ชาวยิวเซฟาร์ดี

ชาวยิวเซฟาร์ดี (อังกฤษ: Sephardi Jews; ฮีบรู: ספרדי‎; ฮิบรูมาตรฐาน: Səfardiไทบีเรีย Səp̄arədî; พหูพจน์ ספרדים, ฮิบรูใหม่: Səfaradim ไทบีเรีย: Səp̄arədîm; สเปน: Sefardíes; โปรตุเกส: Sefarditas, กรีก: Σεφάρδοι, ตุรกี: Sefarad, จูเดโอ-สเปน: Sefardies) เป็นชนกลุ่มย่อยของกลุ่มชนยิวที่มาจากคาบสมุทรไอบีเรีย และ แอฟริกาเหนือ ที่มักจะกล่าวว่าคู่กับชาวยิวอัชเคนาซิ (Ashkenazi Jews) หรือ ชาวยิวมิซราฮิ (Mizrahi Jews)

ชาวยิวเซฟาร์ดี
יהדות ספרד (Yahadut Sfarad)

แถวที่ 1: Maimonides•Isaac Abrabanel•Baruch Spinoza•David Nieto•Daniel Mendoza•David Ricardo
แถวที่ 2: Moses Montefiore•เบนจามิน ดิสราเอลี•Sabato Morais•Emma Lazarus•Benjamin Cardozo•David de Sola Pool

แถวที่ 3: Basil Henriques•Pierre Mendès-France•Sam Costa•Jacques Derrida•Shlomo Amar•Hank Azaria
ประชากรทั้งหมด
ชาวยิวเซฟาร์ดี
1.5 - 2.0 ล้านคน (ประมาณ)[ต้องการอ้างอิง]
20% ของประชากรยิวทั้งหมดในโลก
ภูมิภาคที่มีประชากรอย่างสำคัญ
 อิสราเอล725,000
 ฝรั่งเศส350,000
 สหรัฐ100,000
 อาร์เจนตินา60,000
 แคนาดา60,000
 บราซิล60,000
 เม็กซิโก40,000
 เวเนซุเอลา35,000
 อุรุกวัย30,000
 อิตาลี30,000
 ตุรกี25,000
 สหราชอาณาจักร18,000
 สเปน12,000
 กรีซ8,500
 โมร็อกโก2-3,000
 บัลแกเรีย5,000
 โคลอมเบีย5,000
 คิวบา3,500
 เซอร์เบีย3,000
 โครเอเชีย3,000
 เปรู3,000
 โปรตุเกส2,500[1]
 ตูนิเซีย1,000
 ปวยร์โตรีโก1,500
 บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา1,200
 เนเธอร์แลนด์1,000
 ยิบรอลตาร์600
 นอร์ทมาซิโดเนีย200
ภาษา
อดีต: ลาดิโน, ฮาเคเทีย, จูเดโอ-โปรตุเกส, จูเดโอ-คาตาลัน, จูเดโอ-โปรวองซ์, ภาษาฮีบรูเซฟาร์ดี, ภาษาท้องถิ่น
ปัจจุบัน: ภาษาท้องถิ่นโดยเฉพาะ ฮิบรู, ฝรั่งเศส, อังกฤษ และ สเปน
ศาสนา
ศาสนายูดาย
กลุ่มชาติพันธุ์ที่เกี่ยวข้อง
ชาวยิวอัชเคนาซิ, ชาวยิวมิซราฮิ, ชาวยิวกลุ่มอื่นๆ, อาหรับ, ชาวสเปน, ชาวโปรตุเกส

ความหมาย

ชาวยิวเซฟาร์ดีคือชาวยิวในคาบสมุทรไอบีเรีย (ปัจจุบันคือสเปนและโปรตุเกส) และมาเกรบ (Maghreb) ซึ่งรวมทั้งชาวยิวที่สืบเชื้อสายมาจากผู้ที่ถูกเนรเทศออกจากสเปนภายใต้พระราชกฤษฎีกาอาลัมบรา (Alhambra decree) ของปี ค.ศ. 1492 หรือจากโปรตุเกสตามพระบรมราชโองการของสมเด็จพระเจ้ามานูเอลที่ 1 ในปี ค.ศ. 1497 และผู้สืบเชื้อสายมาจากชาวยิวคริพโต (crypto-Jews) ผู้อพยพออกจากคาบสมุทรในคริสต์ศตวรรษต่อๆ มา ในปัจจุบันคำนี้หมายถึงชาวยิวที่อาจจะไม่ได้เกิดเป็นชาวยิวเซฟาร์ดี (หรืออาจจะไม่ได้เป็นชาวยิวเลยก็ได้) แต่ทำการสักการะในซินากอกเซฟาร์ดีและถือปฏิบัติตามประเพณีเซฟาร์ดี ในปัจจุบันสเปนมีชาวยิวเซฟาร์ดี 12,000 คน และโปรตุเกสมี 2,500 คน[2] และในยิบรอลตาร์อีก 600 คน[3]

คำว่า “Sephardi” มาจาก “Sepharad” (เซฟาราด) (ฮีบรู: ספרד‎ ; ตุรกี: Sefarad) ซึ่งเป็นชื่อสถานที่ในคัมภีร์ไบเบิล[4] ที่อาจจะเป็นที่เดียวกับ “Saparda” ที่กล่าวถึงในคำจารึกของเปอร์เซีย ที่ตั้งที่แท้จริงยังเป็นที่โต้แย้งกันอยู่ แต่อาจจะเป็นซาร์ดิส (Sardis) ในอานาโตเลีย “เซฟาราด” เป็นคำที่ชาวยิวใช้ในการกล่าวถึงคาบสมุทรไอบีเรีย และยังคงหมายถึง “สเปน” ในภาษาฮิบรูสมัยใหม่

ในทางศาสนาและในอิสราเอลสมัยใหม่ “เซฟาดิม” มักจะมีความหมายที่กว้างกว่าที่รวมทั้งชาวยิวเชื้อสายเอเชียและแอฟริกาที่ใช้บทสวดแบบเซฟาร์ดี แต่เนื้อหาของบทความนี้จำกัดเฉพาะทางชาติพันธุ์มิใช่ความหมายของการใช้ในภาษาสมัยใหม่

การแบ่งแยก

เดิมเซฟาดิมคือชาวยิวที่เกี่ยวข้องกับคาบสมุทรไอบีเรียที่ประกอบด้วย

  • สาขาที่สำคัญที่สุดคือผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากขายยิวที่ถูกขับออกจากสเปนในปี ค.ศ. 1492 ผู้ไปตั้งถิ่นฐานในบริเวณต่างๆ ของจักรวรรดิออตโตมันโดยเฉพาะในซาโลนิคา และ อิสตันบุล และเป็นผู้ใช้ภาษาจูเดโอ-สเปน หรือที่เรียกว่า ภาษาลาดิโน
  • อีกสาขาหนึ่งไปตั้งถิ่นฐานอยู่ทางตอนเหนือของโมร็อกโกและพูดภาษาที่แผลงมาจากภาษาจูเดโอ-สเปนที่เรียกว่าภาษาฮาเคเทีย แต่ชาวยิวโมร็อกโกย้ายกลับคาบสมุทรไอบีเรียมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในยิบรอลตาร์ ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ภาษาสเปนสมัยใหม่ก็มาแทนที่ภาษาฮาเคเทียเป็นภาษาแม่ในบรรดาชาวยิวเซฟาร์ดีโมร็อกโก[5].
  • สาขาที่สามเรียกว่า “ชาวยิวสเปนและโปรตุเกส” ที่คือชาวยิวที่อยู่ในสเปนและโปรตุเกสที่แสร้งทำตัวเป็นคริสเตียน และต่อมาเปลี่ยนกลับไปนับถือศาสนยูดายตามเดิมในอิตาลี, เนเธอร์แลนด์, ทางตอนเหนือของเยอรมนี, อังกฤษ หรือในโลกใหม่
  • สาขาที่สี่เรียกว่าชาวยิวคริพโตที่เลือกที่จะซ่อนตัวระหว่างสมัยการไต่สวนศรัทธา โดยปฏิบัติพิธีกรรมอย่างลับๆ เป็นส่วนตัว[6] กลุ่มที่สี่นี้มักจะไปตั้งถิ่นฐานอยู่ทางตอนเหนือของนูดว เลออนในเม็กซิโก ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกาเช่นในนิวเม็กซิโก แอริโซนา และทางใต้ของเท็กซัส แคริบเบียน และ อเมริกาใต้

อ้างอิง

  1. Census of Portugal 2003
  2. Census of Portugal 2003
  3. 2006 Jewish statistics around the world
  4. Obadiah, 1-20: And the captivity of this host of the children of Israel shall possess that of the Canaanites, even unto Zarephath; and the captivity of Jerusalem, which is in Sepharad, shall possess the cities of the south. (KJV)
  5. Samuel Toledano, Espagne: les retrouvailles, in: Les Juifs du Maroc (Editions du Scribe, Paris 1992)
  6. Library of Congress, Microfiche 7906177

ดูเพิ่ม

ชาลอม

ชาลอม (ฮีบรู: שָׁלוֹם, ฮีบรูเซฟาร์ติก/ฮีบรูอิสราเอล: Shalom; ฮีบรูอาซเกนาซี/ยิดดิช: Sholem, Shoilem, Shulem) เป็นคำภาษาฮีบรูที่หมายถึง สันติภาพ ความสมบูรณ์ และสวัสดิภาพ และสามารถใช้เป็นสำนวนในความหมายทั้งสวัสดีและลาก่อน คำนี้สามารถหมายถึงสันติภาพระหว่างสิ่งที่มีอยู่จริงสองอย่าง (โดยเฉพาะระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าหรือระหว่างสองประเทศ) หรือความเป็นอยู่ที่ดี สวัสดิภาพหรือความปลอดภัยของปัจเจกบุคคลหรือกลุ่มของปัจเจกบุคคล คำคำนี้ยังพบในรูปแบบอื่นๆอีก โดยมีความหมายเช่นเดียวกับ salaam ในภาษาอาหรับ sliem ในภาษามอลตา Shlama (ܫܠܡܐ) ในภาษาซีเรียค และภาษาอราเมอิกใหม่อัสซีเรีย และ sälam ในภาษากลุ่มเซมิติกในเอธิโอเปีย คำเหล่านี้มีที่มาจากรากศัพท์ S-L-M ในภาษาเซมิติกดั้งเดิม

ชาวยิวอัชเคนาซิ

ชาวยิวอัชเคนาซิ หรือ ชาวยิวแห่งอัชเคนาซ (ฮีบรู: יְהוּדֵי אַשְׁכֲּנָז หรือ אַשְׁכֲּנָזִים‎, อังกฤษ: Ashkenazi Jews หรือ Ashkenazic Jews หรือ Ashkenazim) คือชาวยิวที่สืบเชื้อสายมาจากชาวยิวที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในลุ่มแม่น้ำไรน์แลนด์ทางตะวันตกของเยอรมนีและตอนเหนือของฝรั่งเศสในยุคกลาง คำว่า "Ashkenaz" เป็นชื่อภาษาฮิบรูสมัยกลางของภูมิภาคที่ในปัจจุบันครอบคลุมประเทศเยอรมนี และบริเวณที่มีชายแดนติดต่อที่พูดภาษาเยอรมัน นอกจากนั้นอัชเคนาซก็ยังเป็นประมุขจาเฟติคที่สืบเชื้อสายมาจากลูกหลานของโนอาห์ (Table of Nations) ฉะนั้น "อัชเคนาซิม" หรือ "อัชเคนาซิยิว" ก็คือ "ชาวยิวเยอรมัน"

ต่อมาชาวยิวอัชเคนาซิก็อพยพไปทางตะวันออก ไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณที่ไม่ได้พูดภาษาเยอรมันที่รวมทั้งฮังการี โปแลนด์ ลิทัวเนีย รัสเซีย ยุโรปตะวันออก และ ภูมิภาคอื่นๆ ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 10 ถึง 19 ภาษาที่นำติดตัวไปก็คือภาษายิดดิช ซึ่งเป็นภาษากลุ่มเจอร์แมนิกของชาวยิว ที่ตั้งแต่ยุคกลางมาเป็น "ภาษากลาง" ในหมู่ชาวยิวอัชเคนาซิ นอกจากนั้นก็มีบ้างที่พูดภาษายิว-ฝรั่งเศส หรือ ภาษาซาร์ฟาติค (Zarphatic) และ ภาษากลุ่มสลาฟ-ที่มีพื้นฐานมาจากภาษาคนานิค (ภาษายิว-เช็ก) ชาวยิวอัชเคนาซิวิวัฒนาการวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่ผสานเอาวัฒนธรรมของชนในท้องถิ่นที่ตั้งถิ่นฐานในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกเข้ามาด้วย

แม้ว่าในคริสต์ศตวรรษที่ 11 ชาวยิวอัชเคนาซิจะเป็นจำนวนเพียง 3 เปอร์เซ็นต์ของประชากรชาวยิวทั้งโลก แต่เมื่อมาถึงปี ค.ศ. 1931 จำนวนก็สูงขึ้นถึง 92 เปอร์เซ็นต์ และในปัจจุบันเป็นจำนวนประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของชาวยิวทั่วโลก ชุมชนชาวยิวที่มีประวัติยืดยาวในยุโรปจะเป็นชาวยิวอัชเคนาซินอกจากกลุ่มที่มีควาสัมพันธ์กับบริเวณเมดิเตอเรเนียน ชาวยิวส่วนใหญ่ที่อพยพจากยุโรปไปยังทวีปอื่นในสองร้อยปีที่ผ่านมาก็เช่นกัน โดยเฉพาะการอพยพไปตั้งถิ่นฐานในสหรัฐอเมริกา ที่ชาวยิวส่วนใหญ่ในบรรดาชาวยิวอเมริกัน 5.3 ล้านคนเป็นชาวยิวอัชเคนาซิ ซึ่งทำให้เป็นชาวยิวอัชเคนาซิกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ชาวยิวอเมริกัน

ชาวอเมริกันเชื้อสายยิว หรือ ชาวยิวเชื้อสายอเมริกัน (อังกฤษ: American Jews หรือ Jewish Americans คือประชาชนชาวอเมริกันที่สืบเชื้อสายมาจากชาวยิวหรือชาวยิวที่พำนักอยู่ในสหรัฐอเมริกาในฐานะคนต่างด้าว สหรัฐอเมริกาเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชาวยิวที่ใหญ่เป็นที่สองของโลกรองจากอิสราเอลขึ้นอยู่กับคำจำกัดคความทางศาสนา (ชาวยิวโดยเชื้อชาติ vs ชาวยิวโดยเชื้อชาติและศาสนา) และสถิติของจำนวนประชากรต่างๆ ประชากรชาวอเมริกันเชื้อสายยิวประมาณว่ามีด้วยกันทั้งหมดประมาณ 5,128,000 คน หรือ 1.7% ของประชากรอเมริกันทั้งหมด ในปี ค.ศ. 2007 (301,621,000 คน) แต่จำนวนอาจจะสูงถึง 6,444,000 คน หรือ 2.2% ในขณะที่สถิติของสำนักงานสถิติกลางของจำนวนประชากรอิสราเอลประมาณว่าเป็นจำนวน 5,435,800 คนในปี ค.ศ. 2007 (75.7% ของประชากรโดยทั่วไป)ชาวยิวในสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่เป็นชาวยิวอัชเคนาซิที่อพยพมาจากยุโรปกลาง และ ยุโรปตะวันออกและผู้สืบเชื้อสาย นอกจากนั้นก็ยังมีกลุ่มชนชาวยิวสาขาต่างๆ (Jewish ethnic divisions) ที่รวมทั้งมิซราฮิ และ เซฟาร์ดี ฉะนั้นชาวยิวในสหรัฐอเมริกาจึงมีด้วยกันหลายวัฒนธรรมและสาขาของศาสนาตั้งแต่ออร์ธอด็อกซ์ฮาเรดีไปจนถึงผู้ใช้ชีวิตในสังคมที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา หรือชาวยิวที่เป็นยิวโดยเชื้อชาติเท่านั้นโดยไม่นับถือศาสนาใด

ซีมอน บาอาดานี

รับบี ซีมอน บาอาดานี เป็นผู้นำชาวยิวเซฟาร์ดีในอิสราเอล และเป็นชาวยิวในเยเมน เป็นทายาทผู้นำของกลุ่มซาร์ และเป็นสมาชิกของ โมเซว ชาชเม ฮาโทราห์ รับบีเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1928 ที่ประเทศอิสราเอล

ธรรมศาลา

ในศาสนายูดาห์ ธรรมศาลา (ศัพท์โปรเตสแตนต์) หรือ ศาลาธรรม (ศัพท์โรมันคาทอลิก) (อังกฤษ: synagogue; กรีก: συναγωγή; หมายถึง การชุมนุมหรือรวมตัว) เป็นศาสนสถานที่ใช้รวมกลุ่มกันทำการอธิษฐาน ทว่าสำหรับชาวยิวแล้ว พวกเขาไม่จำเป็นต้องไปธรรมศาลาเพื่อประกอบพิธี หากรวมตัวได้ครบองค์ประชุม (Quorum) ที่ประกอบด้วยผู้ชายที่บรรลุนิติภาวะแล้วจำนวนสิบคน เรียกว่า "องค์คณะสิบ" หรือ "มินยัน" (Minyan) ก็สามารถประกอบพิธีได้

เมื่อก่อนไม่อนุญาตให้สตรีเป็นหนึ่งในองค์คณะสิบ แต่เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2001, ยิวอนุรักษ์นิกายอนุญาตให้สตรีเป็นหนึ่งในคณะมินยันได้ในชุมชนยิวปัจจุบัน ธรรมศาลาไม่ได้มีไว้สำหรับพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น เช่น สถานที่จัดเลี้ยง โรงเรียนสอนศาสนา ห้องสมุด ศูนย์รับเลี้ยงเด็กเวลากลางวัน และครัวโคเชอร์ (Kosher) ตามหลักมาตรฐานอาหารยิว

ภาษาของชาวยิว

ภาษาของชาวยิว (อังกฤษ: Jewish languages) เป็นกลุ่มของภาษาและสำเนียงที่พัฒนาในชุมชนชาวยิวทั่วโลกทั้งในยุโรป เอเชียและแอฟริกาเหนือ พัฒนาการของภาษาเหล่านี้เกิดขึ้นโดยการเพิ่มศัพท์ภาษาฮีบรูเพื่อใช้อธิบายแนวคิดเฉพาะของชาวยิวเข้าสู่ภาษาท้องถิ่น ส่วนใหญ่เขียนด้วยอักษรฮีบรู การอยู่เป็นกลุ่มก้อนอย่างเป็นเอกเทศของชาวยิว ทำให้ภาษาเหล่านี้รักษาคำศัพท์และลักษณะดั้งเดิมของภาษาที่เป็นภาษาต้นกำเนิดได้ภาษาของชาวยิวที่มีผู้พูดมากที่สุดคือภาษายิดดิช ซึ่งเคยมีผู้พูดมากที่สุดในอดีต ภาษาลาดิโนที่เป็นภาษาของชาวยิวเซฟาร์ดีมากว่า 5 ศตวรรษและภาษาอาหรับของชาวยิวที่ใช้พูดในบริเวณที่มีผู้พูดภาษาอาหรับมากว่าพันปี

ภาษาฮีบรูเป็นภาษาทางศาสนาของศาสนายูดาย และเคยใช้เป็นภาษาพูดมาก่อน จนราว พ.ศ. 43 ภาษาอราเมอิกซึ่งเป็นภาษาใกล้เคียงได้เข้ามาเป็นภาษาพูดในยูเดีย จน พ.ศ. 243 ชาวยิวที่แพร่กระจายไปหันไปพูดภาษากรีกโบราณ ภาษาฮีบรูถูกรื้อฟื้นเป็นภาษาพูดอีกครั้งโดย เอลีเซอร์ เบน เยฮูดา ผู้มาถึงปาเลสไตน์เมื่อพ.ศ. 2424 ภาษาฮีบรูสมัยใหม่ในปัจจุบันเป็นภาษาราชการของประเทศอิสราเอล ก่อนพุทธศตวรรษที่ 21 ภาษาฮีบรูใช้ในบทสวดและคัมภีร์ทางศาสนายูดายเท่านั้น ชาวยิวทั่วโลกจึงพูดภาษาท้องถิ่นที่ตนไปอาศัยอยู่ และพัฒนาสำเนียงเฉพาะของตนเองขึ้นมา และได้แยกออกมาเป็นภาษาเฉพาะ ภาษายิดดิชเป็นภาษาเยอรมันของชาวยิว พัฒนาโดยชาวยิวอาซเกนาซีที่อพยพไปสู่ยุโรปกลาง และภาษาลาดิโนหรือภาษาจูเดสโม หรือภาษามูเอสตรา สปันยอล เป็นภาษาสเปนของชาวยิวเซฟาร์ดีที่อยู่ในคาบสมุทรไอบีเรีย จากปัจจัยหลายๆอย่าง รวมทั้งอิทธิพลของฮอลโลคอตส์ในยุโรป ชาวยิวออกจากดินแดนอาหรับและแพร่กระจายไปทั่วโลก มีภาษาของชาวยิวที่แตกต่างไปในแต่ละชุมชน บางภาษาเป็นภาษาตายไปแล้ว เช่น ภาษากรูซินิก ภาษาอาหรับของชาวยิว ภาษาเบอร์เบอร์ของชาวยิว ภาษาเครียมชาก ภาษามลยาฬัมของชาวยิว และอื่นๆ ภาษาที่ใช้พูดในหมู่คนยิวทุกวันนี้ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาฮีบรู และภาษารัสเซีย รวมทั้งภาษากลุ่มโรมานซ์บางภาษาเช่นภาษาฝรั่งเศสและภาษาสเปน ภาษาของชาวยิวที่มีผู้พูดมากที่สุดในประวัติศาสตร์คือภาษายิดดิช ซึ่งมีจำนวนใกล้เคียงกับชาวยิวที่พูดภาษาอังกฤษและภาษาฮีบรู เคยมีคนพูดภาษานี้ถึง 13 ล้านคนใน พ.ศ. 2482 การลดลงของผู้พูดภาษายิดดิชหลังเหตุการณ์ฮอลโลคอตส์ทำให้ชาวยิวหันไปพูดภาษาอื่นมากขึ้น ปัจจุบันชาวยิวที่พูดภาษาฮีบรูหรืออังกฤษมีมากกว่าภาษายิดดิช

ภาษาสเปน

ภาษาสเปน (español, ออกเสียง [espaˈɲol]) หรือ ภาษากัสติยา (castellano, ออกเสียง [kasteˈʎano] หรือ [kasteˈɟ͡ʝano]) เป็นภาษาในกลุ่มภาษาโรมานซ์ หนึ่งในภาษาทางการ 6 ภาษาขององค์การสหประชาชาติ และภาษาที่มีผู้พูดเป็นภาษาแม่มากที่สุดในโลกเป็นอันดับสองรองจากภาษาจีนกลาง รวมทั้งยังเป็นภาษาราชการขององค์การระหว่างประเทศทางเศรษฐกิจและการเมืองที่สำคัญอีกหลายองค์การอีกด้วย เช่น สหภาพยุโรป สหภาพแอฟริกา องค์การรัฐอเมริกา องค์การรัฐไอบีเรียอเมริกา ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ และสหภาพชาติอเมริกาใต้ เป็นต้น

มีผู้พูดภาษาสเปนเป็นภาษาที่หนึ่งและภาษาที่สองเป็นจำนวนระหว่าง 450-500 ล้านคน โดยเม็กซิโกเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้พูดภาษานี้มากที่สุด นอกจากนี้ ภาษาสเปนยังเป็นภาษาที่มีผู้เรียนมากเป็นอันดับที่ 2 ของโลกรองจากภาษาอังกฤษ มีผู้เรียนภาษานี้อย่างน้อย 17.8 ล้านคน ขณะที่แหล่งข้อมูลบางแห่งกล่าวว่า มีผู้เรียนภาษานี้กว่า 46 ล้านคนกระจายอยู่ใน 90 ประเทศภาษาสเปนมีต้นกำเนิดจากภาษาละตินชาวบ้านที่พัฒนามาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 3 (เช่นเดียวกับภาษาอื่นในกลุ่มภาษาโรมานซ์) หลังจากจักรวรรดิโรมันล่มสลายลง ดินแดนที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิต่างแยกไปอยู่ใต้การปกครองของชนกลุ่มต่าง ๆ กัน ภาษานี้จึงถูกตัดขาดออกจากภาษาถิ่นของภาษาละตินในดินแดนอื่น ๆ และมีวิวัฒนาการอย่างช้า ๆ จนเกิดเป็นภาษาละตินใหม่ต่างหากอีกภาษาหนึ่ง แต่เนื่องจากได้รับการเผยแพร่ทั้งในทวีปอเมริกาเหนือและทวีปอเมริกาใต้เป็นเวลาที่ต่อเนื่องยาวนาน ภาษาสเปนจึงกลายเป็นภาษาละตินใหม่ที่ใช้กันแพร่หลายมากที่สุดในปัจจุบัน

ภาษาอาหรับยิวโมร็อกโก

ภาษาอาหรับยิวโมร็อกโก (Judeo-Moroccan Arabic) เป็นสำเนียงภาษาอาหรับที่พูดโดยชาวยิวที่เคยอยู่ในโมร็อกโก ปัจจุบันผู้พูด 99% อยู่ในอิสราเอล ผู้ที่อยู่ในโมร็อกโกมักเป็นผู้สูงอายุ

ภาษาฮีบรู

ภาษาฮีบรู (อังกฤษ: Modern Hebrew עברית, Ivrit [ʔivˈʁit] ( ฟังเสียง) อิฟริต) เป็นภาษาเซมิติก (Semitic) ซึ่งจัดอยู่ในตระกูลภาษาแอโฟรเอชีแอติก (Afro–Asiatic) เป็นภาษาที่เก่าแก่ โดยมีอายุมาอย่างน้อยตั้งแต่ 3,500 ปีที่แล้ว ในอดีต เคยเป็นภาษาตาย เหมือนดั่งภาษาบาลี สันสกฤต และละติน โดยใช้เป็นภาษาที่ใช้เพียงแต่ในวงจำกัด หนังสือต่างทางศาสนา และสถานที่ทางศาสนาเท่านั้น แต่ปัจจุบัน มีการกลับมาใช้เป็นภาษาพูดใหม่ และเป็นภาษาที่ชาวอิสราเอลใช้สื่อสารกันในชีวิตประจำวัน โดยภายในในอิสราเอล มีผู้พูดมากกว่า 4,380,000 คน ซึ่งเป็นภาษาราชการคู่กับภาษาอาหรับ นอกอิสราเอล ภาษาฮีบรูยังมีผู้พูดอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งโดยมากเป็นชุมชนชาวยิว

ทะนัค (Tanakh) หรือพระคัมภีร์เก่า (The Old Testament) ของศาสนายิว เขียนไว้ด้วยภาษาฮีบรู ซึ่งถือว่าเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ (לשון הקודש Leshon ha-Kodesh: เลโชน ฮา-โกเดช) ของชาวยิวตั้งแต่สมัยโบราณ นักภาษาศาสตร์ส่วนใหญ่ระบุว่าหลัง 57 ปีก่อนพุทธศักราช ซึ่งเป็นยุคที่จักรวรรดิบาบิโลเนียใหม่ทำลายกรุงเยรูซาเลมและอพยพชาวยิวไปยังบาบิโลนและพระเจ้าไซรัสมหาราชแห่งเปอร์เซียปลดปล่อยชาวยิวให้เป็นไท ภาษาฮีบรูในแบบที่เขียนในพระคัมภีร์เก่า ถูกแทนที่ด้วยภาษาฮีบรูใหม่และภาษาแอราเมอิกที่ใช้ในท้องถิ่นนั้น หลังจากพุทธศตวรรษที่ 7 จักรวรรดิโรมันเข้ายึดครองกรุงเยรูซาเล็ม และอพยพชาวยิวออกไป ภาษาฮีบรูเริ่มใช้เป็นภาษาพูดน้อยลงแต่ยังคงเป็นภาษาทางศาสนาและภาษาในการเขียน

หลังจากเยรูซาเล็มถูกชาวบาบิโลนทำลายครั้งแรก 586 ปีก่อนคริสตกาล ภาษาอย่างในพระคัมภีร์เก่าเริ่มถูกแทนที่ด้วยคำในลักษณะใหม่ หลังจากจำนวนประชากรของชาวยิวในบางส่วนของจูเดีย (Judea) ลดลง ภาษาฮีบรูเลิกใช้เป็นภาษาพูดราวคริสต์ศตวรรษที่ 2 แต่ยังคงเป็นภาษาเขียนที่สำคัญต่อเนื่องมาตลอดหลายศตวรรษ นอกจากจะใช้ในศาสนาแล้ว งานเขียนสำหรับวัตถุประสงค์อื่น ๆ เช่น เขียนตำรา จดหมาย ปรัชญา การแพทย์ บทกวี บันทึกศาล ล้วนใช้ภาษาฮีบรู ซึ่งได้เข้ากับวงความรู้และคำเฉพาะใหม่ ๆ โดยคำยืมและคำประดิษฐ์ใหม่

ภาษาฮีบรูยังคงถูกรักษาไว้ในฐานะภาษาเขียนโดยชุมชนชาวยิวทั่วโลก จนกระทั่งมีการตั้งลัทธิไซออนนิสต์เพื่อฟื้นฟูชาติยิว สมาชิกไซออนนิสต์ส่งเสริมให้มีการแทนที่ภาษาพูดของชาวยิวในขณะนั้น เช่นภาษาอาหรับ ภาษาจูเดสโม (Judezmo, ภาษาลาดิโน Ladino ก็เรียก) ภาษายิดดิช ภาษารัสเซีย และภาษาอื่น ๆ ของชาวยิวที่อาศัยอยู่ต่างประเทศ เป็นภาษาของศาสนายิวส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในประเทศอิสราเอล ภาษาฮีบรู มีการสร้างคำใหม่โดยยืมจากภาษาฮีบรูในไบเบิลหรือจากภาษาอาหรับและภาษาอราเมอิก รวมทั้งภาษาในยุโรป เช่น ภาษาฝรั่งเศส ภาษารัสเซีย และภาษาเยอรมัน ภาษาฮีบรูกลายเป็นภาษาราชการของปาเลสไตน์ภายใต้การปกครองของอังกฤษตั้งแต่ พ.ศ. 2464 คู่กับภาษาอังกฤษและภาษาอาหรับ และกลายเป็นภาษาราชการของอิสราเอลตั้งแต่ พ.ศ. 2491

ภาษาฮีบรูมิซราฮี

ภาษาฮีบรูมิซราฮี หรือภาษาฮีบรูตะวันออก ใช้อ้างถึงระบบการออกเสียงภาษาฮีบรูในคัมภีร์ไบเบิลที่ใช้ในทางศาสนาของชาวยิวมิซราฮีซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศอาหรับหรือทางตะวันออก และโดยมากจะพูดภาษาอาหรับ ภาษาเปอร์เซีย ภาษาฮินดี ภาษาตุรกี หรือภาษาอื่นๆในตะวันออกกลางและเอเชีย คำนี้ใช้ครอบคลุมภาษาฮีบรูหลายสำเนียง แต่ไม่รวมชาวยิวเซฟาร์ดีที่อยู่ในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ชาวยิวเซฟาร์ดีนี้เป็นชาวยิวที่เคยอยู่ในสเปนแล้วถูกขับออกมา

ภาษาฮีบรูเซฟาร์ดี

ภาษาฮีบรูเซฟาร์ดี (Sephardi Hebrew)เป็นระบบการออกเสียงของภาษาฮีบรูไบเบิลที่มาจากการใช้งานของชาวยิวเซฟาร์ดี สัทวิทยาของภาษานี้ได้รับอิทธิพลจากภาษาที่ติดต่อด้วยเช่น ภาษาลาดิโน ภาษาโปรตุเกส ภาษาเปอร์เซีย ภาษาดัตช์ ภาษาอาหรับ

ยุคทองของเนเธอร์แลนด์

ยุคทองของเนเธอร์แลนด์ (ดัตช์: Gouden Eeuw, อังกฤษ: Dutch Golden Age) คือสมัยประวัติศาสตร์ของดัตช์ที่เริ่มตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 ที่เป็นสมัยที่ดัตช์มีความเจริญทางการค้าขาย ทางวิทยาศาสตร์ และทางศิลปะถึงจุดสูงสุด และมีชื่อเสียงที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง

รีตา เลวี-มอนตัลชีนี

รีตา เลวี-มอนตัลชีนี (อิตาลี: Rita Levi-Montalcini; 22 เมษายน ค.ศ. 1909 – 30 ธันวาคม ค.ศ. 2012) เป็นนักประสาทชีววิทยาชาวอิตาลี เธอได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ ร่วมกับสแตนลีย์ โคเฮน ในปี ค.ศ. 1986 สำหรับการค้นพบโกรทแฟคเตอร์ นอกจากนี้ เลวี-มอนตัลชีนี ยังเป็นบุคคลที่ได้รับรางวัลโนเบลคนแรกที่มีอายุยืนกว่าหนึ่งร้อยปี

เดวิด เอลาซาร์

เดวิด "เดโด" เอลาซาร์ (ฮีบรู: דוד אלעזר‎; เกิด 27 สิงหาคม ค.ศ. 1925 – 15 เมษายน ค.ศ. 1976) เป็นเสนาธิการคนที่เก้าของกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ซึ่งทำหน้าที่ในอัตราตั้งแต่ ค.ศ. 1972 ถึง 1974 เขาถูกบังคับให้ลาออกในผลพวงของสงครามยมคิปปูร์

ภาษาอื่น

This page is based on a Wikipedia article written by authors (here).
Text is available under the CC BY-SA 3.0 license; additional terms may apply.
Images, videos and audio are available under their respective licenses.