การสงครามกองโจร

การสงครามกองโจร (อังกฤษ: guerrilla warfare) เป็นการสงครามนอกแบบรูปแบบหนึ่ง ซึ่งพลรบกลุ่มเล็ก เช่น พลเรือนติดอาวุธและหน่วยทหารหน่วยเล็กๆที่ไว้วางใจได้ ใช้ยุทธวิธีทางทหาร เช่น การซุ่มโจมตี (ambush) การก่อวินาศกรรม (sabotage) การตีโฉบฉวย (raid) การจู่โจมแบบไม่ให้ตั้งตัว (surprise attack) และการเคลื่อนที่พิเศษเพื่อพิชิตกองทัพตามแบบที่ใหญ่กว่าและเคลื่อนที่ได้น้อยกว่า หรือโจมตีเป้าหมายที่อ่อนแอกว่า และถอนตัวในทันทีโดยที่ศัตรูไม่ทันได้ตั้งตัวและจะทำให้โดนกองทัพใหญ่ที่ตามมาข้างหลังถล่มได้

การก่อการกำเริบในทิเบต พ.ศ. 2502

การก่อการกำเริบในทิเบต พ.ศ. 2502 หรือการกบฏในทิเบต พ.ศ. 2502 เริ่มเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2502 เมื่อการกบฏอุบัติในกรุงลาซา เมืองหลวงของทิเบต ซึ่งอยู่ในการควบคุมของพรรคคอมมิวนิสต์จีนนับแต่ความตกลงสิบเจ็ดข้อในปี 2494 แม้ทะไลลามะที่ 14 หนีในปี 2502 แต่การขัดกันด้วยอาวุธระหว่างกบฏทิเบตและกองทัพจีนเริ่มในปี 2499 ในเขตคาม (Kham) และอัมโด (Amdo) ซึ่งมีการปฏิรูปสังคมนิยม ต่อมา การสงครามกองโจรก็ลามไปพื้นที่อื่นของทิเบตและกินเวลาจนถึงปี 2505

ผู้พลัดถิ่นทิเบตบางส่วนจัดวันครบรอบเป็นวันก่อการกำเริบทิเบต วันครบรอบคราวสิ้นสุดมีการเฉลิมฉลองในทิเบตเป็นวันปลดปล่อยข้าติดที่ดินให้เป็นอิสระ (Serfs Emancipation Day)

การบ่อนทำลาย

การบ่อนทำลาย (อังกฤษ: subversion) หมายถึง ความพยายามเปลี่ยนแปลงระเบียบสังคมและโครงสร้างอำนาจ อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายและลำดับชั้นบังคับบัญชาของสังคมอันเป็นที่ยอมรับ การบ่อนทำลายยังหมายถึง กระบวนการซึ่งค่านิยมและหลักของระบบที่มีอยู่ถูกขัดแย้งหรือสวนทาง การบ่อนทำลายใช้เป็นเครื่องมือบรรลุเป้าหมายทางการเมือง เพราะโดยทั่วไปมีความเสี่ยง ราคาและความยากน้อยกว่า ซึ่งตรงข้ามกับการเป็นคู่สงครามอย่างเปิดเผย ยิ่งไปกว่านั้น การบ่อนทำลายยังเป็นการสงครามรูปแบบที่ค่อนข้างราคาถูกซึ่งไม่ต้องอาศัยการฝึกมากนัก โดยทั่วไป กลุ่มก่อการร้ายไม่ใช้การบ่อนทำลายเป็นเครื่องมือบรรลุเป้าหมายของตน การบ่อนทำลายเป็นกิจกรรมที่เน้นกำลังคนและหลายกลุ่มขาดกำลังคนและเครือข่ายการเมืองและสังคมเพื่อดำเนินกิจกรรมบ่อนทำลาย ทว่า การกระทำของผู้ก่อการร้ายอาจมีผลบ่อนทำลายต่อสังคม การบ่อนทำลายยังส่อความการใช้วิธีแอบแฝง ไม่ซื่อสัตย์ การเงินหรือรุนแรงเพื่อนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงเช่นว่า

การบ่อนทำลายขัดกับการประท้วง รัฐประหาร หรือการดำเนินผ่านวิธีดั้งเดิมที่มีอยู่ในระบบการเมืองหนึ่งเพื่อนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง ยิ่งไปกว่านั้น การบ่อนทำลายภายนอก คือ การที่ "รัฐผู้รุกรานพยายามเกณฑ์และสนับสนุนตัวแสดงทางการเมืองและทหารพื้นเมืองเพื่อโค่นรัฐบาลของตนโดยรัฐประหาร" หากการบ่อนทำลายไม่อาจบรรลุเป้าหมายการนำมาซึ่งรัฐประหารได้ เป็นไปได้ว่าตัวแสดงและการกระทำของกลุ่มบ่อนทำลายอาจเปลี่ยนเป็นการก่อการกบฏ และ/หรือ การสงครามกองโจรได้

ขบวนการต่อต้านฝรั่งเศส

ขบวนการต่อต้านฝรั่งเศส (ฝรั่งเศส: La Résistance,อังกฤษ: French Resistance) เป็นกลุ่มขบวนการของกลุ่มเคลื่อนไหวฝรั่งเศสที่ได้ต่อสู้กับนาซีเยอรมันที่ได้เข้ายึดครองฝรั่งเศสและต่อต้านการให้ความร่วมมือของรัฐบาลวิชีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง.คำว่า Résistance เป็นคำที่ถูกเรียกว่า กลุ่มติดอาวุธขนาดเล็กทั้งชายและหญิง (เรียกว่า มาร์กีในพื้นที่ชนบท) ซึ่งนอกเหนือจากพวกเขาจะเคลื่อนไหวแบบการสงครามกองโจรแล้ว พวกเขายังเผยแพร่ของหนังสือพิมพ์ใต้ดิน การจัดหาข้อมูลข่าวกรองโดยตรง และคอยดูแลของเครือข่ายในการหลบหนีที่ได้ให้ความช่วยเหลือแก่ทหารและนักบินฝ่ายสัมพันธมิตรที่ติดอยู่ในแนวหลังของศัตรู ผู้ชายและหญิงของกลุ่มต่อต้านมาจากทั้งหมดของระดับเศรษฐกิจและความโน้มน้าวทางการเมืองของสังคมฝรั่งเศส รวมทั้งผู้อพยพ; นักวิชาการ, นักศึกษา, ชนชั้นสูง, นักจารีตนิยมในนิกายโรมันคาทอลิก (รวมทั้งพระนักบวช) และพลเรือนจากกลุ่มฝ่ายเสรีนิยม, อนาธิปไตย และคอมมิวนิสต์.

ขบวนการต่อต้านฝรั่งเศสได้มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือในการรุกโจมตีฝรั่งเศสของฝ่ายสัมพันธมิตรในภายหลังจากการบุกครองนอร์มังดี เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1944 และเป็นที่รู้จักที่น้อยที่สุดคือการบุกครองโพรวองซ์ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ได้ให้ข่าวกรองทางทหารในการป้องกันเยอรมันที่ได้ที่รู้จักกันคือ กำแพงแห่งแอตแลนติก และการแปรขบวนทัพของกองทัพเวร์มัคท์และคำสั่งในการรบ ขบวนการต่อต้านฝรั่งเศสได้วางแผนในการประสานงานและปฏิบัติการในการก่อวินาศกรรมในกริดไฟฟ้า การอำนวยในการขนส่ง และเครือข่ายของโทรคมนาคม นอกจากนี้ยังได้มีความสำคัญทางการเมืองและทางศีลธรรมต่อฝรั่งเศส ทั้งในช่วงการยึดครองของเยอรมันและจากสิบปีหลังจากนั้น เพราะมันได้ทำให้ประเทศนี้ด้วยตัวอย่างที่น่าประทับใจในการบรรลุในความรักชาติเพื่อความจำเป็นของชาติ เพื่อต่อต้านจากภัยคุกคามต่อชาติฝรั่งเศส การปฏิบัติการของกลุ่มต่อต้านนั้นได้อยู่ตรงข้ามกับการให้ความร่วมมือของรัฐบาลฝรั่งเศสที่ตั้งอยู่ที่วิชี ชาวฝรั่งเศสที่ได้เข้าร่วมกับ Milice française กองกำลังกึ่งทหารที่ได้รับการสนับสนุนจากนาซีและชาวฝรั่งเศสที่ได้ไปเข้าร่วมกับหน่วยวัฟเฟิน-เอ็สเอ็ส.

ภายหลังจากการยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดีและโพรวองซ์ ส่วนประกอบกองกำลังกึ่งทหารของขบวนการต่อต้านฝรั่งเศสได้ถูกจัดตั้งอย่างเป็นทางการ เป็นลำดับชั้นของหน่วยงานปฏิบัติการที่รู้จักกันดี โดยได้เรียกร่วมกันว่า กองกำลังฝรั่งเศสแห่งกิจการภายในหรือเอฟเอฟไอ (French Forces of the Interior-FFI) ได้มีการคาดว่า จะมีกองกำลังจำนวน 100,000 คน ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1944 เอฟเอฟไอได้เติบโตอย่างรวดเร็วและได้บรรลุถึงประมาณ 400,000 คนในเดือนตุลาคมของปีนั้น ถึงแม้ว่าการร่วมมือกันของหน่วยเอฟเอฟไอ ในบางกรณีก็ต้องประสบกับปัญหาทางการเมือง จนในที่สุดก็ได้ประสบความสำเร็จและได้รับอนุญาตให้ฝรั่งเศสเพื่อสร้างกองทัพใหม่ให้มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ในทวีปยุโรป (1.2 ล้านคน) โดยวันแห่งชัยชนะยุโรป ( VE Day) ในปี ค.ศ. 1945

ขบวนการอาเจะฮ์เสรี

ขบวนการอาเจะฮ์เสรี (อินโดนีเซีย: Gerakan Aceh Merdeka; GAM) หรือ แนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติอาเจะฮ์สุมาตรา (อังกฤษ: Aceh Sumatra National Liberation Front) เป็นขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่เรียกร้องเอกราชในบริเวณอาเจะฮ์ที่อยู่ในเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย การต่อสู้ด้วยความรุนแรงขององค์กรยุติลงหลังจากการเจรจาสันติภาพกับรัฐบาลอินโดนีเซีย เมื่อ พ.ศ. 2548 ปัจจุบันรัฐบาลอินโดยนีเซียเรียกกลุ่มนี้ว่า ขบวนการก่อกวนความปลอดภัยในอาเจะฮ์ (Aceh Security Disturbance Movement)

จักรวรรดิญี่ปุ่น

จักรวรรดิญี่ปุ่น หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ มหาจักรวรรดิญี่ปุ่น (ญี่ปุ่น: 大日本帝国 โรมาจิ: Dai Nippon Teikoku) เป็นจักรวรรดิที่อยู่ทางตะวันออกที่สุดและเป็นหนึ่งในมหาอำนาจของโลก ในคริสต์ศตวรรษที่ 19-20 สถาปนาขึ้นภายหลังจากการปฏิรูปเมจิ เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2411 และสิ้นสุดลงเมื่อ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2490 ภายหลังจักรวรรดิญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง

ในยุคนี้อุตสาหกรรมมากมายเกิดขึ้นในญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว รวมถึงแสนยานุภาพทางการทหาร ภายใต้หลักการ ฟุโกะกุ เคียวเฮ (ญี่ปุ่น: 富国強兵 โรมาจิ: ประเทศมั่งคั่ง การทหารเข้มแข็ง) ซึ่งนำไปสู่การเป็นมหาอำนาจใหม่ของโลก ท้ายสุดคือการเข้าร่วมกับฝ่ายอักษะในสงครามโลกครั้งที่สอง และสามารถพิชิตภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้ทั้งหมด นั่นเองทำให้ในปี พ.ศ. 2485 ถือเป็นจุดสูงสุดของจักรวรรดิญี่ปุ่น ที่มีอาณาเขตไพศาลถึง 7,400,000 ตารางกิโลเมตร

ภายหลังความสำเร็จทางการทหารในสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สองและสงครามแปซิฟิก จักรวรรดิญี่ปุ่นเริ่มประสบกับความปราชัยในหลายๆสมรภูมิทางมหาสมุทรแปซิฟิก รวมทั้งการการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโระชิมะและนะงะซะกิ นั่นเองทำให้จักรวรรดิญี่ปุ่น ยอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตร เมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2488 ในห้วงเวลาที่ฝ่ายสัมพันธมิตรนำโดยสหรัฐอเมริกาเข้าควบคุมญี่ปุ่น มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเป็นส่วนร่วม รัฐธรรมนูญใหม่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2490 ซึ่งถือเป็นจุดสิ้นสุดของจักรวรรดิญี่ปุ่น

จักรวรรดิฝรั่งเศสที่หนึ่ง

จักรวรรดิฝรั่งเศสที่หนึ่ง (ฝรั่งเศส: Premier Empire) มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า (ฝรั่งเศส: L'Empire des Français; ล็องปีร์เดส์ฟร็องแซส์ แปลว่า จักรวรรดิแห่งชาวฝรั่งเศส) ยังรู้จักกันในนาม มหาจักรวรรดิฝรั่งเศส และ จักรวรรดินโปเลียน โดยเป็นจักรวรรดิที่สถาปนาขึ้นโดย จักรพรรดินโปเลียนที่ 1 แห่งฝรั่งเศส ภายหลังจากที่พระองค์ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งฝรั่งเศส โดยเป็นจักรวรรดิที่มีส่วนสำคัญและมีอำนาจอย่างมากในทวีปยุโรปในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยเปลี่ยนผ่านมาจากคณะกงสุลฝรั่งเศส จักรวรรดิยังเป็นผู้ริเริ่มการทำสงครามมากมายในยุโรปจากนโยบายการต่างประเทศของจักรพรรดินโปเลียน ที่มุ่งเน้นจะยึดครองทวีปยุโรปไว้กับฝรั่งเศสแต่เพียงผู้เดียว

พลพรรคโซเวียต

พลพรรคโซเวียต (อังกฤษ: Soviet partisans) เป็นสมาชิกของกลุ่มเคลื่อนไหวในการต่อต้านซึ่งได้สู้รบในรูปแบบการสงครามกองโจรในการต่อกรกับกองทัพฝ่ายอักษะในสหภาพโซเวียตและก่อนหน้านี้ในดินแดนยึดครองโซเวียตในโปแลนด์ในปี ค.ศ. 1941-45 การเคลื่อนไหวของพลพรรคโซเวียตได้เกิดขึ้นภายหลังจากการรุกรานสหภาพโซเวียตของเยอรมนีนาซี ตามมหาสารานุกรมโซเวียต (Great Soviet Encyclopedia) พลพรรคโซเวียตได้รับการประสานงานและควบคุมโดยรัฐบาลโซเวียตและเป็นแบบอย่างของกองทัพแดง. วัตถุประสงค์หลักของการสงครามกองโจรที่เกิดขึ้นมาจากหน่วยพลพรรคโซเวียตคือการทำลายแนวหลังของเยอรมันบนแนวรบด้านตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเส้นทางการคมนาคมทางถนนและรถไฟ นอกจากนี้ยังได้มีการก่อตั้งรูปแบบทหารที่เรียกว่า พลพรรค ซึ่งได้ใช้ในปฏิบัติภารกิจการลาดตระเวนระยะไกลในแนวหลังฝ่ายอักษะจากดินแดนโซเวียตที่ถูกยึดครอง

ระเบิดติดรถ

ระเบิดติดรถ (อังกฤษ: car bomb), ระเบิดติดรถบรรทุก (truck bomb) หรือ ระเบิดแสวงเครื่องติดยานพาหนะ (vehicle-borne improvised explosive device, VBIED) คือระเบิดแสวงเครื่องที่ถูกติดตั้งหรือจัดวางไว้ในรถยนต์หรือยานพาหนะอื่น และถูกจุดให้ปะทุ

ระเบิดติดรถมักถูกใช้เป็นอาวุธในการลอบสังหาร การก่อการร้าย หรือการสงครามกองโจร เพื่อสังหารผู้ที่อยู่ในยานพาหนะนั้นหรือผู้คนที่อยู่ใกล้จุดเกิดระเบิด หรือเพื่อสร้างความเสียหายแก่อาคารและทรัพย์สินต่าง ๆ ยานพาหนะที่ใช้ติดตั้งระเบิดสามารถเคลื่อนย้ายวัตถุระเบิดได้เป็นปริมาณมากโดยไม่เป็นที่สงสัย ทั้งนี้ เคยมีการบรรทุกวัตถุระเบิดน้ำหนักอย่างน้อย 3,200 กิโลกรัม (7,000 ปอนด์) ในยานพาหนะขนาดใหญ่มาแล้ว เช่นในการลอบวางระเบิดที่เมืองโอคลาโฮมาซิตี สหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2538

ระเบิดติดรถสามารถถูกจุดให้ปะทุได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการเปิดประตูยานพาหนะ การสตาร์ตเครื่องยนต์ การเหยียบคันเร่งหรือห้ามล้อ การใช้วิทยุบังคับ การจุดชนวน หรือการตั้งเวลา น้ำมันในถังเชื้อเพลิงของยานพาหนะอาจทำให้การระเบิดมีอานุภาพรุนแรงมากขึ้นจากการกระจายและจุดเชื้อเพลิงให้ลุกไหม้

สงครามกลางเมืองกรีซ

สงครามกลางเมืองกรีซ (อังกฤษ: Greek Civil War; กรีก: ο Eμφύλιος [Πόλεμος] o Emfýlios [Pólemos], "the Civil [War]") เป็นการต่อสู้ในกรีซในปี พ.ศ. 2489-พ.ศ. 2492 ระหว่างกองทัพรัฐบาลกรีก (ได้รับการสนับสนุนโดยสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา) และกองกำลังประชาธิปไตยกรีซ (DSE,ทหารของพรรคคอมมิวนิสต์กรีก (KKE) สนับสนุนจากยูโกสลาเวีย แอลเบเนียเช่นเดียวกับบัลแกเรีย) การต่อสู้ส่งผลให้พวกก่อการร้ายคอมมิวนิสต์พ่ายแพ้กองกำลังของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์แห่งกรีซก่อตั้งขึ้นและได้รับทุนจากประเทศคอมมิวนิสต์เช่นยูโกสลาเวียประชาธิปัตย์กองทัพกรีซรวมถึงบุคลากรหลายคนที่เคยต่อสู้กับเยอรมันและอิตาลีในช่วงการยึดครองในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

สงครามกลางเมืองเป็นผลมาจากการต่อสู้แบ่งขั้วระหว่างอุดมการณ์ซ้ายและขวาที่เริ่มต้นในปี พ.ศ. 2486 จากปี พ.ศ. 2487 แต่ละด้านที่กำหนดเป้าหมายที่จะขึ้นมาปกครองหลังสิ้นสุดของการยึดครองรวมระหว่างเยอรมันและอิตาลี (พ.ศ. 2484-พ.ศ. 2488) ในที่สุดฝ่ายขวาสามารถได้ขึ้นมาปกครองได้ การต่อสู้กลายเป็นหนึ่งในความขัดแย้งช่วงแรกในสงครามเย็น (พ.ศ. 2490-พ.ศ. 2534) และเป็นสงครามตัวแทนแรกในสงครามเย็น กรีซในที่สุดได้รับการสนับสนุนโดยสหรัฐ (ผ่านทรูแมนหลักคำสอนและแผนมาร์แชลล์) และเข้าร่วมนาโต (พ.ศ. 2495) ระหว่างสงครามสหภาพโซเวียตโจเซฟ สตาลินต้องการสงครามสิ้นสุดลงเพื่อรักษาข้อตกลงเปอร์เซ็นต์ไว้ส่วนทางด้านยูโกสลาเวียยอซีป บรอซ ตีโตอยากจะให้ทำสงครามต่อไปตีโต้มีความมุ่งมั่นที่จะช่วยให้พวกคอมมิวนิสต์กรีกในความพยายามของพวกเขาได้ยั่วโมโหสตาลินซึ่งเรื่องจะเป็นหนึ่งในสาเหตุของความแตกแยกระหว่างตีโต้-สตาลินในอนาคต

แม้ว่ากองกำลังของรัฐบาลจะมีอุปสรรคในปี พ.ศ. 2489-พ.ศ. 2491แต่จากการเพิ่มความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ, ความล้มเหลวของ DSE และผลข้างเคียงของการแยกตีโต้-สตาลิน พ.ศ. 2491 ในที่สุดก็นำไปสู่ชัยชนะของกองกำลังรัฐบาล นำไปสู่การเป็นสมาชิกของกรีซในนาโต้ (พ.ศ. 2495) และช่วยในการกำหนดความสมดุลอุดมการณ์ของพลังงานในทะเลอีเจียนสำหรับทั้งสงครามเย็น สงครามกลางเมืองทำให้กองทัพมีอำนาจมากกว่ารัฐบาลนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลทหารกรีก 1967-1974 และมรดกของขั้วทางการเมืองว่าจนถึงวันนี้

สงครามประชาชน

สงครามประชาชน (จีน: 人民战争; พินอิน: Rénmín zhànzhēng) หรือเรียก สงครามประชาชนยืดเยื้อ เป็นยุทธศาสตร์การทหาร-การเมืองที่ผู้นำปฏิวัติคอมมิวนิสต์และการเมืองชาวจีน เหมา เจ๋อตง (ค.ศ. 1893–1976) พัฒนาขึ้นครั้งแรก มโนทัศน์เบื้องต้นคือการรักษาการสนับสนุนของประชาชนและล่อข้าศึกให้อยู่ลึกเข้ามาในชนบท (เป็นการยืดเส้นทางกำลังบำรุง) ที่ซึ่งประชาชนจะทำให้ข้าศึกหมดกำลังโดยการสงครามเคลื่อนที่และกองโจรผสมกัน คอมมิวนิสต์ใช้ยุทธศาสตร์ดังกล่าวต่อกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่สองและรัฐบาลคอมมิวนิสต์ใช้ในสงครามกลางเมืองจีน

นักลัทธิเหมาใช้คำนี้เป็นยุทธศาสตร์การต่อสู้ปฏิวัติด้วยอาวุธระยะยาว หลังสงครามจีน–เวียดนาม ค.ศ. 1979 เติ้ง เสี่ยวผิงเลิกใช้สงครามประชาชนแล้วใช้ "สงครามประชาชนภายใต้ภาวะสมัยใหม่" แทน ซึ่งเปลี่ยนจากการพึ่งพาจำนวนพลเป็นเทคโยโลยีแทน ด้วยการรับ "สังคมนิยมที่มีลักษณะจีน" การปฏิรูปเศรษฐกิจขับเคลื่อนการลงทุนทางทหารและเทคโนโลยี นอกจากนี้ยังลดจำนวนกำลังพลและส่งเสริมความเป็นอาชีพแทน

เวียดกงใช้ยุทธศาสตร์สงครามประชาชนอย่างหนักในสงครามเวียดนาม ทั้งนี้ ไม่ควรสับสนระหว่างสงครามยืดเยื้อกับทฤษฎี "โฟโก" (foco) ที่เช เกบาราและฟีเดล กัสโตรใช้ในการปฏิวัติคิวบา ค.ศ. 1959

สงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่ง

สงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่งเริ่มในอินโดจีนฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ. 1946 และกินเวลาจนวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1954 การสู้รบระหว่างกำลังฝรั่งเศสและคู่ต่อสู้เวียดมินห์ในทางใต้เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน ค.ศ. 1945 ความขัดแย้งนี้มีกำลังต่าง ๆ ซึ่งรวมกองทัพรบนอกประเทศภาคพื้นตะวันออกไกลฝรั่งเศสของสหภาพฝรั่งเศส ซึ่งมีฝรั่งเศสเป็นผู้นำ และมีกองทัพแห่งชาติเวียดนามของสมเด็จพระจักรพรรดิบ๋าว ดั่ยสนับสนุนต่อเวียดมินห์ซึ่งมีโฮจิมินห์เป็นผู้นำและกองทัพประชาชนเวียดนามซึ่งมีหวอ เงวียน ซ้าปเป็นผู้นำ การสู้รบส่วนใหญ่เกินในตังเกี๋ยในเวียดนามเหนือ แม้ความขัดแย้งกลืนทั่วประเทศและยังลามไปรัฐในอารักขาอินโดจีนฝรั่งเศสเพื่อนบ้านลาวและกัมพูชา

ณ การประชุมพ็อทซ์ดัมในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1945 เสนาธิการร่วม (Combined Chiefs of Staff) ตัดสินใจว่าอินโดจีนใต้ละติจูด 16 องศาเหนือจะรวมอยู่ในกองบัญชาการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายใต้พลเรือเอกเมานต์แบ็ทแตนชาวบริติช กำลังญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ทางใต้เส้นนั้นยอมจำนนต่อเขาและกำลังญี่ปุ่นเหนือเส้นนั้นยอมจำนนต่อจอมทัพเจียง ไคเช็ก ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1945 กำลังจีนเข้าตังเกี๋ยและกำลังรบเฉพาะกิจบริติชขนาดเล็กขึ้นบกที่ไซ่ง่อน จีนยอมรับรัฐบาลเวียดนามภายใต้โฮจิมินห์ ซึ่งกำลังต่อต้านเวียดมินห์ตั้ง ซึ่งขณะนั้นครองอำนาจอยู่ในกรุงฮานอย ฝ่ายบริเตนไม่ยอมตามในไซ่ง่อน และยอมให้ฝรั่งเศสที่นั่นตั้งแต่ต้น ซึ่งต่อต้านการสนับสนุนเวียดมินห์ที่ดูเช่นนั้นโดยผู้แทนโอเอสเอสของอเมริกา ในวันวี-เจ 2 กันยายน โฮจิมินห์ประกาศสถาปนาสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนามในกรุงฮานอย สาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนามปกครองเป็นรัฐบาลพลเรือนเดียวในเวียดนามทั้งหมดเป็นเวลาประมาณ 20 วัน หลังจักรพรรดิบ๋าว ดั๋ยสละราชสมับติ ซึ่งปกครองในการปกครองของญี่ปุ่น ฉะนั้นเวียดมินห์จึงถือเป็น "หุ่นเชิดญี่ปุ่น" วันที่ 23 กันยายน ค.ศ. 1945 ด้วยทราบถึงผู้บัญชาการบริติชในไซ่ง่อน กำลังฝรั่งเศสโค่นรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนเวียดนามท้องถิ่น และประกาศฟื้นฟูอำนาจของฝรั่งเศสในโคชินจีน การสงครามกองโจรพลันเริ่มรอบไซ่ง่อนปีแรก ๆ ของสงครามเป็นการก่อการกำเริบในชนบทระดับต่ำต่อทางการฝรั่งเศส ทว่า หลังคอมมิวนิสต์จีนถึงชายแดนเวียดนามด้านเหนือใน ค.ศ. 1949 ความขัดแย้งเปลี่ยนเป็นสงครามตามแบบระหว่างสองกองทัพที่มีอาวุธสมัยใหม่ที่สหรัฐและสหภาพโซเวียตจัดหา กำลังสหภาพฝรั่งเศสมีทหารอาณานิคมจากทั้งอดีตจักรวรรดิ (โมร็อกโก อัลจีเรีย ตูนิเซีย ลาว กัมพูชาและชนกลุ่มน้อยเวียดนาม) กำลังอาชีพฝรั่งเศสและหน่วยกองทหารต่างด้าวฝรั่งเศส การใช้กำลังฝรั่งเศสแผ่นดินใหญ่เกณฑ์ถูกรัฐบาลห้ามเพื่อป้องกันมิให้สงครามยิ่งไม่ได้รับความนิยมมากขึ้นอีกในประเทศแม่ ปัญญาชนฝ่ายซ้ายในประเทศฝรั่งเศสเรียกสงครามนี้ว่า "สงครามสกปรก"ยุทธศาสตร์ผลักดันเวียดมินห์ให้โจมตีฐานที่มีการป้องกันดีในส่วนห่างไกลของประเทศ ณ ปลายเส้นทางลอจิสติกของเวียดมินห์สมเหตุสมผลที่ยุทธการที่หน่าสาน ทว่า ฐานนี้ค่อนข้างอ่อนแอเพราะขาดวัสดุก่อสร้างอย่างคอนกรีตและเหล็กกล้า รถถังหุ้มเกาะซึ่งมีประโยชน์จำกัดในสิ่งแวดล้อมป่า การขาดกองทัพอากาศที่เข้มแข็งสำหรับการคุ้มกันทางอากาศและการทิ้งระเบิดปูพรมและการใช้กำลังต่างด้าวเกณฑ์จากอาณานิคมฝรั่งเศสอื่นที่เกิดจากความไม่เป็นที่นิยมของสงครามนี้ในประเทศฝรั่งศสซึ่งห้ามการใช้ทหารเกณฑ์ชาวฝรั่งเศสประจำการ อีกด้านหนึ่ง ซ้าปใช้ยุทธวิธีที่มีประสิทธิภาพและใหม่ปืนใหญ่ยิงตรง (direct fire artillery) การซุ่มโจมตีขบวนคุ้มกันและปืนต่อสู้อากาศยานที่รวบรวมเพื่อขัดขวางการส่งกำลังบำรุงทางบกหรืออากาศร่วมกับยุทธศาสตร์ที่ยึดการเกณฑ์กองทัพประจำการขนาดพอสมควรที่อำนวยจากการสนับสนุนของประชาชนอย่างกว้างขวาง ลัทธิการสงครามกองโจรและการสอนที่พัฒนาในประเทศจีนและการใช้วัสดุสงครามเรียบง่ายและเชื่อถือได้ที่สหภาพโซเวียตจัดหา ทั้งหมดนี้รวมกันพิสูจน์แล้วว่าเป็นหายนะสำหรับการป้องกันฐานนี้ ลงเอยด้วยความปราชัยของฝรั่งเศสอย่างเด็ดขาดในยุทธการที่เดียนเบียนฟูณ การประชุมเจนีวาระหว่าปงระเทศเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ค.ศ. 1954 รัฐบาลฝรั่งเศสสังคมนิยมใหม่และเวียดมินห์ทำความตกลงซึ่งถูกรัฐบาลเวียดนามและสหรัฐประณาม แต่ให้คอมมิวนิสต์ควบคุมเวียดนามเหนือเหนือเส้นขนานที่ 17 ยกการควบคุมเวียดนามเหนือให้เวียดมินห์ภายใต้โฮจิมินห์ และเวียดนามใต้ยังอยู่ภายใต้จักรพรรดิบ๋าว ดั๋ย ปีต่อมา บ๋าว ดั่ยถูกนายกรัฐมนตรีโง ดิญ เสี่ยมปลด สถาปนาสาธารณรัฐเวียดนาม ไม่นาน เกิดการก่อการกำเริบที่เวียดนามเหนือสนับสนุนต่อรัฐบาลเดี่ยม ความขัดแย้งค่อย ๆ บานปลายเป็นสงครามเวียดนาม

ภาษาอื่น

This page is based on a Wikipedia article written by authors (here).
Text is available under the CC BY-SA 3.0 license; additional terms may apply.
Images, videos and audio are available under their respective licenses.