ความรอด

ความรอด (อังกฤษ: Salvation) ในทางศาสนา หมายถึง การที่วิญญาณปลอดจากบาปและผลของบาป[1] ถือเป็นเป้าหมายของทุกศาสนา แต่แต่ละศาสนาจะอธิบายลักษณะและวิธีการบรรลุถึงความรอดแตกต่างกันไป

ศาสนาพุทธ

ในศาสนาพุทธ ความรอดเรียกว่า วิมุตติ แปลว่า ความหลุดพ้นจากกิเลส[2] มีอยู่หลายระดับ ขั้นสูงสุดคือนิพพานอันเป็นการหลุดพ้นจากสังสารวัฏโดยสิ้นเชิง

ศาสนาคริสต์

คริสต์ศาสนิกชนเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเป็นคนบาปแต่กำเนิด จึงไม่สามารถเอาชนะบาปได้เอง พระยาห์เวห์จึงช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากบาปโดยการส่งพระเยซูผู้เป็นพระบุตรพระเป็นเจ้า มาทำหน้าที่ไถ่บาปแทนมนุษย์โดยยอมถูกตรึงที่กางเขน ผู้ที่เชื่อและวางใจในการไถ่บาปของพระเยซูจะถูกชำระจากบาปและมีชีวิตนิรันดร์ในสวรรค์หลังจากเสียชีวิต

ความมั่นใจในความรอด

ความมั่นใจในความรอด[3] คือความมั่นใจของคริสตชนว่าเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมาหรือเมื่อความตายมาเยือน เขาจะได้ไปอยู่กับพระเยซูในสวรรค์ แต่การทึกทักเอาว่าเราได้มีชีวิตนิรันดร์โดยอิงอยู่กับประสบการณ์ในอดีตหรือความเชื่อที่ตายแล้วนั้นเป็นความผิดพลาดร้ายแรง จดหมายของนักบุญยอห์น ฉบับที่ 1 ได้กำหนดวิธีการ 9 ประการที่ทำให้คริสตชนมั่นใจว่ายังคงอยู่ในความสัมพันธ์แห่งความรอดกับพระเยซูคริสต์ ดังนี้

  1. เชื่อในพระนามของพระบุตรของพระเจ้า
  2. ถวายเกียรติแด่พระคริสต์ในฐานะที่ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า
  3. รักพระบิดาและพระบุตรแทนที่จะรักโลก
  4. ยึดมั่นที่จะประพฤติตนในความชอบธรรม แทนที่จะทำบาป
  5. รักพี่น้อง
  6. รู้สึกตัวว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตภายในตัว
  7. มุ่งมั่นติดตามแบบอย่างของพระเยซูและดำเนินชีวิตเหมือนพระองค์
  8. เชื่อ ยอมรับ และยังคงอยู่ใน "พระวาทะแห่งชีวิต"
  9. มีความปรารถนาที่กระตือรือร้นและความหวังอย่างไม่เปลี่ยนแปลงในการเสด็จกลับมาของพระคริสต์เพื่อรับเราไปอยู่กับพระองค์ของพระคริสต์

ศาสนาฮินดู

ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู โมกษะ หมายถึง การที่อาตมันหรือชีวะพ้นจากกรรม จึงหลุดพ้นจากสังสารวัฏและได้เข้าไปรวมกับพรหมัน โมกษะมี 2 อย่างคือ[4]

  1. ชีวันมุกติ หมายถึง การหลุดพ้นโดยที่อาตมันยังอาศัยร่างกายอยู่ คือยังมีชีวิตบนโลกอยู่
  2. วิเทหมุกติ หมายถึง การหลุดพ้นโดยที่อาตมันละทิ้งกายแล้ว

อ้างอิง

  • ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากล อังกฤษ-ไทย, พิมพ์ครั้งที่ 3, กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, 2552
  1. "The saving of the soul; the deliverance from sin and its consequences". OED 2nd ed. 1989.
  2. ราชบัณฑิตยสถาน, หน้า 632-4
  3. 1 ยอห์น บทที่ 5 หน้า 2434-2435, ความมั่นใจในความรอด, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับอธิบาย "ชีวิตครบบริบูรณ์" 2008
  4. ราชบัณฑิตยสถาน, หน้า 363-4
คริสตจักร

คริสตจักร (ศัพท์โปรเตสแตนต์) หรือ พระศาสนจักร (ศัพท์คาทอลิก) (อังกฤษ: Christian Church; The Church) คือประชาคมของผู้เชื่อและยอมรับว่าพระเยซูเป็นพระคริสต์ มาบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อช่วยไถ่มนุษย์จากบาป ประชาคมนี้ถือเป็นหนึ่งเดียวกัน หากเปรียบเป็นร่างกาย พระเยซูคือศีรษะ และคริสตจักรคือร่างกายส่วนอื่น ๆ ทั้งหมด หรืออีกนัยหนึ่งคือคริสตชนทุกคนเปรียบเหมือนอวัยวะส่วนต่าง ๆ ในร่างกายเดียวกัน โดยมีพระเยซูทรงเป็นหลัก และคริสตชนทุกคนจะร่วมกันปฏิบัติพันธกิจคือการประกาศข่าวดีว่าพระเยซูสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาป มนุษย์ทุกคนที่เชื่อจะพ้นจากบาป และเชื่อว่าจะได้รับความรอดและบำเหน็จจากพระเป็นเจ้าในการพิพากษาครั้งสุดท้าย

คริสต์ศักราช

คริสต์ศักราช (ละติน: Anno Domini Nostri Iesu Christi อังกฤษ: Anno Domini : AD หรือ A.D. ส: คฺฤสฺตศกฺราช ป: คิตฺถสกฺกาช) เขียนย่อว่า ค.ศ. หมายถึง ปีของพระเยซูคริสต์ โดยเริ่มนับจากปีที่เชื่อว่าพระเยซูทรงประสูติ เป็น ค.ศ. 1 ซึ่งตรงกับปีพุทธศักราช 544 และมีระยะเวลาห่างจากพุทธศักราช 543 ปี ใช้วันที่ 1 มกราคม ของทุกปีเป็นวันเปลี่ยนศักราช และเป็นปีที่ใช้อ้างอิงสากล

นอกจากนี้ยังมีการใช้ ก่อนคริสตกาล (อังกฤษ: Before Christ : BC หรือ B.C.) ในการกล่าวถึงช่วงเวลาก่อนที่พระเยซูทรงประสูติ หรือ มารับสภาพมนุษย์ จึงมีการใช้คำว่า x ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งมีความหมายเหมือนกับ x ปีก่อนคริสต์ศักราช

ความเชื่อ

ความเชื่อ (อังกฤษ: belief) หมายถึง การยอมรับว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นความจริง หรือมีการดำรงอยู่จริง โดยอาศัยประสบการณ์ตรง การไตร่ตรอง หรือการอนุมาน

คัมภีร์ไบเบิล

คัมภีร์ไบเบิล หรือ พระคัมภีร์ (อังกฤษ: Bible; ฮีบรู: ביבליה‎; แอราเมอิก: ܟܬܒܐ ܩܕܝܫܐ; กรีก: Αγία Γραφή) (มาจากภาษากรีกโบราณว่า Βίβλος บิบลิออน แปลว่า หนังสือ) ชาวโปรเตสแตนต์เรียกว่า พระคริสตธรรมคัมภีร์ (Holy Bible) เป็นหนังสือที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับพระยาห์เวห์ มนุษย์ บาป และแผนการของพระยาห์เวห์ในการช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากความพินาศอันเนื่องจากความบาปสู่ชีวิตนิรันดร์ เป็นหนังสือที่บันทึกหลักธรรมคำสอนของศาสนาคริสต์ ซึ่งในบางเล่มมีพื้นฐานมาจากหลักคำสอนของศาสนายูดาห์ของชาวยิว ชาวคริสต์เรียกคัมภีร์ไบเบิลในชื่ออื่น ๆ อีกหลายชื่อ เช่น พระวจนะของพระเจ้า (Word of God) หนังสือดี (Good Book) และคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ (Holy Scripture)

คริสตชนทุกคนเชื่อว่าพระคัมภีร์ทุกบททุกข้อนั้นมนุษย์เขียนขึ้นโดยการดลใจจากพระเจ้า ประกอบด้วยหนังสือจำนวน 66 หรือ 73 หรือ 78 เล่ม (แล้วแต่นิกาย) ประกอบด้วยภาคพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ พันธสัญญาเดิมถูกเขียนขึ้นก่อนที่พระเยซูคริสต์ประสูติ ทั้งหมดเขียนเป็นภาษาฮีบรู ยกเว้นส่วนที่เป็นคัมภีร์อธิกธรรม (ยอมรับเฉพาะชาวคาทอลิก) ถูกเขียนด้วยภาษากรีกและภาษาอียิปต์ ส่วนพันธสัญญาใหม่ถูกเขียนขึ้นหลังจากพระเยซูเสด็จขึ้นสู่สวรรค์แล้ว โดยบันทึกถึงเรื่องราวของพระเยซูตลอดพระชนม์ชีพ รวมทั้งคำสอน และการประกาศข่าวดีแห่งความรอด การยอมรับการทรมาน และการไถ่บาปของมนุษย์โดยพระเยซู การกลับคืนชีพอย่างรุ่งโรจน์ การส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์มายังอัครทูต ประวัติศาสตร์ของคริสตจักรในยุคแรกเริ่ม ภายหลังการกลับคืนพระชนม์ชีพของพระเยซูแล้ว การเบียดเบียนคริสตจักรในรูปแบบต่าง ๆ

พระคัมภีร์เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดของเวลาทั้งหมดที่มียอดขายต่อปีประมาณ 100 ล้านเล่มและได้รับอิทธิพลสำคัญในวรรณคดีและประวัติศาสตร์

จดหมายของนักบุญยอห์น ฉบับที่ 1

จดหมายของนักบุญยอห์น ฉบับที่ 1 (อังกฤษ: 1 John) เป็นหนังสือฉบับที่ 23 ของคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ เป็นหนึ่งในเจ็ดจดหมายสากล อันได้แก่ จดหมายของนักบุญยากอบ จดหมายของนักบุญเปโตร ฉบับที่ 1 จดหมายของนักบุญเปโตร ฉบับที่ 2 จดหมายของนักบุญยอห์น ฉบับที่ 1 จดหมายของนักบุญยอห์น ฉบับที่ 2 จดหมายของนักบุญยอห์น ฉบับที่ 3 และจดหมายของนักบุญยูดา เนื่องจากจดหมายเหล่านี้ถูกส่งถึงคริสต์ศาสนิกชนทั่วไป ไม่ได้ระบุว่าเป็นคริสตจักรใด

หนังสือเล่มนี้แต่แรกเป็นจดหมาย ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้ระบุชื่อผู้เขียนว่าเป็นใคร แต่คริสตจักรในยุคแรกเชื่อต่อกันมาว่า ผู้เขียนคือยอห์นผู้นิพนธ์พระวรสารที่ได้เขียนพระวรสารนักบุญยอห์น อันเป็นหนึ่งในสี่พระวรสาร และจากการวิเคราะห์เนื้อหาในจดหมายโดยผู้เชี่ยวชาญแล้วพบว่า ทั้งตอนเริ่มต้นของจดหมายและเนื้อหาภายในจดหมายถึง 11 ประโยคคล้ายกันกับในพระวรสารนักบุญยอห์น ผู้เชี่ยวชาญจึงสรุปตรงกัน ช่วงเวลาในการเขียนจดหมายฉบับนี้ยากที่จะระบุให้ชัดเจนได้ แต่จากหลักฐานอื่น ๆ ประกอบ พอจะคาดได้ว่าเป็นช่วงปลายศตวรรษแรก หรือราวปีค.ศ. 90

ในช่วงศตวรรษแรกได้มีผู้ที่สอนผิดหรือครูเทียมเกิดขึ้นมาก คนเหล่านี้ชักจูงคริสเตียนในยุคแรกให้หลงผิดไป โดยการปฏิเสธความเป็นมนุษย์ของพระเยซู ยอห์นผู้นิพนธ์พระวรสารจึงเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้น เพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดของผู้เชื่อบางกลุ่มให้ถูกต้อง โดยการเป็นพยานถึงการคืนพระชนม์ของพระเยซูและเปิดโปงความเสื่อมศีลธรรมของเหล่าครูเทียมนั้น

ยอห์นมีจุดประสงค์สามประการในการเขียนจดหมายฉบับนี้ ประการแรกคือ ต้องการไม่ให้คริสต์ศาสนิกชนหลงไปตามคำสอนผิดจากครูเทียม ยอห์นกล่าวถึงการจะสังเกตว่าใครอยู่ฝ่ายพระเยซูนั้น ให้พิจารณาจากการประพฤติร่วมกับคำพูดด้วย เช่น ผู้ที่กล่าวว่า ข้าพเจ้าคุ้นกับพระองค์ แต่ไม่ได้ประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์ ผู้นั้นเป็นคนพูดมุสา หรือในอีกตอนหนึ่งที่ว่า ผู้ที่ปฏิเสธว่าพระเยซูไม่ใช่พระคริสต์ ผู้ใดที่ปฏิเสธพระบิดาและพระบุตร ผู้นั้นแหละเป็นปฏิปักษ์ของพระคริสต์ เป็นต้น

ประการที่สองคือ ต้องการให้คริสเตียนเชื่อมั่นในความรอดของตนเอง ยอห์นกล่าวถึงเรื่องของชีวิตนิรันดร์ในพระคริสต์ เพื่อให้คริสเตียนมั่นใจในชีวิตหลังความตาย ซึ่งยอห์นมั่นใจมาก เพราะเห็นมากับตาตนเองแล้วว่า พระเยซูฟื้นคืนชีวิตได้ ส่วนในเรื่องการทูลขอจากพระเจ้า ยอห์นกล่าวว่า ทูลขอสิ่งใดที่เป็นพระประสงค์ของพระองค์ พระองค์ก็โปรดฟัง เพื่อไขข้อข้องใจที่บางคนทูลขอแล้วไม่ได้รับ

ประการสุดท้ายคือ ต้องการให้คริสเตียนประพฤติต่อกันด้วยความรักที่บริสุทธิ์ ในเรื่องนี้ยอห์นได้เขียนไว้หลายตอนด้วยกันในจดหมาย แต่ตอนที่น่าประทับใจที่สุด น่าจะเป็นคำกล่าวที่ว่า "ถ้าผู้ใดว่า 'ข้าพเจ้ารักพระเจ้า' และใจยังเกลียดชังพี่น้องของตน ผู้นั้นก็เป็นคนพูดมุสา เพราะว่าผู้ที่ไม่รักพี่น้องของตนที่แลเห็นแล้ว จะรักพระเจ้าที่ไม่เคยเห็นไม่ได้"

จดหมายของนักบุญยูดา

จดหมายของนักบุญยูดา (อังกฤษ: Epistle of Jude) เป็นหนังสือเล่มที่ 26 ในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ เป็นหนึ่งในเจ็ดจดหมายทั่วไป อันได้แก่ ยากอบ 1 เปโตร 2 เปโตร 1 ยอห์น 2 ยอห์น 3 ยอห์น และ ยูดา เนื่องจากจดหมายเหล่านี้ถูกส่งถึงคริสตชนทั่วไป ไม่ได้ระบุว่าเป็นคริสตจักรใด

แต่เดิมพระธรรมเล่มนี้เป็นจดหมายส่วนตัว ผู้เขียนระบุชื่อของตนเองชัดเจนตั้งแต่ตอนต้นว่าเป็น ยูดา ทั้งยังบอกด้วยว่าเป็น น้องของ ยากอบ เมื่อวิเคราะห์เนื้อหาในจดหมายรวมกับหลักฐานอื่น ๆ แล้ว เชื่อได้ว่าผู้เขียนคือยูดาน้องชายของพระเยซู จดหมายถูกส่งถึงผู้รับที่ไม่ได้ระบุชื่อ แต่ถูกเรียกว่า "คนทั้งหลายที่พระองค์ได้ทรงเรียกไว้" ซึ่งน่าจะเป็นคริสเตียนทั่วไปที่กระจัดกระจายอยู่ในจักรโรมัน ช่วงเวลาในการเขียนจดหมายฉบับนี้น่าจะอยู่ในราวปีค.ศ. 65

จากเนื้อหาในจดหมายของยูดากล่าวว่า ในตอนแรกตั้งใจจะเขียนถึงเรื่องของความรอด แต่ต่อมาเปลี่ยนใจภายหลังเป็นการเขียนถึงเรื่องหลักคำสอนแทน เนื่องจากในช่วงที่ ยูดา กำลังเขียนจดหมายนั้น ได้มีอันตรายกำลังคุกคามคริสตจักรอยู่ แต่ไม่ใช่เรื่องการถูกกดขี่ข่มเหงจากภายนอกของผู้ที่ไม่เชื่อ กลับเป็นเรื่องความเชื่อที่ถูกบิดเบือนไปโดยผู้ที่สอนผิด ยูดา คิดว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องเขียนจดหมายเพื่อเตือนสติและให้ระมัดระวังคนเหล่านั้น

หนึ่งในคำสอนผิดที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น ซึ่งอันตรายมากต่อการดำเนินชีวิตของคริสเตียนคือ คำสอนที่ว่า ในเมื่อผู้ที่เชื่อพระเยซูแล้วได้รับความรอด ความผิดบาปทั้งหมดได้รับการอภัยโดยพระกิตติคุณ ดังนั้นผู้ที่เชื่อจึงสามารถทำบาปได้อย่างอิสรเสรี ยูดา ใช้ถ้อยคำอย่างรุนแรงเมื่อกล่าวถึงผู้ที่สอนผิดในลักษณะนี้ว่า "เขาเหล่านั้นเป็นคนอธรรม ที่ถือเอาพระคุณของพระเจ้าของเราเป็นเหตุให้กระทำความชั่วช้าลามก" ในบางตอนของจดหมายเปรียบเทียบคนเหล่านี้กับ "สัตว์เดียรัจฉานที่ไม่มีความคิด"ในจดหมายขนาดสั้นฉบับนี้ ยูดา มีวัตถุประสงค์ในการเขียนอยู่สองประการ ประการแรกคือ ต้องการตักเตือนให้คริสเตียนยึดมั่นในความเชื่อ อย่าฟังผู้สอนเสียทุกคน แต่ให้เชื่อฟังผู้ที่ไว้วางใจได้ มิฉะนั้นจะตกเป็นเหยื่อของผู้ที่เข้ามาล่อลวง ในส่วนนี้ ยูดา ได้อ้างถึงการกระทำในอดีตของผู้ที่ประพฤติผิดบางคน เช่น ชาวเมืองโสโดม เมืองโกโมราห์ คาอินและบาลาอัม เป็นต้น

ประการที่สองคือ ต้องการตักเตือนให้ดำเนินชีวิตคริสเตียนอย่างเหมาะสม เช่น "จงสร้างตัวของท่านขึ้นบนหลักคำสอนอันบริสุทธิ์" "จงอธิษฐานในพระวิญญาณบริสุทธิ์" และ "จงรักษาตัวไว้ให้ดำรงในความรักของพระเจ้า" เป็นต้น

จดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวเอเฟซัส

จดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวเอเฟซัส (อังกฤษ: Epistle to the Ephesians) เรียกโดยย่อว่าพระธรรมเอเฟซัส เป็นเอกสารฉบับที่ 10 ของคัมภีร์ไบเบิล ภาคพันธสัญญาใหม่

จากหลักฐานโดยทั่วไปถือว่าผู้เขียนพระธรรมเล่มนี้คือ นักบุญเปาโล เอเฟซัส เป็นจดหมายที่นักบุญเปาโลไม่ได้เขียนถึงคริสตจักรในเมืองเอเฟซัสเพียงเมืองเดียวเท่านั้น แต่ยังถูกส่งไปถึงคริสตจักรในเมืองอื่น ๆ แถบเอเซียด้วย นักบุญเปาโลน่าจะเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นในราวปีค.ศ. 60 และจากเนื้อความในจดหมายที่ว่า "เพราะข่าวประเสริฐนี้เองทำให้ข้าพเจ้าเป็นทูตผู้ต้องติดโซ่อยู่ เพื่อข้าพเจ้าจะเล่าข่าวประเสริฐด้วยใจกล้าตามที่ข้าพเจ้าควรจะกล่าว" ทำให้ทราบได้ว่า ในขณะที่เขียนจดหมายนั้น นักบุญเปาโลกำลังถูกจำคุกอยู่เป็นระยะเวลา 2 ปีในกรุงโรม

เอเฟซัส เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนฝั่งทะเลตะวันตกของเอเชียไมเนอร์ (ปัจจุบันคือประเทศตุรกี) ในสมัยนั้นเป็นจุดตัดของเส้นทางการค้าที่สำคัญหลายสาย จึงทำให้เมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจ นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งวิหารเทพเจ้าไดอาน่าของชาวโรมันด้วย (ชาวกรีกเรียกว่า อารเทมิส) นักบุญเปาโลได้เดินทางมาที่นี่ เมื่อครั้งการเดินทางเพื่อประกาศข่าวประเสริฐครั้งที่สอง และให้ปริสสิลลากับอาควิลลาอยู่ที่เมืองนี้ ส่วนนักบุญเปาโลเองได้เดินทางต่อไป ภายหลังได้มีโอกาสกลับมายังเมืองนี้อีกครั้ง และได้ทำการประกาศข่าวประเสริฐในเมืองนี้อยู่ระยะเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะเกิดการจลาจลในเมือง เพราะวิหารเทพเจ้าในเมืองนั้นขาดรายได้ เนื่องจากนักบุญเปาโลเทศนาว่ารูปเคารพไม่มีความหมาย ประชาชนจึงไม่บริจาคเงินเข้าวิหารเทพเจ้าอารเทมิส ส่งผลให้นักบุญเปาโลถูกบีบบังคับให้ออกจากเมืองไป

เอเฟซัส แตกต่างไปจากจดหมายฉบับอื่นที่นักบุญเปาโลเขียน เนื่องจากเนื้อหาในจดหมายไม่ได้เจาะจงถึงปัญหา หรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในคริสตจักร แต่นักบุญเปาโลเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้น เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจถึงพระคุณของพระเจ้า แนวทางในการปฏิบัติต่อกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดมุ่งหมายสูงสุดของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ นักบุญเปาโลให้ความสำคัญกับความสามัคคีมาก โดยสรุปว่าคริสเตียนทุกคนเป็นครอบครัวเดียวกันในพระเยซู จึงควรปฏิบัติต่อกันและกันด้วยความรักที่มีต่อกัน นอกจากนี้ นักบุญเปาโลยังได้เขียนเกี่ยวกับคริสตจักร ที่ไม่ใช่อาคารหรือสิ่งก่อสร้าง แต่หมายถึงคริสตจักรที่เป็นการอยู่ร่วมกันของกลุ่มคริสเตียน ซึ่งภายในกลุ่มมีความแตกต่างกันทั้งทางอายุ ฐานะ เชื้อชาติ ฯลฯ แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข

นักบุญเปาโลมีวัตถุประสงค์อยู่ 3 ประการในการเขียนพระธรรมเล่มนี้ ประการแรกคือ ต้องการเน้นให้ผู้อ่านทราบถึงความคิดรวบยอดของความรอดที่มาจากพระเจ้า คือพระเจ้าทรงรักมนุษย์ จึงประทานความรอดผ่านทางความเชื่อในพระเยซู

ประการที่สอง คือ นักบุญเปาโลต้องการอธิบายว่า ไม่ว่าจะเป็นชาวยิวหรือชาวต่างชาติก็สามารถรับความรอดได้เหมือนกัน เพราะทุกคนเหมือนกันในสายพระเนตรของพระเจ้า ความรักจากพระเจ้าไม่ได้เลือกเชื้อชาติหรือสีผิว

ประการสุดท้าย นักบุญเปาโลต้องการสอนเรื่องการดำเนินชีวิตคริสเตียนที่ดี โดยกล่าวถึงคริสเตียนที่อยู่ในสถานะต่างๆว่า ควรจะปฏิบัติต่อผู้ที่อยู่ในอีกสถานะหนึ่งอย่างไร เช่น การปฏิบัติตัวระหว่างสามีและภรรยา ระหว่างบุตรและบิดามารดา ระหว่างทาสและนายของตน เป็นต้น

จดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวโรม

จดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวโรม (อังกฤษ: Epistle to the Romans) เรียกโดยย่อว่าพระธรรมโรม เป็นเอกสารฉบับที่ 6 ในคัมภีร์ไบเบิล ภาคพันธสัญญาใหม่

ผู้เขียนระบุชื่อของตนเองไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าเป็นนักบุญเปาโล พระธรรมเล่มนี้เดิมเป็นจดหมายซึ่งนักบุญเปาโลเขียนถึงคริสตจักรในกรุงโรม จากหลักฐานที่มีอยู่เชื่อได้ว่า จดหมายฉบับนี้ถูกเขียนขึ้นขณะที่นักบุญเปาโลอยู่ในเมืองโครินธ์ เมื่อครั้งเดินทางเพื่อการประกาศข่าวประเสริฐครั้งที่สาม ในขณะนั้น งานของนักบุญเปาโลในแถบเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว และต้องการจะเดินทางไปกรุงโรมเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถไปได้ จึงได้เขียนและส่งจดหมายฉบับนี้ไปก่อน โดยตั้งใจว่าจะไปกรุงโรมในขณะที่เดินทางไปสเปน ดังนั้นจดหมายฉบับนี้น่าจะถูกเขียนขึ้นในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิของปี ค.ศ. 57

ในพระธรรม โรม พอจะแบ่งเนื้อหาได้เป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเน้นเรื่องการได้รับความรอดโดยการเชื่อพระเยซู นักบุญเปาโลเชื่อว่า มนุษย์ทำบาปทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าเสื่อมไป แต่ถึงกระนั้นพระเจ้าไม่ได้ทอดทิ้งมนุษย์ เพราะมนุษย์ยังสามารถรู้จักพระเจ้าได้ นอกจากนี้พระเจ้ายังทรงส่งพระเยซูลงมาบนโลก และตายเพื่อไถ่บาปมนุษย์ทุกคน ซึ่งมนุษย์ทุกคนจะได้รับความรอดนี้ได้ก็โดยการเชื่อตามพระเยซูเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ นักบุญเปาโลจึงเขียนไว้ว่า "คือว่าถ้าท่านจะรับด้วยปากของท่านว่า พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชื่อในจิตใจว่า พระเจ้าได้ทรงชุบพระองค์ให้เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่านจะรอด" เนื่องจากยังมีชาวยิวเป็นจำนวนมากที่ไม่เข้าใจในเรื่องความรอด คิดว่าการจะรอดได้นั้น ต้องอาศัยการประพฤติที่เคร่งครัดตามธรรมบัญญัติ ดังที่นักบุญเปาโลเขียนไว้ว่า "แต่พวกอิสราเอลซึ่งใฝ่หาความชอบธรรมตามบัญญัติ ก็ยังไม่ได้บรรลุตามบัญญัตินั้น เพราะอะไร เพราะเหตุที่เขาไม่ได้แสวงหาโดยความเชื่อ แต่แสวงหาโดยการประพฤติ เขาสะดุดก้อนหินที่ให้สะดุดนั้น"ในส่วนที่สอง นักบุญเปาโลกล่าวถึงชีวิตใหม่ในพระคริสต์ นั่นคือ หลังจากที่มนุษย์รับเอาความเชื่อตามพระเยซูแล้ว ควรจะดำเนินชีวิตอย่างไร คำสอนหลายบทจากพระธรรมส่วนนี้ของนักบุญเปาโล ทำให้ผู้อ่าน (ซึ่งจะเป็นคริสเตียนหรือไม่ก็ตาม) เห็นภาพที่สวยงามของคริสเตียน และเข้าใจได้โดยง่ายว่า คริสเตียนที่ดีมีลักษณะอย่างไร เป็นต้นว่า "จงรักกันฉันพี่น้อง ส่วนการที่ให้เกียรติแก่กันและกันนั้น จงถือว่าผู้อื่นดีกว่าตัว" "จงอวยพรแก่คนที่เคี่ยวเข็ญท่าน จงให้พร อย่าแช่งด่าเลย" "อย่าให้ความชั่วชนะเราได้ แต่จงชนะความชั่วด้วยความดี"วัตถุประสงค์หลักที่นักบุญเปาโลต้องการให้ผู้อ่านพระธรรมเล่มนี้ทราบคือ แผนการของพระเจ้าที่จะไถ่บาปมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชาวยิวหรือชาวต่างชาติ ดังที่นักบุญเปาโลเขียนไว้ว่า "หรือว่าพระเจ้านั้น เป็นพระเจ้าของยิวพวกเดียวเท่านั้นหรือ พระองค์ไม่เป็นพระเจ้าของชนต่างชาติด้วยหรือ ถูกแล้วพระองค์เป็นพระเจ้าของชนต่างชาติด้วย" เพราะว่ามนุษย์จะเป็นผู้ชอบธรรมได้ก็โดยความเชื่อ ตามที่นักบุญเปาโลเขียนไว้อีกเช่นกัน "เพราะเราทั้งหลายเห็นว่า คนหนึ่งคนใดจะเป็นคนชอบธรรมได้ ก็โดยอาศัยความเชื่อนอกเหนือการประพฤติตามธรรมบัญญัติ" อย่างไรก็ตาม นอกจากความเชื่อแล้ว ยังมีเรื่องของความบาป การอภัยโทษบาป และความมั่นใจในความรอดเกี่ยวข้องด้วย พระธรรมโรมเป็นพระธรรมที่เขียนถึงความเชื่อของคริสเตียนได้ครอบคลุมและเป็นระบบมากที่สุด

นิกายในศาสนาคริสต์

นิกายในศาสนาคริสต์ (อังกฤษ: Christian denominations) คือการแบ่งสาขาของศาสนาคริสต์ตามแนวปรัชญาและหลักการปฏิบัติ ในแต่ละนิกาย (denomination) ก็แบ่งย่อยเป็นคริสตจักร (church) รายการข้างล่างนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น

นิกายคาทอลิก (Catholicism) เป็นนิกายสายอนุรักษนิยมในศาสนาคริสต์ตะวันตก เช่น

คริสตจักรโรมันคาทอลิก (Roman Catholic Church) ได้แก่

คริสตจักรละติน (Latin Church)

คริสตจักรคาทอลิกตะวันออก (Eastern Catholic Church)

คริสตจักรคาทอลิกเก่า (Old Catholic Church)

คริสตจักรคาทอลิกแห่งอัครทูต (Apostolic Catholic Church)

นิกายออร์ทอดอกซ์ (Orthodoxy) เป็นนิกายสายอนุรักษนิยมในศาสนาคริสต์ตะวันออก ประกอบด้วย

คริสตจักรอีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ (Eastern Orthodox Church) เช่น

คริสตจักรกรีกออร์ทอดอกซ์ (Greek Orthodox Church)

คริสตจักรรัสเซียออร์ทอดอกซ์ (Russian Orthodox Church)

คริสตจักรเซอร์เบียนออร์ทอดอกซ์ (Serbian Orthodox Church) เป็นต้น

คริสตจักรออเรียนทัลออร์ทอดอกซ์ (Oriental Orthodox Church) เช่น

คริสตจักรคอปติกออร์ทอดอกซ์ (Coptic Orthodox Church)

คริสตจักรซีเรียกออร์ทอดอกซ์ (Syriac Orthodox Church) เป็นต้นนิกายโปรเตสแตนต์ (Protestantism) เป็นนิกายสายเสรีนิยม คริสตจักรย่อยที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ก็ได้แก่

คริสตจักรลูเทอแรน (Lutheran Church)

คริสตจักรแองกลิคัน (Anglican Churches)

คริสตจักรอนาแบปทิสต์ (Anabaptist Church)

คริสตจักรแบปทิสต์ (Baptist Church)

คริสตจักรเมทอดิสต์ (Methodist Church)

คริสตจักรเพนเทคอสต์ (Pentecostal Church)

คริสตจักรเพรสไบทีเรียน (Presbyterian Church)

คริสตจักรปฏิรูป (Reformed Churchs)

คริสตจักรปฏิรูปสหพันธ์เยอรมนี (Reformed Alliance in Germany)

คริสตจักรปฏิรูปเนเธอร์แลนด์ (Netherlands Reformed Churches)

คริสตจักรปฏิรูปฟื้นฟู (Restored Reformed Church)

ลัทธิเอกภาพนิยม (Unitarian)ข้อสังเกต: รายนามนิกายหรือคริสตจักรในบทความนี้เป็นรายการที่ไม่สมบูรณ์แต่เป็นรายนามที่สร้างขึ้นเพื่อช่วยวางพื้นฐานกว้างถึงความสัมพันธ์ของนิกายหรือคริสตจักรหลักๆ ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไป ประมาณกันว่านิกายหรือคริสตจักรในศาสนาคริสต์มีด้วยกันกว่า 38,000 นิกาย นิกายหลายนิกายไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีความสำคัญว่าเป็นนิกายที่เป็นเอกลักษณ์ รายนามบนหน้านี้เป็นรายนามที่มีบทความในวิกิประกอบ (ในวิกิภาษาอังกฤษและอื่นๆ) เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าเป็นนิกายที่มีความสำคัญพอที่จะกล่าวถึงข้อสังเกต: ระหว่างนิกายหรือคริสตจักรต่างๆ เทววิทยาคริสเตียน และศาสนาเปรียบเทียบก็ยังเป็นข้อถกเถียงกันกันว่ากลุ่มไหนที่ควรจะถือว่าเป็นกลุ่มคริสเตียนที่แท้จริง โดยเฉพาะความแตกต่างทางปรัชญาระหว่างแต่ละกลุ่ม ความเข้าใจของแต่ละกลุ่มจึงขึ้นอยู่กับข้อเขียนเกี่ยวกับนิกายหรือลัทธิแต่ละนิกายที่ปรากฏในวิกิ

พระวรสาร

พระวรสาร (โรมันคาทอลิก) หรือพระกิตติคุณ (โปรเตสแตนต์) (อังกฤษ: Gospels) เป็นหนังสือหมวดแรกในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ รู้จักในอีกนามหนึ่งว่า พระวรสารในสารบบ (Canonical gospels) เพราะเป็นพระวรสารที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจากคริสตจักรให้รวมในสารบบคัมภีร์ไบเบิลได้

คำว่า “gospel” มาจากภาษาอังกฤษเก่า แปลว่า “ข่าวดี” (คัมภีร์ไบเบิลฉบับภาษาไทยของชาวโปรเตสแตนต์แปลว่า "ข่าวประเสริฐ") มีนัยความหมายในคติของศาสนาคริสต์ถึง

"การประกาศข่าวดี" ว่าบัดนี้ พระยาห์เวห์ได้ทรงประทานพระบุตรของพระองค์มารับสภาพมนุษย์เป็นพระเยซูแล้ว เพื่อประทานความรอดแก่มวลมนุษย์ ให้พ้นจากบาปและความทุกข์ และกลับเข้าสนิทกับพระเจ้าเช่นเดิม สู่แผ่นดินสวรรค์ ตามคำพยากรณ์ของผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิม

พระวรสารในสารบบมีอยู่ 4 เล่ม ในคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ที่มีเนื้อหาโดยตรงเกี่ยวกับพระเยซู บรรยายถึงกำเนิด คำเทศนา การตรึงกางเขน และการคืนพระชนม์ ทั้ง 4 เล่มถูกตั้งชื่อตามชื่อผู้ที่เชื่อกันว่าเป็นผู้เขียน โดยเขียนขึ้นเมื่อระหว่าง ค.ศ. 65 ถึง ค.ศ. 100 ได้แก่

สามเล่มแรกเรียกว่าพระวรสารสหทรรศน์ เนื่องจากมีมุมมองในชีวิตของพระคริสต์ที่คล้ายกัน ขณะที่พระวรสารนักบุญยอห์น มีแง่มุมทางเทววิทยาและจิตวิญญาณที่ต่างออกไป

พระวรสารนักบุญมัทธิว

พระวรสารนักบุญมัทธิว (ศัพท์คาทอลิก) หรือ พระกิตติคุณมัทธิว (ศัพท์โปรเตสแตนต์) (อังกฤษ: Gospel of Matthew) เป็นหนังสือพระวรสารในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ เป็นหนึ่งในสี่ “พระวรสารในสารบบ” และเป็นหนึ่งในสาม “พระวรสารสหทรรศน์”

แม้พระวรสารนักบุญมัทธิวไม่มีชื่อกำกับไว้ว่าใครเป็นผู้เขียน แต่ตั้งแต่คริสตชนตั้งแต่ศาสนาคริสต์ยุคแรกก็เชื่อกันสืบมาว่าเขียนโดยมัทธิวผู้นิพนธ์พระวรสาร อัครทูต และคนเก็บภาษี หนังสือเล่มนี้น่าจะถูกเขียนขึ้นก่อนที่กรุงเยรูซาเล็มจะพินาศในปีค.ศ. 70

จุดประสงค์หลักของพระวรสารนักบุญมัทธิวมีสองด้าน ในด้านปฏิบัติคือ เพื่อยืนยันต่อผู้อ่านที่เป็นชาวยิวว่า พระเยซูคือพระเมสสิยาห์ของพวกเขา เนื่องจากชาวยิวที่กลับใจมาเชื่อพระเยซู มีจำนวนน้อยกว่าชาวยิวที่ไม่ได้เชื่อ จึงมีผู้ที่ใส่ร้ายและแพร่คำโกหกเกี่ยวกับพระเยซู รวมถึงพยายามหาผลประโยชน์โดยการบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของตนเอง มัทธิวจึงต้องการให้ข้อมูลที่ตรงไปตรงมา และตอบคำถามต่างๆเกี่ยวกับพระเยซูได้

ในด้านเทววิทยา ประการแรก มัทธิวตระหนักถึงความสำคัญของคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เดิม ซึ่งสำเร็จในชีวิตของพระเยซู แท้จริงแล้วเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตพระเยซู ผู้เผยพระวจนะได้บันทึกไว้ล่วงหน้ามาแล้วในพระคัมภีร์เดิม ก่อนพระเยซูจะประสูติหลายร้อยปี

ประการที่สอง มัทธิวต้องการยืนยันให้ผู้อ่านชาวยิวมั่นใจว่า พระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์ที่พวกเขาเฝ้ารอคอยจริง ๆ จากเหตุผลในประการแรกที่ว่า พระเยซูเป็นบุคคลเดียวเท่านั้น ที่เหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตเป็นไปตามคำพยากรณ์ล่วงหน้า

ประการที่สาม มัทธิวต้องการบอกว่า แม้ว่าพระเมสสิยาห์เป็นชาวยิว แต่พระองค์เสด็จมาเพื่อคนทุกหมู่เหล่า พระองค์จึงทรงสั่งให้สาวกออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ เพื่อให้ได้รับความรอดเช่นเดียวกัน

ประการที่สี่ มัทธิวต้องการกล่าวถึงการก่อตั้งคริสตจักร และแนวทางในการจัดการกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นภายในคริสตจักร

ประการที่ห้า สำคัญที่สุด มัทธิวบันทึกคำสอนของพระเยซูไว้ เพื่อให้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและปฏิบัติตนของคริสเตียน เช่น ความโกรธ การล่วงประเวณี การหย่าร้าง การสบถสาบาน การตอบแทน รักศัตรู เป็นต้น

พระวรสารนักบุญมัทธิว ใช้ “มัทธิว” หรือ “มธ” ในการอ้างอิง

พระวรสารนักบุญยอห์น

พระวรสารนักบุญยอห์น (ศัพท์คาทอลิก) หรือ พระกิตติคุณยอห์น (ศัพท์โปรเตสแตนต์) (อังกฤษ: Gospel of John; ภาษากรีก: Κατά Ιωαννην, “Kata Iōannēn”) เป็นพระวรสารฉบับที่สี่ของ “พระวรสารในสารบบ ” (Canonical gospels) ซึ่งเป็นเอกสารหนึ่งในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ แต่มิได้ถูกนับเป็นพระวรสารสหทรรศน์สามฉบับซึ่งประกอบด้วยพระวรสารนักบุญมาระโก พระวรสารนักบุญลูกา และ พระวรสารนักบุญมัทธิว

พระวรสารนักบุญยอห์น เป็นพระวรสารที่เขียนโดยยอห์นผู้นิพนธ์พระวรสาร ชาวคริสต์เชื่อว่าเป็นท่านเดียวกับยอห์นอัครทูตซึ่งเป็น "สาวกที่พระองค์ทรงรัก" (john 13:23 One of his disciples, whom Jesus loved, was reclining at table close to Jesus,) ผู้ซึ่งรู้วิถีชีวิตของชาวยิวเป็นอย่างดี และได้อ้างถึงขนบธรรมเนียมของชาวยิวอยู่หลายบทในพระวรสารเล่มนี้ ยอห์นเป็นอัครทูตแห่งความรัก ไม่มีใครบรรยายถึงพระลักษณะของพระเจ้าได้อย่างยอห์น เช่น "เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์" กับอีกหลายเหตุการณ์ที่ยอห์นบรรยายถึงพระเยซูได้อย่างจับใจ แสดงว่าเรื่องราวต่าง ๆ ถูกบันทึกจากความทรงจำที่ได้เห็นมากับตา พระวรสารเล่มนี้น่าจะถูกเขียนขึ้นประมาณปีค.ศ. 85 หรือหลังจากนั้นเล็กน้อย

เช่นเดียวกับพระวรสารอีกสามฉบับที่เล่าเรื่องชีวิตของพระเยซูคริสต์ แต่บางเหตุการณ์มีการตีความอย่างละเอียด พระวรสารนักบุญยอห์นเป็นพระวรสารของ “ความเชื่อ”[ต้องการอ้างอิง] ที่เขียนขึ้นเพื่อจะยืนยันกับผู้อ่านว่าพระเยซูเป็น "พระเมสสิยาห์" และเป็น “พระบุตรพระเป็นเจ้า” ดังที่ปรากฏอยู่ในพระวรสารว่า "แต่การที่ได้บันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ไว้ ก็เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เชื่อว่า พระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ พระบุตรพระเป็นเจ้า และเมื่อมีความเชื่อแล้ว ท่านก็จะมีชีวิตโดยพระนามของพระองค์" *คือการเข้าอาศัยอยู่ในพระเยซูคริสต์ รักษาชีวิตให้บริสุทธิ์ดั่งพระองค์ เชื่อและปฏิบัติตามคำสั่ง และคำสอนของพระองค์

ในแง่ของเทววิทยาศาสนาคริสต์แล้ว พระวรสารนักบุญยอห์นเป็นฉบับที่มีน้ำหนักที่สุดในทางคริสตวิทยา (Christology) ซึ่งบรรยายพระเยซูพระบุตรของพระเจ้าว่าเป็น “พระวจนะ” (Logos) (ภาษากรีกหมายความว่า “คำ” “เหตุผล” “ความเป็นเหตุเป็นผล” “ภาษา” หรือ “โอวาท”) ผู้เป็น “Arche” (ภาษากรีกหมายความว่า “ผู้เป็นตัวตนมาตั้งแต่ต้น” หรือ “เป็นสิ่งที่สุดของทุกอย่าง”), กล่าวถึงความเป็นผู้ที่มาช่วยมวลมนุษย์ และประกาศพระองค์ว่าเป็นพระเจ้าพระวรสารของยอห์นได้รับการทรงนำจากพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมเป็นอย่างมาก บทเริ่มต้นของพระวรสารนำผู้อ่านกลับไปสู่ช่วงก่อนกาลเวลา ซึ่งมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงเป็นอยู่ คล้ายกับบทเริ่มต้นในพระธรรมปฐมกาลที่พระเจ้าทรงสร้างโลก รวมทั้งการกล่าวถึงเทศกาลของชาวยิวอยู่บ่อย ๆ

"ใน​ปฐม​กาล​พระ​วาทะ​ดำรง​อยู่ และ​พระ​วาทะ​ทรง​สถิต​อยู่​กับ​พระ​เจ้า และ​พระ​วาทะ​ทรง​เป็น​พระ​เจ้า ใน​ปฐม​กาล​พระ​องค์​ทรง​ดำรง​อยู่​กับ​พระ​เจ้า​

​พระ​เจ้า​ทรง​สร้าง​สิ่ง​ทั้ง​ปวง​ขึ้น​มา​โดย​พระ​วาทะ ใน​บรรดา​สิ่ง​ที่​เป็นมา​นั้น ไม่​มี​สัก​สิ่ง​เดียว​ที่​ได้​เป็นมา​นอกเหนือ​พระ​วาทะ​

​พระ​องค์​ทรง​เป็น​แหล่ง​ชีวิต และ​ชีวิต​นั้น​เป็น​ความ​สว่าง​ของ​มนุษย์​ ความ​สว่าง​ส่อง​เข้า​มา​ใน​ความ​มืด และ​ความ​มืด​หา​ได้​ชนะ​ความ​สว่าง​ไม่" (john 1:1-5)

พระวรสารฉบับนี้กล่าวถึงพระเยซูอย่างมีเนื้อหา มีคำสอนเป็นอันมากที่พระองค์ทรงสอนกับสาวก อีกทั้งยังได้บันทึกเหตุการณ์บางอย่างที่พระวรสารเล่มอื่นไม่ได้กล่าวถึงไว้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาที่เรียกว่า "ห้องชั้นบน" เป็นช่วงเวลาของการร่วมรับประทานอาหารค่ำมื้อสุดท้าย พระเยซูคริสต์ตรัสเป็นส่วนตัวกับเหล่าสาวกของพระองค์ถึงเรื่องความรอด ประตูซึ่งนำไปสู่ความรอด พระบัญญัติแห่งพระเยซู ความรักที่พระองค์มีให้ต่อเหล่าสาวก การเปิดเผยถึงการทรยศของยูดาส อิสคาริโอท​ การสำแดงพระเจ้าและพระเยซูคริสต์ถึงความเป็นหนึ่งเดียว การเปิดเผยและทำนายการตายของพระองค์เอง และฟื้นขึ้นในวันที่สาม และความชื่นชมยินดี

ยอห์นได้รับการทรงนำในการเขียนพระวรสารเล่มนี้ และพระวรสารเล่มนี้ได้บอกให้ทราบว่า พระเยซูทรงเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า เพราะว่าตั้งแต่ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จเข้ามาในโลก พระองค์ทรงดำรงอยู่กับพระเจ้า และยอห์นได้เน้นคุณลักษณะความเป็นมนุษย์ของพระเยซู เช่น พระองค์มีความรู้สึกเหมือนมนุษย์ มีการกันแสงด้วยความเศร้าเสียใจ ฯลฯ ยอห์นยังได้บันทึกพระวรสารเล่มนี้ เพื่อให้ผู้ใดที่เชื่อในพระเยซู แล้ว "ก็จะมีชีวิตโดยพระนามของพระองค์"*พระองค์โปรดประทานพระนามพระองค์ให้เหล่าผู้เชื่อ เพื่อเป็นสิทธิอำนาจในการอธิษฐาน และเกิดขึ้นจริงตามนั้นโดยพระนามของพระองค์

และยอห์นบอกเล่าถึงเหตุการณ์ล่วงหน้า เช่น "เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี ผู้เลี้ยงที่ดีนั้นย่อมสละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะ" ซึ่งนำมาสู่การสิ้นพระชนม์บนกางเขนของพระองค์ เพื่อไถ่บาปแก่คนที่เชื่อในพระองค์ทั้งสิ้น ให้ได้รับความรอดจากการถูกพิพากษา เป็นต้น

พระวรสารนักบุญยอห์น ใช้ “ยอห์น” หรือ “ยน” ในการอ้างอิง

พิธีรับเข้าเป็นคริสต์ศาสนิกชน

พิธีรับเข้าเป็นคริสต์ศาสนิกชน (ศัพท์ประชากรศาสตร์) พิธีบัพติศมา (ศัพท์โปรเตสแตนต์) หรือ ศีลล้างบาป (ศัพท์คาทอลิก) (อังกฤษ: Baptism มาจากภาษากรีก baptismos แปลว่า การล้าง) เป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาคริสต์ ทำขึ้นเพื่อรับ "ผู้ที่เพิ่งรับเชื่อ" เข้าเป็นสมาชิกใหม่ของคริสตจักร

คัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ระบุว่ายอห์นผู้ให้บัพติศมาเริ่มประกอบพิธีนี้ให้สาวกของตน โดยให้ผู้รับจุ่มตัวลงในแม่น้ำลึก ถือเป็นสัญลักษณ์ของการกลับใจและรอคอยอาณาจักรสวรรค์ซึ่งกำลังจะมาถึง พระเยซูทรงรับบัพติศมาจากยอห์นในครั้งนั้นด้วย จากนั้นจึงเริ่มปฏิบัติพระภารกิจของพระองค์ ต่อมาในศาสนาคริสต์ยุคแรก ผู้ให้บัพติศมาจะให้ผู้รับเปลือยกายลงแช่ในแม่น้ำ ซึ่งมีทั้งแบบให้จุ่มทั้งตัว ยืน หรือคุกเข่าในน้ำ แล้ว "ผู้ให้บัพติศมา" จะตักน้ำรดลงบน "ผู้รับบัพติศมา" ในปัจจุบันบางคริสตจักรยังรักษาวิธีการแบบเดิม บางคริสตจักรก็ใช้วิธีเทน้ำรดลงบนหน้าผากของผู้รับสามครั้ง

การเป็นมรณสักขีในศาสนาคริสต์ก็ถือว่าเป็นการรับบัพติศมาด้วย เรียกว่า "พิธีบัพติศมาด้วยเลือด" เชื่อว่ามรณสักขีนั้นได้รับความรอดแล้วแม้จะยังไม่ได้รับบัพติศมาด้วยน้ำก็ตาม คริสตจักรโรมันคาทอลิกปัจจุบันรับรอง "พิธีบัพติศมาแห่งความปรารถนา" ซึ่งหมายถึงความตั้งใจจะรับบัพติศมาแต่เสียชีวิตเสียก่อนเข้าพิธี ก็ถือว่าได้รับความรอดแล้ว คริสต์ศาสนิกชนบางนิกายประกอบพิธีบัพติศมาแก่ทารกด้วย เพราะเชื่อว่าบัพติศมาเป็นทางแห่งความรอด จนเมื่อฮุลดริช ซวิงลี นักเทววิทยาศาสนาคริสต์สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 16 กล่าวว่าพิธีนี้ไม่จำเป็น คริสตจักรแบปทิสต์จึงประกอบพิธีบัพติศมาแก่ผู้เชื่อเองเท่านั้น

ทุกวันนี้คริสต์ศาสนิกชนหลายกลุ่ม โดยเฉพาะเควเกอร์และแซลเวชันอาร์มีถือว่าพิธีนี้ไม่จำเป็นและไม่ประกอบพิธีนี้เลย แต่กลุ่มที่ยังมีพิธีนี้อยู่ก็มีรูปแบบพิธีแตกต่างกันไป ส่วนมากรับบัพติศมา "ในพระนามของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์" (โปรเตสแตนต์) หรือ "เดชะพระนามพระบิดา พระบุตร และพระจิต" (คาทอลิก) โดยถือตามพระมหาบัญชาก่อนการเสด็จขึ้นสวรรค์ของพระเยซู

ลัทธิคาลวิน

ลัทธิคาลวิน (อังกฤษ: Calvinism) ขนบปฏิรูป (Reformed tradition) หรือ เทววิทยาปฏิรูป เป็นเทววิทยาศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ ที่ถือแนวคำสอนและการปฏิบัติตามการตีความของฌ็อง กาลแว็ง และนักเทววิทยาอื่น ๆ ช่วงการปฏิรูปศาสนา ลัทธิคาลวินแตกหักกับคริสตจักรโรมันคาทอลิก จึงนับเป็นฝ่ายโปรเตสแตนต์ แต่ก็ต่างจากโปรเตสแตนต์สายอื่น ๆ เช่น ลูเทอแรน ในประเด็นต่าง ๆ เช่น พระเยซูในพิธีมหาสนิทศักดิ์สิทธิ์ หลักบังคับในการนมัสการ การบังคับใช้กฎของพระเจ้ากับคริสตชน การเรียกเทววิทยาสายนี้ว่า "ลัทธิคาลวิน" ค่อนข้างคลาดเคลื่อน เพราะในความเป็นจริง เป็นเทววิทยาที่มีแนวคิดหลากหลาย ไม่ได้จำกัดเฉพาะกับฌ็อง กาลแว็งผู้ก่อตั้งเพียงคนเดียว นักเทววิทยากลุ่มนี้ถูกฝ่ายลูเทอแรนเรียกว่า "ลัทธิคาลวิน" แต่ในภายในสายมักใช้คำว่า คณะปฏิรูป มากกว่า นับแต่มีการโต้แย้งอาร์มิเนียน ฝ่ายปฏิรูปก็แบ่งออกเป็นสองสาย คือ สายคาลวิน และ สายอาร์มิเนียน แต่ปัจจุบันมักใช้คำว่า คณะปฏิรูป ในเชิงไวพจน์กับลัทธิคาลวินมากกว่านักเทววิทยาสายปฏิรูปที่มีบทบาทสำคัญในยุคต้น ๆ ได้แก่ ฌ็อง กาลแว็ง มาร์ทิน บูเคอร์ ไฮน์ริช บุลลิงเงอร์ และปีเอโตร มาร์ตีเร แวร์มิกลี จุดเด่นของลัทธิคาลวินมีอยู่ 5 ประเด็น ที่เป็นที่รู้จักที่สุดคือความเชื่อเรื่องเทวลิขิตและมนุษย์เสื่อมทรามโดยสิ้นเชิง

ประเด็น 5 ข้อของลัทธิคาลวิน (5 Points of Calvinism; TULIP) ได้แก่

ความเสื่อมทรามโดยสิ้นเชิง (Total Depravity) - เชื่อในหลักเรื่องบาปกำเนิด ว่ามนุษย์โดยธรรมชาติเป็นคนชั่วร้ายหมด จึงไม่มีใครจะถึงความรอดได้เอง

การทรงเลือกโดยปราศจากเงื่อนไข (Unconditional Election) - พระเจ้าได้เลือกผู้ที่จะได้อยู่บนสวรรค์และอยู่ในนรกไว้แล้ว ความเชื่อ การกระทำใด ๆ ก็ตาม ไม่มีผลต่อความรอด ด้วยเหตุผลตามข้อแรก

การไถ่บาปอย่างจำกัด (Limited Atonement) - พระทรมานของพระเยซูเป็นไปเพื่อผู้ที่ถูกเลือกให้อยู่บนสวรรค์แล้วเท่านั้น ไม่รวมถึงผู้ที่ไม่ได้ทรงเลือก

พระคุณที่ไม่อาจขัดขวางได้ (Irresistable Grace) - การที่ผู้เชื่อเริ่มเชื่อในพระเจ้าไม่ได้เป็นเพราะผู้นั้น แต่เป็นเพราะพระเจ้า

การทรงพิทักษ์รักษาวิสุทธิชน (Perseverance of the Saints) - เมื่อเป็นธรรมิกชนได้รับความรอดแล้ว ก็จะได้รับความรอดตลอดไป ไม่มีเสื่อม

สวรรค์

สวรรค์ (สันสกฤต: स्वर्ग สฺวรฺค) หมายถึง ภพหนึ่งในคติของศาสนาต่าง ๆ เช่น ศาสนายูดาห์ ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลามอันเป็นสถานที่ตอบแทนคุณงามความดีของมนุษย์ที่ได้ทำไปเมื่อครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลกนี้

แบปทิสต์

นิกายแบปทิสต์ (ศัพท์ราชบัณฑิตยสถาน) หรือ แบ๊บติสต์ (ศัพท์โปรเตสแตนต์) (อังกฤษ: Baptists) เป็นนิกายในศาสนาคริสต์ฝ่ายโปรเตสแตนต์ ชื่อของนิกายนี้มาจากหลักปฏิบัติที่ปฏิเสธการทำพิธีบัพติศมาแก่ทารก แต่ยอมรับเฉพาะพิธีบัพติศมาแก่ผู้เชื่อเท่านั้น

คณะแบปทิสต์กำเนิดขึ้นในระหว่างการปฏิรูปศาสนาฝ่ายโปรเตสแตนต์ในประเทศอังกฤษราวคริสต์ศตวรรษที่ 17 จากนั้นจึงแพร่ไปทั่วยุโรปเหนือ และทวีปอื่น ๆ ตามลำดับ

ในปี ค.ศ. 2008 พันธมิตรแบปทิสต์โลกรายงานว่ามีสมาชิกอยู่ทั้งสิ้นกว่า 41 ล้านคน และมีคริสตจักรกว่า 150,000 แห่งในสังกัด

โปรเตสแตนต์

นิกายโปรเตสแตนต์ (อังกฤษ: Protestantism) เป็นนิกายหนึ่งในศาสนาคริสต์ ใช้หมายถึงคริสต์ศาสนิกชนใด ๆ ที่ไม่ใช่โรมันคาทอลิกและออร์ทอดอกซ์ โปรเตสแตนต์เป็นขบวนการศาสนาที่มีจุดเริ่มต้นที่ประเทศเยอรมนีช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 เพื่อคัดค้านหลักความเชื่อและการปฏิบัติแบบโรมันคาทอลิก โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับความรอด การทำให้ชอบธรรม และคริสตจักรวิทยา โปรเตสแตนต์แบ่งออกเป็นหลายคริสตจักรย่อย ซึ่งยึดหลักความเชื่อแตกต่างกันไป แต่โดยทั่วไปจะยอมรับหลักการเหมือนกันว่ามนุษย์จะเป็นคนชอบธรรมได้ก็โดยอาศัยพระคุณจากพระเจ้าผ่านทางความเชื่อเท่านั้น (เรียกว่าหลักโซลากราเซียและโซลาฟีเด) เชื่อว่าผู้เชื่อทุกคนเป็นปุโรหิต และคัมภีร์ไบเบิลมีอำนาจสูงสุดในการกำหนดหลักความเชื่อและศีลธรรม (เรียกว่าหลักโซลาสกริปตูรา)

ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ศิษย์ของมาร์ติน ลูเทอร์ ได้ตั้งคริสตจักรอิแวนเจลิคัลแห่งเยอรมนีและสแกนดิเนเวียขึ้น ส่วนคริสตจักรปฏิรูปในประเทศฮังการี สวิตเซอร์แลนด์ สกอตแลนด์ และฝรั่งเศส ตั้งขึ้นโดยฌ็อง กาลแว็ง และนักปฏิรูปศาสนาคนอื่น ๆ เช่น ฮุลดริช ซวิงลี นอกจากนี้ยังมีจอห์น น็อกซ์ ที่ตั้งคริสตจักรปฏิรูปในฮังการีขึ้น ในประเทศอังกฤษการปฏิรูปศาสนานำโดยคริสตจักรแห่งอังกฤษ และยังมีขบวนการปฏิรูปศาสนาอีกหลายกลุ่มเกิดขึ้นทั่วยุโรปภาคพื้นทวีป เช่น การปฏิรูปแบบรุนแรง ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของกลุ่มอนาแบ๊บติสต์ โมราเวียน และขวนการไพเอทิสต์อื่น ๆ

โรมันคาทอลิก

พระศาสนจักรคาทอลิก (อังกฤษ: Catholic Church) หรือ คริสตจักรโรมันคาทอลิก (Roman Catholic Church) เป็นคริสตจักรที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งมีศาสนิกชนกว่าพันล้านคน มีพระสันตะปาปาเป็นประมุข มีพันธกิจหลักคือ การประกาศข่าวดีเรื่องพระเยซูคริสต์ โปรดศีลศักดิ์สิทธิ์ และปฏิบัติกิจเมตตา ศาสนจักรคาทอลิกเป็นสถาบันที่เก่าแก่ที่สุดในโลกและมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์อารยธรรมตะวันตก คริสตจักรนี้สอนว่าศาสนจักรคาทอลิกเป็นคริสตจักรแท้เพียงแห่งเดียวที่ก่อตั้งโดยพระเยซู โดยมีมุขนายกเป็นผู้สืบตำแหน่งต่อจากอัครทูตของพระคริสต์ และมีพระสันตะปาปาที่สืบตำแหน่งมาจากนักบุญเปโตร ชาวคาทอลิกถือว่าศาสนจักรคาทอลิกเป็นคริสตจักรแท้ ดั้งเดิม สอนหลักความศรัทธาและศีลธรรมไม่มีผิดพลาด ศาสนจักรยังเน้นความสำคัญของพิธีบูชาขอบพระคุณ สอนว่าขนมปังและเหล้าองุ่นในพิธีศีลมหาสนิทเมื่อเสกแล้วเปลี่ยนสารเป็นพระมังสะและพระโลหิตจริง ๆ ของพระเยซู ทั้งยังให้ความสำคัญกับพระนางมารีย์พรหมจารีเป็นพิเศษ คือเชื่อว่าพระแม่ทรงปฏิสนธินิรมลและได้รับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ภายหลังมรณกรรมในประเทศไทยเรียกคริสต์ศาสนิกชนนิกายโรมันคาทอลิกว่า "คริสตัง" หรือ "คริสตชน" คริสตจักรโรมันคาทอลิกแบ่งการบริหารย่อยได้สองสายคือคริสตจักรละตินและคาทอลิกตะวันออก

ไญยนิยม

ไญยนิยม หรือลัทธินอสติก (อังกฤษ: gnosticism; กรีก: γνῶσις gnōsis ความรู้; อาหรับ: الغنوصية‎‎) คือแนวคิดทางศาสนารูปแบบหนึ่งในสมัยโบราณ ซึ่งเชื่อว่ามนุษย์ควรสละโลกวัตถุ เพื่อมุ่งเน้นเรื่องจิตวิญญาณ แนวคิดเช่นนี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อศาสนาสมัยโบราณ ดังเห็นได้จากการถือพรต ถือพรหมจรรย์ เพื่อให้ถึงการหลุดพ้น การตรัสรู้ ความรอด การกลับไปรวมกับพระเป็นเจ้า เป็นต้น อย่างไรก็ตาม รายละเอียดการปฏิบัติอาจแตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่ม

ไญยนิยมเริ่มปรากฏรูปแบบชัดเจนขึ้นเมื่ออยู่ในบริบทของศาสนาคริสต์ ในอดีตนักวิชาการบางคนเชื่อว่าไญยนิยมเกิดขึ้นก่อนศาสนาคริสต์ และเป็นต้นกำเนิดของความเชื่อและการปฏิบัติหลายอย่างที่แพร่หลายอยู่แล้วในสมัยนั้น ทั้งในศาสนาคริสต์ยุคแรก ศาสนายูดาห์แบบเฮลเลนิสต์ ศาสนาโรมันโบราณ ศาสนาโซโรอัสเตอร์ และลัทธิเพลโต แต่เมื่อค้นพบหอสมุดนักฮัมมาดี กลับไม่ปรากฏตำราไญยนิยม จึงได้ข้อสรุปว่าไญยนิยมที่เป็นระบบ เป็นเอกภาพ เพิ่งถูกพัฒนาขึ้นมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 2

ภาษาอื่น

This page is based on a Wikipedia article written by authors (here).
Text is available under the CC BY-SA 3.0 license; additional terms may apply.
Images, videos and audio are available under their respective licenses.