คอสแซค

คอสแซค (ยูเครน: козаки́, kozaky; รัสเซีย: каза́ки́, kazaki; โปแลนด์: Kozacy, อังกฤษ: Cossacks) เดิมเป็นสมาชิกของกลุ่มทหารในยูเครน และทางตอนใต้ของรัสเซีย[1] แต่ที่มาของคอสแซคยังคงเป็นหัวข้อที่ถกเถียงกันในบรรดานักวิชาการอยู่

ในตอนปลายของคริสต์ศตวรรษที่ 15 กลุ่มคอสแซคซาโพโรเซียน (Zaporozhian Cossacks) ก็ได้ก่อตั้งกองทหารคอสแซค (Cossack host) ขึ้นในทุ่งหญ้าสเตปป์ในยูเครน (ยูเครน: дике поле) ในบริเวณแม่น้ำนีพเพอร์ ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 กลุ่มคอสแซคดอน (Don Cossacks) ก็ได้ก่อตั้งกองทหารคอสแซคขึ้นอีกกองหนึ่งในบริเวณลุ่มแม่น้ำดอน กองทหารคอสแซคกองอื่นๆ ก็ได้รับการก่อตั้งขึ้นต่อมาทางตอนใต้ของเทือกเขายูราล, ไซบีเรีย และ คอเคซัส

คอสแซคนีพเพอร์แห่งยูเครนมีศูนย์กลางอยู่ในบริเวณหมู่เกาะนีพเพอร์ที่มีการสร้างเสริมการป้องกันทางทหาร เดิมคอสแซคเป็นอาณาจักรบริวารของเครือจักรภพโปแลนด์-ลิทัวเนีย แต่ความกดดันทางสังคมและศาสนาจากเครือจักรภพทำให้คอสแซคประกาศตนเป็นรัฐเฮตม่านคอสแซค (Cossack Hetmanate) อิสระจากโปแลนด์-ลิทัวเนีย โดยการริเริ่มการลุกฮือคเมลนิทสกี (Khmelnytskyi Uprising) ภายใต้การนำของโบห์ดัน คเมลนิทสกีในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 17 ในปี ค.ศ. 1654 คอสแซคก็ลงนามในสนธิสัญญาเพเรยาสลาฟ กับ อาณาจักรซาร์แห่งรัสเซียที่เป็นผลให้รัฐต่างๆในเครือรัฐเฮตม่านคอสแซคตกไปอยู่ภายใต้การปกครองของรัสเซียต่อมาอีกสามร้อยปี[2]

คอสแซคดอนผู้ตกลงเป็นพันธมิตรกับอาณาจักรซาร์แห่งรัสเซียเริ่มรุกรานและยึดดินแดนต่างๆ ในบริเวณแม่น้ำวอลกา, ไซบีเรียทั้งหมด, แม่น้ำยูราล และ แม่น้ำเทอเร็คมาเป็นอาณานิคม

ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 นโยบายการขยายดินแดนของจักรวรรดิรัสเซียก็หันมาพึ่งความภักดีของคอสแซค ที่สร้างความกดดันให้แก่คอสแซคผู้ที่นิยมการดำรงชีวิตอย่างอิสระ ซึ่งในที่สุดก็ทำให้เกิดการปฏิวัติที่นำโดย สเตงคา ราซิน, คอนดราตี บุลาวิน และ เยเมลิยัน พูกาเชฟ เมื่อมาถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 คอสแซคก็เปลี่ยนไปมีฐานะพิเศษ ที่ทำหน้าที่เป็นทหารประจำการชายแดนทั้งชายแดนระดับชาติและชายแดนระหว่างชนเผ่าต่างๆ และเป็นผู้ส่งกองกำลังในการสนับสนุนปัญหาขัดแย้งทางทหารต่างๆ เช่นในสงครามรัสเซีย-ตุรกี เป็นการแลกเปลี่ยนกับความเป็นอิสระทางสังคมในการปกครองตนเอง ที่ทำให้เกิดการสร้างสามัญทัศน์ที่เกี่ยวกับคอสแซคกันไปต่างๆ นานาในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ทั้งในจักรวรรดิรัสเซีย และในรัฐบาลภาพในของตนเอง

ระหว่างสงครามกลางเมืองรัสเซีย ภูมิภาคต่างๆ ของคอสแซคกลายเป็นศูนย์กลางของขบวนการขาว (White movement) ในการต่อต้านพรรคบอลเชวิค คอสแซคดอนและคอสแซคคูบันถึงกับก่อตั้งรัฐอิสระขึ้นอยู่พักหนึ่ง เมื่อกองทัพแดงได้รับชัยชนะ คอสแซคก็ตกอยู่ในสภาวะอดอยาก และ ได้รับการกดขี่จากผู้เป็นปฏิปักษ์

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองคอสแซคก็ต่อสู้ให้กับทั้งฝ่ายสหภาพโซเวียต และฝ่ายนาซีเยอรมนี ที่เป็นผลให้เกิด 'กรณีทรยศต่อคอสแซค' (Betrayal of Cossacks) ขึ้นโดยฝ่ายพันธมิตรหลังสงคราม เมื่อสหภาพโซเวียตทำการสังหารคอสแซคที่ถูกส่งกลับมารัสเซียโดยฝ่ายพันธมิตรตามนโยบายการกดขี่คอสแซค แต่หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตเป็นต้นมา ชีวิตและปรัชญาของความเป็นคอสแซคก็กลับมาเป็นที่นิยมกันในรัสเซียขึ้นอีกครั้ง ในกองทัพรัสเซียถึงกับมีกองทหารพิเศษของคอสแซค คอสแซคกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมร่วมสมัย และมีองค์การของตนเองในรัสเซีย คาซัคสถาน ยูเครน และในประเทศอื่นๆ

Sergiy Vasylkivskiy- Cossack
ภาพวาดของคอสแซคซาโพโรเซียน

ที่มาของคำว่าคอสแซค

คำว่า "Cossack" เข้ามาในภาษาอังกฤษจากคำว่า "Cosaque" ในภาษาฝรั่งเศส ที่แผลงมาจากภาษาเตอร์กิกเดิมว่า "qazaq" ที่แปลว่า "นักผจญภัย" หรือ "คนอิสระ"[3][4][5] นอกจากนั้นคอสแซค (Qazaqlar) ก็ยังเป็นผู้พิทักษ์ชายแดนในอาณาจักรข่านคาซาน (Khanate of Kazan)

อ้างอิง

  1. R.P.Magocsi "A History of Ukraine", pp.179-181
  2. From Da to Yes: Understanding the East Europeans, Yale Richmond, Intercultural Press, 1995, p. 294
  3. "Online Etymology Dictionary".
  4. Encyclopædia Britannica, Article Cossack
  5. Iaroslav Lebedynsky, Histoire des Cosaques Ed Terre Noire, p38
  • Knotel, Richard, Knotel, Herbert, & Sieg Herbert, Uniforms of the World: A compendium of Army, Navy and Air Force uniforms 1700-1937, Charles Scribner's Sons, New York, 1980

ดูเพิ่ม

แหล่งข้อมูลอื่น

4 สัปดาห์ต่อเนื่องพิเศษ สุดยอดการต่อสู้ซูเปอร์เซ็นไต!!

4 สัปดาห์ต่อเนื่องพิเศษ สุดยอดการต่อสู้ซูเปอร์เซ็นไต!! (ญี่ปุ่น: 4週連続スペシャル スーパー戦隊最強バトル!! โรมาจิ: Yon-shū Renzoku Supesharu Sūpā Sentai Saikyō Batoru!!) เป็นละครโทคุซัทสึชุดของซูเปอร์เซ็นไตซีรีส์ ออกอากาศเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 2019 ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 9:30 น. - 10:00 น. ทางสถานีโทรทัศน์ทีวีอาซาฮิ

กองทัพจักรวรรดิรัสเซีย

กองทัพจักรวรรดิรัสเซีย (รัสเซีย: Ру́сская импера́торская а́рмия) เป็นกองทัพภาคพื้นดินของ จักรวรรดิรัสเซีย ปฏิบัติการครั้งแรกในปี 1721 จนถึง การปฏิวัติรัสเซีย ในปี 1917 ในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1850 กองทัพจักรวรรดิรัสเซียมีกำลังพลประมาณ 900,000 นาย และประจำการเกือบ 250,000 นาย (ส่วนใหญ่เป็น คอสแซค)

กองทัพแดง

กองทัพแดงของกรรมกรและของชาวนา (รัสเซีย: Рабоче-крестьянская Красная армия; РККА หรือ Raboche-krest'yanskaya Krasnaya armiya; RKKA) เกิดขึ้นเป็นกลุ่มการรบคอมมิวนิสต์ปฏิวัติของสหภาพโซเวียตระหว่างสงครามกลางเมืองรัสเซีย ค.ศ. 1918-1922 ต่อมา ได้เติบโตเป็นกองทัพแห่งชาติ จนถึงคริสต์ทศวรรษ 1930 กองทัพแดงเป็นหนึ่งในกองทัพใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

"กองทัพแดง" หมายถึงสีดั้งเดิมของขบวนการคอมมิวนิสต์ เมื่อสัญลักษณ์แห่งชาติโซเวียตแทนที่สัญลักษณ์ปฏิวัติ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1946 กองทัพแดงจึงถูกเปลี่ยนชื่อเป็นกองทัพบกโซเวียต (รัสเซีย: Советская Армия, Sovetskaya Armiya)

กองทัพแดงได้รับชื่อเสียงอย่างกว้างขวางว่าเป็นกำลังตัดสินชี้ขาดในชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรในเขตสงครามยุโรป สงครามโลกครั้งที่สอง ระหว่างปฏิบัติการในแนวรบด้านตะวันออก กองทัพแดงได้รบปะทะและเอาชนะกองทัพเยอรมันทั้งหมดราว 80% ที่วางกำลังในสงคราม

การรุกรานรัสเซียของฝรั่งเศส

การรุกรานรัสเซียของฝรั่งเศส (อังกฤษ: French invasion of Russia) หรือในรัสเซียรู้จักกันในชื่อ สงครามของผู้รักชาติปี 1812 (รัสเซีย: Отечественная война 1812 года) หรือในฝรั่งเศสรู้จักกันในชื่อ ปฏิบัติการรัสเซีย (ฝรั่งเศส: Campagne de Russie) เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ. 1812 เมื่อกองทัพใหญ่ของจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ทำการข้ามแม่น้ำเนมันเพื่อหวังเข้าต่อสู้และพิชิตทัพรัสเซีย ซึ่งนโปเลียนหวังที่จะบังคับให้ ซาร์ อเล็กซานเดอร์ที่ 1 แห่งรัสเซีย ยุติการติดต่อค้าขายกับพวกพ่อค้าอังกฤษ ซึ่งนโปเลียนหวังใช้เป็นข้อกดดันทางอ้อมให้อังกฤษสูญเสียรายได้จนต้องขอเข้าสู่กระบวนการสันติภาพกับฝรั่งเศส และปฏิบัติการนี้ก็ยังมีเป้าหมายเพื่อแย่งชิงโปแลนด์มาจากรัสเซีย

ซาร์มีไฮล์ที่ 1 แห่งรัสเซีย

มีไฮล์ โรมานอฟ (รัสเซีย: Міхаіл Фёдаравіч) (22 กรกฎาคม [วันที่แบบเก่า: 12 กรกฎาคม] ค.ศ. 1596 – 23 กรกฎาคม [วันที่แบบเก่า:13 กรกฎาคม] ค.ศ. 1645) เป็นซาร์แห่งรัสเซีย พระองค์แรกจากราชวงศ์โรมานอฟ ทรงขึ้นครองราชย์หลังจากสภาเซมสกี ทูลเชิญพระองค์ให้ขึ้นครองราชย์ในปี ค.ศ. 1613 พระองค์ทรงเป็นโอรสใน ฟิโอดอร์ นิกิติช โรมานอฟ (ภายหลังได้เป็นพระอัครบิดรแห่งมอสโกในพระนามอัครบิดรฟิลลาเร็ตแห่งมอสโก) และเซนิยา เซสโตวา (ภายหลังได้ออกบวชชีและได้รับนามใหม่ว่า มาร์ธ่า) พระองค์ยังทรงเป็นพระนัดดา (หลานลุง) ในซาร์ฟิโอดอร์ที่ 1 ซาร์องค์สุดท้ายในราชวงศ์รูลิคสายตรง ผ่านทางพระอัยกี (พี่สาวของปู่) ซารีนาอนาสตาเซีย โรมานอฟนา พระมเหสีองค์แรกในซาร์อีวานที่ 4 การขึ้นครองราชย์ของพระองค์นับเป็นจุดสิ้นสุดของช่วงเวลาแห่งความวุ่นวาย ในรัชสมัยของพระองค์รัสเซียได้พิชิตดินแดนไซบีเรีย ซึ่งสําเร็จได้ส่วนหนึ่งเพราะความช่วยเหลือจากพวกคอสแซคและตระกูลสโตรกานอฟ (อังกฤษ: Stroganov family รัสเซีย: Стро́гановы, Стро́гоновы)

ทะเลแคสเปียน

ทะเลแคสเปียน (อังกฤษ: Caspian Sea) เป็นทะเลปิดที่อยู่ระหว่างทวีปเอเชียกับทวีปยุโรป มีเนื้อที่ผิวน้ำประมาณ 371,000 ตร.กม. และจุดลึกที่สุดลึกประมาณ 980 เมตร

ทะเลแคสเปียนมีลักษณะร่วมของทั้งทะเลและทะเลสาบ บางครั้งจึงได้ชื่อว่าเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในโลก อย่างไรก็ตามน้ำในทะเลแคสเปียนกลับไม่ได้เป็นน้ำจืด มีปริมาณเกลือประมาณ 1.2% ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของปริมาณเกลือในน้ำทะเลทั่วไป[ต้องการอ้างอิง]

ธงชาติยูเครน

ธงชาติยูเครน (ยูเครน: державний прапор України; ถอดเป็นอักษรโรมัน: derzhavnyy prapor Ukrayiny) มีต้นกำเนิดจากธงชาติในสมัยการปกครองระยะสั้นๆ ของสาธารณรัฐประชาชนยูเครนในปี ค.ศ. 1918 โดยธงชาติในยุคนั้นเป็นธงสีฟ้า-เหลือง มีรูปสามง่าม (tryzub) ประดับอยู่ที่มุมธงบนด้านคันธง เครื่องหมายดังกล่าวนี้ได้มีการเลิกใช้ในธงในสมัยรัฐยูเครนของรัฐบาลพาโบล สโกโรปาดสกี (Pavlo Skoropadsky) และ คณะไดเรกทอรี (ยูเครน: Dyrektoriya) ซึ่งเป็นผู้บริหารประเทศลำดับถัดมา ต่อมาในยุคของสหภาพโซเวียต พรรคบอลเชวิคได้เลิกธงเดิมและใช้ธงแดงเป็นสัญลักษณ์ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นธงสีแดง-ฟ้าในระยะต่อมา ธงสีฟ้า-เหลืองได้กลับมามีสถานะเป็นธงชาติยูเครนอย่างเป็นทางการอีกครั้ง เมื่อยูเครนได้รับเอกราชในปี ค.ศ. 1992

ปฏิบัติการบอดีการ์ด

ปฏิบัติการบอดีการ์ด ซึ่งดำเนินการในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นแผนการลวงทางยุทธศาสตร์โดยรวมของฝ่ายสัมพันธมิตรในทวีปยุโรป ระหว่างปี ค.ศ. 1944 โดยเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมการการรุกรานนอร์ม็องดี จุดประสงค์หลักของแผนการดังกล่าวคือการชักจูงให้ฝ่ายเยอรมันเชื่อว่าการรุกรานทวีปยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือจะเกิดขึ้นช้าว่าที่วางแผนไว้จริง และคุกคามจะโจมตีในสถานที่อื่นนอกเหนือไปจากเป้าหมายที่แท้จริง รวมทั้งจังหวัดปาดกาแล, คาบสมุทรบอลข่าน, ประเทศฝรั่งเศสตอนใต้, นอร์เวย์ และการโจมตีของโซเวียตในบัลแกเรียและตอนเหนือของนอร์เวย์

ส่วนหลักของปฏิบัติการบอดีการ์ดคือการใช้อุบายหลอกลวงข้าศึกเกี่ยวกับการกะเวลา น้ำหนัก และทิศทางของการรุกรานอร์ม็องดี โรเจอร์ เฮสเต็ธ ผู้ซึ่งช่วยวางแผนและดำเนินการตามปฏิบัติการในขณะที่ทำงานอยู่ใน "อ็อบส์บี" ภาคการหลอกลวงของกองบัญชาการทหารสูงสุดของกองกำลังรบนอกประเทศสัมพันธมิตร ได้บันทึกในหนังสือของเขาถึงเป้าหมายสามประการของปฏิบัติการบอดีการ์ด ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ละไว้ในภาคผนวกวายของคอสแซค (COSSAC) แผนการหลอกลวงก่อนหน้า เป้าหมายดังกล่าวประกอบด้วย:

เพื่อชักชวนกองบัญชาการทหารเยอรมันให้เชื่อว่าการโจมตีหลักและการโจมตีที่ตามมาจะเกิดขึ้นในหรือทางตะวันออกของจังหวัดปาส์-เดอ-กาเลส์ อันจะเป็นการกระตุ้นให้ข้าศึกคงกำลังหรือเสริมกำลังทางบกและทางอากาศ รวมไปถึงเครื่องป้องกันข้าศึกที่นั่น ซึ่งจะทำให้การป้องกันบริเวณอื่นอ่อนแอลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พื้นที่เมืองค็อง

เพื่อสร้างความสงสัยให้กับข้าศึกถึงวันที่และเวลาของการโจมตีที่แท้จริง

ระหว่างและหลังจากการโจมตีหลัก เพื่อจำกัดวงของกองกำลังทางบกและทางอากาศของเยอรมนีให้อยู่ในหรือทางตะวันออกของจังหวัดปาส์-เดอ-กาเลส์จำนวนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เป็นเวลาอย่างน้อย 14 วันแผนบอดีการ์ดถูกสร้างขึ้นโดยส่วนควบคุมลอนดอน อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการประชุมเตหะรานในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1943 ปฏิบัติการดังกล่าวถูกแบ่งออกเป็นสามปฏิบัติการย่อย: ปฏิบัติการความทรหด ซึ่งประกอบด้วยส่วนทางเหนือ (ถูกออกแบบมาเพื่อลวงฝ่ายเยอรมันว่าจะมีการรุกรานนอร์เวย์) และส่วนทางใต้ (ซึ่งลวงฝ่ายเยอรมันว่าจะมีการรุกรานที่ปาส์-เดอ-กาเลส์) อีกปฏิบัติการหนึ่ง คือ ปฏิบัติการเซเพลิน เพื่อแสดงความต้องการว่าจะมีการยกพลขึ้นบกบนเกาะครีตหรือในโรมาเนีย นอกจากนี้ยังมีอีก 36 ปฏิบัติการย่อยซึ่งไม่ขึ้นกับส่วนควบคุมลอนดอน

พระเจ้ายันที่ 2 กาชีมีแยช วาซา

พระเจ้ายันที่ 2 กาชีมีแยช วาซา (โปแลนด์: Jan II Kazimierz Waza; เยอรมัน: Johann II. Kasimir Wasa; ลิทัวเนีย: Jonas Kazimieras Vaza ; 22 มีนาคม ค.ศ. 1609 – 16 ธันวาคม ค.ศ. 1672) ทรงเป็น พระมหากษัตริย์แห่งโปแลนด์ และ แกรนด์ดยุกแห่งลิทัวเนีย จากราชวงศ์วาซา เป็นพระราชโอรสองค์รองของ พระเจ้าซิกมุนด์ที่ 3 วาซา นอกจากนี้พระองค์ยังทรงเป็นผู้อ้างสิทธิ์ในราชบัลลังก์สวีเดนด้วย ทรงขึ้นสืบราชสมบัติต่อจาก พระเจ้าววาดือสวัฟที่ 4 วาซา พระเชฐษา รัชสมัยของพระองค์เป็นรัชสมัยที่วุ่นวายที่สุดสมัยหนึ่งของเครือจักรภพโปแลนด์-ลิทัวเนีย ทั้งเหตุการณ์ กบฎคอสแซค ภายใต้การนำของ โบห์ดัน คเมลนิทสกี ทำให้พระราชอำนาจของพระองค์สั่นคลอน ในขณะที่อิทธิพลของเหล่าชนชั้นสูงเพิ่มมากขึ้น ท้ายที่สุดแล้วพระองค์ตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ ซึ่งมีสาเหตุมาจากปัจจัยข้างต้น รวมทั้งจากภาวะซึมเศร้าหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระมเหสี มารี ลูอีซ กอนซากา ในปั่นปลายพระชนม์ชีพทรงเข้าร่วมคณะเยสุอิต และได้เป็นอธิการวัดเซ็นต์-เจอร์เมน-เดส-เพรส

พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์โปแลนด์พระองค์ที่สามและพระองค์สุดท้ายจาก ราชวงศ์วาซา

พระองค์ทรงเป็นเชื้อสายของสมเด็จพระราชินีโบน่า สฟอร์ซ่า พระองค์สุดท้าย

มหาสงครามเหนือ

มหาสงครามเหนือ (อังกฤษ: Great Northern War; รัสเซีย: Северная война; สวีเดน: Stora nordiska kriget) เป็นสงครามครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1700 ต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 10 กันยายน ปี ค.ศ. 1721 รวมระยะเวลาทั้งหมดเป็น 21 ปี นำโดยจักรวรรดิรัสเซียแห่งฝ่ายพันธมิตรเข้าปะทะกับจักรวรรดิสวีเดนในภูมิภาคยุโรปกลางและยุโรปเหนือ ก่อนจะนำมาด้วยชัยชนะของฝ่ายพันธมิตรและการก้าวขึ้นมามีอำนาจสูงสุดของรัสเซียเหนือคาบสมุทรบอลติก รวมถึงการเข้ามามีอิทธิพลในยุโรปของรัสเซียจวบจนปัจจุบัน ส่วนสวีเดนต้องตกอยู่ใต้ "ยุคแห่งเสรีภาพ" อันมีระบบรัฐสภาปกครองประเทศอันเนื่องมาจากการสวรรคตของพระเจ้าคาร์ลที่ 12นำไปสู่ยุคราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญของสวีเดนถึง 54 ปีสงครามนี้นำด้วยกองทหารสองเหล่าทัพ โดยมีฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นผู้เปิดฉากต่อสู้ก่อน นำโดยพระเจ้าปีเตอร์มหาราชแห่งรัสเซีย พระเจ้าเฟรเดอริคที่ 4 แห่งเดนมาร์ก-นอร์เวย์ และพระเจ้าออกัสตัสที่ 2 แห่งแซกซ์-โปแลนด์-ลิทัวเนีย ซึ่งต่อมาได้ถอนกำลังออกในปี ค.ศ. 1700 และปี ค.ศ. 1706 ตามลำดับ แต่ในปี ค.ศ. 1709ก็ได้นำกองทัพเข้ามาสมทบต่อจนสิ้นสงคราม นอกจากนี้ยังมี พระเจ้าจอร์จที่ 1นำทัพจากฮาโนเวอร์เข้ามาร่วมสงครามในปี ค.ศ. 1714 และได้นำทัพจากบริเตนใหญ่เข้ามาสมทบภายหลังในปี ค.ศ. 1717 รวมทั้งพระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มที่ 1 แห่งบรานเดนบูร์ก-ปรัสเซียที่นำกองทัพเข้ามาสมทบในปี ค.ศ. 1715 อีกด้วย ส่วนทางด้านฝ่ายสวีเดนนั้นนำด้วยพระเจ้าคาร์ลที่ 12 โดยมีกองทัพแห่งฮ็อลชไตน์-ก็อธธอร์ป รวมทั้งทัพโปแลนด์-ลิทัวเนียที่นำโดยกษัตริย์สตานิสลอว เลซซิงสกีในปี ค.ศ. 1704 ถึงปี ค.ศ. 1710 และกองทัพคอสแซคภายใต้การนำทัพของอีวาน มาเซปปา รองผู้บัญชาการทัพสูงสุดแห่งชนชาติยูเครน รวมถึงสุลต่านอาห์เมดที่นำทัพออตโตมันร่วมสงครามกับฝ่ายสวีเดนแล้วมุ่งหน้าปะทะกับกองทัพรัสเซียเป็นหลักอีกด้วย

สงครามเปิดฉากด้วยการที่กองทัพพันธมิตรแห่งเดนมาร์ก-นอร์เวย์ แซกโซนี โปแลนด์-ลิทัวเนีย และรัสเซียกรีฑาทัพเข้าโจมตีฮ็อลชไตน์-ก็อธธอร์ป ลิโวเนีย และอินเกรียอันเป็นดินแดนของจักรวรรดิสวีเดนซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของพระเจ้าคาร์ลที่ 12ที่ในสมัยนั้นยังทรงพระเยาว์ จึงขาดความรู้และประสบการณ์เป็นอย่างมาก ฝ่ายสวีเดนจึงได้แต่ตั้งหน้ารับการโจมตีของฝ่ายพันธมิตรอยู่ท่าเดียว จนกระทั่งยุทธการนั้นจบลงด้วยสนธิสัญญาสงบศึกแห่งทราเวนดอล นับตั้งแต่นั้นมหาสงครามเหนือก็ได้เริ่มขึ้น และกลายเป็นสงครามที่ยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งๆ ในประวัติศาสตร์ยุโรปเลยทีเดียว

หลังจากระยะสงครามที่ยืดเยื้อมาถึง 21 ปีแล้ว จักรวรรดิสวีเดนได้เริ่มทำสนธิสัญญาสต็อกโฮล์มเพื่อสงบศึกกับฮาโนเวอร์และปรัสเซียในปี ค.ศ. 1719 ต่อมาในปี ค.ศ. 1720 ได้ทำสนธิสัญญาสงบศึกเฟรเดริกส์เบิร์กกับฝั่งเดนมาร์ก-นอร์เวย์ แต่ก็ยังยืนกรานที่จะเปิดสงครามกับรัสเซียต่อไป จนกระทั่งปี ค.ศ. 1721 สวีเดนแพ้สงครามในที่สุด จนสวีเดนต้องทำสนธิสัญญาสงบศึกนีสตาดกับรัสเซีย โดยสนธิสัญญาทั้งสามฉบับสวีเดนต้องเสียสินทรัพย์และดินแดนเป็นจำนวนไม่น้อยเป็นค่าปฏิกรรมสงครามเลยทีเดียว ท้ายที่สุดแล้วสวีเดนจึงต้องสูญเสียอำนาจในการปกครองดินแดนหลายๆ ส่วน นอกจากนั้นยังโดนลดอำนาจในคาบสมุทรบอลติกลงและยังต้องเปลี่ยนระบอบการปกครองเพราะสิ้นราชวงศ์ในสงครามอีกด้วย ส่วนรัสเซียนั้นหลังจบสงครามก็ได้เริ่มต้นยุคแห่งการแผ่ขยายอำนาจออกไปอย่างกว้างใหญ่ไพศาล ก่อนที่จะหยุดลงในสองศตวรรษหลังจากนั้นเอง แต่อิทธิพลของรัสเซียที่มีต่อยุโรปและต่อประชาคมโลกยังคงมีอยู่ แม้จะน้อยลงบ้างก็ตาม

มีเคา กอรือบุต วิชญอวีแยตสกี

พระเจ้ามีเคาที่ 1 (โปแลนด์: Michał Korybut Wiśniowiecki, ลิทัวเนีย: Mykolas I Kaributas Višnioveckis; 31 พฤษภาคม ค.ศ. 1640 – 10 พฤศจิกายน ค.ศ. 1673) เป็นพระมหากษัตริย์แห่งเครือจักรภพโปแลนด์-ลิทัวเนีย ทรงเป็นกษัตริย์แห่งโปแลนด์และแกรนด์ดยุกแห่งลิทัวเนีย ตั้งแต่ 29 กันยายน ค.ศ. 1669 จนกระทั่งเสด็จสวรรคตเมื่อ ค.ศ. 1673 รัชสมัยของพระองค์เป็นที่จดจําจากความขัดแย้งภายในระหว่างฝ่ายนิยมเยอรมนีกับฝ่ายนิยมฝรั่งเศสในเครือจักรภพพระเจ้ามีเคาทรงเป็นชาวโปแลนด์แท้ ๆ และยังทรงสืบเชื้อสายมาจากการีบูตุส พระอนุชาของพระเจ้าววาดือสวัฟ ยากีลโล พระองค์ทรงได้รับเลือกเป็นกษัตริย์แห่งเครือจักรภพ หลังจากการสละราชสมบัติของพระเจ้ายันที่ 2 กาชีมีแยช วาซา เหตุผลส่วนหนึ่งที่พระองค์ได้รับเลือกเพราะชื่อเสียงของพระบิดา เจ้าชายเยเรมี วิชญอวีแยตสกี ผูทรงอิทธิพลที่เคยช่วยปราบพวกคอสแซคในโปแลนด์ตะวันออก ระหว่างการลุกฮือคเมลนิตสกี ในภายหลังพระเจ้ามีเคาถูกมองมองว่าเป็นเพียงหุ่นเชิดของราชวงศ์ฮาพส์บวร์คแห่งออสเตรียเท่านั้น ดังนั้นพวกนิยมฝรั่งเศสจึงหันมาสนับสนุนยัน ซอบีแยสกี ผู้บัญชาการทหารผู้โด่งดัง ความขัดแย้งภายในเครือจักรภพยังนําไปสู่ความพ่ายแพ้ทางทหารต่อกองกำลังผสมเติร์ก-คอสแซค และยังนําไปสู่การลงนามในสนธิสัญญาบูชัช ในปี ค.ศ. 1672 ซึ่งทำให้ดินแดนยูเครนในความยึดครองของโปแลนด์กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของออตโตมัน หลังจากการสวรรคตของพระองค์ สถานการณ์อันเสียเปรียบเหล่านั้นก็เบาบางลง หลังจากชัยชนะของเครือจักรภพที่ยุทธการโคติน ในปี ค.ศ. 1673 โดยผู้สืบราชสมบัติต่อจากพระองค์ พระเจ้ายันที่ 3 ซอบีแยสกีในปี ค.ศ. 1670 พระองค์ทรงอภิเษกสมรสกับเอเลโอโนเรอ มารีอาแห่งออสเตรีย (ค.ศ. 1653–1697) พระราชธิดาในจักรพรรดิแฟร์ดีนันด์ที่ 3 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์และพระมเหสีองค์ที่สาม เอเลโอโนรา กอนซากา

ยศทหารกองทัพจักรวรรดิรัสเซีย

ตารางข้างล่างต่อไปนี้คือข้อมูลเกี่ยวกับยศทหารของกองทัพจักรวรรดิรัสเซีย

รายพระนามและชื่อประมุขแห่งรัฐยูเครน

นี่คือรายนามผู้ปกครองดินแดนที่เป็นส่วนหนึ่งของยูเครนในปัจจุบัน

สงครามกลางเมืองรัสเซีย

สงครามกลางเมืองรัสเซีย (รัสเซีย: Гражда́нская война́ в Росси́и, อักษรโรมัน: Grazhdanskaya voyna v Rossiyi) เริ่มในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1918 เมื่อกลุ่มเชโกสโลวาเกีย (อดีตเชลยสงครามที่เดินทางทางรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรียไปยังเมืองวลาดีวอสตอคและเป็นพวกลี้ภัย) เกิดการปะทะกับกองทหารโซเวียตที่บริเวณภูเขาอูรัล และยังมีทีท่าว่าจะยึดขบวนรถไฟ การยึดครองนี้จะทำให้กองกำลังต่อต้านการปฏิวัติ (หรือพวกขาว "Whites") สามารถจัดกองทัพต่อต้านบอลเชวิคในไซบีเรียตะวันตก กองกำลังฝ่ายขาวนี้ยังมีที่ตั้งมั่นอยู่ในเขตรัสเซียในยุโรป ซึ่งถูกกองทัพเยอรมันยึดครองในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1918 ระหว่างเริ่มการยึดครองนั้น ทหารของกองทัพอังกฤษได้เข้ามาตั้งมั่นที่เมืองอาร์คันเกลสค์ มูร์มันสก์ และทรานส์คอเคซัส เหมือนกับว่าจะช่วยฝ่ายรัสเซียขาว และกองทหารต่างด้าวฝรั่งเศสก็เข้ามาตั้งที่โอเดสซา แต่ปรากฏว่าทั้งสองชาติไม่ได้ต้องการที่จะเข้ามาปล่อยฝ่ายขาวอย่างจริงจัง เพราะทั้งสองได้ถอนตัวออกไปหมดในตอนปลาย ค.ศ. 1919

พวกบอลเชวิคถูกคุกคามจากรอบด้าน โดยในยูเครนนั้น เยอรมนีได้สนับสนุนรัฐบาลแยกดินแดนชาวยูเครน ส่วนทางใต้นายทหารพระเจ้าซาร์คือ นายพลแอนตัน เดนีกิน (Anton Denikin) ได้จัดตั้งกองทัพอาสาสมัครมีกำลังสำคัญคือ ทหารคอสแซคขับไล่พวกแดงออกจากคอเคซัส ในอูรัลและไซบีเรีย นายพลสมัยพระเจ้าซาร์คือนายพล อเล็กซานเดอร์ คอลชัค (A.V. Kolchak) จัดตั้งกองทัพของตนขึ้นมาพร้อมกับประกาศตนเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในรัสเซียในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1918 กองกำลังของทั้งสองฝ่ายต่างมุ่งเข้าโจมตีมอสโกใน ค.ศ. 1919 แต่กองทัพคอลชัคถูกกองทัพแดงขับไล่ไปไซบีเรียใน ค.ศ. 1920 กองทัพเดนีกินถูกทำลายใน ค.ศ. 1920 และเมื่อมีกองทัพของอดีตนายพลสมัยพระเจ้าซาร์อีกคนหนึ่งคือ นิโคไล ยูเดนิช ยกจากเอสโตเนียสู่เปโตรกราดในฤดูร้อน ค.ศ. 1919 ก็ต้องเป็นฝ่ายแพ้ เช่นเดียวกัน การคุกคามครั้งสำคัญเกิดขึ้นอีกเมื่อโปแลนด์ยกกองทัพบุกยูเครน ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1920 กองทัพแดงขับไล่กองทัพโปแลนด์ถอยร่นไปถึงแม่น้ำวิสตูลา แต่ชาวโปแลนด์ผู้รักชาติสามารถร่วมมือกันรักษากรุงวอร์ซอไว้ได้ และทั้งสองฝ่ายได้ลงนามสงบศึกในเดือนตุลาคม

ความพ่ายแพ้ของฝ่ายขาวทุกด้าน ทำให้บอลเชวิคสามารถขยายอิทธิพลเข้าไปในทุกภูมิภาค แห่งสุดท้ายคือ วลาดีวอสตอค ซึ่งได้รับการฟื้นฟูขึ้นภายหลังการยึดครองของญี่ปุ่น ค.ศ. 1918 ได้ถอนตัวออกไปใน ค.ศ. 1922

ชัยชนะของบอลเชวิคเกิดขึ้นด้วยหลายปัจจัย เช่น การที่เลออน ทรอตสกี (Leon Trotsky) สามารถระดมกำลังทหารของซาร์นิโคลัสที่2จัดเป็นกองทัพแดงที่แข็งแกร่ง การควบคุมเขตอุตสาหกรรมสำคัญทางภาคกลาง และความสามารถในการส่งกำลังจากออกมอสโกไปยังที่ที่ต้องการได้เป็นรัศมีที่กว้าง

สนธิสัญญาฮาเดียช

สนธิสัญญาฮาเดียช (อังกฤษ: Treaty of Hadiach) เป็นสนธิสัญญาที่ลงนามที่เมืองฮาเดียชเมื่อวันที่ 16 กันยายน ค.ศ. 1658 ระหว่างตัวแทนฝ่ายเครือจักรภพโปแลนด์-ลิทัวเนียกับฝ่ายคอสแซค กำหนดให้ยกสถานะชาวคอสแซคและชาวรูเทเนียนให้มีสถานะเท่าเทียมกับชาวโปแลนด์และลิทัวเนียในสหภาพโปแลนด์-ลิทัวเนีย และเปลี่ยนสถานะเครือจักรภพโปแลนด์-ลิทัวเนีย เป็นเครือจักรภพโปแลนด์-ลิทัวเนีย-รูเทเนีย

หม่อมลุดมิลา ทองใหญ่ ณ อยุธยา

หม่อมลุดมิลา ทองใหญ่ ณ อยุธยา หรือ ลุคมิลา เซียร์เกเยนา บาร์ซูโควา (รัสเซีย: Людмила Сергеевна Барсукова; อังกฤษ: Lyudmila Sergeevna Barsukova) เกิดเมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2433 ที่เซนต์ปีเตอร์เบิร์ก สกุลเดิม บาร์ซูคอวา มีเชื้อสายคอสแซค มาจากต้นตระกูลของปู่คือ นายอีวาน ยาคอฟเลวิช บาร์ซูคอฟ ผู้ซึ่งเป็นข้าราชการในราชสำนักของมหาจักรพรรดิถึงสามสมัย คือ ตั้งแต่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 2 พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 3 จนถึงพระเจ้านิโคลัสที่ 2 สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ได้ทรงเรียกชื่อสำหรับภาษาไทยว่า หม่อมมลิ

หลังจากที่สมรสกับหม่อมเจ้าทองทีฆายุแล้ว ได้เดินทางมายังประเทศไทยในปี พ.ศ. 2454 เมื่ออายุได้ 21 ปี และได้พำนักอยู่ตลอดจนกระทั่งถึงอนิจกรรมเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2523 อายุ 90 ปี

เซมิออน บูดิออนนืย

เซมิออน มิคาอิลโลวิช บูดิออนนืย (รัสเซีย: Семён Миха́йлович Будённый, อังกฤษ: Semyon Mikhailovich Budyonny, 25 เมษายน [O.S. 13 เมษายน]พ.ศ. 2426 - 26 ตุลาคม พ.ศ. 2516) เป็นทั้งแม่ทัพทหารม้ารัสเซียและจอมพลแห่งสหภาพโซเวียตในสงครามโลกครั้งที่สอง

ในสงครามกลางเมืองรัสเซียกองทหารม้าขนาดใหญ่ของบูดิออนนืย เป็นส่วนช่วยให้พรรคบอลเชวิกได้รับชัยชนะ เขากลายเป็นเพื่อนของโจเซฟ สตาลินและได้รับการเลื่อนยศเป็นจอมพลแห่งสหภาพโซเวียตในปี พ.ศ. 2478 ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองสตาลินได้โทษความผิดพลาดของเขาในหลายเหตุการณ์ แต่ก็ยังคงอยู่ในระดับสูงเพราะความกล้าหาญและความนิยมของเขา เขาเป็นที่โดดเด่นในกองทหารม้าซึ่งเขาประกาศว่ารถถังไม่สามารถแทนที่ม้าได้

แบทเทิลเน็ตเวิร์ค ร็อคแมนเอ็กเซ่ 3

แบทเทิลเน็ตเวิร์ค ร็อคแมนเอ็กเซ่ 3 (ญี่ปุ่น: バトルネットワーク ロックマンエグゼ3 โรมาจิ: Batorunettowāku Rokkuman EguzeSurī) หรือ เมกาแมนแบทเทิลเน็ตเวิร์ค 3 (Mega Man Battle Network 3) เป็นวิดีโอเกมชุดร็อคแมนเอ็กเซ่ ลำดับที่ 3 วางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ค.ศ. 2002

ร็อคแมนเอ็กเซ่ภาคนี้เป็นภาคแรกที่มีตลับเกม 2 แบบด้วยกันคือ แบทเทิลเน็ตเวิร์ค ร็อคแมนเอ็กเซ่ 3 (เมกาแมนแบทเทิลเน็ตเวิร์ค 3 ไวท์, Mega Man Battle Network 3 White) และ แบทเทิลเน็ตเวิร์ค ร็อคแมนเอ็กเซ่ 3 BLACK (เมกาแมนแบทเทิลเน็ตเวิร์ค 3 บลู, Mega Man Battle Network 3 Blue)

โบริส ชาปอชนีคอฟ

โบริส มิคาอิลโลวิช ชาปอชนีคอฟ (รัสเซีย: Бори́с Миха́йлович Ша́пошников) เป็นผู้บัญชาการทหารโซเวียต, ประธานคณะเสนาธิการทหารกองทัพแดง และ จอมพลแห่งสหภาพโซเวียต

ชาปอชนีคอฟเกิดที่เมือง Zlatoust, ใกล้เมือง Chelyabinsk ใน Urals เขาเป็นชาวคอสแซคสาย Orenburg โดยกำเนิดชาปอชนีคอฟเข้าร่วม กองทัพจักรวรรดิรัสเซีย ในปี 1901 และสำเร็จการศึกษาที่ โรงเรียนเสนาธิการทหารนีโคลัส ในปี 1910 เขาถูกเลื่อนยศเป็นพันเอกระหว่างประจำการที่ Caucasus Grenadiers division ในเดือนกันยายน 1917 ระหว่าง สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งเป็นการเลื่อนยศเป็นเจ้าหน้าที่เป็นกรณีพิเศษ เขาสนับสนุนการปฏิวัติรัสเซีย, และในเดือนพฤษภาคม 1918 ชาปอชนีคอฟเข้าร่วม กองทัพแดง

ภาษาอื่น

This page is based on a Wikipedia article written by authors (here).
Text is available under the CC BY-SA 3.0 license; additional terms may apply.
Images, videos and audio are available under their respective licenses.