 มกราคม - เริ่มนับยอดขาย

วันจันทร์, 4 มกราคม - เริ่มนัดยอดออกอากาศ

วันพฤหัสบดี, 7 มกราคม - สิ้นสุดการนับยอดขาย

วันอาทิตย์, 10 มกราคม - สิ้นสุดการนับยอดออกอากาศ

วันอังคาร, 12 มกราคม - ชาร์ตออกเผยแพร่ ประจำสัปดาห์เสาร์ที่ 23 มกราคมอันดับ 1 เพลงแรกของชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 คือเพลง "พัวร์ลิตเทิลฟูล" ของริกกี เนลสัน เมื่อ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1958 นับจนถึงฉบับลงวันที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ. 2019 ชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 มีเพลงที่ขึ้นอันดับ 1 แล้วทั้งหมด 1,086 เพลง โดยเพลงล่าสุดที่ขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ตนี้ได้แก่เพลง "ไฮเอสอินเดอะรูม" โดย ทราวิส สก็อตต์

บิลลี จีน

บิลลี จีน (อังกฤษ: Billie Jean) เป็นเพลงแดนซ์-ป็อป อาร์แอนด์บีโดยไมเคิล แจ็กสัน เพลงนี้แต่งโดยแจ็กสัน และโปรดิวซ์โดยควินซี โจนส์ บรรจุอยู่ในอัลบั้ม Thriller (1982) อัลบั้มที่หกของไมเคิล แจ็กสัน เนื้อเพลงกล่าวถึงประสบการณ์จริงของไมเคิล แจ็กสัน ที่ถูกคุกคามโดยแฟนเพลงสาว ที่เป็นผู้ป่วยทางจิตและอ้างว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ลูกแฝดของไมเคิล ในตอนแรก เพลงนี้เกือบไม่ได้บรรจุอยู่ในอัลบั้ม เนื่องจากควินซี โจนส์ไม่ชอบเพลงนี้ และเสนอแนะให้เปลี่ยนชื่อเพลง เพื่อไม่ให้ผู้ฟังสับสนว่าเนื้อเพลงกล่าวถึงบิลลี จีน คิง (Billie Jean King) นักเทนนิสหญิงอเมริกัน อดีตมืออันดับหนึ่งของโลก แต่แจ็กสันยังยืนยันที่จะให้บรรจุเพลงนี้ไว้ในอัลบั้ม เพลงนี้ถูกตัดเป็นซิงเกิลเมื่อวันที่ 2 มกราคม ค.ศ. 1983 เป็นเพลงที่สองในอัลบั้ม ขึ้นถึงอันดับหนึ่งจากการจัดอันดับของนิตยสารบิลบอร์ด และอยู่ในอันดับนาน 7 สัปดาห์

มิวสิกวิดีโอของเพลงบิลลี จีน ออกอากาศทางเอ็มทีวี ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นสถานีโทรทัศน์ช่องเล็ก ในครั้งแรกเอ็มทีวีปฏิเสธที่จะออกอากาศ เนื่องจากนโยบายการเหยียดผิว แต่ด้วยอิทธิพลของผู้บริหารของซีบีเอส ต้นสังกัดของไมเคิล แจ็กสัน เป็นผู้กดดันให้เอ็มทีวีต้องตัดสินใจยอมออกอากาศในที่สุด นับเป็นผลงานชิ้นแรกของศิลปินผิวดำที่ได้ออกอากาศผ่านทางเครือข่าย และได้รับความนิยม ทำให้สถานีนี้เริ่มได้รับความนิยม

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 1983 ไมเคิล แจ็กสันได้รับเชิญให้ร่วมแสดงดนตรีเนื่องในงานฉลองครบรอบ 25 ปีของโมทาวน์ Motown 25: Yesterday, Today, Forever เขาแสดงร่วมกันกับพี่ชายสี่คนจากเดอะ แจ็กสัน ไฟฟ์เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี แล้วจบท้ายด้วยการแสดงเดี่ยวกับเพลงบิลลี จีน โดยที่ไม่มีใครคาดหวัง ใครๆ ต่างก็คิดว่าไมเคิลจะเต้นด้วยท่าเต้นธรรมดา ในการแสดงครั้งนี้ไมเคิล แจ็กสันได้เต้นด้วยท่าแบ็กสไลด์ ต่อหน้าสาธารณชนเป็นครั้งแรก การแสดงท่าทางเหมือนเดินไปข้างหน้า แต่ในความเป็นจริงร่างกายกลับถอยไปข้างหลัง กลายเป็นความแปลกใหม่ ทำให้เขากลายเป็นที่สนใจต่อสาธารณชน สื่อมวลชนเรียกชื่อท่าเต้นนี้ว่า มูนวอล์ก (moonwalk) และกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขากลายเป็นศิลปินที่ได้รับความนิยมในระดับโลก การแสดงที่โมทาวน์ในคืนนั้น มีผู้ชมทางโทรทัศน์กว่า 50 ล้านคน ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเอมมี และยอดขายของอัลบั้ม Thriller สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จนติดอันดับอัลบั้มที่มียอดขายสูงที่สุดในโลก

บีตอิต

"บีตอิต" (อังกฤษ: Beat It) เป็นเพลงของนักร้องชาวอเมริกัน ไมเคิล แจ็กสันเขียนโดยแจ็กสันและผู้ร่วมโปรดิวซ์ ควินซี โจนส์ในผลงานสตูดิโออัลบั้มที่ 6 ชุด ทริลเลอร์ โจนส์มีความต้องการให้เพลงนี้เป็นเพลงร็อกแอนด์โรลของคนผิวดำ อย่างไรก็ตาม แจ็กสันก็ไม่เคยสนใจกับแนวเพลงนี้เลย โดยได้เอดดี้ วงแวนเฮเลน มาช่วยโซโลกีตาร์ให้ โดยเอดดี้ตอนรับสายโทรศัพท์จากโจนส์ นึกว่าเป็นเรื่องหลอกเล่นที่ชวนเขาให้มีส่วนร่วม เนื้อเพลง "บีตอิต" พูดถึงเกี่ยวกับ ความสิ้นหวังและการให้กำลังใจ

หลังจากที่ประสบความสำเร็จบนชาร์ตเพลงในชุด ทริลเลอร์ ต่อจากเพลง "The Girl Is Mine" และ "Billie Jean" "บีตอิต" ก็ออกขายเมื่อ 14 กมภาพันธ์ ค.ศ. 1983 เป็นซิงเกิ้ลที่ 3 ของอัลบั้มชุดนี้ เพลงประสบความสำเร็จทั้งแง่ยอดขายและเสียงวิจารณ์ กลายเป็นหนึ่งในซิงเกิ้ลขายดีที่สุดตลอดกาล ทั้ง "Billie Jean" และ "บีตอิต" ติดอันดับท็อป 5 ในเวลาเดียวกัน เพลงนี้มียอดขายยืนยันในระดับแผ่นเสียงทองคำขาวในปี 1989 รางวัลที่ได้รับ รวมถึง 2 รางวัลแกรมมี่ 2 รางวัลอเมริกันมิวสิกอวอร์ดส และยังมีชื่ออยู่ใน Music Video Producers Hall of Fame

มิวสิกวิดีโอเพลงนี้เป็นเหมือนภาพยนตร์สั้นที่แจ็กสันได้นำ 2 แก๊งค์ปะทะกันผ่านการเต้นที่ทรงพลัง เพลงนี้ยังถูกนำมาใช้เป็นแซมเพิลของศิลปินอื่น อย่างเช่น เฟอร์กี้ และฟอลล์เอาต์บอย เพลงนี้ยังถูกใช้ในการประชาสัมพันธ์โครงการต่อต้านการดื่มและขับรถ "บีตอิต" ก็ถือเป็นเพลงประจำตัวของไมเคิล แจ็กสันอีกเพลงหนึ่ง ที่เขาแสดงในทุกเวิลด์ทัวร์

รีเมมเบอร์เดอะไทม์

"รีเมมเบอร์เดอะไทม์" (อังกฤษ: Remember the Time) เป็นเพลงป็อปของศิลปินป็อป ชาวอเมริกัน ไมเคิล แจ็กสัน เป็นซิงเกิลที่ 2 ของอัลบั้มดังในปี 1991 ชุด เดนเจอรัส เพลงนี้ประสบความสำเร็จในแง่ที่แจ็กสันได้สร้างสรรค์เพลงในแนวนิวแจ็กสวิง อาร์แอนด์บี โดยร่วมผลิตกับเทดดี ไรลีย์ เพลติดชาร์ตที่อันดับ 3 ของบิลบอร์ดฮอต 100 และอันดับ 1 บนชาร์ตอาร์แอนด์บีซิงเกิลส์ชาร์ต ของบิลบอร์ด ในปี 1993 แจ็กสันได้แสดงเพลงนี้ในเวทีรางวัลโซลเทรน และเขายังได้รางวัลซิงเกิลอาร์แอนด์บีชายยอดเยี่ยมจากเพลงนี้

ร็อกวิธยู (เพลงไมเคิล แจ็กสัน)

"ร็อกวิธยู" (อังกฤษ: Rock with You) เป็นซิงเกิลออกขายเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 1979 เป็นซิงเกิลที่ 2 ของอัลบั้มที่ 5 ในฐานะศิลปินเดี่ยวของไมเคิล แจ็กสัน ในอัลบั้มที่ชื่อ Off the Wall เขียนโดยอดีตสมาชิกกลุ่ม ฮีตเวฟ ที่ชื่อร็อด เทมเพอร์ตัน เพลงนี้ทำให้แจ็กสันมีเพลงอันดับ 1 บนบิลบอร์ดฮอต 100 เป็นเพลงแรกในคริสต์ทศวรรษ 1980 และยังเป็นเพลงโด่งดังเพลงหนึ่งในท้าย ๆ ยุคดิสโก้ เพลงนี้ติดอันดับ 1 ทั้งชาร์ตซิงเกิลป็อปและอาร์แอนด์บี วิดีโอเพลงนี้เป็นภาพแจ็กสันเต้นในชุดเครื่องประดับอันแวววาว กับฉากหลังแสงเลเซอร์ จากข้อมูลบิลบอร์ดระบุเพลงนี้ถือเป็นอันดับ 4 ของเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปี 1980

วอนนาบีสตาร์ตินซัมติน

"แวนนา บี สตาร์ติน' ซัมธิน'" (อังกฤษ: Wanna Be Startin' Somethin') เป็นเพลงของนักร้องชาวอเมริกัน ไมเคิล แจ็กสัน เขียนโดยไมเคิล แจ็กสัน และมีโปรดิวเซอร์ คือ ควินซี โจนส์ ร่วมกับไมเคิล แจ็กสัน สำหรับรวมอัลบั้มสะสมของไมเคิล แจ็กสัน Thriller โดยได้วางจำหน่ายในวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ. 1983 โดยค่ายเพลงอีพิก

ฮอตแดนซ์คลับเพลย์

ชาร์ตฮอตแดนซ์คลับซองส์ของบิลบอร์ด (อังกฤษ: Billboard's Hot Dance Club Songs chart) หรือเป็นที่รู้จักในชื่อ คลับเพลย์ซิงเกิลส์ (อังกฤษ: Club Play Singles) หรือเป็นที่รู้จักก่อนหน้าในชื่อ ฮอตแดนซ์คลับเพลย์ (อังกฤษ: Hot Dance Club Play) และ ฮอตแดนซ์/ดิสโก้ (อังกฤษ: Hot Dance/Disco) เป็นชาร์ตอันดับซิงเกิลเพลงแดนซ์ ในสหรัฐอเมริกาที่วัดความนิยม ออกเป็นรายสัปดาห์โดยนิตยสารบิลบอร์ด โดยในการจัดอันดับวัดจากยอดการเปิดออกอากาศและยอดขาย

เดนเจอรัส (อัลบั้ม)

เดนเจอรัส (อังกฤษ: Dangerous) เป็นผลงานสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 8 ของนักร้องชาวอเมริกัน ไมเคิล แจ็กสัน ออกวางขายเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ. 1991 ถือเป็นอัลบั้มที่สองใปประวัติศาสตร์นิตยสารบิลบอร์ดที่เข้าชาร์ทสัปดาห์แรกที่อันดับ 1 บนบิลบอร์ด 200 และอันดับ 1 ต่อเนื่องนาน 4 สัปดาห์ เมื่อผ่านไป 17 ปี อัลบั้มมียอดขายกว่า 32 ล้านชุดทั่วโลก กับยอดขาย 7 ล้านชุดเฉพาะในสหรัฐอเมริกา และเป็นหนึ่งในอัลบั้มเพลงทั่วโลกที่มียอดขายสูงสุดตลอดกาล อัลบั้มมี 4 ซิงเกิล ติดท๊อป 10 บนชาร์ตฮอต 100 ประกอบด้วยเพลงอันดับหนึ่งอย่าง "Black or White" อัลบั้มมีองค์ประกอบของเพลง อาร์แอนด์บี , ป็อป และร็อค ในขณะที่มีการผสมผสานเข้าด้วยกันกับแนวดนตรีที่แปลกใหม่ นิวแจ็กสวิง

อัลบั้มนี้ใช้เวลานับปีในการผลิต เนื้อหาของเพลงในอัลบั้มกล่าวถึง การร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันของหลากหลายเชื้อชาติ ความยากไร้ เรื่องราวโรแมนติก ความเป็นอยู่ของเด็กๆและโลก และการพัฒนาตนเอง มี 9 ซิงเกิลถูกปล่อยจากอัลบั้ม ระหว่างเดือน พฤศจิกายน ค.ศ 1991 ถึง ธันวาคม ค.ศ 1993 มี 7 ซิงเกิลในสหรัฐอเมริกาและ 2 ซิงเกิลนอกสหรัฐอเมริกา โดย 2 ซิงเกิลที่ได้รับการปล่อยนอกสหรัฐอเมริกาล้วนประสบความสำเร็จ เดนเจอรัส เปิดตัวขึ้นสูงสุดอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกา ขึ้นถึงอันดับ 1 ใน 9 ประเทศ และติดท๊อป10 ใน 4 ประเทศภูมิภาคอื่นๆ

เดนเจอรัส เป็นอัลบั้มแรกของแจ็กสันที่เขามีบทบาทในการเป็นโปรดิวเซอร์อย่างเต็มตัว และการมีส่วนร่วมจากเพื่อนของเขา บิลล์ บอททรีลล และ เท็ดดี ไรลีย์ โดยแจ็กสันได้รับเครดิตในการเขียนเพลงจากอัลบั้มเกือบทั้งหมด อัลบั้มเดนเจอรัส ได้รับรางวัลแกรมมี่ในสาขา Best Engineered Album นอกจากประสบความสำเร็จด้านยอดขายแล้ว เดนเจอรัส ยังได้เสียงตอบรับและคำวิจารณ์ที่ดีจากนักวิจารณ์ร่วมสมัย และได้รับการจดทะเบียนเป็นอัลบั้มเพลงแนวนิวแจ็กสวิงที่ประสบความสำเร็จที่สุดตลอดกาล

เดอร์ตีไดอานา

เดอร์ตี เดียน่า (อังกฤษ: Dirty Diana) เป็นเพลงของศิลปินชาวอเมริกันไมเคิล แจ็กสัน เป็นเพลงที่เก้าจากอัลบั้มสตูดิโอชุดที่เจ็ด "Bad" ออกจำหน่ายโดย อีพิกเรเคิดส์ เมื่อวันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 1988 เป็นเพลงที่นำเสนอเสียงฮาร์ตเตอร์ร็อคคล้ายกับ "Beat It" จากอัลบั้ม Thriller (1982) และกีตาร์โซโล่ที่เล่นโดย สตีฟ สตีเวนส์

เพลงแต่งโดยไมเคิล แจ็กสัน โปรดิวซ์โดยควินซี โจนส์ร่วมกับแจ็กสัน เป็นเนื้อเพลงที่เกี่ยวกรุ๊ปปีส์ (groupies) "Dirty Diana" มีจังหวะปานกลางและมีการเล่นในคีย์ของ G มิเรอร์

"Dirty Diana" ได้รับการชื่นชมจากนักวิจารณ์ดนตรีร่วมสมัย เป็นเพลงที่ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ทั่วโลกในปี ค.ศ. 1988 ขึ้นชาร์ตอันดับ 1 ของบิลบอร์ดฮอต 100 ในสหรัฐอเมริกา เพลงยังติดท็อป 10 ในหลายประเทศเช่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อิตาลี และนิวซีแลนด์ ในปี 2009 หลังจากการเสียชีวิตของแจ็กสันในเดือนมิถุนายน เพลงได้กลับเข้ามาใหม่ในชาร์ตเนื่องจากยอดขายดาวน์โหลดดิจิทัล มิวสิกวิดีโอสำหรับเพลง "Dirty Diana" ได้รับการถ่ายทำต่อหน้าผู้ชมสดและเปิดตัวในปี ค.ศ 1988

เดอะบีเทิลส์

เดอะบีเทิลส์ (อังกฤษ: The Beatles) เป็นวงร็อกแอนด์โรลจากเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ ในปี 1960 ประกอบด้วยสมาชิก ร้องนำและมือกีตาร์ จอห์น เลนนอน ร้องนำและมือเบสพอล แม็กคาร์ตนีย์ มือกีตาร์ จอร์จ แฮร์ริสัน และมือกลอง ริงโก สตาร์ บีเทิลส์ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางให้เป็นวงร็อกที่มีอิทธิพลที่สุดแห่งยุคและเป็นหนึ่งในวงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ในตอนเริ่มต้นแนวดนตรีของพวกเขาจะเป็นแบบสกิฟเฟิลและร็อกแอนด์โรล แต่ในเวลาต่อมาบีเทิลส์ก็ได้สรรค์สร้างแนวเพลงอีกหลากหลาย นับแต่ไปจนถึงไซเคเดลิก บางครั้งก็ผสมแนวดนตรีคลาสสิกหรือเครื่องดนตรีแบบอื่นๆ ด้วยกระแสนิยมของบีเทิลส์อย่างสูง จนถึงกลับเรียกกระแสเหล่านี้ว่า "บีเทิลมาเนีย" (Beatlemania) โดยเฉพาะในช่วงยุค 60 - 70

เดอะบีเทิลส์เริ่มสร้างชื่อเสียงจากเล่นคอนเสิร์ตในคลับที่ลิวเวอร์พูลและฮัมบวร์คในช่วง 3 ปีของ 1960 โดยมีเพลงฮิตที่ประสบความสำเร็จครั้งแรกอย่าง "เลิฟมีดู" (Love Me Do) ในช่วงปลายปี 1962 พวกเขาได้ฉายา "เดอะแฟปโฟร์" (the Fab Four) ในขณะที่กระแสบีเทิลมาเนียก็เริ่มเกิดขึ้นมาและในช่วงก่อนปี 1964 ชื่อเสียงของพวกเขาก็กระจายไปไกลจนถึงตลาดเพลงป๊อปของสหรัฐอเมริกา ในปี 1965 เดอะบีเทิลส์ได้สร้างงานดนตรีที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นงานชิ้นเอกของนวัตกรรมดนตรีและอิทธิพลทางดนตรีสมัยใหม่ เช่น Rubber Soul (1965), Revolver (1966), Sgt. Pepper's Lonely Hearts Club Band (1967), The Beatles (หรือที่รู้กันในชื่อ White Album, ปี 1968) และ Abbey Road (1969)

ภายหลังบีเทิลส์ได้แตกลงในปี 1970 สมาชิกที่ยังคงมีชีวิตและใช้ชีวิตที่เหลือกับงานเดี่ยวทางดนตรีอย่างต่อเนื่องคือ พอล แม็กคาร์ตนีย์และริงโก สตาร์ ส่วนเลนนอนได้ถูกยิงในเดือนธันวาคม 1980 และแฮร์ริสันซึ่งเสียชีวิตจากมะเร็งปอดในเดือนพฤศจิกายน ปี 2001

อ้างจากสมาคมอุตสาหกรรมบันทึกเสียงแห่งสหรัฐอเมริกา (RIAA) เดอะบีเทิลส์ได้รับการยืนยันว่าเป็นศิลปินที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา ด้วยยอดจำหน่ายราว 178 ล้านก็อปปี้ บีเทิลส์ยังมีซิงเกิลฮิตอันดับ 1 บนบิลบอร์ดชาร์ทอังกฤษและทำยอดจำหน่ายซิงเกิลที่สูงสุดตลอดกาล ในปี 2008 เดอะบีเทิลส์ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารบิลบอร์ดให้เป็นวงที่ประสบความสำเร็จสูงสุดตลอดกาล ต่อเนื่องกันในปี 2015 บีเทิลส์ได้รับการบันทึกสถิติซิงเกิลฮิตอันดับ 1 บนบิลบอร์ดฮอต 100 กว่า 20 ซิงเกิล พวกเขาได้รับรางวัลแกรมมีถึง 10 รางวัล รางวัลออสการ์สาขา "คะแนนเพลงดั้งเดิมที่ดีที่สุด" (Best Original Song Score) รางวัลอิวอร์โนเวลโลกว่า 15 รางวัล นิตยสารไทม์ ยังได้ทำการใส่ชื่อพวกเขาในหัวข้อ "100 บุคคลที่มีอิทธิพลแห่งศตวรรษที่ 20" ปัจจุบันเดอะบีเทิลส์ถือเป็น "วงที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์" ด้วยยอดจำหน่ายกว่า 600 ล้านก็อปปี้ทั่วโลก พวกเขายังได้ถูกบรรจุเข้าสู่หอเกียรติยศร็อกแอนด์โรล ในปี 1988 ร่วมกับสมาชิกทั้ง 4 คน ซึ่งได้รับต่างหาก จากช่วงปี 1994 ถึง 2015

ในปี 1968 พวกเขาได้ก่อตั้งบริษัทแผ่นเสียงของตนเองโดยใช้ชื่อว่า Apple Records

เบ็น (เพลง)

เบ็น (อังกฤษ: Ben หรือ Ben's Song) เป็นเพลงที่แต่งโดย ดอน แบล็ก และวอลเทอร์ ชาร์ฟ ขับร้องโดยไมเคิล แจ็กสันในวัย 14 ปี เมื่อ ค.ศ. 1972 เพื่อเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน และปรากฏอยู่ในอัลบั้ม เบ็น อัลบั้มเดี่ยวอัลบั้มที่สองของแจ็กสัน ซิงเกิลเพลงนี้ขึ้นถึงอันดับหนึ่งในสหรัฐอเมริกา จากการจัดอันดับโดยนิตยสารบิลบอร์ด เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ซิงเกิลนี้เป็นซิงเกิลแรกในจำนวน 13 ซิงเกิลของแจกสัน ที่ขึ้นถึงอันดับหนึ่ง (ก่อนหน้านั้นมีซิงเกิล I Want You Back, ABC, The Love You Save และ I'll Be There ที่ติดอันดับในปี 1970 ในฐานะสมาชิกวงเดอะแจ็กสันไฟฟ์) และทำให้เขาเป็นศิลปินที่อายุน้อยที่สุดอันดับที่สาม ทีมีซิงเกิลติดอันดับหนึ่งเป็นครั้งแรก (รองจากสตีวี วันเดอร์ และดอนนี ออสมอนด์)

เพลงเบ็น กล่าวถึงหนูชื่อ "เบ็น" ใช้เป็นเพลงนำในภาพยนตร์ปี 1972 เกี่ยวกับมิตรภาพระหว่างเด็กชายคนหนึ่ง กับหนูที่ฉลาดและมีพลังจิตที่เป็นสัตว์เลี้ยงและเป็นเพื่อนเพียงตัวเดียว เป็นภาพยนตร์ภาคต่อของเรื่อง Williard ในปี 1971 เป็นภาพยนตร์เขย่าขวัญเกี่ยวกับหนูที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด และได้รับการฝึกฝนให้ทำร้ายมนุษย์ เดิมเพลงนี้แต่งขึ้นเพื่อให้ดอนนี ออสมอนด์ เป็นผู้ขับร้อง แต่ออสมอนด์ติดการแสดงทัวร์คอนเสิร์ต จึงให้แจ็กสันเป็นขับร้องผู้บันทึกเสียงแทน

เพลงเบ็นได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รางวัลลูกโลกทองคำ และรางวัลออสการ์

แกออนชาร์ต

แกออนมิวสิกชาร์ต (อังกฤษ: Gaon Music Chart) เป็นชาร์ตเพลงของประเทศเกาหลีใต้ จะคล้ายกับบิลบอร์ดชาร์ตในสหรัฐอเมริกาและออริคอนชาร์ตในประเทศญี่ปุ่น

แบล็กออร์ไวต์

"แบล็กออร์ไวต์" (อังกฤษ: Black or White) เป็นซิงเกิลแรกจากอัลบั้ม เดนเจอรัส ของไมเคิล แจ็กสัน ออกจำหน่ายเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2534 ถือเป็นซิงเกิลเพลงร็อกที่ขายดีที่สุดในคริสต์ทศวรรษ 1990[ต้องการอ้างอิง] "แบล็กออร์ไวต์" มีส่วนผสมแนวเพลงฮาร์ดร็อก แดนซ์และแร็ป แต่โดยพื้นฐานเป็นฮาร์ดร็อกเหมือนอย่างเพลง "บีตอิต"เพลงประพันธ์และเรียบเรียงโดยแจ็กสัน กับท่อนแร็ปที่เขียนโดยบิลล์ บอตเทรลล์ เป็นเพลงที่มีเนื้อหาเพื่อสร้างเสริมความเป็นหนึ่งเดียวของชาติพันธุ์ โดยมีท่อนริฟฟ์ นำมาจากเพลง "Hurts So Good" ของจอห์น เมลเลนแคมป์ โดยได้สแลชมือกีตาร์และบิลล์ บอตเทรลล์มาช่วย

เพลงนี้ติดอันดับ 1 ในชาร์ต บิลบอร์ดฮอต 100 และ ยูเคซิงเกิลส์ชาร์ต และอีก 18 ประเทศทั่วโลก

แมนอินเดอะมิรเรอร์

"แมนอินเดอะมิรเรอร์" (อังกฤษ: Man in the Mirror) เป็นเพลงของไมเคิล แจ็กสัน ที่ขึ้นสูงสุดในสหรัฐอเมริกาที่อันดับ 1 เมื่อออกเป็นซิงเกิลในช่วงฤดูใบไม้ผลิในปี 1988 เป็นผลงานจากอัลบั้มเดี่ยวชุดที่ 7 Bad เพลงนี้ถือเป็นหนึ่งในเพลงที่ได้รับเสียงวิจารณ์ที่ดีที่สุดและยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่สาขาแผ่นเสียงแห่งปี เพลงติดอันดับ 1 บนบิลบอร์ดฮอต 100 เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ส่วนในสหราชอาณาจักรสูงสุดที่อันดับ 21 และถือเป็นซิงเกิลเดียวในอัลบั้ม แบด ที่ไม่ติดท็อป 20 อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ค.ศ. 2009 หลังจากไมเคิล แจ็กสันเสียชีวิตแล้ว เพลงนี้ก็กลับเข้าชาร์ตใหม่สูงสุดที่อันดับ 2

โดนต์สต็อปทิลยูเก็ตอินัฟ

โดนต์สต็อปทิลยูเก็ตอินัฟ (อังกฤษ: Don't Stop 'Til You Get Enough) เป็นเพลงของนักร้องชาวอเมริกัน ไมเคิล แจ็กสัน เป็นซิงเกิลแรกในสตูดิโออัลบั้มที่ 5 Off the Wall เขียนโดยไมเคิล แจ็กสัน เป็นเพลงที่บันทึกเสียงเดี่ยวครั้งแรกของแจ็กสัน ซึ่งมีความคิดสร้างสรรค์เป็นหลัก แจ็กสันกล่าวว่าเนื้อเพลงของเพลงที่ไม่ได้มีการอ้างอิงถึงเพศสัมพันธ์ แต่อาจจะเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้คนต้องการให้พวกเขาเกี่ยวไปด้วย

โดนต์สต็อปทิลยูเก็ตอินัฟ เป็นซิงเกิลแรกของแจ็กสันที่ติดอันดับ 1 ของ US บิลบอร์ดฮอต 100 ในเจ็ดปี และเป็นครั้งแรกที่เพลงติดอันดับ 1 ของชาร์ตซิงเกิลโซล ยังคงติดอันดับ 1 ของบิลบอร์ดฮอต 100 ในหนึ่งสัปดาห์ ชาร์ตเพลงอยู่ใน 10 อันดับของชาร์ตทั่วโลก

ภาษาอื่น

This page is based on a Wikipedia article written by authors (here).
Text is available under the CC BY-SA 3.0 license; additional terms may apply.
Images, videos and audio are available under their respective licenses.