ซาโลมอน

ซาโลมอน[3][4][5] (ศัพท์คริสต์ศาสนา) หรือ โซโลมอน (ศัพท์ประวัติศาสตร์) (ละติน: Solomon; ฮีบรู: שְׁלֹמֹה‎) มาจากราก S-L-M ที่แปลว่า ความสงบ ในอิสลามว่า สุลัยมาน[6] หรือตามฉายาคือ ซาโลมอนผู้ทรงปัญญา ชื่ออีกชื่อหนึ่งที่ใช้ในคัมภีร์ฮีบรูคือ เจดิดิอา (ฮีบรู: יְדִידְיָהּ‎) ทรงเป็นกษัตริย์องค์ที่สามแห่งอิสราเอล ปรากฏในคัมภีร์ฮีบรูหมวดทานัคของศาสนายูดาห์ คัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมของศาสนาคริสต์ และในคัมภีร์อัลกุรอานของศาสนาอิสลาม คัมภีร์กล่าวว่ากษัตริย์ซาโลมอนเป็นบุตรของดาวิด[7] และกล่าวว่าเป็นกษัตริย์องค์ที่สามของสหราชอาณาจักรอิสราเอลและกษัตริย์องค์สุดท้ายก่อนที่จะแยกเป็นราชอาณาจักรอิสราเอลทางเหนือและราชอาณาจักรยูดาห์ทางใต้ หลังจากการแยกตัวผู้ที่สืบเชื้อสายก็ปกครองแต่เพียงราชอาณาจักรยูดาห์เท่านั้น

พระคัมภีร์กล่าวว่าพระเจ้าซาโลมอนเป็นผู้สร้างวิหารแห่งซาโลมอน[8] ในกรุงเยรูซาเลมที่ถือกันว่าเป็นพระวิหารแห่งเยรูซาเลมหลังแรก[7] และเป็นผู้มีความฉลาด มั่งคั่ง และอำนาจอย่างมากในยุคนั้น

ซาโลมอน
กษัตริย์แห่งอิสราเอล
Salomons dom
การพิพากษาของซาโลมอน วาดโดย เปเตอร์ เปาล์ รือเบินส์
ครองราชย์c. 970–931 ก่อนค.ศ.
ก่อนหน้าดาวิด
ถัดไปเยโรโบอัม (อาณาจักรเหนือ)
เรโหโบอัม (อาณาจักรใต้)
ชายาพระนางนามา
ธิดาฟาโรห์
สนม 700 นาง[1][2]
พระราชบุตรเรโหโบอัม
ราชสกุลราชวงศ์ดาวิด
พระราชบิดาดาวิด
พระราชมารดาบัท‌ชู‌วา
ประสูติ1010 ปีก่อนค.ศ.
เยรูซาเลม
สวรรคต931 ปีก่อนค.ศ.
เยรูซาเลม

ในพระคัมภีร์

ซาโลมอนประสูติในกรุงเยรูซาเลม[9] เป็นโอรสองค์ที่ 2 ของกษัตริย์ดาวิดที่ประสูติแด่พระนางบัท‌ชู‌วา ส่วนโอรสองค์แรกนั้นสิ้นพระชนม์ไปก่อนแล้ว มีพี่น้องร่วมบิดามารดาอยู่สามองค์ คือ ชิ‌เม‌อา, โช‌บับ และนาธัน[10] ซาโลมอนมีพระเชษฐาต่างมารดาอยู่ 6 องค์

เหตุแย่งชิงบัลลังก์

หนังสือพงศ์กษัตริย์เล่ม 1 ได้ระบุว่า "กษัตริย์​ดาวิด​มี​พระ‍ชน‌มายุ​และ​ทรง‍พระ‍ชรา​มาก​แล้ว แม้​จะ​ห่ม​ผ้า​ให้​หลาย​ผืน พระ‍องค์​ก็​ยัง​ไม่​อบอุ่น"[11] ดังนั้นบรรดาข้าราชสำนักจึงต้องเสาะแสวงหา​สาว‍งามพรหม‌จารีทั่วทั้งดินแดนอิสราเอล ซึ่งได้พบกับหญิง​ชาว​ชู‌เนมนามว่า อา‌บี‌ชาก​ [12] ซึ่งนางคอยปรน‌นิ‌บัติ​พระ‍องค์โดยที่ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กัน เมื่อกษัตริย์ดาวิดทรงอยู่ในสภาพเช่นนี้จึงทำให้เกิดการชิงอำนาจขึ้นในราชสำนัก เจ้าชาย​อา‌โด‌นี‌ยาห์ซึ่งประสูติแด่​พระ‍นาง​ฮัก‌กีทได้ประกาศตนขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ แต่ก็แพ้แก่กลอุบายของพระ‍นาง​บัท‌เช‌บาและนาธันผู้เผยพระวจนะ ซึ่งได้โน้มน้าวให้กษัตริย์ดาวิดทรงประกาศให้เจ้าชายซาโลมอนเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ตามที่เคยปฏิ‌ญาณ​ต่อพระยาเวห์ ถึงแม้ว่าซาโลมอนจะไม่ใช่โอรสองค์ใหญ่ก็ตาม

ซาโลมอนสืบราชสมบัติ

Cornelis de Vos - The Anointing of Solomon
ซาโลมอนรับการเจิมเป็นกษัตริย์ วาดโดย Cornelis de Vos

ซาโลมอนได้ขึ้นครองราชย์ตามพระบัญชาของกษัตริย์ดาวิด หลังครองราชย์แล้วซาโลมอนก็เริ่มกำจัดฝ่ายตรงข้าม ทั้งประหารเจ้าชาย​อา‌โด‌นี‌ยาห์, ประหารแม่ทัพโยอาบคนสนิทของพระบิดา, ขับไล่ปุโรหิต​อา‌บี‌ยา‌ธาร์​ ฯลฯ ซาโลมอนแต่งตั้งให้เพื่อนฝูงญาติมิตรมีอำนาจในราชสำนัก ทั้งฝ่ายพลเรือนและทหาร กองทัพของซาโลมอนมีความเข้มแข็งขึ้นอย่างมากโดยเฉพาะกองทหารม้าและกองรถม้า พระองค์ได้จัดตั้งนิคมขึ้นจำนวนหลายแห่งทั้งนิคมการค้าและค่ายทหาร หลังครองราชย์ได้สี่ปีพระองค์ก็ได้สร้างวิหารหลังแรกขึ้นคือวิหารแห่งซาโลมอน การค้าขายระหว่างประเทศดำเนินไปอย่างรุ่งเรืองในรัชสมัยพระองค์ พระองค์ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นกษัตริย์อิสราเอลที่มั่งคั่งที่สุดที่ถูกกล่าวถึงในพระคัมภีร์

สติปัญญาจากพระเป็นเจ้า

Luca Giordano - Dream of Solomon - WGA09004
พระยาเวห์ประทานสติปัญญาแก่ซาโลมอน วาดโดย Luca Giordano

ซาโลมอนเป็นบุคคลที่ทรงปัญญาที่สุดในพระคัมภีร์ ในหนังสือพงศ์กษัตริย์ฉบับ 1 ซาโลมอนได้อุทิศตนเองต่อพระยาเวห์และภาวนาขอสติปัญญา พระยาเวห์ทรงตอบรับคำภาวนาของเขา ทรงให้สัญญาแก่ซาโลมอนว่าจะประทานสติปัญญาชั้นเลิศที่สุดแก่ซาโลมอน เนื่องจากเขาไม่ได้ขอพรที่เห็นแก่ตัวอย่างความเป็นอมตะหรือความพินาศของศัตรู

เรื่องราวที่มีชื่อเสียงที่สุดในด้านสติปัญญาของซาโลมอนคือคำพิพากษาของซาโลมอน เป็นคดีที่มีสตรีสองคนอ้างสิทธิว่าเป็นแม่ที่แท้จริงชองเด็กทารกคนหนึ่งและขอให้ซาโลมอนทรงตัดสิน ซาโลมอนพิพากษาคดีอย่างง่าย ๆ โดยให้ตัดเด็กทารกออกเป็นสองส่วนแบ่งให้สตรีผู้กล่าวอ้างทั้งสองคนเสีย ทันใดนั้นมีสตรีคนหนึ่งยอมถอนตัวทันที เธอกล่าวว่าเธอขอยอมแพ้เสียดีกว่าให้เด็กถูกฆ่าตาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นซาโลมอนจึงประกาศให้สตรีผู้ที่ถอนตัวเป็นแม่ของเด็กทารก

สติปัญญาของซาโลมอนนั้นเป็นที่เลื่องลือไปในอาณาจักรมากมาย นั่นเองทำให้ชาวต่างประเทศมากมายต่าง "...แสวง‍หา​ที่​จะ​เข้า‍เฝ้า​ซา‌โล‌มอน เพื่อ​จะ​ฟัง​พระ‍สติ‍ปัญญา​ซึ่ง​พระ‍เจ้า​ประ‌ทาน​ไว้​ใน​พระ‍ทัย​ของ​พระ‍องค์ ทุก​คน​ก็​นำ​เครื่อง‍บรร‌ณา‌การ​ของ​เขา​มา คือ​ภาชนะ​เงิน​และ​ภาชนะ​ทอง เสื้อ‍ผ้า อาวุธ เครื่อง‍เทศ ม้า​และ​ล่อ ตาม​จำ‌นวน​กำ‌หนด​ทุก ๆ ปี"[13]

ชายาและบาทบริจาริกา

คัมภีร์ไบเบิลระบุว่า ซาโลมอนมีชายา 700 องค์และบริจาริกาอีก 300 นาง บรรดาชายาล้วนเป็นพระราชธิดาจากต่างอาณาจักร อาทิ ธิดาของฟาโรห์แห่งอียิปต์, ธิดาแห่งอาณาจักรอัมโมน, ธิดาแห่งอาณาจักรโมอับ ฯลฯ ในพระคัมภีร์ยังบันทึกไว้อีกว่า กษัตริย์ซาโลมอนได้หลงชายาต่างชาติจนยินยอมให้ชายาทั้งหลายนับถือเทพเจ้าของอาณาจักรตนเอง ยอมให้สร้างวิหารของเทพเจ้าของศาสนาอื่นในอาณาจักรของพระองค์ การกระทำเช่นนี้ของซาโลมอนทำให้พระยาเวห์ทรงกริ้ว[14] กลายเป็นปฐมเหตุที่พระยาเวห์เอาพระทัยออกห่างอิสราเอล พระยาเวห์เริ่มแผนการจะทำลายอิสราเอลโดยการยืมมือของอาณาจักรศัตรูของอิสราเอล

ซาโลมอนสวรรคต อิสราเอลแตกเป็นเหนือ-ใต้

ในคัมภีร์ฮีบรูระบุว่า ซาโลมอนเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชอาณาจักรอิสราเอล เสด็จสวรรคตด้วยโรคชราเมื่อมีพระชนม์ราว 80 ปี หลังซาโลมอนสวรรคต เจ้าชายเรโหโบอัมก็ได้สืบบัลลังก์ต่อจากพระบิดาในกรุงเยรูซาเลม อย่างไรก็ตาม สิบสองชนเผ่าอิสราเอลกลับไม่ยอมรับเรโหโบ‌อัมเป็นกษัตริย์และประกาศแยกประเทศอยู่ทางเหนือ โดยให้เยโรโบอัมจากเผ่าเอฟราอิมเป็นกษัตริย์ ประเทศอิสราเอลจึงแตกออกเป็นเหนือ-ใต้

  • อิสราเอลเหนือเรียกว่า "อาณาจักรอิสราเอล" มีเมืองหลวงอยู่ที่ซามาเรีย มีเยโรโบอัมเป็นกษัตริย์
  • อิสราเอลใต้ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเรียกว่า "อาณาจักรยูดาห์" มีเมืองหลวงอยู่ที่เยรูซาเลม มีเรโหโบอัมเป็นกษัตริย์

พระราชทรัพย์

Tissot Solomon Dedicates the Temple at Jerusalem
ซาโลมอนสร้างวิหารในเยรูซาเลมอุทิศพระเป็นเจ้า วาดโดย James Tissot

ในคัมภีร์ฮีบรูระบุว่าราชสำนักอิสราเอลมีความมั่งคั่งที่สุดในปีที่ 40 ในรัชกาลของซาโลมอน ในแต่ละปีต่างมีชาวต่างประเทศมากมายหวังเข้าเฝ้าเพื่อถวายเครื่องบรรณาการแก่ซาโลมอน ดังปรากฏความว่า "น้ำ‍หนัก​ของ​ทอง‍คำ​ที่​นำ​มา​ถวาย​ซา‌โล‌มอน​ใน​ปี​หนึ่ง​นั้น​เป็น​ทอง‍คำ​หนัก​ถึง 23,000 กิโล‍กรัม...ถ้วย​ทั้ง‍สิ้น​ของ​พระ‍ราชา​ซา‌โล‌มอน​ทำ​ด้วย​ทอง‍คำ และ​ภาชนะ​ทั้ง‍สิ้น​ของ​พระ‍ตำ‌หนัก​พนา​เล‌บา‌นอน​ทำ​ด้วย​ทอง‍คำ​บริ‌สุทธิ์ ไม่‍มี​ที่​ทำ​ด้วย​เงิน​เลย เงิน​นั้น​ถือ‍ว่า​เป็น​ของ​ไม่‍มี​ค่า​อะไร​ใน​สมัย​ของ​ซา‌โล‌มอน"[15] นอกจากนี้ซาโลมอนยังมีกองเรือของตนเองซึ่งจะนำทรัพย์สินเข้ามาถวายปีละสามหน

ตำนาน

ดวงตราแห่งซาโลมอน

ซาโลมอนมีแหวนมนตราวงหนึ่งที่เรียกว่า ดวงตราแห่งซาโลมอน (Seal of Solomon) เชื่อกันว่าซาโลมอนได้รับมอบแหวนวงนี้และมีอำนาจเหนือญินและปิศาจ กล่าวกันว่าสัญลักษณ์มนตราบนแหวนเป็นสัญลักษณ์เดียวกับ ดาราแห่งดาวิด (บ้างเรียก โล่แห่งดาวิด) แม้ว่าดาราแห่งดาวิดจะเป็นสัญลักษณ์ของศาสนายูดาห์ซึ่งเริ่มปรากฎในคริสต์ศตวรรษที่ 2 ถึง 4 ก็ตาม บันทึกของรับบีระบุว่า ครั้งหนึ่งราชาแห่งเหล่ามารแอสโมเดียส (Asmodeus) ถูกจับกุมโดยเบไนอา (Benaiah) ที่สวมแหวนอยู่ และถูกบังคับให้อยู่ใต้อาณัติของซาโลมอน ในอีกตำนานระบุว่าแอสโมเดียสนำชายผู้หนึ่งซึ่งมีสองหัวขึ้นมาจากโลกบาดาลเพื่อให้ซาโลมอนทอดพระเนตร ชายผู้นั้นไม่สามารถกลับไปโลกบาดาลได้ จึงได้อยู่กินกับสตรีนางหนึ่งในกรุงเยรูซาเลม และมีลูกชายด้วยกันเจ็ดคน หกในจำนวนเจ็ดคนนั้นมีลักษณะเช่นมารดา ส่วนอีกหนึ่งคนมีสองหัวเช่นบิดา เมื่อบิดาเสียชีวิต นายสองหัวได้เรียกร้องมรดกในส่วนสำหรับสองคน ซาโลมอนตัดสินว่านายสองหัวเป็นเพียงบุคคลเดียว

ตวงตราแห่งซาโลมอนเปรียบได้ดั่งแหวนแห่งอำนาจ ในหลายตำนานระบุว่า มีหลายกลุ่มคณะบุคคลเคยพยายามชิงหรือขโมยแหวนด้วยทางใดทางหนึ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจมนตรา

วัตถุแห่งซาโลมอน

อีกหนึ่งวัตถุมาตราหนึ่งของซาโลมอนคือโต๊ะและกุญแจแห่งซาโลมอน เป็นที่กล่าวว่าโต๊ะแห่งซาโลมอนตั้งอยู่ในเมืองโตเลโดในช่วงที่ชาววิซิกอทปกครอง ก่อนที่จะถูกชิงไปโดยนายทหารฝ่ายมุสลิมในช่วงอาณาจักรอุมัยยะฮ์พิชิตดินแดนไอบีเรีย[16] ส่วนกุญแจแห่งซาโลมอนปรากฎอยู่ในหนังสือที่ชื่อว่า กุญแจย่อยของซาโลมอน ซึ่งเป็นตำราไสยเวทมีโครงเรื่องที่ซาโลมอนจับกุมปิศาจต่างๆด้วยแหวน และบังคับให้ปิศาจพวกนั้นแนะนำชื่อเสียงเรียงนามแก่ตน

ดูเพิ่ม

อ้างอิง

  1. "In Our Time With Melvyn Bragg: King Solomon". UK: BBC Radio 4. 7 June 2012. สืบค้นเมื่อ 2012-06-10.
  2. Holy Bible. 1 Kings 11:1-3. |access-date= requires |url= (help)
  3. หนังสือพงศ์กษิตริย์ ฉบับที่ 1-2, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  4. หนังสือพงศาวดาร ฉบับที่ 1-2, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  5. หนังสือเพลงซาโลมอน, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  6. Kaplan, Aryeh (1989). The Bahir. p. 130. ISBN 0877286183.
  7. 7.0 7.1 Barton, George A. "Temple of Solomon". Jewish Encyclopedia. New York, NY.: Funk & Wagnalls. pp. 98–101. doi:10.1038/2151043a0. สืบค้นเมื่อ 2007-05-15.
  8. หนังสือพงศาวดาร ฉบับที่ 2 3:1-14, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  9. 1 พงศาวดาร 14:4 ,พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  10. 1 พงศาวดาร 3:5 , พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  11. 1 พงศ์กษัตริย์ 1:1
  12. 1 พงศ์กษัตริย์ 1:3
  13. 1 พงศ์กษัตริย์ 10:24
  14. 1 พงศ์กษัตริย์ 11:6
  15. 1 พงศ์กษัตริย์ 10:21
  16. Ibn Abd-el-Hakem. History of the Conquest of Spain.

แหล่งข้อมูลอื่น

วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ พระเจ้าซาโลมอน

กิจการของอัครทูต

กิจการของอัครทูต (อังกฤษ: Acts of the Apostles) เป็นเอกสารฉบับที่ 5 ของคัมภีร์ไบเบิล ภาคพันธสัญญาใหม่ เรียกย่อว่า กิจการ (Acts)

ชื่อมาจากภาษากรีก “Praxeis Apostolon” ใช้เป็นครั้งแรกโดยนักบุญอิเรเนียส (Irenaeus) เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 2 อาจมีนัยความหมายว่า “กิจการของพระจิต” หรือเป็น “กิจการของพระเยซู” ก็เป็นได้ เพราะ กิจการ เขียนขึ้นเพื่อบันทึกแนวทางปฏิบัติที่พระเยซูทรงสอน และทรงมีบทบาทหลัก แม้ว่าผู้เขียนจะไม่ได้บ่งบอกชื่อของตนเองไว้ แต่หลักฐานทั้งจากภายนอกและเนื้อหาในพระธรรมเอง เชื่อได้ว่าผู้เขียนน่าจะเป็น ลูกาผู้ประกาศข่าวประเสริฐ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยังสรุปยืนยันไม่ได้ แต่มั่นใจว่าผู้ที่เขียนพระธรรม กิจการ และ พระวรสารนักบุญลูกา เป็นบุคคลเดียวกัน สังเกตได้จากบทเริ่มต้นของพระธรรมเล่มนี้ ซึ่งเป็นจดหมายเขียนถึงเธโอฟิลัส โดยอ้างถึงหนังสือเรื่องแรกที่ได้เขียนให้อ่านไปแล้วนั้น ตรงกันกับบทเริ่มต้นของพระวรสารนักบุญลูกา ดังนั้น พระธรรม กิจการ จึงเขียนขึ้นทีหลัง ซึ่งน่าจะอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 63 - 65

ในพระธรรม กิจการของอัครทูต นักบุญลูกาได้บันทึกประวัติศาสตร์การประกาศข่าวประเสริฐในช่วง 30 ปีแรก ซึ่งเริ่มต้นขึ้นทันทีหลังจากที่พระเยซูเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ พระธรรมเล่มนี้จึงเป็นเหมือนจุดเชื่อมต่อระหว่างพระวรสารและจดหมายของนักบุญเปาโลและจดหมายอื่นได้เป็นอย่างดี เป็นพระธรรมที่มีความยาวมาก เกือบจะมากเท่ากับพระวรสารนักบุญลูกา ที่มีความยาวที่สุดในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่

พระธรรม กิจการของอัครทูต พอจะแบ่งออกเป็นตอนใหญ่ ๆ ได้ 2 ตอน คือ ตอนแรกเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงเยรูซาเล็มและปริมณฑล ซึ่งบุคคลสำคัญในตอนนี้ คือ นักบุญเปโตร มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นหลายเหตุการณ์ เช่น นักบุญเปโตรปราศรัยในวันสมโภชพระจิตเจ้า นักบุญเปโตรกล่าวกับชาวอิสราเอล ณ เฉลียงซาโลมอน อัครทูตถูกข่มเหง สเทเฟนเสียชีวิตเพราะยืนยันในความเชื่อ การกลับใจของนักบุญเปาโล พวกชนต่างชาติได้รับพระวิญญาณ เป็นต้น

ตอนที่สองเป็นเหตุการณ์เกี่ยวกับการประกาศข่าวประเสริฐออกไปนอกกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งบุคคลสำคัญในตอนนี้ คือ นักบุญเปาโล เหตุการณ์ในตอนที่สองนี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการเดินทางไปประกาศข่าวประเสริฐในสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปและเต็มไปด้วยความยากลำบาก ทั้งจากการเดินทางและการต่อต้านจากชาวยิวในหลาย ๆ เมือง ส่งผลให้นักบุญเปาโลถูกตามล่าเอาชีวิตและติดคุกอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็เป็นโอกาสที่ทำให้นักบุญเปาโลได้แก้คดีต่อหน้าชาวยิวและชาวโรมัน

วัตถุประสงค์ในการเขียนพระธรรม กิจการของอัครทูต มีอยู่ 4 ประการ คือ ประการแรก นักบุญลูกาต้องการเล่าถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากที่พระเยซูเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นไปของการประกาศข่าวประเสริฐ

ประการที่สอง คือ นักบุญลูกาต้องการให้เธโอฟิลัส ซึ่งเป็นทั้งผู้อ่านจดหมายฉบับนี้และเป็นเจ้าหน้าที่โรมันทราบว่า คริสเตียนไม่ได้ทำอะไรผิด แม้ว่าจะมีปัญหาขัดแย้งเกิดขึ้นกับผู้ที่ไม่เชื่อ แต่คริสเตียนดำเนินชีวิตภายใต้กฎหมาย ดังที่เฟสทัส ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการเมืองในขณะนั้น หลังจากฟังคำฟ้องของชาวยิวต่อนักบุญเปาโลแล้วกล่าวว่า "เมื่อพวกโจทก์ยืนขึ้น เขามิได้กล่าวหาจำเลยเหมือนที่ข้าพเจ้าคาดไว้นั้น เป็นแต่เพียงปัญหาเถียงกันด้วยเรื่องลัทธิศาสนาของเขาเอง และด้วยเรื่องคนหนึ่งที่ชื่อเยซูซึ่งตายแล้ว แต่เปาโลยืนยันว่ายังเป็นอยู่"ประการที่สาม คือ นักบุญลูกาต้องการให้ทราบว่า ผู้ประกาศข่าวประเสริฐทั้งสองคนของคริสตจักร คือ นักบุญเปโตร และ นักบุญเปาโล มีทัศนคติและแนวทางในการปฏิบัติงานรับใช้พระเจ้าอย่างไร อันเป็นแบบอย่างให้แก่ผู้รับใช้รุ่นต่อ ๆ มาได้

ประการสุดท้ายคือ นักบุญลูกาต้องการเขียนแผนผังแสดงการเดินทางเผยแพร่ข่าวประเสริฐ จากกรุงเยรูซาเล็มไปเอเซียไมเนอร์ ไปมาซิโดเนียและกรีก สุดท้ายจนถึงกรุงโรม ระหว่างทางจะผ่านสถานที่ทางภูมิศาสตร์ต่าง ๆ ซึ่งท่านได้บันทึกไว้หมด

กุญแจย่อยของซาโลมอน

กุญแจย่อยของซาโลมอน (อังกฤษ: Lesser Key of Solomon) หรือ คลาวิคิวลา ซาโลมอนิส (Clavicula Salomonis) (คลาวิส ซาโลมอนิส หรือ กุญแจของซาโลมอน เป็นหนังสือที่มีครอบคลุมเนื้อหาเดียวกันที่มีมาก่อนหน้า) เป็นตำราเวทซึ่งไม่ปรากฏชื่อผู้แต่งในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 และเป็นหนังสือที่แพร่หลายที่สุดในปิศาจวิทยา รวมถึงยังเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในอีกชื่อคือ เลเมเกทัน (Lemegeton)

คัมภีร์ฮีบรู

คัมภีร์ฮีบรู (อังกฤษ: Hebrew Bible; ละติน: Biblia Hebraica) หมายถึง คัมภีร์ทานัค (อังกฤษ: Tanakh; ฮีบรู: תנ"ך‎) ซึ่งเป็นชุดคัมภีร์ในศาสนายูดาห์ และเป็นที่มาของคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมของศาสนาคริสต์ด้วย คัมภีร์นี้ส่วนใหญ่บันทึกเป็นภาษาฮีบรูไบเบิล บางส่วนเป็นภาษาแอราเมอิกไบเบิล (เช่น หนังสือดาเนียล หนังสือเอสรา เป็นต้น) ซึ่งคัมภีร์ฮีบรูนี้มีหนังสือทั้งสิ้น 24 เล่ม

สารบบของคัมภีร์ฮีบรูที่ใช้ในปัจจุบันสอดคล้องกับคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมของนิกายโปรเตสแตนต์ แต่ไม่ตรงกับของนิกายโรมันคาทอลิกและอีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ ซึ่งได้เพิ่ม "คัมภีร์อธิกธรรม" และ Anagignoskomena เข้ามา ความหมายของคัมภีร์ฮีบรูจึงไม่เกี่ยวกับชื่อ จำนวน และลำดับหนังสือ ต่างจากสารบบคัมภีร์ไบเบิลที่ศาสนาคริสต์จัดระบบขึ้นในยุคหลัง

คัมภีร์ไบเบิล

คัมภีร์ไบเบิล หรือ พระคัมภีร์ (อังกฤษ: Bible; ฮีบรู: ביבליה‎; แอราเมอิก: ܟܬܒܐ ܩܕܝܫܐ; กรีก: Αγία Γραφή) (มาจากภาษากรีกโบราณว่า Βίβλος บิบลิออน แปลว่า หนังสือ) ชาวโปรเตสแตนต์เรียกว่า พระคริสตธรรมคัมภีร์ (Holy Bible) เป็นหนังสือที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับพระยาห์เวห์ มนุษย์ บาป และแผนการของพระยาห์เวห์ในการช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากความพินาศอันเนื่องจากความบาปสู่ชีวิตนิรันดร์ เป็นหนังสือที่บันทึกหลักธรรมคำสอนของศาสนาคริสต์ ซึ่งในบางเล่มมีพื้นฐานมาจากหลักคำสอนของศาสนายูดาห์ของชาวยิว ชาวคริสต์เรียกคัมภีร์ไบเบิลในชื่ออื่น ๆ อีกหลายชื่อ เช่น พระวจนะของพระเจ้า (Word of God) หนังสือดี (Good Book) และคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ (Holy Scripture)

คริสตชนทุกคนเชื่อว่าพระคัมภีร์ทุกบททุกข้อนั้นมนุษย์เขียนขึ้นโดยการดลใจจากพระเจ้า ประกอบด้วยหนังสือจำนวน 66 หรือ 73 หรือ 78 เล่ม (แล้วแต่นิกาย) ประกอบด้วยภาคพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ พันธสัญญาเดิมถูกเขียนขึ้นก่อนที่พระเยซูคริสต์ประสูติ ทั้งหมดเขียนเป็นภาษาฮีบรู ยกเว้นส่วนที่เป็นคัมภีร์อธิกธรรม (ยอมรับเฉพาะชาวคาทอลิก) ถูกเขียนด้วยภาษากรีกและภาษาอียิปต์ ส่วนพันธสัญญาใหม่ถูกเขียนขึ้นหลังจากพระเยซูเสด็จขึ้นสู่สวรรค์แล้ว โดยบันทึกถึงเรื่องราวของพระเยซูตลอดพระชนม์ชีพ รวมทั้งคำสอน และการประกาศข่าวดีแห่งความรอด การยอมรับการทรมาน และการไถ่บาปของมนุษย์โดยพระเยซู การกลับคืนชีพอย่างรุ่งโรจน์ การส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์มายังอัครทูต ประวัติศาสตร์ของคริสตจักรในยุคแรกเริ่ม ภายหลังการกลับคืนพระชนม์ชีพของพระเยซูแล้ว การเบียดเบียนคริสตจักรในรูปแบบต่าง ๆ

พระคัมภีร์เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดของเวลาทั้งหมดที่มียอดขายต่อปีประมาณ 100 ล้านเล่มและได้รับอิทธิพลสำคัญในวรรณคดีและประวัติศาสตร์

ซัลเบอาตี นิการากัว

ซัลเบอาตี นิการากัว (สเปน: Salve a ti, Nicaragua) เป็นชื่อเรียกของเพลงชาติแห่งสาธารณรัฐนิการากัว ประพันธ์คำร้องโดย ซาโลมอน อีบาร์รา มายอร์กา (Salomón Ibarra Mayorga) เรียบเรียงทำนองโดย ลุยส์ อา. เดลกาดีโย (Luis A. Delgadillo) เพลงนี้ได้รับการยอมรับเป็นเพลงชาตินิการากัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2472

ทำนองของเพลงนี้เกิดขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 โดยใช้เป็นเพลงสวดในคริสต์ศาสนาโดยบาทหลวงชาวสเปน ซึ่งในเวลานั้น นิการากัวยังถือเป็นแคว้นหนึ่งที่อยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิสเปน ต่อมาในช่วงปีแรกๆ แห่งการเรียกร้องเอกราชของชาวนิการากัว เพลงนี้ก็ได้ถูกใช้เป็นเพลงสรรเสริญต่อความยุติธรรมของศาลสูงสุดแห่งรัฐของนิการากัว ซึ่งต่อมาได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในสหพันธ์สาธารณรัฐอเมริกากลาง

บทเพลงซัลเบอาตี นิการากัว ถูกแทนที่ด้วยเพลงอื่นเป็นระยะๆ ถึง 3 ครั้งระหว่างยุคแห่งความวุ่นวายทางการเมืองและการปฏิวัติ แต่ที่สุดเพลงนี้ก็ได้กลับมามีการใช้อีกครั้งในวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2461 เมื่อการปฏิวัติเสรีนิยมครั้งสุดท้ายของนิการากัวได้สิ้นสุดลง หลังจากนั้นรัฐบาลจึงได้จัดให้มีการประกวดเนื้อร้องสำหรับเพลงชาติเพลงใหม่ ซึ่งเงื่อนไขของเนื้อร้องใหม่นี้จะต้องกล่าวถึงเพียงสันติภาพและการทำงานเท่านั้น เนื่องจากประเทศในเวลานั้นเพิ่งจะสิ้นสุดภาวะสงครามกลางเมือง ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าวทำให้นิการากัวเป็นประเทศเดียวในแถบละตินอเมริกาที่ใช้เพลงชาติซึ่งมีเนื้อหากล่าวถึงสันติภาพ มิได้กล่าวถึงสงครามอย่างชาติอื่นในบริเวณเดียวกัน

รัฐบาลชุดใหม่ของนิการากัวซึ่งนิยมสเปนและมีแนวคิดอนุรักษนิยม ได้มอบรางวัลชนะเลิศให้แก่ผลงานของซาโลมอน อีบาร์รา มายอร์กา ครูและกวีชาวนิการากัว และได้ประกาศใช้เพลงซัลเบอาตี นิการากัวเป็นเพลงชาติแทนเพลง "เอร์โมซา โซเบรานา" (Hermosa Soberana - อาจแปลเอาความได้ว่า "อธิปไตยที่งดงาม") ซึ่งเป็นเพลงมาร์ชที่มีเนื้อหาปลุกเร้าให้ผู้คนเข้าสู่สงครามต่อต้านสเปน และแสดงถึงความอึดอัดใจที่ชาวนิการากัวมีรากเหง้าจากวัฒนธรรมสเปนอย่างฝังรากลึก

ดาวิด

กษัตริย์ดาวิด หรือ พระเจ้าดาวิด (อังกฤษ: David; ฮีบรู: דָּוִד‎ ภาษาฮีบรูมาตรฐาน: Davíd [ดาวิด]; ภาษาฮีบรูไทบีเรียน: Dāwíð; อาหรับ: داوود or داود‎, Dāwūd, [ดาวูด]; หมายถึง เป็นที่รัก) (1037 - 967 ก่อนคริสต์ศักราช; ปกครองราชอาณาจักรยูดาห์และราชอาณาจักรอิสราเอล 1005 - 967 ก่อนคริสต์ศักราช)

ดาวิด เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่สองของราชอาณาจักรอิสราเอล กล่าวกันว่ามีคุณธรรมและเป็นนักการทหารที่มีความสามารถ นอกจากนี้ยังเป็นนักดนตรี กวี (เชื่อกันว่าเป็นผู้เขียนเพลงสดุดีหลายเพลง) ดาวิดในวัยเด็กเป็นเพียงเด็กเลี้ยงแกะธรรมดา แต่เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกและมีอุปนิสัยกล้าหาญไม่เกรงกลัวใคร โดยอาสาเข้าต่อสู้ตัวต่อตัวกับ โกไลแอ็ธ นักรบร่างมหึมาผู้เป็นทหารเอกของชาวฟิลิสทีน และสามารถสังหารโกไลแอ็ธลงได้ จึงมีความดีความชอบได้มารับใช้พระเจ้าซาอูล (Saul) ในฐานะนายพลและที่ปรึกษาทางทหารคนสนิท และยังเป็นเพื่อนสนิทกับ โจนาธาน ราชบุตรของซาอูล ต่อมาพระเจ้าซาอูลเกิดระแวงว่าดาวิดจะแย่งชิงราชบัลลังก์ จึงพยายามกำจัดดาวิด แต่ซาอูลและโจนาธานพ่ายแพ้เสียชีวิตในการรบ ดาวิดจึงได้รับการเจิมขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ของอิสราเอล ต่อมาพระเจ้าดาวิดทรงพิชิตเยรูซาเลมได้ และนำหีบแห่งพันธสัญญาเข้ามาประดิษฐานในเมือง แต่เนื่องจากทรงประพฤติผิดทางเพศต่อนางแบธชีบา ทำให้พระองค์ถูกพระเจ้าตำหนิติเตียนและทำให้ทรงหมดความชอบธรรมที่จะสร้างวิหารศักดิ์สิทธิ์ขึ้นในเยรูซาเลม

ชาวยิวถือว่าดาวิดและกษัตริย์โซโลมอน พระราชบุตรของพระองค์ เป็นผู้ก่อตั้งประเทศอิสราเอลขึ้น ดาวิดถือเป็นต้นแบบของกษัตริย์ในอุดมคติของชาวอิสราเอล นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่า พระเมสสิยาห์ หรือพระผู้ไถ่ ที่จะมาจุติในอนาคตจะเป็นผู้สืบเชื้อสายมาจากพระองค์ ชีวิตของกษัตริย์ดาวิดที่บันทึกไว้ในหนังสือซามูเอล เล่มที่ 1 ในพันธสัญญาเดิมตั้งแต่บทที่ 16 เป็นต้นไปและหนังสือพงศาวดาร

ดาวิดเป็นบุคคลสำคัญในศาสนาอับราฮัม

ในคติของศาสนายูดาห์ เป็นมหาราชและปฐมกษัตริย์ที่แท้จริง ผู้รวบรวมวงศ์วานอิสราเอล

ในคติของศาสนาคริสต์ พระเยซูสืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์ดาวิด

ในคติของศาสนาอิสลาม เรียกว่า นบีดาวูด เป็นเราะซูลของอัลลอฮ์

ธรรมศาลา

ในศาสนายูดาห์ ธรรมศาลา (ศัพท์โปรเตสแตนต์) หรือ ศาลาธรรม (ศัพท์โรมันคาทอลิก) (อังกฤษ: synagogue; กรีก: συναγωγή; หมายถึง การชุมนุมหรือรวมตัว) เป็นศาสนสถานที่ใช้รวมกลุ่มกันทำการอธิษฐาน ทว่าสำหรับชาวยิวแล้ว พวกเขาไม่จำเป็นต้องไปธรรมศาลาเพื่อประกอบพิธี หากรวมตัวได้ครบองค์ประชุม (Quorum) ที่ประกอบด้วยผู้ชายที่บรรลุนิติภาวะแล้วจำนวนสิบคน เรียกว่า "องค์คณะสิบ" หรือ "มินยัน" (Minyan) ก็สามารถประกอบพิธีได้

เมื่อก่อนไม่อนุญาตให้สตรีเป็นหนึ่งในองค์คณะสิบ แต่เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2001, ยิวอนุรักษ์นิกายอนุญาตให้สตรีเป็นหนึ่งในคณะมินยันได้ในชุมชนยิวปัจจุบัน ธรรมศาลาไม่ได้มีไว้สำหรับพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น เช่น สถานที่จัดเลี้ยง โรงเรียนสอนศาสนา ห้องสมุด ศูนย์รับเลี้ยงเด็กเวลากลางวัน และครัวโคเชอร์ (Kosher) ตามหลักมาตรฐานอาหารยิว

ปฏิทินฮีบรู

ปฏิทินฮีบรู หรือ ปฏิทินยิว (อังกฤษ: Hebrew calendar; ฮีบรู: הלוח העברי‎‎) เป็นปฏิทินประจำปีใช้ในศาสนายูดาห์ ภายในระบุวันหยุดทางศาสนายูดาห์ คำสอนทั่วไปในคัมภีร์โทราห์ ยาร์ทเซียส (Yahrtzeit) ซึ่งเป็นวันระลึกถึงวันตายของญาติสนิท และซาล์ม (เพลงสวด) ตามวัน

พันธสัญญาเดิม

พันธสัญญาเดิม (อังกฤษ: Old Testament) เป็นศัพท์ศาสนาคริสต์ใช้เรียกคัมภีร์ฮีบรู ซึ่งเป็นชุดคัมภีร์ของชาววงศ์วานอิสราเอลโบราณ ที่รวมกันเป็นส่วนแรกของคัมภีร์ไบเบิลในศาสนาคริสต์ จำนวนหนังสือในพันธสัญญาเดิมจะแตกต่างกันตามแต่ละนิกายในศาสนาคริสต์ นิกายโปรเตสแตนต์ยอมรับเฉพาะหนังสือ 24 เล่มในคัมภีร์ทานัคว่าเป็นพันธสัญญาเดิม แต่แบ่งใหม่เป็น 39 เล่ม ส่วนนิกายโรมันคาทอลิก อีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ คอปติกออร์ทอดอกซ์ และคริสตจักรแห่งเอธิโอเปีย มีจำนวนหนังสือที่รับเข้าในสารบบพันธสัญญาเดิมของตนมากกว่า

ยาโคบ

ยาโคบ เป็นบุตรคนที่สองของอิสอัคกับนางเรเบคาห์ มีพี่ชายฝาแฝดชื่อเอซาว แต่ทั้งสองแตกต่างกัน เอซาว ตัวแดงมีขนทั่วตัว เป็นนายพรานมือแม่น เป็นที่รักของอิสอัค ขณะที่ยาโคบ เป็นเด็กเงียบ ๆ อยู่กับบ้าน แต่เป็นที่รักของนางเรเบคาห์ ผู้เป็นแม่

สะบาโต

วันสะบาโต (อังกฤษ: Sabbath Day; ฮีบรู: שומרי השבת‎) เป็นวันสำคัญทางศาสนายูดาห์และศาสนาคริสต์ สะบาโต มาจากภาษาฮีบรู "ซับบาธ" แปลว่า "พัก" พระเจ้าทรงสร้างโลก 6 วัน และทรงพักในวันที่ 7 เพื่อให้มนุษย์ได้ปฏิบัติเป็นแบบอย่าง ถือเป็นวันบริสุทธิ์ห้ามทำกิจกรรมใด ๆ ได้ถือว่าวันนี้เป็นวันพักผ่อน เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ให้ทำกิจกรรมที่ถวายแด่พระเจ้า เช่น การอธิษฐาน การอ่านพระคัมภีร์ และการขอบคุณพระเจ้า

หนังสือซามูเอล

หนังสือซามูเอล หรือ พระธรรมซามูเอล (อังกฤษ: Books of Samuel)

เป็นคัมภีร์ลำดับที่ 9 ในพระคริสตธรรม ภาคพันธสัญญาเดิม และเป็นลำดับที่ 4 ในหมวดประวัติศาสตร์

แบ่งออกเป็น 2 ฉบับ ได้แก่

หนังสือซามูเอล ฉบับที่ 1 มีทั้งหมด 31 บท

หนังสือซามูเอล ฉบับที่ 2 มีทั้งหมด 24 บทหนังสือซามูเอลตั้งชื่อตามปุโรหิตและผู้เผยพระวจนะที่มีชื่อเสียงของอิสราเอลในยุคนั้น ไม่ทราบผู้แต่ง แต่เชื่อกันในวัฒนธรรมชาวยิวว่า แต่งโดย ซามูเอล เอง (หรือโดยการริเริ่มของซามูเอล) และแต่งเพิ่มเติมโดย กาด และ นาธาน แต่นักวิชาการสมัยใหม่ลงความเห็นกันว่า ประวัติศาสตร์ในช่วงเฉลยพระธรรมบัญญัติทั้งหมด แต่งและรวบรวมขึ้นในช่วงทศวรรษ 630–540 ปีก่อนคริสตกาล จากบทความหลากหลายในหลายยุคสมัย เนื้อหาของหนังสือทั้งสองฉบับกล่าวถึง พงศาวดารของอิสราเอล ในช่วงชีวิตของ ผู้เผยพระวจนะซามูเอล, กษัตริย์ซาอูล (เป็นกษัตริย์องค์แรกของชนชาติอิสราเอล) และ กษัตริย์ดาวิด (กษัตริย์องค์ที่สองของชนชาติอิสราเอล และเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ของกลุ่มศาสนายูดาห์) ในมุมมองของบรรดาผู้เผยพระวจนะ ประกอบด้วยเนื้อหาตั้งแต่ ความเป็นมาของซามูเอลและ 2 กษัตริย์, ประวัติศาสตร์สำคัญต่างๆ จนถึง มรณกรรมของซามูเอล การสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์ซาอูล, เหตุการณ์สำคัญในรัชกาลกษัตริย์ดาวิด และ ซาโลมอนประสูติ

หนังสือปัญญาจารย์

หนังสือปัญญาจารย์ (อังกฤษ: Ecclesiastes) เป็นหนังสือในคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิม เป็นลำดับที่ 4 ในหมวดบทเพลง

ผู้เขียนปัญญาจารย์กล่าวถึงตนเพียงว่าเป็นบุตรของ กษัตริย์ดาวิด ของชนชาติอิสราเอลในนครเยรูซาเลม คริสต์ศาสนาเชื่อว่าเป็นกษัตริย์ซาโลมอน

เนื้อหากล่าวถึง ชีวประวัติและประสบการณ์ในชีวิตที่วางใจในพระเจ้า ประกอบด้วย คำอุปมา คำพังเพย และคติพจน์ แต่ละประโยคสะท้อนให้เห็นถึง ความหมายของชีวิตและวิธีดำเนินชีวิตอย่างดีที่สุด

เน้นถึงกิจกรรมทุกอย่างของมนุษย์ ล้วนไร้ค่าไม่มีความหมายใด ล้วนจบลงด้วยความตาย จึงเตือนสติให้แสวงหาสติปัญญา จากพระเจ้า เพื่อเป็นเส้นทางในการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง

ผู้เขียนไม่ได้ชี้ชัดถึงความหมายของชีวิตนิรันดร์ แต่แนะนำให้พอใจในสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ในสรรพสิ่งกิจวัตรประจำวัน เช่น หน้าที่ การงาน อาหาร และทรัพย์สินที่ได้โดยชอบธรรม

หีบแห่งพันธสัญญา

หีบแห่งพันธสัญญา หรือ หีบแห่งพระบัญญัติ (อังกฤษ: Ark of the Covenant; ฮีบรู: אָרוֹן הַבְּרִית‎ ʾĀrôn Habbərît, ออกเสียง อะรอน ฮะบริท; กรีก: Κιβωτός της Διαθήκης; อาหรับ: تابوت العهد‎) เป็นหีบที่กล่าวถึงใน หนังสืออพยพ บรรจุแผ่นศิลาพระโอวาทที่ได้สลักบัญญัติ 10 ประการเอาไว้ และใน จดหมายถึงชาวฮีบรู ระบุว่า "หีบ‍พันธ‌สัญญา​หุ้ม​ด้วย​ทอง‍คำ​ทุก​ด้าน ภาย‍ใน​นั้น มี​โถ​ทอง‍คำ​บรร‌จุ​มานา มี​ไม้เท้าของอาโรนที่​ออก‍ดอก‍ตูม และ​มี​แผ่น​ศิลา​จา‌รึก​พันธ‌สัญญา" อย่างไรก็ตาม ใน หนังสือพงศ์กษัตริย์ ฉบับที่ 1 ได้บันทึกไว้ว่า ในยุคของมหากษัตริย์ซาโลมอน หีบแห่งพันธสัญญาบรรจุไว้แค่ แผ่นศิลาพระบัญญัติจำนวนสองแผ่นเท่านั้น หนังสืออพยพ ยังอธิบายว่า หีบแห่งพันธสัญญาสร้างขึ้นรูปแบบที่พระยาห์เวห์ทรงชี้แนะต่อโมเสสที่ภูเขาซีนาย โมเสสสามารถเข้าเฝ้าพระเจ้าได้จากพลับพลานมัสการซึ่งบรรจุหีบใบนี้ โดยพระเจ้าจะทรงประทับบนพระที่นั่งกรุณาที่ทั้งสองข้างมีเครูบกางปีกปกไว้คัมภีร์ไบเบิลระบุว่า ราวหนึ่งปีภายหลังชนชาวอิสราเอลได้อพยพจากอียิปต์ ก็ได้สร้างตัวหีบขึ้นตามรูปแบบที่พระเจ้าตรัสไว้ผ่านโมเสสในระหว่างที่พวกเขาตั้งค่ายที่เชิงเขาซีนาย (ตรงกับ 1513 ปีก่อนคริสตกาล) ต่อมา ปุโรหิตเผ่าเลวีหามหีบแห่งพันธสัญญานำขบวนอพยพของชนชาวอิสราเอลทิ้งระยะห่าง 2,000 ศอก ทันทีที่เท้าของปุโรหิตผู้หามหีบแตะผิวน้ำของแม่น้ำจอร์แดนซึ่งอยู่ในฤดูน้ำหลาก สายน้ำก็แยกออกจากกันจนเหลือพื้นแห้งให้ขบวนอพยพเดินทางข้ามไปได้ เมื่อการมหัศจรรย์นี้แพร่กระจายออกไป ทำให้เหล่ากษัตริย์ชาวอาโมไรต์ทั้งหมดทางฟากตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดนและกษัตริย์ชาวคานาอันทั้งหมดตามชายฝั่งทะเลต่างเกรงกลัวในอำนาจของพระเจ้า ประตูเมืองเยรีโคถูกสั่งปิดตายเนื่องจากเกรงกลัวชาวอิสราเอล พระเจ้าตรัสกับโยชูวาให้ปุโรหิตหามหีบเดินขบวนรอบเมืองวันละหนึ่งรอบเป็นเวลาหกวัน และหามวนเจ็บรอบในวันที่เจ็ดพร้อมเป่าเขาแกะ เมื่อครบเจ็ดรอบ ชาวอิสราเอลก็ส่งเสียงโห่ร้องและกำแพงของเมืองเยรีโคก็พังทลายลงมา กองทัพของชาวอิสราเอลบุกเข้าเมือง เข่นฆ่าทุกคนไม่เว้น ชาย หญิง คนชรา เด็ก สัตว์เลี้ยง และเผาเมืองจนพินาศสิ้น

อับราฮัม

อับราฮัม(ศัพท์ศาสนายูดาห์และศาสนาคริสต์) หรือ อิบรอฮีม (ศัพท์ศาสนาอิสลาม) (อังกฤษ: Abraham; ฮีบรู: אברהם‎; อาหรับ: إبراهيم‎) เป็นบุคคลสำคัญในกลุ่มศาสนาอับราฮัม เรื่องราวของท่านถูกบันทึกไว้ในหนังสือปฐมกาล บทที่ 11 ถึง บทที่ 25 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์ฮีบรูของศาสนายูดาห์ และคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมของศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลามก็ถืออับราฮัมเป็นเราะซูลของอัลลอฮ์ด้วย

อับราฮัม เดิมชื่อ "อับราม" เป็นบุตรของเทราห์ สืบเชื้อสายมาจากเชม บุตรของโนอาห์

อาโรน

อาโรน (ศัพท์ศาสนายูดาห์และศาสนาคริสต์) หรือ ฮารูน (ศัพท์ศาสนาอิสลาม) (อังกฤษ: Aaron; ฮีบรู: אַהֲרֹן‎ Ahărōn; อาหรับ: هارون‎ Hārūn) เป็นพี่ชายของโมเสส และเป็นผู้เผยพระวจนะของพระยาห์เวห์ ได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นปุโรหิตประจำเผ่าเลวี และเป็นมหาปุโรหิตองค์แรกของวงศ์วานอิสราเอล เมื่อโมเสสยังศึกษาอยู่ในราชสำนักอียิปต์จนกระทั่งลี้ภัยไปอยู่มีเดียน อาโรนกับมีเรียมพี่สาวยังอาศัยอยู่กับญาติที่ภาคตะวันออกของอียิปต์และเริ่มมีชื่อเสียงมากจากการใช้วาทศิลป์ เมื่อคราวที่โมเสสขอให้ฟาโรห์ปล่อยตัวชาวอิสราเอลจากการเป็นเชลย อาโรนก็ได้ทำหน้าที่เป็นนบี (โฆษก) ให้กับพี่ชายของตนเมื่อต้องพูดกับชาวอิสราเอลและเจรจากับฟาโรห์ ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดนักว่าอาโรนมีชีวิตอยู่เมื่อใด แต่คาดว่าราว 1600 ถึง 1200 ก่อนคริสต์ศักราช

อิสอัค

อิสอัค (อังกฤษ: Isaac) เป็นบุตรคนที่สองของอับราฮัม ที่เกิดจากนางซาราห์ ภรรยาคนแรกของอับราฮัม เรื่องราวของอิสอัค ถูกบันทึกไว้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ ในส่วนของพระธรรมปฐมกาล บทที่ 22-27

เยรูซาเลม

เยรูซาเลม (อังกฤษ: Jerusalem), เยรูชาลายิม (ฮีบรู: יְרוּשָׁלַיִם

‎) หรือ อัลกุดส์ (อาหรับ: القُدس‎) เป็นเมืองในตะวันออกกลาง ตั้งอยู่บนที่ราบของภูเขายูดาห์ ระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับทะเลเดดซี เยรูซาเลมเป็นเมืองที่พระยาห์เวห์ทรงเลือกสรรไว้ให้เป็นป้อมแห่งความเชื่อถึงพระเป็นเจ้าแต่เพียงองค์เดียว ประเทศอิสราเอลและรัฐปาเลสไตน์ต่างอ้างสิทธิเหนือเยรูซาเลมว่าเป็นเมืองหลวงของตน อย่างไรก็ตาม การกล่าวอ้างของทั้งสองฝ่ายไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ

เยรูซาเลมถือเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โดยได้รับการกล่าวถึงในชื่อ "อูรูซาลิมา" ในแผ่นศิลาจารึกของเมโสโปเตเมีย ซึ่งมีความหมายว่า "นครแห่งชาลิม" อันเป็นนามของพระเจ้าในแผ่นดินคานาอันเมื่อราว 2,400 ปีก่อนคริสตกาล และเมื่อมาถึงยุคของวงศ์วานอิสราเอล การก่อร่างสร้างเมืองเยรูซาเลมอย่างจริงจังก็ได้เริ่มขึ้นในศตวรรษที่ 9 ก่อนคริสตกาล (ยุคเหล็กช่วงปลาย) และในศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาล เยรูซาเลมก็ได้เป็นศูนย์กลางการปกครองและทางศาสนาของอาณาจักรยูดาห์ ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของเยรูซาเลม นครแห่งนี้ได้ถูกทำลายไปอย่างน้อย 2 ครั้ง, ถูกปิดล้อม 23 ครั้ง, ถูกโจมตี 52 ครั้ง, ถูกยึดและเอาคืน 44 ครั้ง มีส่วนหนึ่งของเยรูซาเลมที่เรียกว่า "เมืองดาวิด" ปรากฏการตั้งถิ่นฐานตั้งแต่สี่พันปีก่อนคริสตกาล กำแพงเมืองเยรูซาเลมซึ่งยังคงตั้งตะหง่านจนถึงปัจจุบันสร้างขึ้นในปี 1538 ในรัชกาลสุลัยมานผู้เกรียงไกร พื้นที่ภายในกำแพงเรียกว่าย่านเมืองเก่า ซึ่งแบ่งออกเป็นสี่เขตด้วยกันได้แก่ เขตอาร์มีเนีย, เขตยิว, เขตคริสเตียน และเขตมุสลิม ย่านเมืองเก่านี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกในปีค.ศ. 1981 และยังเป็นหนึ่งในมรดกโลกที่กำลังตกอยู่ในภาวะอันตราย

เยรูซาเลมได้รับขนานนามว่าเป็น "นครศักดิ์สิทธิ์" ของศาสนาทั้งสามในกลุ่มศาสนาอับราฮัมอันได้แก่ ศาสนายูดาห์, ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม ซึ่งในคัมภีร์ไบเบิลระบุว่า เมื่อกษัตริย์ดาวิดได้พิชิตเยรูซาเลมมาจากพวกเยบุสแล้ว ก็ทรงสถาปนาเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรอิสราเอล-ยูดาห์ กษัตริย์ซาโลมอน พระโอรสของกษัตริย์ดาวิด ได้ทรงสร้างพระวิหารแรกขึ้นที่เมืองนี้ เหตุการณ์อันเกิดขึ้นในช่วงสหัสวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาลนี้ได้ถือเป็นศูนย์รวมเชิงสัญลักษณ์ทั้งมวลของชาวยิว ความศักดิ์สิทธิ์ของเยรูซาเลมในศาสนาคริสต์มีทั้งที่ปรากฏในพันธสัญญาเดิมฉบับแปลกรีก (หนังสือ Septuagint) ตลอดส่วนที่ถูกกล่าวถึงในพันธสัญญาใหม่ตอนพระเยซูถูกตรึงกางเขน ในศาสนาอิสลามนิกายซุนนีได้ถือว่าเยรูซาเลมเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ที่สุดเป็นลำดับสามรองจากนครมักกะฮ์และอัลมะดีนะฮ์ ในปีค.ศ. 610 เยรูซาเลมกลายเป็นชุมทิศแห่งแรกสำหรับการประกอบพิธีละหมาดของชาวมุสลิม และสิบปีหลังจากนั้น มุฮัมมัดได้เดินทางมายังเมืองแห่งนี้เพื่อขึ้นสรวงสวรรค์ไปพบกับพระเจ้าตามได้บันทึกไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน ด้วยบันทึกทางประวัติศาสตร์นี้เองทำให้เมืองเก่าเยรูซาเลมซึ่งมีพื้นที่เพียง 0.9 ตารางกิโลเมตร เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างอันมีความสำคัญทางศาสนามากมาย โดยเฉพาะบนเนินพระวิหาร อันเป็นที่ตั้งของ กำแพงประจิม, โดมแห่งศิลา, มัสยิดอัลอักศอ

ปัจจุบัน สถานภาพของเยรูซาเลมยังเป็นประเด็นแกนกลางประเด็นหนึ่งในความขัดแย้งอิสราเอล–ปาเลสไตน์ ระหว่างสงครามอาหรับ–อิสราเอลปี 1948 เยรูซาเลมตะวันตกรวมอยู่ใบรรดาดินแดนที่ถูกอิสราเอลยึดและผนวกในภายหลังด้วย ส่วนเยรูซาเลมตะวันออก รวมทั้งนครเก่า ถูกจอร์แดนยึดและผนวกในภายหลัง ประเทศอิสราเอลยึดเยรูซาเลมตะวันออกจากจอร์แดนระหว่างสงครามหกวันปี 1967 แล้วผนวกเข้าเป็นเยรูซาเลมร่วมกับดินแดนแวดล้อมเพิ่มเติม กฎหมายเยรูซาเลมปี 1980 อันเป็นกฎหมายหลักพื้นฐานของอิสราเอลฉบับหนึ่ง อ้างถึงเยรูซาเลมว่าเป็นเมืองหลวงอันแบ่งแยกมิได้ของประเทศ อำนาจทั้งสามฝ่ายของรัฐบาลอิสราเอลตั้งอยู่ในเยรูซาเลม รวมทั้งนัสเซต (รัฐสภาอิสราเอล) ทำเนียบนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดี และศาลสูงสุด ทว่า ประชาคมนานาชาติปฏิเสธการผนวกดังกล่าวว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายและถือว่าเยรูซาเลมตะวันออกเป็นดินแดนของปาเลสไตน์ที่ถูกอิสราเอลยึดครอง อิสราเอลมีการอ้างสิทธิ์อธิปไตยที่เข้มแข็งกว่าเหนือเยรูซาเลมตะวันตก ประชาคมนานาชาติ นอกเหนือจากสหรัฐและสาธารณรัฐเช็ก ไม่รับรองเยรูซาเลมว่าเป็นเมืองหลวงของประเทศอิสราเอล และนับแต่คริสต์ทศวรรษ 1980 นครดังกล่าวไม่มีสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศ แม้มีการออกคำสั่งประธานาธิบดีในสหรัฐให้ย้ายสถานเอกอัครราชทูตไปเยรูซาเลม เยรูซาเลมยังเป็นที่ตั้งของสถาบันนอกภาครัฐของอิสราเอลที่มีความสำคัญด้วย เช่น มหาวิทยาลัยฮีบรู และพิพิธภัณฑ์อิสราเอล พร้อมทั้งอาคารแห่งหนังสือ

แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์

แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ (อังกฤษ: Holy Land; ฮีบรู: הקודש‎; ละติน: Terra Sancta; อาหรับ: الأرض المقدسة‎; ภาษาอารามิคโบราณ: ארעא קדישא Ar'a Qaddisha) หมายถึงดินแดนที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในบริเวณประเทศอิสราเอลซึ่งมีความสำคัญต่อศาสนาสำคัญศาสนาอับราฮัมสามศาสนา ได้แก่ ศาสนายูดาห์ ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม สาเหตุของความศักดิ์สิทธิ์เนื่องจากความสำคัญของกรุงเยรูซาเลมทางศาสนาและความสำคัญของการเป็นดินแดนแห่งอิสราเอล

สงครามครูเสดใช้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เป็นสาเหตุในการยึดคืนเพราะเป็นดินแดนที่มีความหมายต่อพันธสัญญาใหม่ ในปัจจุบันดินแดนบริเวณนี้เป็นดินแดนของความขัดแย้งระหว่างอาหรับและอิสราเอล

ภาษาอื่น

This page is based on a Wikipedia article written by authors (here).
Text is available under the CC BY-SA 3.0 license; additional terms may apply.
Images, videos and audio are available under their respective licenses.