ดาวิด

กษัตริย์ดาวิด[2] หรือ พระเจ้าดาวิด (อังกฤษ: David; ฮีบรู: דָּוִדภาษาฮีบรูมาตรฐาน: Davíd [ดาวิด]; ภาษาฮีบรูไทบีเรียน: Dāwíð; อาหรับ: داوود or داود‎, Dāwūd, [ดาวูด]; หมายถึง เป็นที่รัก) (1037 - 967 ก่อนคริสต์ศักราช; ปกครองราชอาณาจักรยูดาห์และราชอาณาจักรอิสราเอล 1005 - 967 ก่อนคริสต์ศักราช)

ดาวิด เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่สองของราชอาณาจักรอิสราเอล กล่าวกันว่ามีคุณธรรมและเป็นนักการทหารที่มีความสามารถ นอกจากนี้ยังเป็นนักดนตรี กวี (เชื่อกันว่าเป็นผู้เขียนเพลงสดุดีหลายเพลง) ดาวิดในวัยเด็กเป็นเพียงเด็กเลี้ยงแกะธรรมดา แต่เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกและมีอุปนิสัยกล้าหาญไม่เกรงกลัวใคร โดยอาสาเข้าต่อสู้ตัวต่อตัวกับ โกไลแอ็ธ นักรบร่างมหึมาผู้เป็นทหารเอกของชาวฟิลิสทีน และสามารถสังหารโกไลแอ็ธลงได้ จึงมีความดีความชอบได้มารับใช้พระเจ้าซาอูล (Saul) ในฐานะนายพลและที่ปรึกษาทางทหารคนสนิท และยังเป็นเพื่อนสนิทกับ โจนาธาน ราชบุตรของซาอูล ต่อมาพระเจ้าซาอูลเกิดระแวงว่าดาวิดจะแย่งชิงราชบัลลังก์ จึงพยายามกำจัดดาวิด แต่ซาอูลและโจนาธานพ่ายแพ้เสียชีวิตในการรบ ดาวิดจึงได้รับการเจิมขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ของอิสราเอล ต่อมาพระเจ้าดาวิดทรงพิชิตเยรูซาเลมได้ และนำหีบแห่งพันธสัญญาเข้ามาประดิษฐานในเมือง แต่เนื่องจากทรงประพฤติผิดทางเพศต่อนางแบธชีบา ทำให้พระองค์ถูกพระเจ้าตำหนิติเตียนและทำให้ทรงหมดความชอบธรรมที่จะสร้างวิหารศักดิ์สิทธิ์ขึ้นในเยรูซาเลม

ชาวยิวถือว่าดาวิดและกษัตริย์โซโลมอน พระราชบุตรของพระองค์ เป็นผู้ก่อตั้งประเทศอิสราเอลขึ้น ดาวิดถือเป็นต้นแบบของกษัตริย์ในอุดมคติของชาวอิสราเอล นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่า พระเมสสิยาห์ หรือพระผู้ไถ่ ที่จะมาจุติในอนาคตจะเป็นผู้สืบเชื้อสายมาจากพระองค์ ชีวิตของกษัตริย์ดาวิดที่บันทึกไว้ในหนังสือซามูเอล เล่มที่ 1 ในพันธสัญญาเดิมตั้งแต่บทที่ 16 เป็นต้นไปและหนังสือพงศาวดาร

ดาวิดเป็นบุคคลสำคัญในศาสนาอับราฮัม

ผู้ได้รับเลือก

พระเจ้าไม่โปรดปรานกษัตริย์ซาอูล เพราะพระเจ้าทรงบัญชาให้ซาอูลไปทำลายล้างศัตรูของชนชาติอิสราเอล แต่ซาอูลกลับละโมบหวังเอาสมบัติของชนชาติศัตรูแทนที่จะฟังคำสั่งของพระเจ้า พระเจ้าจึงทอดทิ้งซาอูล และสั่งให้ประกาศก ซามูเอล ออกไปตามหาคนจะมาเป็นกษัตริย์ของอิสราเอลคนใหม่ ทันทีที่ซามูเอลได้พบกับดาวิดซึ่งกำลังเลี้ยงแกะอยู่ พระเจ้าก็กล่าวต่อซามูเอลว่า "เจิมเดวิดเสีย เพราะนี่คือกษัตริย์"[3]

ดาวิดเล่นพิณต่อหน้าซาอูล

เมื่อซาอูลทรงถูกทรมานจากสิ่งชั่วร้าย คนรับใช้ก็แนะนำซาอูลให้เรียกตัวเดวิดผู้มีความเชี่ยวชาญในการเล่นพิณ เป็นผู้มีศักดิ์เป็นนายทหารเก่งกล้า และเป็นผู้รู้จักพูด และเป็นผู้นับถือ พระเจ้า ให้มาช่วย เดวิดจึงได้เข้ามารับราชการกับซาอูล และเป็นคนโปรดของซาอูล เมื่อใดที่ซาอูลไม่สบายเดวิดก็เล่นพิณถวายจนทรงรู้สึกปกติ [4]

ดาวิดและโกลิอัท

ในระหว่างที่ซาอูลเป็นกษัตริย์ ชาวอิสราเอลมักถูกรุกรานโดยชาวฟิลลิสเตีย (Philistia) ที่อยู่ทางตอนใต้ของอิสราเอล ขณะที่ดาวิดนำเสบียงไปส่งให้พี่ชายผู้ติดทัพอยู่กับซาอูล ดาวิดก็ได้ข่าวว่าชาวฟิลลิสเตียมึนักต่อสู้ยักษ์ชื่อ โกลิอัท ซึ่งฟิลลิสเตียก็ท้าให้ชาวอิสราเอลส่งนักสู้มารบกับโกลิอัทให้รู้แพ้รู้ชนะ

ดาวิดยืนยันกับพี่ชายว่ามีความสามารถจะต่อสู้กับโกลิอัทได้ ซาอูลทรงส่งเดวิดไปต่อสู้อย่างไม่ค่อยเต็มใจ แต่ดาวิดกลับได้รับชัยชนะโดยล้มโกลิอัทด้วยการเหวี่ยงหินก้อนเดียว พวกฟิลลิสเตียเห็นเช่นนั้นก็วิ่งหนีขวัญเสีย ชาวอิสราเอลจึงได้รับชัยชนะ

ดาวิดนำหัวโกลิอัทมาถวายซาอูล ทรงถามว่าเป็นบุตรใคร เดวิดตอบว่า "ข้าเป็นบุตรของเจสสีชาวเบธเลเฮมผู้เป็นผู้รับใช้ของพระองค์" [5]

ศัตรูของซาอูล

หลังจากได้รับชัยชนะซาอูลก็ทรงแต่งตั้งให้ดาวิดเป็นแม่ทัพและยกมิคาลผู้เป็นพระธิดาให้ดาวิด ดาวิดก็ได้รับชัยชนะในการต่อสู้อีกหลายศึก จนพวกผู้หญิงกล่าวกันว่า "พระเจ้าซาอูลสังหารข้าศึกเป็นพัน และดาวิดสังหารเป็นแสน"

ดาวิดเป็นที่ชื่นชอบของประชาชนมาก ซาอูลกลับทรงระแวงว่าจะชิงอาณาจักร จึงพยายามสังหารด้วยกลอุบายหลายครั้ง แต่ไม่สำเร็จ กลับยิ่งทำให้เดวิดเป็นที่นิยมมากขึ้น โดยเฉพาะกับโจนาธานพระโอรสของซาอูลเอง โจนาธานเตือนดาวิดถึงแผนของซาอูล เดวิดจึงหนีเข้าป่า [6]

ลี้ภัย

เมื่อหนีไปดาวิดก็รวบรวมกำลังผู้ที่ถูกข่มเหงโดยซาอูล ขณะที่ลี้ภัยเดวิดก็ได้รับเมืองซิคแล็กเป็นบรรณาการจากพระเจ้าอาชิส (King Achish) กษัตริย์ฟิลลิสเตียแห่งแกธ แต่ดาวิดก็ยังเป็นวีรบุรุษของชาวอิสราเอล ต่อมาพระเจ้าอาชิสยกทัพไปต่อสู้กับซาอูล แต่ดาวิดก็ไม่ได้ร่วมในการสงครามครั้งนี้ เพราะถูกกล่าวหาโดยชาวฟิลลิสเตียถึงความไม่น่าไว้ใจในความจงรักภักดีต่อฟิลลิสเตีย

เป็นกษัตริย์

ซาอูลและโจนาธานถูกสังหารโดยฟิลลิสเตียระหว่างสงคราม ดาวิดมีความโศกเศร้าต่อการสูญเสียเป็นอันมาก [7]

หลังจากนั้นดาวิดก็เดินทางไปเฮโบรน เพื่อไปได้รับการเจิมเป็นพระเจ้าแผ่นดินปกครองอาณาจักรยูดาห์ ขณะที่ อิชโบเชธ (Ish-Bosheth) พระโอรสของซาอูล ได้รับการเจิมเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ปกครองอาณาจักรอิสราเอลทางตอนเหนือ [8]

ดาวิดกับอิชโบเชธก็ทำสงครามกันจนอิชโบเชธถูกลอบสังหาร ผู้ลอบสังหารก็นำพระเศียรของอิชโบเชธมาถวายเดวิดเพราะหวังจะได้รับรางวัล แต่ดาวิดสั่งประหารชีวิตผู้ที่ฆ่าอิชโบเชธ ในฐานะที่เป็นอาชญากร [9]

เมื่อพระโอรสของซาอูลสิ้นพระชนม์ลง พวกปุโรหิตชาวอิสราเอลก็เดินทางมาเฮโบรน เพื่อมาทำพิธียกดาวิดขึ้นเป็นกษัตริย์ของอาณาจักรยูดาห์และอาณาจักรประเทศอิสราเอล ขณะนั้นดาวิดมีพระชนมพรรษา 30 ปี [10]

กษัตริย์ดาวิด

เมื่อพระเจ้าดาวิดได้ชัยชนะจากในการโจมตีป้อมเยบูไซท์ (Jebusite) ของเมืองเยรูซาเลมก็ยกเยรูซาเลมขึ้นเป็นเมืองหลวง “พระเจ้าฮิรามแห่งไทเร (Tyre) ก็ส่งผู้ถือสาส์นมาถึงพระเจ้าดาวิดพร้อมกับต้นซีดาร์ และช่างไม้และปูนเพื่อสร้างวังของดาวิด”[11] พระเจ้าดาวิดก็นำหีบพันธสัญญาศักดิ์สิทธิ์ (Ark of the Covenant) มาเยรูซาเลมโดยตั้งใจประดิษฐานในวัดที่สร้างใหม่ [12] แต่พระเจ้าก็ทรงกล่าวกับผู้เผยพระวจนะเนธาน (Prophet Nathan) ห้ามและกล่าวว่าการสร้างวัดต้องรอต่อมาให้ชนรุ่นหลังสร้าง แต่พระเจ้าก็ทรงทำพันธสัญญากับดาวิดว่าดาวิดจะเป็นผู้สร้างตระกูลดาวิด (House of David) และ “บัลลังก์ของเจ้าจะเป็นบัลลังก์ที่ยืนยาวตลอดไป” [13]

หลังจากนั้นกษัตริย์ดาวิดก็ทรงขยายอำนาจ ได้รับชัยชนะต่อ โซบาท์ (Zobah) และ อารัม (Aram) (ปัจจุบันอยู่ในประเทศซีเรีย), บริเวณเอโดม (Edom) และ โมอับ (Moab) (ปัจจุบันอยู่ในประเทศจอร์แดน), ฟิลลิสเตีย และดินแดนอื่น ๆ [14]

ดาวิด
ผู้เผยพระวจนะ
David SM Maggiore
รูปสลักกษัตริย์ดาวิด ณ มหาวิหารซันตามาเรียมัจโจเร
กรุงโรม ประเทศอิตาลี
กษัตริย์แห่งยูดาห์
ครองราชย์1010 – 1002 ปีก่อนค.ศ. [1]
ก่อนหน้าไม่มี
ถัดไปตัวเขาเอง (รวมประเทศ)
กษัตริย์แห่งอิสราเอล
ครองราชย์1002 – 970 ปีก่อนค.ศ.
ก่อนหน้าอิชโบเสธ
ถัดไปซาโลมอน
มเหสีMichal
Ahinoam
Abigail
Maachah
Haggith
Abital
Eglah
Bathsheba
พระราชบุตรAmnon
Chileab
Absalom
Adonijah
Shephatiah
Ithream
Shammua
Shobab
Nathan
Solomon
Ibhar
Elishua
Nepheg
Japhia
Elishama
Eliada
Eliphalet
Tamar
ราชสกุลราชวงศ์ดาวิด
พระราชบิดาเจสซี
พระราชมารดาNitzevet (Talmud)
ประสูติ1040 ปีก่อนค.ศ.
เบธเลเฮม อาณาจักรอิสราเอล
สวรรคต970 ปีก่อนค.ศ. (ชันษา 69 หรือ 70)
เยรูซาเล็ม อาณาจักรอิสราเอล
บทความนี้เกี่ยวข้องกับ
ศาสนายูดาห์

สถานีย่อย

Star of David
พระเป็นเจ้า
อโดนาย (ยฮวฮ)
ศาสดา
โมเสส
คัมภีร์
คัมภีร์ทานัค (โทราห์ผู้เผยพระวจนะ • ปรีชาญาณ) • คัมภีร์ทาลมุด
บุคคลสำคัญ
อับราฮัมอิสอัคยาโคบโมเสสอาโรน • ดาวิด • ซาโลมอน • ซาร่าห์ • รีเบคก้า • ราเชล • ลีอาห์
ประวัติ
ประวัติศาสนายูดาห์ :
วงศ์วานอิสราเอลแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ปัญหาชาวยิวเกตโตในทวีปยุโรปภายใต้การยึดครองของนาซีการต่อต้านยิว
นิกาย
ยูดาห์ออร์ทอดอกซ์ (Haredi • Hasidic • ยูดาห์ออร์ทอดอกซ์ดั้งเดิม) • ยูดาห์อนุรักษนิยม • ยูดาห์ปฏิรูป
พิธีกรรม
สุหนัตสะบาโตปัสคา • เซเดอร์
สังคมศาสนายูดาห์
ธรรมศาลายิวปฏิทินฮีบรูวันสำคัญปุโรหิต (รับบีฟาริสี • สะดูสี) • ชาวยิว • ศิลปะ • สัญลักษณ์
ดูเพิ่มเติม
ศาสนายูดาห์ในประเทศไทย
อภิธานศัพท์ศาสนายูดาห์
หมวดหมู่ ดูหมวดหมู่

ในคัมภีร์กุรอาน

หลังจากสมัยของนบีมูซาแล้ว พวกอิสรออีลต้องเดินทางระหกเหินและไม่สามารถรวมตัวเป็นชาติที่เข้มแข็งได้ ดังนั้น ชาวอิสรออีลจึงต้องถูกชาวอื่นรุกรานและกดขี่ข่มเหงมาตลอด ในสมัยนั้น ดาวูดเป็นเด็กคนหนึ่งที่เกิดในเชื้อสายของอิสรออีลและเป็นที่มีความกล้าหาญมาก นบีซามูเอลจึงได้แต่งตั้งชาวอิสรออีลคนหนึ่งซื่อฏอลูตขึ้นเป็นกษัตร์ย์และบอกพวกเขาว่า อัลลอฮได้ทรงแต่งตั้งฏอลูตให้เป็นกษัตริย์สำหรับพวกแล้ว นบีซามูเอลจึงได้กล่าวว่า อัลลอฮได้ทรงประทานพลังความรู้และพลังกายแก่เขาอย่างมากมายมหาศาล และอัลลอฮทรงมีอำนาจที่จะทรงประทานอาณาจักรของพระองค์แก่ใครก็ได้ ที่พระองค์ทรงประสงค์ เพราะอัลลอฮเป็นผู้ทรงรอบรู้ พวกอิสรออีลจึงได้เฝ้ารอและก็ได้พบหีบใบนั้นจริง ๆ ชาวอิสรออีลจึงมีความเชื่อมั่นว่าพระเจ้าไม่ได้ทอดทิ้งพวกเขาขณะที่ออกเดินทางไปกับกองทหารเพื่อต่อสู้กับพวกฟิลิสตินที่มารุกราน ฏอลูตต้องการจะดูว่าคนของเขาศรัทธาในอัลลอฮและเชื่อฟังแค่ไหน จึงบอกไปว่า "อัลลอฮกำลังจะทดลองพวกเจ้าด้วยลำน้ำสายหนึ่ง ใครก็ตามที่หยุดดื่มน้ำจากลำสายนี้ คน ๆ นั้นก็ไม่ใช่พวกของฉัน" ถึงแม้จะบอกว่านั้นเป็นการทดสอบจากอัลลอฮ แต่พวกอิสรออีลส่วนใหญ่ก็ไม่เชื่อและหยุดดื่มน้ำกัน มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เชื่อฟังฏอลูตและไม่ได้ดื่มน้ำ ดังนั้น ฏอลูตจึงได้คัดเอาคนที่เชื่อฟังร่วมทางไปกับเขา แต่ผู้ศรัทธาในอัลอฮจำนวนหนึ่งได้กล่าวว่า มีบ่อยไปที่คนจำนวนน้อยเอาชนะคนจำนวนมากได้ด้วยอำนาจของอัลลอฮ เพราะอัลลอฮจะทรงอยู่กับผู้อดทน เมื่อกองทัพของฏอลูตเผชิญหน้ากับกองทัพชาวฟิลิสติน ซึ่งนำโดยญาลูต (หรือโกไลแอธ) พวกอิสรออีลจึงได้วิงวอนต่ออัลลอฮว่า พระผู้อภิบาลของเรา ขอพระองค์ได้ทรงประทานความอดทนแก่เราและทรงปฏิเสธศรัทธาด้วยเถิด ถ้าพวกเก่งจริงก็ส่งคนมีฝีมือมาต่อสู้กันตัวต่อตัว แต่ในเวลานั้นดาวูดได้อยู่ในที่นั้นด้วย เขาจึงได้ขออนุญาตออกไปต่อสู้ญาลูต หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กัน ดาวูดก็สามารถสังหารญาลูตได้ในที่สุด ดาวูดจึงได้กลายเป็นวีรบุรุษของชาวอิสรออีล ฏอลูตได้ยกลูกสาวให้แต่งงานกับเขาและหลังจากที่ฏอลูตเสียชีวิตแล้ว นบีดาวูดมีลูกชายคนหนึ่งชื่อสุลัยมาซึ่งต่อมาได้เป็นกษัตริย์สืบต่อจากเขาและยังเป็นนบีคนสำคัญคนหนึ่ง ขณะที่นบีดาวูดเป็นกษัตริย์ปกครองชาวอิสรออีลอยู่ วันหนึ่งชาวอิสรออีลสองคนได้มาขอให้ท่านตัดสินกรณีขัดแย้งระหว่างเขาทั้งสอง นบีดาวูดได้ตัดสินให้เจ้าของแพะมอบแพะทั้งหมดที่เข้ากินต้นไม้ใบหญ้าให้แก่เจ้าของที่ดินที่ได้รับความเสียหาย ถึงต้นไม้ใบหญ้าจะเสียหาย แต่ที่ดินยังคงอยู่ ดังนั้น จึงไม่ควรให้เจ้าของที่ดินยึดแพะทั้งหมดเอาไว้เลย เมื่อต้นไม้ใบหญ้าเติบโตใหม่แล้ว เจ้าของที่ก็ควรจะคืนแพะให้แก่เจ้าของเดิมไป นบีดาวูดเห็นด้วยกับคำแนะนำของสุลัยมานเพราะเป็นความยุติธรรมและท่านได้ตัดสินไปตามนั้น นอกจากนั้นแล้ว คัมภีร์กุรอานยังได้บอกให้เรารู้ว่าอัลลอฮได้ทรงสอนท่านนบีดาวูดให้รู้จักการนำเอาเหล็กมาทำเป็นเครื่องใช้ต่าง ๆ

บางท่านให้ทัศนะว่า เพลงสดุดีเป็นคัมภีร์ "ซะบูร" ที่ถูกประทานแก่ "นบีดาวูด" (เดวิด) ทั้งบท ไม่มีหลักฐานยืนยัน[15]

อ้างอิง

  1. Carr, David M. & Conway, Colleen M., An Introduction to the Bible: Sacred Texts and Imperial Contexts, John Wiley & Sons (2010), p. 58
  2. 2 ซามูลเอล 6:12, พระคริสตธรรมคัมภีร์ไทย ฉบับมาตรฐาน, สมาคมพระคริสตธรรมไทย
  3. 1 ซามูเอล 16:11
  4. 1 ซามูเอล 16:14-23
  5. 1 ซามูเอล 17
  6. 1 ซามูเอล 18
  7. 2 ซามูเอล 1
  8. 2 ซามูเอล 2:1-10
  9. 2 ซามูเอล 4
  10. 2 ซามูเอล 5
  11. 2 ซามูเอล 5
  12. 2 ซามูเอล 6
  13. 2 ซามูเอล 7
  14. 2 ซามูเอล 8
  15. http://www.atriumtech.com/cgi-bin/hilightcgi?Home=/home/InterWeb2000&File=/home2/searchdata/Forums/http/www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y4585340/Y4585340.html

ดูเพิ่ม

แหล่งข้อมูลอื่น

13 มีนาคม

วันที่ 13 มีนาคม เป็นวันที่ 72 ของปี (วันที่ 73 ในปีอธิกสุรทิน) ตามปฏิทินสุริยคติแบบเกรกอเรียน เมื่อถึงวันนี้จะยังเหลือวันอีก 293 วันในปีนั้น

22 เมษายน

วันที่ 22 เมษายน เป็นวันที่ 112 ของปี (วันที่ 113 ในปีอธิกสุรทิน) ตามปฏิทินสุริยคติแบบเกรกอเรียน เมื่อถึงวันนี้จะยังเหลือวันอีก 253 วันในปีนั้น

กองหลัง

กองหลัง (อังกฤษ: defender) เป็นตำแหน่งในกีฬาฟุตบอล ผู้เล่นที่เล่นเป็นกองหลังมีหน้าที่ป้องกันการบุกของคู่ต่อสู้ โดยกองหลังจะยืนอยู่ถัดจากกองกลาง และอยู่ก่อนหน้าผู้รักษาประตู

กองหลังมีรูปแบบย่อยอีก 4 แบบ คือ เซ็นเตอร์แบ็ก, ฟุลแบ็ก, วิงแบ็ก และสวีปเปอร์

ซามูเอล

ซามูเอล เป็นชื่อของผู้เผยพระวจนะชาวยิวในยุคก่อนพระเยซูประสูติ มารดาของซามูเอลเป็นหมัน และได้ขอพระพรจากพระเจ้าให้ประทานลูกชาย นางได้คร่ำครวญจนได้รับพระกรุณาจากพระเจ้า ประทานบุตรชายให้นาง มารดาของซามูเอลจึงถวายซามูเอลให้เป็นผู้รับใช้พระเจ้าในพระวิหารตั้งแต่ยังเด็ก

ซาโลมอน

ซาโลมอน (ศัพท์คริสต์ศาสนา) หรือ โซโลมอน (ศัพท์ประวัติศาสตร์) (ละติน: Solomon; ฮีบรู: שְׁלֹמֹה‎) มาจากราก S-L-M ที่แปลว่า ความสงบ ในอิสลามว่า สุลัยมาน หรือตามฉายาคือ ซาโลมอนผู้ทรงปัญญา ชื่ออีกชื่อหนึ่งที่ใช้ในคัมภีร์ฮีบรูคือ เจดิดิอา (ฮีบรู: יְדִידְיָהּ‎) ทรงเป็นกษัตริย์องค์ที่สามแห่งอิสราเอล ปรากฏในคัมภีร์ฮีบรูหมวดทานัคของศาสนายูดาห์ คัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมของศาสนาคริสต์ และในคัมภีร์อัลกุรอานของศาสนาอิสลาม คัมภีร์กล่าวว่ากษัตริย์ซาโลมอนเป็นบุตรของดาวิด และกล่าวว่าเป็นกษัตริย์องค์ที่สามของสหราชอาณาจักรอิสราเอลและกษัตริย์องค์สุดท้ายก่อนที่จะแยกเป็นราชอาณาจักรอิสราเอลทางเหนือและราชอาณาจักรยูดาห์ทางใต้ หลังจากการแยกตัวผู้ที่สืบเชื้อสายก็ปกครองแต่เพียงราชอาณาจักรยูดาห์เท่านั้น

พระคัมภีร์กล่าวว่าพระเจ้าซาโลมอนเป็นผู้สร้างวิหารแห่งซาโลมอน ในกรุงเยรูซาเลมที่ถือกันว่าเป็นพระวิหารแห่งเยรูซาเลมหลังแรก และเป็นผู้มีความฉลาด มั่งคั่ง และอำนาจอย่างมากในยุคนั้น

ดาบิด บิยา

{{Infobox football biography

| name = ดาบิด บิยา

| image =

| caption = บิยากับนิวยอร์กซิตีในปี ค.ศ. 2015

| fullname = ดาบิด บิยา ซันเชซ

| height = 1.75 เมตร (5 ฟุต 8.9 นิ้ว)

| birth_date = 3 ธันวาคม ค.ศ. 1981

| birth_place = ลังเกรโอ ประเทศสเปน

| currentclub = วิสเซล โคเบะ

| clubnumber = 7

| position = กองหน้า

| youthyears1 = 1991–1999 | youthclubs1 = ลังเกรโอ

| youthyears2 = 1999–2000 | youthclubs2 = สปอร์ติงเดฆิฆอน

| years1 = 2000–2001 | clubs1 = สปอร์ติงเดฆิฆอน เบ | caps1 =36 |goals1 = 14

| years2 = 2001–2003 | clubs2 = สปอร์ติงเดฆิฆอน | caps2 = 80 |goals2 = 38

| years3 = 2003–2005 | clubs3 = เรอัลซาราโกซา | caps3 = 73 |goals3 = 32

| years4 = 2005–2010 | clubs4 = บาเลนเซีย | caps4 = 166 |goals4 = 107

| years5 = 2010–2013 | clubs5 = บาร์เซโลนา | caps5 = 77 |goals5 = 48

| years6 = 2013–2014 | clubs6 = อัตเลติโกเดมาดริด | caps6 = 36 |goals6 = 13

| years7 = 2014–2018 | clubs7 = นิวยอร์กซิตี | caps7 = 24 |goals7 = 15

| years8 = 2018 | clubs8 = → เมลเบิร์นซิติ(ยืมตัว) | caps8 = 4 | goals8 = 2

| nationalyears1 = 2000–2003 | nationalteam1 = สเปน อายุไม่เกิน 21 ปี | nationalcaps1 = 7 |nationalgoals1 = 0

| nationalyears2 = 2005– | nationalteam2 = สเปน | nationalcaps2 = 97 |nationalgoals2 = 59

| nationalyears3 = 2001–2002 | nationalteam3 = อัสตูเรียส | nationalcaps3 = 2 |nationalgoals3 = 1

| pcupdate = 29 สิงหาคม 2015

| ntupdate =

|clubs9=วิสเซล โคเบะ|caps9=6|goals=|goals9=3|year9=|years9=2019-2019}

ดาบิด บิยา ซันเชซ (สเปน: David Villa Sánchez) เป็นนักฟุตบอลชาวสเปน เกิดเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ค.ศ. 1981 ที่เมืองลังเกรโอ แคว้นอัสตูเรียส บิยาเป็นเจ้าของฉายา "เอลกัวเฆ" (ในภาษาอัสตูเรียสแปลว่าเจ้าหนูน้อย) ปัจจุบันเล่นให้กับวิสเซล โคเบะและทีมชาติสเปน ได้รับการยกย่องจากแฟนบอลว่าเป็นหนึ่งในศูนย์หน้าระดับแนวหน้าของโลกในปัจจุบัน มีชื่อเสียงมากในเรื่องความแม่นยำในการยิงประตูหน้ากรอบเขตโทษ

บิยาเริ่มต้นการเล่นอาชีพเมื่อปี 1991 กับอูเป ลังเกรโอ ซึ่งเป็นทีมในบ้านเกิด ก่อนที่จะย้ายไปร่วมทีมสปอร์ติ้ง กิฆอน ในปี 1999 และประเดิมเกมในระดับลีกา 2 ในฤดูกาล 2000-01 จากนั้น เรอัลซาราโกซาก็ได้หยิบยื่นโอกาสให้เขาได้สัมผัสประสบการณ์ในเกมระดับลาลิกาเป็นครั้งแรกในปี 2003

ระหว่างที่ค้าแข้งกับซาราโกซาเป็นเวลา 2 ฤดูกาล บิยาก็สามารถพาทีมคว้าแชมป์โคปาเดลเรย์ด้วยการเฉือนเรอัลมาดริด และสแปนิชซูเปอร์คัพในปี 2004 ด้วยการเอาชนะบาเลนเซีย เจ้าของแชมป์ลาลิกาไปได้อย่างพลิกความคาดหมาย

ด้วยฟอร์มการถล่มประตูที่เฉียบขาด ทำให้ "เจ้าค้างคาว" ยอมทุ่มเงิน 12 ล้านยูโร (ประมาณ 540 ล้านบาท) เพื่อดึงตัวบิยามาร่วมทีมในปี 2005

ในฤดูกาล 2004-05 บิยาก็ตอบแทนค่าตัวได้คุ้มค่าทุกเซนต์เมื่อทำผลงานได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยการทำ 25 ประตูจากการลงสนาม 35 นัดในลีก จะเป็นรองก็แค่ ซามูเอล เอโต ดาวยิงของบาร์เซโลนา ที่คว้าตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดลาลิกาเพียงคนเดียวเท่านั้น โดยเขาสร้างความฮือฮาด้วยการกดแฮตทริกแรกให้บาเลนเซีย ด้วยการใช้เวลาเพียง 5 นาที ในเกมที่บุกไปเอาชนะอัตเลติกเดบิลบาโอ 3-0 เมื่อวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา

จากการทำประตูที่คงเส้นคงวาทำให้มีหลายทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปจ้องที่จะคว้าตัวหัวหอกวัย 25 ปีไปล่าตาข่าย ซึ่งรวมถึงเชลซี แชมป์พรีเมียร์ชิพ 2 สมัย แต่บาเลนเซียก็ไม่คิดที่จะปล่อยเสาหลักของทีมรายนี้ไปง่าย ๆ จึงได้จับต่อสัญญาอยู่โยงในถิ่นเมสตายาสเตเดียมไปจนถึงปี 2010 แต่บาร์เซโลนาก็มาซื้อตัวดาบิด บิยา ไปด้วยค่าตัว 40 ล้านยูโร จนถึงปี 2013-2014 ก็ย้ายไปอัตเลติโกเดมาดริดด้วยค่าตัว 5.1 ล้านยูโร

ในส่วนของทีมชาติ บิยาก็มีผลงานที่น่าประทับใจเช่นเดียวกัน โดยอดีตนักเตะตัวหลักของทีมชาติสเปนชุดยู-21 เลื่อนขึ้นมาเล่นให้ทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในเกมที่พบกับซานมารีโนเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2005 นอกจากนั้น ยังช่วยยิงประตูในเกมเพลย์ออฟฟุตบอลโลกที่พบกับสโลวาเกียด้วย

หลังจากที่ช่วยพาทีมกระทิงดุผ่านเข้ามาร่วมฟาดแข้งในรอบสุดท้ายที่ประเทศเยอรมนีแล้ว บิยา ดาวยิงตัวเก่งของบาเลนเซีย ก็ยิงได้ 2 ประตูในนัดที่พบกับยูเครน และยิงจุดโทษในเกมที่พ่ายฝรั่งเศส 1-3 ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ก่อนจะปิดฉากฟุตบอลโลกครั้งแรกด้วยการทำ 3 ประตู

ในฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล สเปนในฐานะแชมป์เก่าต้องตกรอบแรกโดยสองนัดแรกเป็นฝ่ายแพ้ต่อทั้งเนเธอร์แลนด์และชิลี ในนัดที่สามที่พบกับออสเตรเลีย ซึ่งไม่มีผลอะไรแล้วต่อการเข้ารอบ ดาบิด บิยา ได้ประกาศว่านี่เป็นการลงเล่นให้กับทีมชาติเป็นนัดสุดท้าย และบิยาก็เป็นผู้ยิงประตูแรกให้กับสเปนได้ แต่เมื่อขึ้นครึ่งหลังได้ไม่นาน บิเซนเต เดล โบสเก ผู้จัดการทีมสเปนก็ได้เปลี่ยนตัวบิยาออก ทำให้บิยาถึงกับร้องไห้ออกมา เมื่อเสร็จการแข่งขันแล้วเดล โบสเก อ้างว่าไม่ทราบว่านี่คือการเล่นให้กับทีมชาติเป็นนัดสุดท้ายของบิยาดาบิด บิยา ถือได้ว่าเป็นนักฟุตบอลทีมชาติสเปนที่ผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกติดต่อกันถึง 3 สมัย คือ ฟุตบอลโลก 2006, ฟุตบอลโลก 2010 และฟุตบอลโลก 2014 และคว้าแชมป์โลกมาได้หนึ่งสมัย คือ ฟุตบอลโลก 2010 และเป็นเจ้าของสถิติผู้ทำประตูสูงสุดของทีมชาติสเปน คือ 59 ประตู ทำลายสถิติเดิมของราอูล กอนซาเลซ และเป็นนักฟุตบอลสเปนที่ยิงในฟุตบอลโลกมากที่สุด คือ 9 ประตู จากการลงเล่นทั้งหมด 12 นัด

ดาราแห่งดาวิด

ดาราแห่งดาวิด (מָגֵן דָּוִד; อังกฤษ: Star of David) เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเป็นอัตลักษณ์ของชาวยิว (Jewish identity) และศาสนายูดาห์

สัญลักษณ์นี้มีชื่อมาจากดาวิด พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรอิสราเอล การใช้เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มชนครั้งแรกเริ่มขึ้นในสมัยกลาง[ต้องการอ้างอิง] ที่รวมทั้งสัญลักษณ์ที่เก่ากว่านั้นที่รวมทั้งเชิงเทียนเมโนราห์ (Menorah) ดาราแห่งดาวิดเป็นสามเหลี่ยมไขว้ที่เป็นรูปดาวหกเหลี่ยม

ในปี ค.ศ. 1948 เมื่อมีการก่อตั้งประเทศอิสราเอลขึ้นดาราแห่งดาวิดบนธงชาติอิสราเอลก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของอิสราเอล และมามีความสัมพันธ์กับขบวนการไซออนิสต์ด้วย

ดาวิด ลูอีซ

ดาวิด ลูอีซ โมเรย์รา โมริญญู (โปรตุเกส: David Luiz Moreira Mourinho) เป็นนักฟุตบอลอาชีพชาวบราซิล ปัจจุบันเล่นให้กับอาร์เซนอลในพรีเมียร์ลีกและทีมชาติบราซิลในตำแหน่งกองหลังตัวกลาง และยังเล่นแบ็กซ้ายด้วยเช่นกัน ลูอีซเป็นกองหลังที่มีส่วนสูง 185 เซนติเมตร มีทักษะในการเล่นกับลูกบอลได้ดีเช่นเดียวกับการเล่นเกมรับ

ดาวิด อาลาบา

ดาวิด โอลาโตคุนโบ อาลาบา (เกิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ. 1992 ในเมืองเวียนนา) เป็นนักฟุตบอลทีมชาติออสเตรีย โดยมีบิดาเป็นชาวไนจีเรียและมารดาเป็นชาวฟิลิปปินส์ ปัจจุบันเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลไบเอิร์นมิวนิก ในบุนเดิสลีกา, ประเทศเยอรมนี ในช่วงการเล่นระดับเยาวชนเขาลงเล่นในตำแหน่ง กองกลาง และเมื่อขึ้นมาอยู่ในทีมชุดในปี 2012 ยุพพ์ ไฮน์เคส ผู้จัดการทีมของบาเยิร์นได้สอนเขาให้เล่นในตำแหน่ง แบ็กซ้าย เพื่อสร้างตำแหน่งแบ็กไว้สำรอง อาลาบาเคยเป็นผู้ฝึกสอนให้กับสโมสรบาเยิร์นในชุด U-11 ช่วงฤดูกาล 2008-09 อีกด้วย.

ทาวิสุพลีบา

"ทาวิสุเพลบา" (ภาษาจอร์เจีย: თავისუფლება) เป็นชื่อเพลงชาติของสาธารณรัฐจอร์เจียในปัจจุบัน เพลงนี้เริ่มใช้เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2547 พร้อมกับธงชาติใหม่ซึ่งเรียกชื่อว่า "ธงห้ากางเขน" และตราแผ่นดินแบบใหม่ โดยการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้เกิดขึ้นหลังจากการปฎิวัติดอกกุหลาบ โค่นล้มรัฐบาลจอร์เจียชุดเก่าโดยปราศจากการนองเลือดในปีนั้น ทำนองเพลงมาจากอุปรากรจอร์เจียเรื่อง "เอบซาลอบและเอเตรี" (Abesalom da Eteri) และเรื่อง "รัตติกาล" (Daisi) ซึ่งเป็นผลงาน ซากาเรีย ปาลิอาชวิลี นักประพันธ์ชาวจอร์เจีย (ზაქარია ფალიაშვილი, Zakaria Paliashvili, พ.ศ. 2414 - พ.ศ. 2476) โดยอิโอเซป เกชากมัดเซ (იოსებ კეჭაყმაძე, Ioseb Kechakmadze) เป็นผู้ดัดแปลงทำนองเพื่อใช้เป็นเพลงชาติ ส่วนเนื้อร้องประพันธ์โดย ดาวิด มากราดเซ (David Magradze, დავით მაღრაძე)

ธงชาติอิสราเอล

ธงชาติอิสราเอล เริ่มใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2491 หลังจากการประกาศสถาปนาประเทศได้ 5 เดือน ลักษณะเป็นธงสี่เหลี่ยมผืนผ้าพื้นสีขาว กว้าง 8 ส่วน ยาว 11 ส่วน กลางธงมีรูปดาวหกแฉกสีฟ้า อยู่ระหว่างแถบสีฟ้า 2 แถบ ที่พาดผ่านตอนบนและตอนล่างของธง โดยสีฟ้าหรือสีน้ำเงินในธงชาติและธงต่างๆ ของอิสราเอลนั้น มีระดับความเข้มที่แตกต่างกันออกไป เฉพาะสีฟ้าในธงชาตินั้น เป็นชนิดที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า "dark sky-blue" ธงนี้ออกแบบขึ้นครั้งแรกเพื่อใช้ในขบวนการไซออนนิสต์เมื่อ พ.ศ. 2434 แบบของธงนี้มีพื้นฐานมาจากผ้าคลุมศีรษะของชาวยิวเพื่อใช้ในการทำพิธีทางศาสนา ซึ่งเป็นผ้าสีขาวมีขอบฟ้า มีชื่อเรียกว่า "ทาลลิต" (Tallit) ส่วนดาวหกแฉกสีฟ้าที่กลางธงมีชื่อเรียกว่า ดาวแห่งเดวิด (ภาษาฮีบรูเรียกว่า "มาเกน ดาวิด" (Magen David) แปลว่า โล่แห่งกษัตริย์เดวิด) อันเป็นสัญลักษณ์ของชาวยิว ซึ่งเริ่มใช้โดยชาวยิวในกรุงปราก ประเทศสาธารณรัฐเช็ก ในช่วงยุคกลางตอนปลาย และได้รับการยอมรับโดยคองเกรสแห่งไซออนนิสต์ครั้งที่ 1 (First Zionist Congress) เมื่อ พ.ศ. 2440ใน พ.ศ. 2550 ประเทศอิสราเอลได้สร้างสถิติธงชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกขึ้นใหม่ จากการกางธงชาติอิสราเอลขนาดกว้าง 100 เมตร ยาว 660 เมตร น้ำหนัก 5.2 ตัน ที่บริเวณใกล้ป้อมโบราณเมืองมาซาดา

นักบุญโยเซฟ

โยเซฟ(ฮีบรู: יוֹסֵף‎ Yosef) ชาวคาทอลิกเรียกว่านักบุญยอแซฟ เป็นนักบุญในศาสนาคริสต์ เกิดเมื่อประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 1 และเสียชีวิตในคริสต์ศตวรรษเดียวกัน ที่เมืองนาซาเร็ธในประเทศอิสราเอลปัจจุบัน นักบุญโยเซฟสืบสายมาจากตระกูลกษัตริย์[[ดาวิด] คัมภีร์พันธสัญญาใหม่ระบุว่าเป็นสามีของนางมารีย์ซึ่งเป็นมารดาพระเยซู นักบุญโยเซฟมิใช่บิดาตามเชึ้อสายของพระเยซู กล่าวว่าพ่อของนักบุญโยเซฟชื่อยาโคบ แต่ตามหลักฐานของพระวรสารนักบุญลูกา กล่าวว่าพ่อของนักบุญโยเซฟชื่อเฮลี พระวรสารในสารบบไม่ได้ระบุวันและสถานที่เกิดและตายของโยเซฟ เท่าที่ทราบโยเซฟอยู่ที่เมืองนาซาเรธ ใน กาลิลี อยู่ที่เบธเลเฮม ในแคว้นยูเดียเป็นเวลาอีกสองปี และถูกบังคับให้ลี้ภัยไปอยู่อียิปต์อีกระยะหนึ่งหากแต่ที่นั่นเป็นอาณาเขตหลักของดิโอ บรานโด แม้ว่า “พระวรสารสหทรรศน์” จะไม่ได้กล่าวถึงอายุของโยเซฟแต่จากเอกสารอื่น ๆ โยเซฟเป็นพ่อหม้ายลูกติดเมื่อแต่งงานกับมารีย์ และมารีย์เป็นหม้ายเมื่อพระเยซูออกเทศนาและเมื่อพระเยซูทรงรับพระทรมาน ฉะนั้นจึงสันนิษฐานว่าโยเซฟเสียชีวิตก่อนที่พระเยซูจะสิ้นพระชนม์

อาชีพของโยเซฟตามที่บรรยายในพระวรสารว่าเป็น τεκτων, ภาษากรีกหมายถึงช่างแต่ในศาสนาคริสต์ถือกันว่าโยเซฟเป็นผู้ทำงานกับไม้หรือช่างไม้ แต่ในภาษาอังกฤษปัจจุบันใช้คำว่า “joiner” หรือ “cabinet-maker” หรือช่างทำเฟอร์นิเจอร์ซึ่งเหมาะกับความหมายในภาษากรีกมากกว่า โยเซฟยังมีความสามารถพิเศษในการอ่านใจผู้อื่นโดยมักจะเอ่ยคำว่า "ประโยคถัดไปที่ท่านจะพูดก็คือ..." เพื่อสยบวาทะจากบรรดาบุคคลนอกรีต นอกเหนือจากนั้นแล้วพระวรสารก็มิได้กล่าวถึงโยเซฟ และไม่มีบทพูด มิได้บอกสถานที่เกิดและสถานที่เสียชีวิต และเวลาต่างที่เกี่ยวกับโยเซฟก็แตกต่างกัน บางครั้งก็จะกล่าวว่าอายุมากกว่ามารีมาก และบางครั้งก็เพียงไม่กี่ปี บางวรสารกล่าวว่าโยเซฟเป็นพ่อหม้ายลูกติดเมื่อแต่งงานกับมารีย์ ในพระวรสารกล่าวถึงโยเซฟเมื่อพระเยซูไปเยรูซาเลมเมื่ออายุสิบสองปี แต่ไม่มีอะไรที่กล่าวถึงโยเซฟหลังจากนั้น เอกสารเกี่ยวกับเวลาเสียชีวิตไม่ชัดเจนแต่เมื่อพระเยซูออกเทศนามารีย์ก็เป็นหม้ายแล้วในนิกายโรมันคาทอลิกถือว่านักบุญโยเซฟเป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์กรรกรและมีวันสมโภชหลายวัน และในปี ค.ศ. 1870 สมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 9 ประกาศให้นักบุญโยเซฟและนักบุญเปโตรเป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์ของศาสนจักรคาทอลิกทั้งหมด นอกจากนั้นโยเซฟยังเป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์เมืองและประเทศหลายเมืองและหลายประเทศ

ปฏิทินฮีบรู

ปฏิทินฮีบรู หรือ ปฏิทินยิว (อังกฤษ: Hebrew calendar; ฮีบรู: הלוח העברי‎‎) เป็นปฏิทินประจำปีใช้ในศาสนายูดาห์ ภายในระบุวันหยุดทางศาสนายูดาห์ คำสอนทั่วไปในคัมภีร์โทราห์ ยาร์ทเซียส (Yahrtzeit) ซึ่งเป็นวันระลึกถึงวันตายของญาติสนิท และซาล์ม (เพลงสวด) ตามวัน

พระเจ้าสตีเฟนแห่งอังกฤษ

พระเจ้าสตีเฟนแห่งอังกฤษ หรือ สตีเฟนแห่งบลัว (อังกฤษ: Stephen of England; Stephen of Blois) (ราว ค.ศ. 1096 – 25 ตุลาคม ค.ศ. 1154) เป็นพระเจ้าแผ่นดินราชอาณาจักรอังกฤษสมัยราชวงศ์นอร์มัน

พระเจ้าสตีเฟนเสด็จพระราชสมภพเมื่อราว ค.ศ. 1096 ที่บลัวในประเทศฝรั่งเศส เป็นพระราชโอรสในสตีเฟนที่ 2 เคานต์แห่งบลัวและพระนางอเดลาแห่งนอร์มังดีพระธิดาของพระเจ้าวิลเลียมที่ 1 ได้อภิเษกสมรสกับพระนางมาทิลดาแห่งบูลอญ และทรงราชย์ระหว่างวันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ. 1135 ถึงเดือนเมษายน ค.ศ. 1141 และระหว่างเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1141 จนเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 1154 ที่โดเวอร์ ประเทศอังกฤษ นับเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายของราชวงศ์นอร์มัน

หนังสือซามูเอล

หนังสือซามูเอล หรือ พระธรรมซามูเอล (อังกฤษ: Books of Samuel)

เป็นคัมภีร์ลำดับที่ 9 ในพระคริสตธรรม ภาคพันธสัญญาเดิม และเป็นลำดับที่ 4 ในหมวดประวัติศาสตร์

แบ่งออกเป็น 2 ฉบับ ได้แก่

หนังสือซามูเอล ฉบับที่ 1 มีทั้งหมด 31 บท

หนังสือซามูเอล ฉบับที่ 2 มีทั้งหมด 24 บทหนังสือซามูเอลตั้งชื่อตามปุโรหิตและผู้เผยพระวจนะที่มีชื่อเสียงของอิสราเอลในยุคนั้น ไม่ทราบผู้แต่ง แต่เชื่อกันในวัฒนธรรมชาวยิวว่า แต่งโดย ซามูเอล เอง (หรือโดยการริเริ่มของซามูเอล) และแต่งเพิ่มเติมโดย กาด และ นาธาน แต่นักวิชาการสมัยใหม่ลงความเห็นกันว่า ประวัติศาสตร์ในช่วงเฉลยพระธรรมบัญญัติทั้งหมด แต่งและรวบรวมขึ้นในช่วงทศวรรษ 630–540 ปีก่อนคริสตกาล จากบทความหลากหลายในหลายยุคสมัย เนื้อหาของหนังสือทั้งสองฉบับกล่าวถึง พงศาวดารของอิสราเอล ในช่วงชีวิตของ ผู้เผยพระวจนะซามูเอล, กษัตริย์ซาอูล (เป็นกษัตริย์องค์แรกของชนชาติอิสราเอล) และ กษัตริย์ดาวิด (กษัตริย์องค์ที่สองของชนชาติอิสราเอล และเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ของกลุ่มศาสนายูดาห์) ในมุมมองของบรรดาผู้เผยพระวจนะ ประกอบด้วยเนื้อหาตั้งแต่ ความเป็นมาของซามูเอลและ 2 กษัตริย์, ประวัติศาสตร์สำคัญต่างๆ จนถึง มรณกรรมของซามูเอล การสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์ซาอูล, เหตุการณ์สำคัญในรัชกาลกษัตริย์ดาวิด และ ซาโลมอนประสูติ

หนังสือเพลงสดุดี

หนังสือเพลงสดุดี (อังกฤษ: Book of Psalms) หรือที่เรียกว่า บทเพลงสรรเสริญ เป็นบทสรรเสริญพระเจ้าของกษัตริย์ดาวิดและโมเสส ที่ถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์ไบเบิล ภาคพันธสัญญาเดิม เป็นหนังสือในพระคัมภีร์ที่มีบทมากที่สุดในบรรดาคัมภีร์ไบเบิล มีทั้งหมด 150 บทด้วยกัน มีหลายบรรพ เป็นพระคัมภีร์ประเภทบทกวี ตั้งแต่บทที่ 1-73 จะประพันธ์โดยกษัตริย์ดาวิด ส่วนบทที่ 90 จะแต่งโดยโมเสส

อักษรซัลเตอร์

อักษรซัลเตอร์ พัฒนามาจากอักษรเปอร์เซียกลาง ปกติใช้เขียนบนกระดาษ เป็นที่รู้จักจากเอกสารลายมือ บทสวดของดาวิด (หรือเดวิด?)ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน

อัลกุรอาน

อัลกุรอาน บ้างเรียก โกหร่าน หรือ โก้หร่าน (อาหรับ: الْقُرآن‎) เป็นคัมภีร์ในศาสนาอิสลาม ชาวมุสลิมเชื่อว่าเป็นพระวจนะของอัลลอฮ์ที่ประทานผ่านทางเทวทูตญิบรีล มาสู่นบีมุฮัมมัด คำว่า กุรอาน มาจากรากศัพท์ในภาษาอาหรับแปลว่า การอ่าน หรือ อาขยาน

อัลลอฮ์ได้ประทานคัมภีร์อัลกรุอานแก่นบีมุฮัมมัดซึ่งชาวมุสลิมถือว่าเป็นศาสนทูตคนสุดท้าย และคัมภีร์นี้ก็เป็นคัมภีร์สุดท้ายที่อัลลอฮ์ได้ส่งมาให้แก่มวลมนุษยชาติ หลังจากนี้แล้วจะไม่มีคัมภีร์ใด ๆ จากพระเป็นเจ้าอีก คัมภีร์กรุอานนี้ได้ประทานมาเพื่อยกเลิกคัมภีร์เก่า ๆ ที่เคยได้ทรงประทานมาในอดีตนั่นคือคัมภีร์เตารอต ที่เคยทรงประทานมาแก่นบีมูซา คัมภีร์ซะบูร ที่เคยทรงประทานมาแก่นบีดาวูด (ดาวิด) และคัมภีร์อินญีลที่เคยทรงประทานมาแก่นบีอีซา (พระเยซู) เป็นคัมภีร์ที่บริบูรณ์ไม่มีการเพี้ยนเปลี่ยนแปลง ภาษาของคัมภีร์อัลกุรอานนั้นคือภาษาอาหรับ ที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบัน

การศรัทธาในคัมภีร์อัลกุรอานทั้งเล่มเป็นหลักการหนึ่งที่มุสลิมทุกคนต้องศรัทธา นั่นก็หมายความว่าหากไม่ศรัทธาในอัลกุรอาน หรือศรัทธาเพียงบางส่วนก็จะเป็นมุสลิมไม่ได้ เช่นเดียวกับที่ต้องศรัทธาว่าคัมภีร์อัลกุรอานนี้มีความบริบูรณ์ภายใต้การพิทักษ์ของพระผู้เป็นเจ้า ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีการสังคายนาคัมภีร์อัลกุรอานเลย[ต้องการอ้างอิง] ตั้งแต่วันที่ท่านศาสดาเสียชีวิตจนกระทั่งถึงปัจจุบัน โดยมีความเหมือนกันในทุกฉบับบนโลก และภาษาอาหรับในคัมภีร์จึงเป็นภาษาโบราณภาษาเดียว ที่มีใช้อย่างคงเดิมอยู่จนกระทั่งวันนี้ได้ และได้กลายเป็นภาษามาตรฐานของประเทศอาหรับทั้งหลาย เป็นภาษาวิชาการของอิสลาม และเป็นภาษาที่ใช้ในการปฏิบัติศาสนพิธีของมุสลิมทุกคนทั่วโลก

เยรูซาเลม

เยรูซาเลม (อังกฤษ: Jerusalem), เยรูชาลายิม (ฮีบรู: יְרוּשָׁלַיִם

‎) หรือ อัลกุดส์ (อาหรับ: القُدس‎) เป็นเมืองในตะวันออกกลาง ตั้งอยู่บนที่ราบของภูเขายูดาห์ ระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับทะเลเดดซี เยรูซาเลมเป็นเมืองที่พระยาห์เวห์ทรงเลือกสรรไว้ให้เป็นป้อมแห่งความเชื่อถึงพระเป็นเจ้าแต่เพียงองค์เดียว ประเทศอิสราเอลและรัฐปาเลสไตน์ต่างอ้างสิทธิเหนือเยรูซาเลมว่าเป็นเมืองหลวงของตน อย่างไรก็ตาม การกล่าวอ้างของทั้งสองฝ่ายไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ

เยรูซาเลมถือเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โดยได้รับการกล่าวถึงในชื่อ "อูรูซาลิมา" ในแผ่นศิลาจารึกของเมโสโปเตเมีย ซึ่งมีความหมายว่า "นครแห่งชาลิม" อันเป็นนามของพระเจ้าในแผ่นดินคานาอันเมื่อราว 2,400 ปีก่อนคริสตกาล และเมื่อมาถึงยุคของวงศ์วานอิสราเอล การก่อร่างสร้างเมืองเยรูซาเลมอย่างจริงจังก็ได้เริ่มขึ้นในศตวรรษที่ 9 ก่อนคริสตกาล (ยุคเหล็กช่วงปลาย) และในศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาล เยรูซาเลมก็ได้เป็นศูนย์กลางการปกครองและทางศาสนาของอาณาจักรยูดาห์ ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของเยรูซาเลม นครแห่งนี้ได้ถูกทำลายไปอย่างน้อย 2 ครั้ง, ถูกปิดล้อม 23 ครั้ง, ถูกโจมตี 52 ครั้ง, ถูกยึดและเอาคืน 44 ครั้ง มีส่วนหนึ่งของเยรูซาเลมที่เรียกว่า "เมืองดาวิด" ปรากฏการตั้งถิ่นฐานตั้งแต่สี่พันปีก่อนคริสตกาล กำแพงเมืองเยรูซาเลมซึ่งยังคงตั้งตะหง่านจนถึงปัจจุบันสร้างขึ้นในปี 1538 ในรัชกาลสุลัยมานผู้เกรียงไกร พื้นที่ภายในกำแพงเรียกว่าย่านเมืองเก่า ซึ่งแบ่งออกเป็นสี่เขตด้วยกันได้แก่ เขตอาร์มีเนีย, เขตยิว, เขตคริสเตียน และเขตมุสลิม ย่านเมืองเก่านี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกในปีค.ศ. 1981 และยังเป็นหนึ่งในมรดกโลกที่กำลังตกอยู่ในภาวะอันตราย

เยรูซาเลมได้รับขนานนามว่าเป็น "นครศักดิ์สิทธิ์" ของศาสนาทั้งสามในกลุ่มศาสนาอับราฮัมอันได้แก่ ศาสนายูดาห์, ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม ซึ่งในคัมภีร์ไบเบิลระบุว่า เมื่อกษัตริย์ดาวิดได้พิชิตเยรูซาเลมมาจากพวกเยบุสแล้ว ก็ทรงสถาปนาเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรอิสราเอล-ยูดาห์ กษัตริย์ซาโลมอน พระโอรสของกษัตริย์ดาวิด ได้ทรงสร้างพระวิหารแรกขึ้นที่เมืองนี้ เหตุการณ์อันเกิดขึ้นในช่วงสหัสวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาลนี้ได้ถือเป็นศูนย์รวมเชิงสัญลักษณ์ทั้งมวลของชาวยิว ความศักดิ์สิทธิ์ของเยรูซาเลมในศาสนาคริสต์มีทั้งที่ปรากฏในพันธสัญญาเดิมฉบับแปลกรีก (หนังสือ Septuagint) ตลอดส่วนที่ถูกกล่าวถึงในพันธสัญญาใหม่ตอนพระเยซูถูกตรึงกางเขน ในศาสนาอิสลามนิกายซุนนีได้ถือว่าเยรูซาเลมเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ที่สุดเป็นลำดับสามรองจากนครมักกะฮ์และอัลมะดีนะฮ์ ในปีค.ศ. 610 เยรูซาเลมกลายเป็นชุมทิศแห่งแรกสำหรับการประกอบพิธีละหมาดของชาวมุสลิม และสิบปีหลังจากนั้น มุฮัมมัดได้เดินทางมายังเมืองแห่งนี้เพื่อขึ้นสรวงสวรรค์ไปพบกับพระเจ้าตามได้บันทึกไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน ด้วยบันทึกทางประวัติศาสตร์นี้เองทำให้เมืองเก่าเยรูซาเลมซึ่งมีพื้นที่เพียง 0.9 ตารางกิโลเมตร เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างอันมีความสำคัญทางศาสนามากมาย โดยเฉพาะบนเนินพระวิหาร อันเป็นที่ตั้งของ กำแพงประจิม, โดมแห่งศิลา, มัสยิดอัลอักศอ

ปัจจุบัน สถานภาพของเยรูซาเลมยังเป็นประเด็นแกนกลางประเด็นหนึ่งในความขัดแย้งอิสราเอล–ปาเลสไตน์ ระหว่างสงครามอาหรับ–อิสราเอลปี 1948 เยรูซาเลมตะวันตกรวมอยู่ใบรรดาดินแดนที่ถูกอิสราเอลยึดและผนวกในภายหลังด้วย ส่วนเยรูซาเลมตะวันออก รวมทั้งนครเก่า ถูกจอร์แดนยึดและผนวกในภายหลัง ประเทศอิสราเอลยึดเยรูซาเลมตะวันออกจากจอร์แดนระหว่างสงครามหกวันปี 1967 แล้วผนวกเข้าเป็นเยรูซาเลมร่วมกับดินแดนแวดล้อมเพิ่มเติม กฎหมายเยรูซาเลมปี 1980 อันเป็นกฎหมายหลักพื้นฐานของอิสราเอลฉบับหนึ่ง อ้างถึงเยรูซาเลมว่าเป็นเมืองหลวงอันแบ่งแยกมิได้ของประเทศ อำนาจทั้งสามฝ่ายของรัฐบาลอิสราเอลตั้งอยู่ในเยรูซาเลม รวมทั้งนัสเซต (รัฐสภาอิสราเอล) ทำเนียบนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดี และศาลสูงสุด ทว่า ประชาคมนานาชาติปฏิเสธการผนวกดังกล่าวว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายและถือว่าเยรูซาเลมตะวันออกเป็นดินแดนของปาเลสไตน์ที่ถูกอิสราเอลยึดครอง อิสราเอลมีการอ้างสิทธิ์อธิปไตยที่เข้มแข็งกว่าเหนือเยรูซาเลมตะวันตก ประชาคมนานาชาติ นอกเหนือจากสหรัฐและสาธารณรัฐเช็ก ไม่รับรองเยรูซาเลมว่าเป็นเมืองหลวงของประเทศอิสราเอล และนับแต่คริสต์ทศวรรษ 1980 นครดังกล่าวไม่มีสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศ แม้มีการออกคำสั่งประธานาธิบดีในสหรัฐให้ย้ายสถานเอกอัครราชทูตไปเยรูซาเลม เยรูซาเลมยังเป็นที่ตั้งของสถาบันนอกภาครัฐของอิสราเอลที่มีความสำคัญด้วย เช่น มหาวิทยาลัยฮีบรู และพิพิธภัณฑ์อิสราเอล พร้อมทั้งอาคารแห่งหนังสือ

นักบุญของคริสตจักรโรมันคาทอลิก
พระนางมารีย์พรหมจารี
ทูตสวรรค์
ปฐมบรรพบุรุษ
ผู้เผยพระวจนะ
อัครทูต
ผู้นิพนธ์พระวรสาร
สาวก
มรณสักขี
พระสันตะปาปา
ปิตาจารย์
ธรรมสักขี
นักปราชญ์แห่งคริสตจักร
พรหมจารี

ภาษาอื่น

This page is based on a Wikipedia article written by authors (here).
Text is available under the CC BY-SA 3.0 license; additional terms may apply.
Images, videos and audio are available under their respective licenses.